ลักข์ฟังมาเล่า : โรคกระดูกพรุน

 

กิจกรรมเสวนา "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

กิจกรรมเสวนา “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

เรื่อง     “โรคกระดูกพรุน”

เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ติดภารกิจกะทันหัน ทางชมรมฯ จึงได้เรียนเชิญอ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา มาบรรยายในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) แก่สมาชิก โดยทางชมรมฯ ได้เชิญอาจารย์มาในหัวข้อ “โรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ” แต่อาจารย์ได้อธิบายว่า “โรคกระดูกพรุน” นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ตาม

กระดูกของเรานั้นมีรูและช่องว่างอยู่ แต่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกจะบางจนรูหรือช่องว่างที่มีอยู่นั้นเกิดเป็นรูกว้าง เป็นช่องว่างกว้างขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกหักได้ง่ายทั้งที่ไม่ได้เกิดจากเหตุที่รุนแรง

กระดูกของคนเราจะเติบโตขึ้นตามวัยจนถึงช่วงอายุ 20-30 ก็จะหยุด (ยกเว้นคนที่มีภาวะผิดปกติกระดูกจะไม่หยุดโต) เพราะฉะนั้นในวัยเด็กหากได้กินอาหารอย่างเต็มที่และถูกสุขลักษณะก็จะทำให้กระดูกของคนๆ นั้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดูกหยุดเติบโตก็จะนิ่งจนถึงวัย 40 หลังจากนั้นมวลกระดูกจะเริ่มบางลงตามธรรมชาติ

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ในเพศชายกระดูกจะเติบโตได้มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่นิ่งก็นานกว่าเพศหญิง และเมื่อถึงเวลาที่มวลกระดูกลดลงก็จะลดลงช้ากว่าของเพศหญิง โดยในเพศหญิงจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงที่ฮอร์โมนหมดหรือที่เรียกว่าวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย เพศหญิงจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูพรุนมากกว่าเพศชาย

โรคกระพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรตรวจร่างกายและพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

เกณฑ์ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุนในคนปกติ เพศหญิงควรตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เพศชาย 70 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจก่อนเกณฑ์ที่กำหนด

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนคือ

  1. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือ หักบ่อยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน
  2. ประวัติของตัวเราเองว่าเคยเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วกระดูกหักง่าย เช่น หกล้มแล้วเอามือยันแล้วกระดูกข้อมือหักถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ อุบัติเหตุรุนแรงคือ รถชน ตกจากที่สูง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เพราะมีความรุนแรง กระดูกหักจากอุบัติเหตุรุนแรงถือว่าเป็นภาวะปกติ
  3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิง หากใครมีประวัติการตัดรังไข่และหรือมดลูกก่อนวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ มวลกระดูกจะตกลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
  4. ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
  5. คนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวน้อย ค่า BMI ต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  7. การออกกำลัง ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า

วิธีคัดกรองผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. หากเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม.จากตอนหนุ่มสาว หรือ เตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ถือว่าผิดปกติ
  2. ตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก โดยตรวจจากกระดูกสันหลังและสะโพก
  3. ตรวจเลือด

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน (เป็นการแบ่งเพื่อรักษาให้ถูกต้องตามอาการ)

  1. ปกติ
  2. บาง คือ ไม่ปกติ เริ่มลดลง
  3. พรุน คือ ไม่ปกติ กระดูกบางลงไปเยอะ
  4. พรุนด้วยหักด้วย มีความบางของกระดูกสูง มีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกสูง ควรได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มมวลกระดูก

วิธีป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

  1. ได้รับแคลเซียมเพียงพอ (1,000 มก./วัน) แคลเซียมจากธรรมชาติคือ ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก, นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ในผู้สูงอายุควรเลือกนมไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วและธัญพืช
  2. ได้รับ Vit D เพียงพอ ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติผ่านแสงแดดที่มีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่ทำปฎิกริยากับไขมัน Cholesterol ที่อยู่ในผิวหนังของเราและผลิตเป็น Vit D ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกของเรา
  3. หยุดเหล้า หยุดบุหรี่
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. สำคัญที่สุดคือ การป้องกันระวังอย่าให้หกล้ม ไม่ว่ากระดูกจะบางแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหกล้มเมื่อไหร่ปัญหาจะตามมามากมาย ควรระวังท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวกดชักโครก ไม่นั่งยองๆ

คำถาม              คุณหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด กินแคลเซียมจะช่วยได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             ไม่เกี่ยวข้องกัน การกินแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้ข้อเข่าหายเสื่อมได้

คำถาม              การกินแคลเซียมสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             การกินแคลเซียมไม่ได้ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการช่วยไม่ให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ในการรักษา การกินยาแคลเซียม และ Vit D ที่มากเพียงพอจึงจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกขึ้นได้

คำถาม               บ้านเรามีสมุนไพรดีๆ ทำไมหมอถึงห้ามและไม่นำมาใช้?
อ.ลลิตา              สำหรับตัวหมอเองไม่เคยห้ามเลย พร้อมจะบอกคนไข้เสมอว่าให้เลือกที่น่าเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นของอภัยภูเบศร์ ที่มีการค้นคว้าวิจัยและทดลองจริง ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่าแบบที่ เขาบอกมาว่า ซึ่งจากประสบการณ์แล้วที่เขาบอกมาไม่สามารถรักษาได้จริง และหมอจะบอกคนไข้ว่าอย่างดกินยาที่หมอให้เอง อยากจะทดลองกินอะไรให้บอกหมอด้วย จะได้ช่วยดูแลกัน

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 148 เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปล. โดยส่วนตัวลักข์ตั้งแต่มีโอกาส ขอมาทำหน้าที่ฟังเสวนาแล้วเขียนสรุปและพิมพ์ลงในจดหมายข่าวส่งให้สมาชิกชมรมฯ เบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์นั้น ทำให้เข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงเข้าใจผิด และถูกหลอกได้ง่ายว่าเป็นของดีที่ไม่มีพิษภัยมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้ลงมือทำอาหารและขนมให้หม่าม้า ยิ่งทำให้รู้ว่าของสดจากธรรมชาติ และรสจากธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดเลือกดึงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุดนั้น … มีคุณค่า  มีความแตกต่าง และ เป็นสิ่งที่ดีจริง โดยมีเงือนไขว่า  “คุณค่าของธรรมชาติ” ไม่สามารถบรรจุให้เป็นแบบสำเร็จรูปขายได้เลย

อีกเรื่องสำคัญคือ สมุนไพรที่หลายคนหลงเชื่อว่าดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ มีโทษได้สำหรับคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และ เป็นโทษอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะที่จะได้รับสมุนไพร โดยเฉพาะที่บอกต่อกันมาให้กินในปริมาณมากอย่างไม่เหมาะสมด้วย เช่น คนที่มีภาวะของคนที่มีโรคไต และ โรคหัวใจ สมุนไพรจะเป็นตัวเร่งให้อาการของโรครุนแรงขึ้น

Advertisements

สมุนไพรรักษาโรคไต ได้?

หลังจากที่คุณหมอแปลผลเลือดแล้วบอกกับเราว่า “คุณเป็นโรคไต” แล้ว อะไรที่หมอพูดตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับโรค ระยะของโรค วิธีการดูแลตัวเอง และหรือรวมทั้งคำขู่จากคุณหมอ

หลายคนอาจจะมีความรู้สึกเดียวกันคือ ไม่ได้ยิน หรือได้ยินก็ไม่เข้าใจแล้ว เพราะยังรู้สึกช้อคไม่หายกับคำว่าเป็นโรคไต  คุณหมอไม่ต้องขู่อะไร จิตใจเราก็ห่อเหี่ยวแห้งฝ่อไม่เหลือกความหวังอะไรอีกแล้ว

อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกลัวจนเกินไป โรคไตวายมีหลายแบบ รวมทั้งหลายระยะอีกด้วย ฟังหมอวินิจฉัยครั้งแรกไม่เข้าใจ กลับบ้านมาหาข้อมูล กลับบ้านมาตั้งสติก่อน แล้วกลับไปถามคุณหมออีกครั้งให้เข้าใจให้ได้ว่า เราเป็นโรคไตแบบไหน เราเป็นโรคไตระยะไหน เราจะดูแลโรคไตของเราได้อย่างไร เราจะชะลอความเสื่อมของไตเราไปได้อย่างไร ไม่ต้องกลัวหมอนะคะ หมอบางคนอาจจะดุ หมอบางคนอาจจะมีนิสัยชอบขู่ หมอบางคนอาจจะใจดี ไม่ว่าหมอมีลักษณะนิสัยส่วนตัวอย่างไรก็ตามเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่หมออยากจะทำและแนะนำผู้ป่วยทุกครั้งคือ ให้เราเข้าใจโรคเพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองให้แข็งแรง … เพื่อที่จะไม่ให้เราต้องเดินทางไปถึงระยะของการฟอกไต หรือยืดระยะเวลาการฟอกไตไปให้นานที่สุด หรือถ้าจะต้องฟอกหมอก็จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

ความจริงที่หมอพูดอธิบายไม่น่าฟังเสมอ เพราะไม่มีความหวัง หรือปาฎิหารย์อะไรที่จะทำให้เราหายจากโรคไตได้ แต่ถ้าเราฟังเป็น ฟังแล้วทำความเข้าใจ ฟังแล้วทำตาม หลายคนมีประสบการณ์ชะลอไตเสื่อมได้จริงๆ นะคะ!!!!!

ผู้ป่วยโรคไตหลายคนจะรู้สึกว่าความจริงจากปากคุณหมอเป็นความจริงที่โหดร้ายเพราะ “เป็นโรคไตแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้”  แถมหมอยังไม่เคยให้ความหวังเลยว่าชีวิตเราจะมีปาฎิหารย์หายจากโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด …. หลายคนเลยสรุปว่าหมอไม่เก่ง!?!? หมอไม่รู้จริง!?!? หมอเชื่อแต่ตำรา!?!?

(เคยอ่านประวัติโรคเบาหวาน บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดของโรคเบาหวานเมื่อหลายพันปี ชาติตะวันตะเขาบันทึกการรักษา เขาบันทึกทุกอย่างที่เขาทดลองกินทดลองใช้ทดลองรักษา และบันทึกด้วยว่าใช้แล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล เรียกได้ว่ามีการทดลองจริง ทำวิจัยจริง ส่งผลให้มีวิวัฒนาการทางการแพทย์อย่างมากมาย ผิดกับตำรายาผีบอกยา คนหลอกในบ้านเราอย่างสิ้นเชิงที่ไม่มีการบันทึกข้อมูลว่าใช้แล้วได้ผล หรือไม่ได้ผล ใช้แล้วหาย หรือใช้แล้วตาย หรือแพทย์บางท่านมีประสบการณ์ตรงจากการดูแลผู้ป่วยแล้วบอก แล้วเตือนก็ไม่เชื่อกันอีก)

การที่แพทย์แผนปัจจุบันหรือคุณหมอที่เราไปหาที่รพ.บอกว่าเราเป็นโรคไต รักษาได้แต่ไม่มีทางหายนั้น ทำให้เป็นช่องทางทำมาหากินของคนขายความหวัง (ขายความหวังเท่านั้นไม่ได้ขายความจริงนะคะ) รวมทั้งเป็นช่องทางสำหรับคนอยากทำความดีง่ายๆ แต่ไม่มีความรู้ ด้วยการมักง่ายเผยแพร่ข้อมูลที่ส่งต่อกันมาโดยไม่เคยศึกษาค้นคว้าก่อนส่งต่อให้ใคร ต้องตั้งสติกันให้ดีๆ นะคะ คนขายความหวังบนความเจ็บป่วยของคนที่เจ็บป่วยเป็นโรคเรื้อรังมีเยอะมาก คนมักง่ายแต่อยากเป็นคนดีแบบมักง่ายไม่ต้องรับผิดชอบอะไรจากการกระทำของตัวเองก็มีไม่น้อยเหมือนกัน

ความหวังที่เขาขายคือ สามารถหายจากโรคไตได้ด้วยสมุนไพร (หืมมมม์??? แต่ก็มีคนเชื่อนะ) คนที่หายจากโลกใบนี้ไปแล้วไม่สามารถกลับมาบอกเล่าอะไรได้อีก ส่วนคนที่ได้รับความหายนะจากสมุนไพรและยังมีชีวิตอยู่ได้เปิดเผยประสบการณ์จริงจากการทดลองสมุนไพรชนิดต่างๆ เอาไว้ในเพจไตวายเรื้อรัง ลักข์เลยขอเอามาแบ่งปันกันอ่านนะคะ หรือจะเข้าไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/groups/333067633401671/permalink/1110334322341661/?comment_id=1110987905609636&notif_t=group_comment_reply&notif_id=1459944925361405

น้ำมันซีออย หรือ น้ำมันสี่สหาย กินแล้วไตเสื่อมลงอย่างพรวดพราด

ซีออยรักษาโรคไตไม่ได้นะ

ซีออยรักษาโรคไตไม่ได้นะ

สมุนไพรป้าเช็ง กินแล้วซุปเปอร์เซ็ง ที่ไตทรุดลงทันที

สมุนไพรป้าเช็งรักษาโรคไตไม่ได้จ้ะ

สมุนไพรป้าเช็งรักษาโรคไตไม่ได้จ้ะ

มีคนพิสูจน์แล้วว่า เห็ดหลินจือ สปอร์เห็ด ส้มแขก กินแล้วได้แต่ทำใจโทษใครไม่ได้

สมุนไพรเห็ดหลินจือรักษาโรคไตไม่ได้จริงๆ นะ

สมุนไพรเห็ดหลินจือรักษาโรคไตไม่ได้จริงๆ นะ

แปะตำปึงที่ช่วยกันแชร์ อย่าคิดว่าดี มีคนถูกทำร้ายให้ไตวายทรุดลงอย่างรวดเร็วเป็นจำนวนมาก

แปะตำปึงรักษาโรคไตไม่ได้เลยจ้ะ

แปะตำปึงรักษาโรคไตไม่ได้เลยจ้ะ

คอร์สยาเก้าเม็ดของหมอเขียว หามเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินกันเลยทีเดียวสำหรับคนเป็นโรคไต

ยาเก้าเม็ดของหมอเขียวรักษาโรคไตวายไม่ได้เด็ดขาด ฟอกไตฉุกเฉินกันมาแล้วนะ

ยาเก้าเม็ดของหมอเขียวรักษาโรคไตวายไม่ได้เด็ดขาด ฟอกไตฉุกเฉินกันมาแล้วจริงๆ

คนหวังดีที่ไม่เคยมีความรู้ว่า ให้สมุนไพร แนะนำยาหม้อ คือ การทำร้ายและทำลายไตดีๆ นี่เอง

สมุนไพรรากไม้รักษาโรคไตไม่ได้จริงๆ นะ

สมุนไพรรากไม้รักษาโรคไตไม่ได้จริงๆ นะ

สมุนไพร ราคาแพงแค่ไหน ก็รักษาโรคไตไม่ได้ค่ะ

สมุนไพร ราคาแพงแค่ไหน ก็รักษาโรคไตไม่ได้ค่ะ

สมุนไพรไทยจีนฝรั่งไม่ว่าราคาถูกแพงแค่ไหนก็รักษาโรคไตไม่ได้นะ

สมุนไพรไทยจีนฝรั่งไม่ว่าราคาถูกแพงแค่ไหนก็รักษาโรคไตไม่ได้นะ

ส่งต่อกันแบบไม่ยั้งคิด และไม่คิดว่าคนกินแล้วมีอันตรายมากขนาดไหน เตือนแล้วเตือนอีก ลิ้นจี่ เซี่ยงจี๊คนเป็นโรคไตกินไตวายเข้าขั้นต้องฟอกเลือดทันที

เมล็ดลิ้นจี่ กับ ไตหมู (เซี่ยงจี๊) รักษาโรคไตไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์

เมล็ดลิ้นจี่ กับ ไตหมู (เซี่ยงจี๊) รักษาโรคไตไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์

หญ้าไผ่น้ำตัวดี กินแล้วคนเป็นโรคไตไม่รอดสักรายต้องเข้าเครื่องฟอกไตกันทุกคน

หญ้าไผ่น้ำรักษาโรคไตไม่ได้ และทำให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้น

หญ้าไผ่น้ำรักษาโรคไตไม่ได้ และทำให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้น

หญ้าไผ่น้ำรักษาโรคไตไม่ได้ ซ้ำร้ายทำให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้น

หญ้าไผ่น้ำรักษาโรคไตไม่ได้ ซ้ำร้ายทำให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้น

หญ้าไผ่น้ำรักษาไตวายไม่ได้ และทำให้ไตทรุดลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย

หญ้าไผ่น้ำรักษาไตวายไม่ได้ และทำให้ไตทรุดลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย

หมอแมะ แนะนำยามากิน ตายคาบันได้ก็มีมาแล้ว

หมอแมะ สมุนไพรจีน นอกจากไม่รักษาโรคไตแล้ว ยังทำให้ตายคาที่ได้อีกด้วย

หมอแมะ สมุนไพรจีน นอกจากไม่รักษาโรคไตแล้ว ยังทำให้ตายคาที่ได้อีกด้วย

สมุนไพรจีน กินแล้วไตเรียบร้อยเลย

สมุนไพรจีนเป็นเรื่องหลอกลวง รักษาโรคไตให้หายไม่ได้นะ

สมุนไพรจีนเป็นเรื่องหลอกลวง รักษาโรคไตให้หายไม่ได้นะ

หลังจากได้อ่านประสบการณ์จริงของเพื่อนสมาชิกในเพจไตวายเรื้อรัง ที่ได้เปิดประเด็นให้แสดงความคิดเห็นและเล่าประสบการณ์กันแล้ว ทำให้รู้และเข้าใจเลยว่า ที่คุณหมอพยายามบอก พยายามเตือน พยายามห้าม ไม่ได้มาจากคิดมโนเอาเอง หรือหมอจะเสียผลประโยชน์จากที่คนไข้ของหมอหายจากโรค (หมอคงดีใจไชโยโห่ฮิ้วมากกว่าจะได้มีเวลาไปอยู่กับครอบครัวของตัวเองบ้าง) คุณหมอที่ดูแลเรื่องโรคไตเตือนเราจากประสบการณ์ที่คนไข้ของหมอสูญเสียไตไปเพราะสมุนไพรจริงๆ

อีกคำบอกเล่าเกี่ยวกับยาไตของหมอต้น ในเพจไตวายเรื้อรัง
https://www.facebook.com/groups/333067633401671/

คำถามยาไตของหมอต้นมาดูคำตอบนานาที่น่าสนใจกัน

ผลลัพธ์ของการกินยาไตหมอต้น

ผลลัพธ์ของการกินยาไตหมอต้น

Screenshot_20160712-110117 Screenshot_20160712-110240 Screenshot_20160712-110403 Screenshot_20160712-110442 Screenshot_20160712-110541

ถ้าบังเอิญเดินผ่านมาอ่านบทความนี้ แล้วยังเดินทางไม่ถึงจุดที่ต้องล้างไต … รักษาไตจากธรรมชาติที่พ่อแม่ให้มาให้ดีที่สุด คำแนะนำของบุคคลากรทางการแพทย์เชื่อถือได้ อย่าไปหลงเชื่อสิ่งที่ใครก็ไม่รู้กุเรื่องบอกต่อกันมา หรือเจตนาหลอกลวงขายของเลยนะ อย่าต้องเดินทางมาถึงจุดที่ต้องล้างไตแล้วได้แต่ร้องเสียดาย แต่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว…นะคะ

เป็นโรคไตผิวแห้งและคัน ทำยังไงดี?

คนที่เป็นโรคไตส่วนใหญ่จะต้องเจอกับปัญหาเรื่องคันผิวมากๆ จนรู้สึกทรมานเลย ยิ่งเกายิ่งคัน เกาแล้วเป็นแผลเสี่ยงติดเชื้ออีก ควรแก้ไขปัญหายังไงดี?
Things Mama do while PD

ง่ายๆ เลยค่ะ ไปหาหมอโรคผิวหนังค่ะ

หลายคนอาจจะร้องว่า หาหมออีกแล้ว

ไหนๆ ก็เป็นโรคไตแล้วทั้งที หนีก็ไม่หาย เพราะฉะนั้น แนะนำให้เรียนรู้โรค อยู่กับโรคอย่างมีความสุขให้ได้ หากตัดสินใจได้ดังนี้แล้ว เราต้องสร้างทีมด้วยตัวเราเอง เราต้องมองหาลูกทีมมาช่วยเราค่ะ นอกจากเราจะมีหมอโรคไต พยาบาลโรคไต นักโภชนาการโรคไตแล้ว (ของคุณแม่ยังมีหมอโรคเบาหวาน หมอดูแลเท้าเบาหวาน หมอโรคหัวใจ หมอผ่าตัด หมอกระดูกอีกด้วย ทีมเราแกร่งมาก) อีกลูกทีมสำคัญ หมอโรคผิวหนังค่ะ

คือ คุณแม่คันมาก คันจนทรมาน ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัวแบบนี้ ผู้ดูแลเครียดค่ะ หาผู้ช่วยที่มีความรู้ ความชำนาญ เป็นผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด (เพราะลองซื้อสารพัดโลชั่น ลองหาทางแก้ไขแล้ว ไม่ดีขึ้นเลย)

เพราะ คุณหมอโรคไตบอกว่า ก่อนฟอกไต หากค่าของเสียยังสูง จะมีผลทำให้ผิวคันได้  แต่ถ้าฟอกไตแล้วค่าฟอสฟอรัสสูง ก็ยังทำให้ผิวคันมากอยู่ การฟอกไต การให้ยากินเพื่อลดค่าฟอสเฟต เป็นวิธีที่คุณหมอโรคไตรักษาเราอย่างเต็มที่

นัก โภชนาการโรคไต จะแนะนำให้เรารู้จักกับอาหารที่มีค่าฟอสเฟตที่เราควรหลีกเลี่ยง เช่น ไข่แดง นม อาหารประเภทเบเกอรี่ ที่มีส่วนผสมของไข่ นม เนย เบกกิ้งโซดา เบกกิ้งพาวเดอร์เป็นส่วนผสม รวมทั้งอาหารประเภทธัญพืชเช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วอัลมอนด์ งา ลูกเดือย คำแนะนำเรื่องอาหารเป็นเรื่องที่เราทำเพื่อช่วยตัวเราเองได้ทุกวัน

ปฎิ บัติตามคำแนะนำของลูกทีมสำคัญทั้ง 2 แล้ว แต่ก็ยังคันอยู่ เหตุผลในการไปหาลูกทีมที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่ม เป็นเรื่องที่ดีงาม ถูกต้อง และเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

คุณหมอโรคผิวหนังจะถามโรค และ ถามการใช้ชีวิตประจำวัน

เนื่อง จากคุณแม่อยู่ในวัย 80 งานที่ทำมีเพียงทำงานบ้านเบาๆ เพียง ปัด กวาด เช็ด ถู และทำอาหารให้ลูก หลานกินเท่านั้น เวลาที่เหลือก็ออกกำลังกายเบาๆ แกว่งแขน ปั่นจักรยาน ยกน้ำหนักด้วยการอุ้มหลาน เดินไป เดินมา

คุณหมอซักถามรายละเอียดถีงวิธีการทำความสะอาดร่างกาย

การ เป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปี ระบบการเผาผลาญและการขับเหงื่อจึงไม่ค่อยดี ในแต่ละวันจึงไม่มีเหงือ และกิจกรรมเบาๆ ของสาววัย 80 ก็ไม่ได้ทำให้มีเหงือ…. คุณหมอจึงขอให้งดการฟอกสบู่ เพราะผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนังจะเปลี่ยนแปลงเป็น ความแห้ง ความเหี่ยวย่น ไม่มีความยืดหยุ่น แบบที่สาววัยอื่นไม่มี จึงจำเป็นต้องรักษาความชุ่มชื่นที่เหลืออยู่ไม่มากนั้นเอาไว้ด้วยการไม่ฟอก สบู่ เพราะการฟอกสบู่คือ การชะล้างไขมันที่อยู่บนผิวออกไป ยิ่งมีโรคไตเป็นปัจจัยเสริมนอกเหนือไปจากโรคเบาหวาน และอายุ  คุณหมอจึงขอให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยการอาบน้ำ เช็ดตัวด้วยน้ำเปล่าเท่านั้น

เรื่อง ที่สองที่คุณหมอให้คำแนะนำคือ หมั่นทาโลชั่นเสมอ คุณแม่โอดโอยทันที ถูกงดฟอกสบู่ แล้วยังต้องทาโลชั่นอีก เพราะคุณแม่เป็นผู้หญิงรักความสะอากที่ไม่ชอบความเหนอะหนะของครีมทุกชนิดมา แต่ไหนแต่ไร คุณหมอบอกว่าคุณหมอให้คำแนะนำ และบอกวิธีการรักษาให้หายได้ มีคนมารักษากับหมอแล้วทำตามอาการดีขึ้นทุกราย คนที่ไม่ทำตาม ก็ยังคงทรมานกับความคันต่อไป คุณหมอรักษาได้ แต่คนดูแลต้องเป็นตัวผู้ป่วยเอง หากเราจะเป็นทีมเดียวกัน เราต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้ ให้ดี

และก่อนจากกันคุณหมอได้ ให้ครีมสำหรับทาเพื่อลดอาการคันมาด้วย คุณหมอบอกว่าเป็นครีมสเตียรอยด์ให้ใช้เฉพาะยามที่คันมากๆ เท่านั้น เพราะยามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือช่วยลดอาการคันได้ แต่ก็มีข้อเสียหากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป มากเกินความจำเป็น จะทำให้ผิวมีปัญหาตามมาได้

ได้ใช้ครีมยาสเตียรอยด์ที่คุณหมอให้ใน ช่วงแรกเพื่อลดอาการคันเท่านั้น นอกนั้นก็ปฎิบัติตามคำแนะนำของลูกทีมอย่างครบครัน ล้างไตทุกวันเพื่อให้ของเสียออก หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัส กินยาลดฟอสเฟตที่คุณหมอให้มาเป็นการแก้ปัญหาอาการคันจากภายใน ส่วนภายนอกนั้นก็งดการฟอกสบู่ ทาครีมทุกเช้าเย็น ทายาแก้คันเมื่อรู้สึกคน และออกกำลังกาย(แม้จะทำการล้างไตอยู่ก็ทำได้)ทุกวันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ปล.เขียนเล่ารู้สึกว่าเป็นเรื่องง่ายใช่ไหมคะ?  แต่กว่าจะผ่านเหตุการณ์มาเล่ายอมรับว่าไม่ง่ายเลย ไม่ใช่เราคนเดียวที่อยู่กับโรคนี้ด้วยความยากลำบาก ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ต้องเดินมาบนเส้นทางนี้แล้ว อยู่กันให้ดี อยู่กันให้สนุกให้ได้ เพราะเครียดเกินไป กังวลเกินไป ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้เลย เรียนรู้ไปกับโรค มีชีวิตอยู่กับโรคด้วยรอยยิ้มนะคะ

ถามมา-ตอบไป คุยกันเรื่องโรคไต (2)

ได้รับจดหมายไฟฟ้าสอบถามมาว่า :

สวัสดีครับ ผมเป็นอีกคนที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคไต ตอนนี่อยู่ระยะที่4 คือตรงเลยครับ ผมเครียดมากเลย พยายามแล้วครับ ตอนนี่เลยต้องศึกษา เรื่องของโรค นี่ก่อนครับ รบกวน ขอคำปรึกษาหน่อยครับ ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ในช่วงของระยะที่4 เรื่องของอาหาร การอยู่ การ กิน ..ตอนนี่แม่มีอาการบวมน้ำ ที่ขาครับและก็น่าจะที่น่าหน้าด้วยครับ

ลักข์ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ภาวะเครียดที่เกิดขึ้นคงไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ลักข์เองก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นเช่นกันค่ะ เพียงแต่เราจะจัดการความรู้สึกนี้ได้เมื่อเวลาผ่านไปค่ะ

เมื่อภาวะไตเสื่อมถึงระยะที่ 4 แล้ว สิ่งที่ทำเพื่อ “ชะลอการเสื่อม” ของการเสื่อมระยะสุดท้าย(ระยะที่ 5) ที่เราจะทำได้คือ เรื่องของอาหารค่ะ (โดยการเสื่อมของโรคยังจะดำเนินต่อไปตามอายุที่เพิ่มขึ้นนะคะ เราชะลอได้แต่เราไม่สามารถหยุดได้นะคะไม่ว่าเราหวังและอยากมากแค่ไหนก็ตาม)

สิ่งสำคัญที่สุด “ขอให้ยึดคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาเป็นหลักนะคะ” คุณหมอมีรายละเอียดของการรักษา เห็นผลเลือด เห็นอาการตามจริง คุณหมอจะแนะนำสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับคนไข้ของคุณหมออย่างแน่นอนค่ะ

ในส่วนของอาหาร ที่ลักข์ดูแลคุณแม่ช่วงก่อนที่ไตของคุณแม่จะเข้าสู่ระยะสุดท้าย ลักข์คอยดูแลอาหารการกินให้คุณแม่ตามนี้ค่ะ

1. โปรตีนที่มาจากสัตว์เนื้อแดง เพราะจะทำให้ค่าของเสีย (BUN) สูงขึ้น ทานไข่ขาวได้(วันละ 4-5 ฟอง) ทานเนื้อปลาได้วันละไม่เกิน 40 กรัม (ประมาณ 2 ช้อนกินข้าว)

2. ห้ามทดลองกินน้ำผักและผลไม้คั้นทุกชนิด // น้ำสมุนไพรทุกอย่าง เนื่องจากน้ำผัก ผลไม้ สมุนไพร จะมีค่าโปแตสเซียมเข้มข้นสูงมาก (คนที่ไม่มีภาวะไตเสื่อม ไตจะทำหน้าที่รักษาสมดุลเกลือแร่ได้ แต่สำหรับคนที่ไตเสื่อม ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้สมบูรณ์อีกต่อไป) ซึ่งจะส่งผลให้ค่าตัวนี้กลายเป็นของเสียในร่างกาย ที่จะทำให้ผิวดำคล้ำ (อ่านเจอจากประสบการณ์ของคนอื่นว่าผิวดำคล้ำขึ้น คุณแม่ของลักข์ไม่เคยทาง สีผิวของคุณแม่ไม่เคยเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำเลยค่ะ)  และหัวใจหยุดเต้นได้ (คุณหมอบอกมา) รวมทั้งปริมาณน้ำที่มากเกินกว่าที่ไตจะขับได้ (ไตเสื่อม ทำให้สูญเสียหน้าที่ในการขับน้ำ คุณหมอก็เลยแนะนำให้กินน้ำในปริมาณที่จำกัด ควรจำกัดตามปริมาณที่คุณหมอแนะนำนะคะ) เมื่อขับน้ำไม่ออก น้ำจะไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ ทำให้ขาบวม ตัวบวม และที่แย่ที่สุดคือน้ำเกินในปอด จนล้นท่วมปอดไปเบียดให้หัวใจหยุดเต้นได้ค่ะ (คุณแม่เคยมีภาวะน้ำท่วมปอด – คนที่หัวใจแทบจะหยุดเต้นก่อนคือคนดูแลนี่ล่ะค่ะ ><)

3. ลดความเค็ม ไม่เฉพาะเกลือนะคะ  ซีอิ๊ว น้ำปลา ผงผรุงรสสำเร็จรูปต่างๆ กะปิ เต้าเจี้ยว ฯลฯ ไตเสื่อมทำให้รักษาสมดุลค่าเกลือแร่ โซเดียมไม่ได้เหมือนเดิม ผลเสียของโซเดียมช่วยซ้ำเติมทำให้ตัวบวมได้อีกค่ะ >< แนะนำให้ถามคุณหมอเลยนะคะว่าต่อมื้อ ทานได้กี่ช้อนชา และตวงตามปริมาณที่คุณหมอแนะนำเลยค่ะ

ลองกินเหมืออนกับที่คุณแม่กินนะคะ อย่าเพียงแต่บอกให้คุณแม่ทำนะคะ จะได้เข้าใจด้วยประสบการณ์ของตัวเองว่า ทำได้และไม่ง่ายเลยค่ะ

ส่วนการอยู่ … พยายามให้คุณแม่มีชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยการยอมรับสภาวะของโรค ด้วยความเข้าใจให้ได้นะคะ

และสำหรับผู้ดูแล หาความรู้ ทำความเข้าใจ ยอมรับความจริง และตั้งสติที่ต้องพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ได้

ระยะของโรคไตระยะนี้ เครียดทุกคนค่ะ ชีวิตจะไม่มีคำว่าง่ายหรือสบาย แต่มีคนจำนวนมากที่ได้เดินผ่านเส้นทางนี้ และผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ

นอกจากคำแนะนำจากประสบการณ์แล้ว ขอส่งกำลังใจและความปรารถนาดีมาให้พร้อมกันนี้นะคะ

เป็นโรคไตกินอะไรดี?

ทุกเช้าที่คุณแม่ตื่นขึ้นและจะลุกจากที่นอน ลักข์จะช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคงก่อน ในช่วงที่คุณแม่รู้สึกท้อแท้หรือรู้สึกหมดแรงก็จะเอาหน้ามาซบไหล่อันบึกบึนของลักข์ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

คุณแม่เคยพูดว่า “คนไม่เป็นโรคไต ไม่มีทางจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกที่ทรมานจริงๆ ในการมีชีวิตอยู่” ลักข์เองก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่เราก็ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ไตยังดีอยู่ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ เรียนรู้จักโรคไตที่เราเป็นให้มากที่สุด และปฎิบัติตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคไต วิธีดูแลสุขภาพไตให้มีสุขภาพดีคือ

1. ไม่ทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

2. ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเป็นเวลานานๆ

3. จัดเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชม.

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนของหลักโภชนาการ

5. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด หมักดอง แช่อิ่ม และอาหารที่ผ่านกระบวนการให้อาหารมีชีวิตยืนยาว เช่น ไส้กรอก อาหารบรรจุห่อ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง

6. ดื่มน้ำสะอาด (น้ำเปล่า) วันละ 6-8 แก้ว เพื่อไตแข็งแรงและเพื่อผิวพรรณสดใส

7. ไม่สูบบุหรี่ และ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท

9. หากมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายให้ได้ให้ดี ด้วยการกินยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ กินอาหารตามที่นักโภชนาการแนะนำ และที่สำคัญออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

10. การกินยารักษาโรคต่างๆ ตามที่คุณหมอจ่ายให้เป็นสิ่งจำเป็น และไม่ต้องกังวลเรื่องจะเป็นพิษต่อตับต่อไตในระยะยาว เนื่องจากยาที่หมอให้นั้น ใช้ในทางการแพทย์ต้องผ่านการศึกษาและทำการวิจัยมามากพอว่าปลอดภัย รวมทั้งคุณหมอยังมีการนัดติดตามผลเพื่อตรวจเลือดเสมอว่าการรักษาที่คุณหมอนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน เรียกว่าเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างจริงจัง

11. การล้างพิษตับไต การกินอาหารเสริม น้ำสมุนไพรต่างๆ ที่อ้างว่าล้างพิษตับไตและบำรุงอวัยวะต่างๆ ได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว การไม่รู้แหล่งผลิต แหล่งที่มา ไม่รู้รายละเอียดหรือส่วนประกอบที่แน่ชัด กลับจะส่งผลให้เป็นพิษต่อตับ ต่อไต ต่อ อวัยวะของร่างกายด้วย การเลือกวิธีนี้ กินไปกินมาเสียชีวิตไปหลายราย ไตวายไปแล้วหลายคน โดยคนขายไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบอะไรเลย

 

สำหรับคนที่ไปตรวจที่รพ.แล้วคุณหมอบอกว่าเป็นโรคไตนั้น ต้องตั้งสติ ตั้งคำถาม (หรือถ้าออกมาจากห้องตรวจแล้ว นัดคราวหน้าจดคำถามไปถามให้รู้ให้ชัดเจน) กับคุณหมอให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคไตแบบไหน เฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง

เพราะโรคไตวายมีได้หลายสาเหตุ แบบเฉียบพลันเช่น เสียเลือดมาก ขาดน้ำอย่างรุนแรง ติดเชื้อ ได้รับสารพิษ เป็นต้น  หรือหากเป็นแบบเรื้อรัง คือไตค่อยๆ เสื่อมลงมาเรื่อยๆ เพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แล้วควบคุมได้ไม่ดีทำให้ไตเสื่อมลงเรื่อยๆ ซึ่งไตวายเรื้อรังนี้นั้นมี 5 ระยะ ระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 5 ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เรียกว่าการล้างไต ซึ่งแบ่งไปได้อีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือกล้างไต และรวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตด้วย

หากเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1-4 ถามคุณหมอให้ได้คำตอบนะคะว่าเป็นโรคไตระยะไหน เพราะแต่ละระยะ ความเข้มงวดในการดูแลตัวเองนั้นต่างกันค่ะ อย่างเช่น เป็นโรคเบาหวาน เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ โดยระวังอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นสำคัญ แต่หากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะ  1-2 ร่วมด้วย เราอาจจะต้องกินยาเพิ่ม และต้องลดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนและโซเดียมมากขึ้น หรือหากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่ 3-4 ปริมาณอาหารประเภทโปรตีนจะถูกจำกัดอย่างมาก รวมทั้งปริมาณโซเดียมที่ต้องชั่ง ตวง วัด กันอย่างจริงจัง

เรียกว่าทุกๆ ระยะของการเสื่อมของไต คุณหมอจะมีวิธีรักษาเพื่อให้ไตของเราเสื่อมช้าลงที่สุด ชะลอการเดินทางไปสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้นานที่สุด แต่คนที่สำคัญที่สุดที่จะดูแลรักษาสภาพไต คือตัวผู้ป่วยเอง

อย่าเดินออกจากห้องคุณหมอหากเราไม่รู้คำตอบว่า เราป่วยเป็นโรคไตวายแบบไหน และมีวิธีการดูแลรักษาตัวเองอย่างไร และเมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจแล้วอย่าลืมว่า อีก 30-60 วัน กว่าจะถึงวันพบคุณหมอนั้น ชีวิตของเราอยู่ในกำมือของตัวเราเองนะคะ

ลักข์รู้ว่าวันที่ต้องรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ตลอดชีวิต ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุ 14 และลักข์เลือกตัดสินใจที่จะหันหลังและไม่ดูแลตัวเอง 15 ปีต่อมา ลักข์ได้เรียนรู้ว่าโรคเบาหวานไม่เคยทิ้งลักข์ไปไหน หากลักข์ไม่ดูแลการดำเนินของโรคก็จะนำพาลักข์ไปสู่การสูญเสียอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

FEAR หลังจากลักข์เรียนรู้ว่าการละเลย ไม่ใส่ใจโรคเบาหวานที่เป็น ไม่ได้ช่วยให้โรคเบาหวานที่เป็นหายไปไหนได้ และเมื่อถึงจุดที่แย่ปัญหาที่หนักกว่าเดิมตามมาอีกเยอะเลย

การดูแลรักษาคุณแม่ของลักข์เองที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องทำการล้างไต ลักข์ใช้วิธีหาความรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเลือกล้างไตวิธีไหน ที่จะเหมาะสมกับครอบครัวเพื่อให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่กับโรคไตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด รู้สึกทุกข์น้อยที่สุด
FEAR Faceและหลังจากที่ลักข์เป็นผู้ดูแลคุณแม่มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้วทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการของคนที่เป็นโรคไตมากขึ้น

ถ้าหากใครสักคนในเวลานี้ต้องเป็นโรคไต สิ่งที่ลักข์อยากจะแนะนำคือ หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตที่ตัวเองเป็นให้มากที่สุดนะคะ ยิ่งมีความรู้ ความเข้าใจมากเท่าไหร่ ความกังวลก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น อาหารสำหรับคนที่เป็นโรคไตดูเหมือนว่าจะถูกจำกัดเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันนะคะ ทุกคนกินอาหารได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะของโรคไตที่ตัวเองเป็น และถึงต่อให้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว การเลือกกินอาหารของคนที่ล้างไตทางช่องท้องกับคนที่ฟอกเลือดก็แตกต่างกันตามขนาดรูปร่างของแต่ละคน กิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงผลแลปที่เราไปตรวจเลือดแต่ละครั้งที่รพ.ด้วย

สำหรับคนที่ล้างไตทางช่องท้องมาสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของค่าอัลบูมิน โซเดียม โปแตสเชียม ฟอสฟอรัส ว่ามีผลต่อการกินอาหารของเราอย่างไร  หรือถ้ายังไม่เข้าใจก็อย่าลืมถามนักโภชนการครั้งหน้าที่ไปตรวจตามนัดนะคะ

ความกลัวต่อปัญห่าที่เกิดขึ้น … เราจะเลือกที่จะละเลย หรือ เผชิญกับมันก็ได้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันแน่นอน

แต่สำหรับลักข์แล้ว ผลลัพธ์ของการเผชิญกับปัญหา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ  และแก้ไขไปเรื่อยๆ นั้น คุ้มค่ามากเลยค่ะ 🙂

เมนูอาหารเพิ่มอัลบูมินสำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างไตทางหน้าท้อง

ตั้งแต่คุณแม่เริ่มล้างไตทางช่องท้องมาตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ ยังไม่เคยต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ พาคุณแม่ไปรพ.เพราะเป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวัน และหายใจหอบมากขึ้น ไปถึงห้องฉุกเฉินปุ๊บ คุณหมอถามไถ่อาการแล้วรีบเจาะเลือดพร้อมกับส่งห้อง xray ปั๊บเลย คุณหมอวินิจฉัยแล้วบอกว่ามีภาวะปอดติดเชื้อต้องนอนรพ.ให้ยาฆ่าเชื้อนะ …. ไอ๊ย่ะ …. ขอเอายากลับไปกินไม่ได้เหรอคะ? คุณแม่ถามพร้อมบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่เหนื่อยนิดเดียวเอง (ฮาาาาา เป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวันแล้วจ้าาาา หายใจชายโครงกระเพื่อมน่ากลัวมากกกก นอนเห้อะะะะ)

การมานอนรพ.ไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่การมานอนรพ.ก็มีสิ่งดีๆ ให้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง แล้วเรื่องที่ดีที่สุดก็คือ คุณแม่มีภาวะของโรคหัวใจในขณะที่นอนอยู่รพ.นี่แหละ …. ถ้ามีอาการเกิดขึ้นที่บ้าน รับรองได้เลยว่าวันนี้ลักข์คงไม่มีโอกาสได้กอดแม่ก่อนนอนแล้ว …. คุณหมอที่ช่วยกันดูแลรักษาคุณแม่ส่วนใหญ่จะน่ารักและใจดีกับคุณแม่มากๆ

โรคที่คุณยายเป็นแค่นี้ โอ้ววว นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คุณหมอเกือบติดกันแล้วนะคะ ผมดูแลรักษาได้ แต่กำลังใจของคุณยายเท่านี้ เอ่อ สุดแขนคุณหมอแล้วววววว คุณยายต้องรักษากำลังใจไว้ให้ดีให้ได้ แล้วต้องทำเองด้วย เรื่องอื่นๆ ไม่ต้องกังวล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอ

ต้องสู้นะครับ ไม่ไหวแล้วค่ะคุณหมอ ไม่ไหวได้ยังไงกัน ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย ร่างกายยังไหวแน่นอน แต่ถ้าใจไม่สู้ หมอก็ไม่ไหวนะ ผมพูดจริงไม่หลอกนะว่าดูแลได้ รักษาไหวแน่นอน ถ้าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงและไม่มีความหวัง ผมก็จะบอกตรงๆ

คุณแม่ถูกส่งเข้าไปใส่สายสเต้นท์ นอนห้อง ICCU 1 คืน คุณแม่ถามคุณหมอเพียงคำเดียวว่าสู้ตามที่คุณหมอบอกแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน? คุณหมอบอกว่าคนทั่วไป 2 วัน แล้วถ้าคุณยายไม่ต้องใส่สายให้ออกซิเจนเมื่อไหร่ หมออนุญาตให้กลับทันที … สาววัย 80 หยิบสายออก นับครบ 2 วันตามกำหนด กลับบ้านทันที!

จากวันที่ออกจากรพ. ไปตามนัดหาหมอครั้งใหม่ในเดือนมกราคา … ผลเลือดทุกตัวตกเกณฑ์หมดเลย >< มีภาวะซีด และค่าอัลบูมินหล่นไปเหลือ 2.7 ต้องพยายามกินให้ได้มากกว่าเดิม แล้วคุณหมอก็ขอนัดในอีก 1 เดือนข้างหน้า สิ้นเดือนกุมภาเรามาเจอกัน  แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คุณแม่ต้องแอดมิทอีกรอบ เพราะเกิดอาการนอนราบไม่ได้ เสียงหายใจดังกรอบแกรบกรอบแกรบ ….. น้ำท่วมปอดแน่แล้วววววววววว เราเลยไปได้ฉลองวันวาเลนไทน์กันในโรงพยาบาล ค่าอัลบูมินขึ้นมาเป็น 2.8 แล้ว … สิ้นเดือนไม่เห็นเลข 3 แน่ เลยขอคุณหมอในขณะที่นอนรพ.ว่าขอสารอาหารทางสายยาง หรือ Albumin ทางสายน้ำเกลือก็ได้ คุณหมอบอกว่าคุณยายต้องพยายามกินเอง หมอไม่อยากใส่หรือแทงสายไม่อยากให้คุณยายติดเชื้อ เอ่อ กินไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ คุณแม่เห็นไข่ก็แทบจะร้องไห้แล้ว งั้นหมอส่งไปเรียนทำอาหารทางสายยางนะ แต่ให้ตักกินเป็นซุปแทน

นักโภชนาการใจดีสุดๆ สอนแหลก แจกความรู้ไม่อั้น พร้อมกับคำแนะนำว่าเอาหลักการไปทั้งหมดแล้ว หมั่นฝึกฝนและต้องประยุกต์ใช้ให้เป็น รับรองได้คุณแม่จะต้องดีวันดีคืน

เหลียวมองความรัก ความเมตตา ของคุณหมอทุกท่านตั้งใจรักษาคุณแม่ให้มีลมหายใจ มีกำลังใจที่จะมีชีวิตเพื่อให้ลักข์เอาไว้กอดก่อนนอน แถมบุคคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ยังเมตตาให้ความรู้ ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอบคำถามให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเต็มกำลังที่ทุกคนมี บอกคุณแม่ต้องพยายามกินให้มากที่สุด ลักข์จะฝึกทำอาหารเพื่อให้ค่าอัลบูมินขึ้นมาให้ได้

ลักข์เริ่มต้นทำซุปเสริมโปรตีนตามหลักที่นักโภชนาการสอน ลักข์ทำอาหารตามตำราในเวปไซต์ของ http://www.davita.com ที่มีเมนูสารพัดสำหรับคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย และโรคเบาหวาน จากวันที่ ๑๒ กพ. ๕๗ ค่าอัลบูมิน อยู่ที่ 2.8 วันที่ ๒๗ กพ.๕๗ ค่าอัลบูมินอยู่ที่ 3.1 (เป้าหมายขั้นแรกขอให้ค่าขึ้นจากเดิม เป้าหมายขั้นที่สองคือให้ถึงเกณฑ์ 3.3 เป้าหมายขั้นที่สามคือให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย 3.5 เป้าหมายขั้นสุดท้ายคือ 3.5++)

พี่พยาบาลที่รักและนับถือแวะมาเยี่ยมคุณแม่ถึงบ้าน พร้อมกับยินดีกินอาหารร่วมโต๊ะกับคุณแม่ และกินอาหารชนิดเดียวกับคุณแม่ด้วย …… อร่อย!!!! อร่อยมากด้วย หน้าตาดีด้วย อย่าลืมเขียนเล่าให้อ่านในบล็อคนะ เพราะพี่ว่าคนที่ล้างไตทางช่องท้องหลายคนอาจจะเจอปัญหาเดียวกัน

รสชาติไม่รู้ว่าอร่อยอย่างที่มีคนชมหรือเปล่า แต่เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ ใช้ของสดเสมอ และใช้เครื่องปรุงที่มีกลิ่นหอม อย่างใบมะกรูด ผงกะหรี่ เลือกทำเมนูอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนได้จะดีที่สุดเพราะจะทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบรสชาติว่าใช่รสแบบนี้หรือเปล่า (ฮาาา) และเทคนิคสุดท้ายการจัดวางให้ออกมาหน้าตาดี ทั้งหมดนี้ช่วยทำให้เจริญอาหารขึ้นได้เยอะเลยค่ะ … อ้อ เรื่องสำคัญที่สุด ขอให้คุณหมอส่งไปเรียนกับนักโภชนาการเพื่อให้ทำอาหารให้ทางสายอาหารนะคะ ไปเรียนเพื่อนำหลักมาทำเป็นซุปเสริมโปรตีนระหว่างมื้อ หรืออาจจะใช้เป็นมื้อหลักแทนได้เลยเหมือนกันค่ะ

food for renal 01food for renal 03food for renal 02

เราคุยกันว่าหน้าที่ของการรักษาเป็นของบุคคลากรทางการแพทย์สาขาต่างๆ Doctor, Nurse Educator ลักข์มีหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่และสุดความสามารถเท่าที่จะมีปัญญา Care giver ส่วนคนที่จะต้องอดทนให้เต็มที่ พยายามให้ดีที่สุดเป็นของคุณแม่ Patient เราต้องร่วมมือกันโดยต่างต้องทำหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด เพื่อที่คุณแม่จะได้มีชีวิต มีลมหายใจเพื่อให้ลักข์กอดก่อนนอนไปได้อีกนานหลายปี 😀

 

 

 

แบ่งปันประสบการณ์ : โรคไตกับการกินยาสมุนไพร

ตั้งแต่คุณแม่ของลักข์ล้างไตมา 3 ปีกว่า ลักข์ยังไม่เคยลองให้กินยาสมุนไพรเลย เพราะในช่วงระยะเวลาก่อนล้างไตได้หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคไต ทำให้รู้ว่าพืชผักสมุนไพรใบสีเขียวทั้งหลาย มีวิตามินเกลือแร่อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วต้องระวังปริมาณในการกิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกนำมาแปรรูปให้กลายเป็นน้ำผักสมุนไพร …รับรองว่าส่งผลร้ายต่อคนที่เป็นโรคไตแน่นอน

ลักข์ขอขอบคุณ คุณ RungWa ที่ได้เขียนบอกเล่าประสบการณ์ในการรักษาโรคไตระยะสุดท้ายด้วยการกินยาสมุนไพรไว้ในบอร์ดสนทนาของเวปไซต์ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทยไว้ด้วยนะคะ อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกเลยค่ะ เพราะถึงแม้ลักข์จะยังไม่เคยให้คุณแม่ลองทานน้ำสมุนไพรที่หลอกขาย แต่ลักข์ก็เคยถูกหลอก ให้คุณแม่ทดลองอาหารเสริมด้วยความรักและปรารถนาดี แต่กลับเป็นการทำร้ายคุณแม่ทางอ้อม เพราะคุณแม่เกิดผื่นขึ้นเต็มหน้าเลย ( https://luckareerat.wordpress.com/2013/10/15/what-ive-learnt-about-capd/)

บทเรียนจากการกินยาสมุนไพร

น้องเป็นไตวายเรื้อรังได้3-4เดือนแล้ว ด้วยความที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่มีทางรักษาหาย
เราจึงหาวิธีทุกทางที่เขาว่าดี โรคไตรักษาหายมาแล้ว จากญาติบ้าง จากเพื่อนบ้าง
จนกระทั่งล่าสุดพาน้องไปหาหมอสมุนไพรไทย(มีความน่าเชื่อถือสูง ออกทีวีชื่อดัง ได้เคยรางวัลระดับนานาชาติ)
กินยาไปได้สัปดาห์กว่าๆ ปรากฏว่า ตอนนี้น้องตัวดำปากดำ เลือดข้นมากจนไม่สามารถเจาะเลือดออกมาตรวจได้
ตัวบวมมากขึ้น ผลเลือดออกมาแย่กว่าก่อนกินยาสมุนไพรซักอีก รู้สึกสำนึกผิดมากๆ ความหวังดีของเราทำร้ายคนที่เรารัก
มันเจ็บปวดจริงๆ จึงอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียนกับเพื่อนๆที่เป็นโรคไตเหมือนกัน จะได้ไม่เป็นเหมือนกับน้องเรา

ปล. น้องมีฟอสฟอรัสสูงขึ้นอย่างเห็นไดัชัด ตอนนี้ให้น้องเลิกกินยาสมุนไพรแล้ว ถ้าฟอกไตไปเรื่อยๆ
น้องจะมีอาการดีขึ้นไหมคะ แล้วจะผิวขาวขึ้นไหมคะ ตอนนี้น้องผิวดำจนน่าตกใจเลยค่ะ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผิวขาว ปากแดง หน้าตาสดชื่น รู้สึกเป็นห่วงน้องมากเลยค่ะ

Admin ตอบ ก็อาจกลับมาขาวได้ครับ ฟอกไปเรื่อย ๆ ฉีดยาเพิ่มเลือดทานยาธาตุเหล็กจนความเข้มข้นเลือดขึ้น ผิวก็จะขาวขึ้น ฉีดวิตามิซีช่วยด้วยก็จะขาวขึ้นได้ครับ

คัดลอกมาจาก http://www.thaikidneyclub.org/home/index.php?option=com_kunena&Itemid=27&func=view&catid=4&id=5539

เชื่อเถอะนะคะว่า ถึงแม้คุณหมอที่รักษาเราจะบอกความจริงที่ฟังดูโหดร้ายว่าโรคไตวายระยะสุดท้ายไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่คุณหมอก็มีวิธีรักษาที่ปลอดภัยกับชีวิตเราได้นะคะ

อย่าไปทดลองอาหารเสริมหรือสมุนไพรใดๆ เลย เพราะคนที่ได้รับผลเสียและต้องทนทุกข์ทรมานมากขึ้น ก็ตัวเราเองหรือคนที่เรารักและห่วงใยที่สุดนะคะ คนหลอกขายของเขาไม่รู้สึกไปกับเรา ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นด้วย อย่าเสียเงินไปเพื่อซื้อความหวังที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับร่างกายเลยนะคะ เอาเวลาและเงินทองมาดูแลซื้ออาหารสด ปรุงใหม่ เพื่อบำรุงร่างกายตัวผู้ป่วยกันดีกว่า รับรองว่าคุ้มค่าทุกนาทีและทุกสตางค์ที่ใช้ไปเลยล่ะคะ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอ เพราะรู้ดีว่าการเดินอยู่บนเส้นทางของการมีโรคเรื้อรังประจำตัวไม่ใช่เรื่องสนุกนัก แต่ก็ไม่ควรที่จะจมอยู่กับความทุกข์ให้มากเกินไปนะคะ

โลกที่เราอยู่เป็นโลกที่สวยงาม มองให้เห็นและมีชีวิตให้เป็นให้ได้นะคะ  🙂