สมุนไพร (ไม่) รักษาเบาหวาน และ ไต

บททดสอบความรู้ ความเข้าใจ ของคนที่เป็นโรคเบาหวาน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไตนั้น คือ อะไร?

เคยได้ยินไหมคะ ที่โฆษณาบอกว่า มีสมุนไพร หรือสารสกัดสมุนไพร (ก็ที่วางขายในรูปเม็ด ที่เรียกว่าอาหารเสริมราคาแสนแพงนั่นแหละ) มีคุณสมบัติสามารถป้องกัน ทำให้ทุเลา รวมถึงสามารถรักษาโรคเบาหวาน หรือโรคไตให้หายขาด  หรืออาจถึงขั้นกินแล้วมีกำลัง สามารถกำจัด ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ต่อต้านการแข็งตัวของหลอดเลือด  ลดความดัน ลดไขมัน ป้องกันมะเร็งต่างๆ ก็ได้ โดยรูปแบบของสมุนไพรปลอดสารพิษ (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ) ยา อาหารเสริมมีทั้งวิตามิน เกลือแร่ สาหร่าย สารสกัดจากแมลง เช่น ผึ้ง รังของสัตว์ปีก สารสกัดในรูปของ น้ำผัก น้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ บรรจุขวด หรือ บรรจุห่อแบบแห้ง แบบผง รวมไปถึง ลูกอม ลูกกลอน ยาหม้อ ยาไห น้ำหมาก น้ำมนต์(ปนน้ำลาย) น้ำชา น้ำหญ้า น้ำอวกาศมหัศจรรย์ทั้งหลาย  มีทั้งแผนโบราณ แผนดาวเทียมล้ำอนาคต และการโฆษณาว่าได้รับอย.

เคยหลงเชื่อโฆษณาเหล่านี้กันบ้างไหม? เคยเสียเงินซื้อสินค้าเหล่านี้กันไหม? ถ้าเคยลองแล้ว ยังเป็นโรคเบาหวาน โรคไตกันอยู่หรือเปล่า? ยังต้องไปหาหมอไหม?

ลักข์ขอคุยถึงความฉลาดน้อยของตัวเองว่า ได้ลองมาแล้วสารพัด จนรู้ว่า สารพัดสมุนไพร ยาและอาหารเสริมที่โฆษณาบอก มีแต่หลอกเอาเงินทั้งนั้น เพราะได้ลองมาตั้งแต่ปีแรกของการเป็นเบาหวาน จนกระทั่ง 20 กว่าปีผ่านไป โรคเบาหวานก็ยังอยู่ แถมตอนนี้คุณแม่ก็เป็นโรคไตที่มีสาเหตุจากเบาหวานด้วย

ถ้าจะให้เชื่อว่าของราคาแสนแพงมีดี ก็คงเชื่อว่าคุณประโยชน์ที่ได้ ไม่มากไปกว่าอาหาร 5 หมู่ (ส่วนตราอย.ที่ได้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา ได้ประกาศและลงข่าวอยู่เสมอว่า เป็นของปลอม และถ้าของจริงก็โฆษณาเกินความจริงไปมาก เชื่อถือไม่ได้)

เรียกได้ว่าเสียเงินแสนแพง แต่โรคเบาหวานก็ไม่หายตามที่โฆษณา และสำหรับบางอย่างนอกจากจะรักษาเบาหวานไม่หาย รักษาไตไม่ได้ เมื่อกลับไปหาหมออีกครั้ง ค่าตับ ค่าไต ค่าต่างๆ อาจจะเสื่อมลงไปอีกมาก โดยที่เราไม่สามารถทำให้อวัยวะเหล่านั้นกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

Advertisements

เด็กเบาหวานอยากกินขนม

น้อง : อยากกินติมรสช็อกโกแลตปักคิทแคทบดโอรีโอ้โรยบนวิปครีมวิทอื้มมมิลค์

พี่ : ไปกินวันไหน อย่าลืมนัดพี่นะ จะไปกินด้วย แผล่บๆ

น้อง : จริงอ๊ะป่าาว พี่ลัก ไม่เอาไปฟ้องหมอหรอ 55

พี่ : จริงดิ ชวนไปกินด้วยกัน อิ อิ ไม่ฟ้องหมอหรอก มีแต่จะชวนหมอไปกินด้วยกันถ้ามีโอกาส ฮ่าๆๆๆ (น้องรักษากับหมออะไรพี่ยังไม่รู้เลยแล้วจะไปฟ้องได้ยังไง พี่เองก็ไม่เปิดเผยชื่อหมอที่รักษาพี่หรอก พี่เองก็กลัวโดนเอาไปฟ้องอยู่เหมือนกัน ฮ่าาาาา)

ถ้าคนที่เป็นเบาหวานแล้วไม่มีความรู้ และไม่พยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่ พี่ไม่กล้าชวนหรอก แต่เพราะมั่นใจว่าน้องมีความรู้ และความสามารถ พี่เลยหาโอกาสชวนน้องหม่ำเสียเลย เอิ้กๆๆๆ

จริงๆ นะถ้าเป็นเบาหวานแล้วเรียนรู้ ดูแลตัวเองอยู่เสมอ พี่ก็มีความสุขและอยากที่จะชวนกิน ชวนเที่ยว

อย่างที่เรารู้นั่นแหละ คนที่เป็นเบาหวานกินได้ทุกอย่าง แต่คำว่ากินได้ทุกอย่างไม่ได้หมายว่ากินได้เท่าที่ต้องการเพราะ อาจทำให้ Hyper จนเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าห้ามใจไม่ไหวจริงๆ รู้ว่า Hyper แน่ ก็ต้องพร้อมเจาะเลือด ฉีดอินสุลินเพิ่ม แบบนี้ไปไหนไปกัน แต่ถ้าอ้วนก็ตัวใครตัวมันนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

น้อง : ค่ะ ความอ้วนนคือยาราคาศูนย์บาท ที่ช่วยยับยั้งความอยากชั้นเลิศ ;P

พี่ : อ้าว น้องหายอยากเฉยเลย แล้วพี่จะไปหม่ำกับใครล่ะทีนี้ งุงิ งุงิ

แบ่งปันประสบการณ์เบาหวาน

มีอีเมล์มาหาลัก เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องเบาหวาน หลังจากที่ตอบคำถามเสร็จลักคิดได้ว่าเอามาแบ่งกันอ่านดีกว่า เลยขออนุญาตเจ้าของคำถาม ซึ่งคุณแป๊วก็ยินดีให้เอามาลงแบ่งปันกันอ่าน

หากใครมีประสบการณ์อะไรที่อยากแบ่งปัน หรือร่วมแสดงความคิดเห็น หรือต้องการให้คำแนะนำ ลักยินดีเสมอเลยนะคะ


คุณลักคะ

พอดีแป๊วเจอ blog ของคุณลักจากใน google ค่ะ คือตอนนี้พอดีแป๊วเพิ่งทราบว่าคุณแม่เป็นเบาหวานค่ะ น้ำตาลสูงมากค่ะ 362 ค่ะ แต่โชคดีว่าไปตรวจผลตับกับไตแล้วไม่เป็นอะไรค่ะ คาดว่าน่าจะยังเป็นมาได้ไม่นาน แต่ระดับน้ำตาลสูงมาก คุณหมอสั่งห้ามทานผลไม้และของหวานทุกชนิดทันทีเลยค่ะ แต่ผลอัลตราซาวน์ เหมือนตับอ่อนจะมีปัญหา ตอนนี้รอผลตรวจจากคุณหมออยู่ค่ะ

แป๊วอยากถามคุณลักเกี่ยวกับเรื่องอาหารค่ะ แล้วก็อยากทราบว่าถ้าควบคุมอาหารดีๆแล้ว อัตราการลดลงของระดับน้ำตาลจะเร็วหรือช้าแค่ไหนคะ

อยากให้คุณแม่มีกำลังใจค่ะ เพราะตอนนี้ท่านค่อนข้างพยายามทำตามที่คุณหมดสั่งมาก ตอนนี้คุณแม่ลดน้ำอัดลมและของหวานและน้ำหวานทุกชนิดตามที่คุณหมอสั่งแล้วค่ะ แต่อาหารที่ทานก็พยายามทานเป็นพวกต้มจืด เกาเหลา แต่ปัญหาที่เจอคือบางครั้งทานน้อยไปแล้วคุณแม่จะเวียนหัวค่ะ ก็เลยไม่แน่ใจ ว่ากำลังมาถูกทางรึเปล่าคะ

อยากให้คุณลักแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอาหารนิดนึงค่ะ และอีกอาการคือหลังอาหาร คุณแม่จะเวียนหัว คลื่นไส้แต่ผ่านไปซักพักก็จะดีขึ้นค่ะ อันนี้เป็นอาการปกติรึเปล่าคะ อีกเรื่องคืออาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

ถ้าได้รับยาจากคุณหมอแล้ว อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นรึเปล่าคะ ตอนนี้ยาของคุณหมดเป็นยาหลังอาหารก็เลยคาดว่าเป็นยาเพิ่มการทำงานของ อินซูลินค่ะ คุณแม่บอกว่าหลังทานยาคุณหมอแล้วอาการดีขึ้นมากค่ะ แล้วที่กังวลอีกเรื่องค่ะคือเรื่องอาการช็อก จะมีโอกาสรึเปล่าคะ เพราะน้ำตาลสูงมาก ตอนนี้กลัวมากเลยค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

คุณแป๊วคะ

ถ้ายังไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นก็เป็นไปได้ว่าคุณแม่ อาจจะเพิ่งเป้นเบาหวานได้ไม่นาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอแจ้งค่า A1C หรือเปล่าคะ? ว่ากี่เปอร์เซนต์? ค่า A1C จะเป็นค่าน้ำตาลสะสมโดยเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนค่ะ

เรื่องระดับ น้ำตาล 362 คือ ค่า FBS ใช่ไหมคะ? คือเป็นน้ำตาลตอนเช้าหลังจากอดอาหารมา 8 ชั่วโมงใช่หรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็หมายความว่าหลังจากกินอาหารเข้าไป (แบบไม่มียา) ระดับน้ำตาลก็จะสูงขึ้นไปอีก แต่จะสูงมากจนทำให้ช็อคหรือเปล่าขึ้นอยู่กับอาหารค่ะ

คำถามของคุณแป๊วถ้าควบคุมอาหารดีๆ ระดับน้ำตาลจะลดลงเร็วหรือช้าแค่ไหน? ที่ทำอยู่ถูกทางหรือเปล่า? ขอคำแนะนำเรื่องอาหาร

ระดับ น้ำตาลของคนเราขึ้นลงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

มาเรียนรู้ดูแลเบาหวานของตัวเองกันเถอะ

หลังจากมีประสบการณ์ในการเป็นเบาหวานด้วยตัวเอง และจากการต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเบาหวาน ทำให้ตอบได้ว่า การควบคุมดูแลโรคเบาหวานนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับการปรุงบะหมี่สำเร็จรูปที่สามารถปรุงเสร็จได้ภายใน 3 นาที แต่ในความเป็นจริงเราก็ต้องใช้เวลาในการต้มน้ำให้เดือดก่อน ทุกเรื่องล้วนต้องใช้เวลา การเรียนรู้ การฝึกฝน จะืทำให้เป็นเรื่องง่ายในที่สุด

การจะดูแลเบาหวานให้ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องความรู้ และ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

มาดูกันว่า คุณสมบัติของคนที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ มีอะไรบ้าง (เป็นโรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะคะ ต้องมีคุณสมบัติด้วย)

1. กินให้มากเกินความต้องการใช้พลังงานของร่างกาย, มีข้ออ้างเสมอว่าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย, ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง) และอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล โซเดียมและไขมัน  กินจนกระทั่งอวัยวะที่เรียกว่า ตับอ่อนต้องทำงานหนัก จนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือ ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน (ผลิตได้แต่นำไปใช้ไม่ได้) ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เราไปตรวจร่างกาย (หรือร่างกายเกิดภาวะผิดปกติจนเราต้องไปพบหมอ) ก็จะพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดมีมากเกินกว่าเกณฑ์ปกติ จนคุณหมอต้องแจ้งว่า คุณมีคุณสมบัิติครบที่จะเป็นสมาชิกของโรคเบาหวานแล้ว

(ถ้าเพียงเรารู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้จักกินอาหารในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย รู้จักชวนตัวเองเคลื่อนไหว ขยับออกกำลัง โรคเบาหวานก็ไม่สามารถมาทำให้ใครเป็นสมาชิกได้)

2. เป็นโรคเบาหวานเองโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะอวัยวะที่เรียกว่าตับอ่อนนั้น เกิดอาการผิดปกติไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เลย (เรียกว่าเกิดมาแล้วแก่เลย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เลย)  ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติของร่างกายเราจัดสรร ทำให้เราต้องเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 คือ เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินสุลินจากภายนอก (ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน) ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับเด็กหรือคนที่มีอายุน้อย จึงมักจะเรียกว่าเบาหวานในเด็ก

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเด็กและคุณพ่อคุณแม่ ทั้งในแง่จิตใจและการปฏิบัติตัวในการดูแลโรคเบาหวาน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคที่มีการค้นพบอินสุลินแล้ว และวิวัฒนาการของอินสุลินในปัจจุบัน มีการเลียนแบบการทำงานได้ใกล้เคียงกับที่ร่างกายผลิตแล้วด้วย (อินสุลินปั๊ม)

สังเกตไหมคะว่า เบาหวานประเภทที่ 1 หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความผิดปกติของตับอ่อนของเราเอง แต่เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นเรื่องของพฤติกรรม หลีกเลี่ยงและป้องกันได้

ลักเชื่อว่า คงไม่มีใครอยากจะเป็นโรคเบาหวานหรอก (โรคอะไรก็ไม่อยากเป็น) แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็อย่าท้อถอนหรือยอมแพ้โรค เราต้องเปิดใจหาความรู้ และเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความรู้ีที่ได้มาจะช่วยทำให้ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน (ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ) สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน

เหตุผลสำคัญที่อยากชักชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลโรคเบาหวาน ก็เพราะว่าไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน การเป็นโรคเบาหวานแล้วควบคุมดูแลได้ เราก็จะเป็นแค่โรคเบาหวานเท่านั้น แต่ถ้าไม่ดูแลก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หัวใจ ปลายประสาทขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ จะนำความทุกข์ ทรมานทั้งทางกาย และใจมาให้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังทำให้สิ้นเปลืองเงินเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอีกด้วย

ถ้ามีใครไม่เชื่อว่าโรคแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นกับตา ไต หัวใจ และปลายประสาทได้จริง และต้องการพิสูจน์ด้วยการเอาชีวิตของตัวเองเป็นเครื่องทดลอง มีคำเตือนอยู่เรื่องเดียวที่อยากบอกไว้ก็คือ  หากเกิดการเสื่อม หรือ ความสูญเสียใดๆ ต่ออวัยวะของเราแล้ว เราจะสูญเสียอวัยวะนั้นไปตลอดกาล!!! อ่านเพิ่มเติม

รู้หรือไม่ เกี่ยวกับเบาหวาน

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งโรคความดันสูง โรคไต โรคหัวใจ โหรปลายประสาทเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง จนถึงไตวายระยะสุดท้ายจนต้องทำการล้างไตเพื่อให้มีชีวิตรอด

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของผู้ที่มีจอประสาทตาเสื่อม ทำให้ตาบอด

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ของการติดเชื้อที่ขา จนต้องถูกตัดขากลายเป็นคนพิการ

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด

รู้หรือไม่ว่า โรคเบาหวานเป็นสาเหตุให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

แล้วรู้หรือไม่ว่า ถ้าดูแลโรคเบาหวานได้ จะไม่มีโรคแทรกซ้อนอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับเราได้เลย

เราต้องการอาหารเสริมจริงหรือ?

หลายเดือนมานี้ลักได้รับการติดต่อจากเพื่อนที่คุ้นเคย และอีเมล์จากคนที่ไม่รู้จักชักชวนให้ทดลองกินอาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว สามารถที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

เพื่อนๆ บอกว่า พูดถึงเรื่องสุขภาพก็นึกถึงลัก เพราะรู้ว่าลักมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว น่าจะเป็นเรื่องดีถ้าลักสามารถมีสุขภาพที่ดี รวมทั้งมีรายได้เพิ่มขึ้น ลักจึงเป็นคนลำดับแรกๆ ที่เพื่อนติดต่อมาหา ทันทีที่เพื่อนได้รู้จักกับอาหารเสริมต่างๆ อยากให้ลักได้ทดลองกินและมาเป็นสมาชิกด้วยจะได้สามารถซื้อได้ในราคาสมาชิก

อืมม์ …. ถ้าดูภายนอกแล้ว ลักดูเหมือนคนมีโรคประจำตัวไหม? ทุกคนก็ตอบตรงกันหมดว่าไม่ แล้วเท่าที่รู้จักกันลักเป็นคนแข็งแรง มีสุขภาพดีไหม? ทุกคนก็ตอบตรงกันอีกว่าใช่ ถ้าอย่างงั้นช่วยหาเหตุผลให้ทีว่าทำไมลักยังจะต้องกินอาหารเสริมอีก ในเมื่อลักสามารถกินอาหารได้ครบ 5 หมู่ และสามารถดูแลตัวเองได้จนมีสุขภาพดี

หลายคนพยายามบอกเล่าเรื่องราวของอาหารเสริม ว่าผลิตจากพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติ ได้รับการดูแลอย่างดี เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีคุณภาพมาก และเพราะทำจากธรรมชาติ กินแล้วจึงไม่เป็นอันตราย คุณประโยชน์ของมันก็มากมายมหาศาล พร้อมกับราคาที่แสนแพง (แพงมากมายมหาศาลสำหรับลัก เพราะปริมาณกะจิ๊ดริ๊ด กินแล้วไม่อิ่ม คุณประโยชน์ที่ได้ก็ไม่มากไปกว่าอาหาร 5 หมู่อีกต่างหาก)

ไม่มีเงินซื้ออาหารเสริมราคาแพงแต่อยากมีสุขภาพดี สำหรับลักวิธีที่ทำได้คือ “ต้องหาความรู้” เพราะความรู้จะ ทำให้ได้คำตอบว่า การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน, หมั่นออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยก็ให้มีอาทิตย์ละ 3 วัน, ทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใสเสมอ เป็นวิธีที่ได้ผลวที่จะทำให้สุขภาพดีและ ที่สำคัญตังค์อยู่ครบ

ถึงแม้ว่าลักจะไม่ได้กินอาหารเสริมใดๆ แต่ก็มีคำถามที่อยู่ในใจตลอดเวลาเกี่ยวกับเรื่องอาหารเสริม มีใครคิดเหมือนกันบ้าง หรือมีใครคิดแตกต่างจากลักหรือเปล่า หรือมีใครตอบคำถามข้อไหนได้บ้าง วานช่วยแบ่งปันมุมมองมาให้อ่านที

-เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ตัวเราจำเป็นต้องกินอาหารเสริม ในเมื่อลักเป็นแค่โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลก็ควบคุมได้ สุขภาพลักก็ดี ลักสามารถมีชีวิตเหมือนคนปกติทุกอย่าง หวัดก็ไม่ได้เป็นมา  3 ปีแล้ว ที่ต้องไปนอนรพ.ก็เพราะหกล้มขาหัก … หรือมีิอาหารเสริม เพื่อซ่อมความซุ่มซ่าม น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะกันลักดี

-กินข้าว (ต่อให้เป็นข้าวกล้องด้วย) ถ้ากินในปริมาณที่เยอะเกินความต้องการใช้ ยังมีผลทำให้อ้วนได้เลย แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอาหารเสริมที่กินจะไม่มากเกินไป หรือมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจนเป็นอันตราย อาหารปกติอย่างข้าว ยังกลายร่างเป็นไขมันไปได้เลย แล้วอาหารเสริม ถ้าเรากินมากเกินไปจะกลายร่างเป็นอะไรในร่างกายของเรา? ใครรู้ วานเฉลย

-อาหารเสริมที่โฆษณาบอกว่าทำจากธรรมชาติ แต่หน้าตาสังเคราะห์อย่างชัดเจน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่ามาจากธรรมชาติจริง ไม่ได้สังเคราะห์ขึ้น

-ขนาดวิตามินที่เรารู้จัก A B C D E K บางตัวยังละลายน้ำได้ ถ้ามีในร่างกายเยอะเกินไป ร่างกายสามารถขับออกมาทางปัสสาวะได้ แต่บางตัวไม่สามารถละลายในน้ำ สามารถตกตะกอนในร่างกายออกฤทธิ์ทำให้เป็นโรคเกาต์ เป็นโรคนิ่วในไตได้ แล้วอาหารเสริมต่างๆ เป็นประเภทไหน ร่างกายสามารถขับออกได้หรือเปล่า ขับออกทางไหนได้บ้าง คนขายอาหารเสริมรู้จักร่างกายมนุษย์ และการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ดีมากพอ ที่เราจะเอาชีวิตเราไปเสี่ยง เงินเราไปเสียได้หรือเปล่า?

-คนบางคนแพ้อาหารทะเล ทั้งๆ ที่เป็นอาหารจากธรรมชาติ แล้วอาหารเสริมที่มีการสังเคราะห์ กินแล้วจะเกิดผลข้างเคียงอะไรไหม จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้หรือเปล่า อย่างอาการแพ้อาหารทะเลในระดับไม่รุนแรง คือ ขึ้นผื่นคัน แต่ถ้าแพ้ระดับรุนแรง อาจมีผลต่อระบบการหายใจ ระบบการทำงานของตับ ของไต แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราสามารถกินอาหารเสริมกันได้ทุกคน แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดอาหารแพ้ แล้วถ้าเกิดอาการแพ้อาหารเสริมขึ้นมาใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

-อาหารเสริมต้องกินไปตลอดชีวิตเลยหรือเปล่าถึงจะมีสุขภาพที่ดี แล้วถ้าหยุดกินจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีเงินซื้ออาหารเสริมกินไปตลอดชีวิตหรือเปล่า

ยิ่งคิด  คำถามยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นโรคเบาหวานนี่นะ ต้องคิดให้เยอะๆ เพราะอาหารทุกอย่างที่กิน มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด ต่อตับ ต่อไตของเราทั้งนั้น มีเพื่อนจำนวนมากหวังดีต่อเรา แต่เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคของเราอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องรู้จักโรคของเราให้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าโรคเบาหวนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่ก็ดูแลได้โดยไม่ต้องใช้ยาและอาหารเสริมใดๆ เลย

ในเมื่อลักสามารถบอกตัวเองได้จากหัวใจว่า ขนาดตัวเองยังไม่เชื่อและไม่คิดจะซื้อมากิน แบบนี้แล้วลักจะไปบอกหลอกขายอาหารเสริมให้กับคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

เป็นเบาหวานปรึกษาใครได้บ้าง?

สำหรับคนที่เป็นเบาหวานมานานแล้ว หรือสำหรับคนที่เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน การหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ต้องระวังให้มาก คือ ข้อมูลประเภทโฆษณาชวนเชื่อ ที่บอกว่าสามารถป้องกันรักษาเบาหวานได้

จากประสบการณ์การเป็นเบาหวานมา 20 กว่าปีเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง ทดลองมาแล้วสารพัด ปรากฏว่า ก็ยังเป็นเบาหวานอยู่เหมือนเดิม

และยิ่งค่าไตมีการเปลี่ยนแปลง จึงทำให้เลิกเชื่อถือยาและอาหารเสริมชนิดต่างๆ (ที่โฆษณาเกินจริง) อย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะราคาแพงแล้ว ยังไม่มีประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างด้วย

เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่แน่ใจในข้อมูลที่เราหามาได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ เท็จจริงแค่ไหน สิ่งที่เราควรทำคือ ปรึกษาทีมงานผู้ดูแลเบาหวานของเรา

ทีมงานเบาหวานมีใครบ้าง?
1. แพทย์ที่ดูแลรักษาเบาหวานให้เรา
2. พยาบาล
3. เภสัชกร
4. นักกำหนดอาหาร
5. จักษุแพทย์
6. ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาเท้า
7. กลุ่มเพื่อนเบาหวาน ที่มีความรู้ในการดูแลรักษาตัวเองได้อย่างถูกต้อง

เพราะทีมงานเบาหวานมีประสบการณ์มากพอที่จะรู้ว่า อะไรเป็นของที่มีประโยชน์ และ อะไรที่จะเป็นโทษต่อระดับน้ำตาลของเรา ที่เขาบอกว่ากินแล้วอย่าไปบอก หรือ หมอไม่เชื่อ หรือ หมอยังประหลาดใจ …. เขาหลอกทั้งน้านนนนน