ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (2)

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

เรื่อง “อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ” ครั้งที่ 2

ทางชมรมเบาหวานฯ ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อาจารย์ปรียา เป็นอย่างสูงในการจัดกิจกรรมและการเสวนาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2

ในครั้งนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกับอาจารย์ในครั้งที่แล้ว ต้องเดินทางมาถึงรพ.ตั้งแต่เวลา 0700 น. เช่นเดิมเพื่อเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน แบบเดือนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการติดตามผลหลังจากที่อาจารย์ได้ให้เทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองไปแล้ว โดยมีสมาชิกได้รับรางวัลการดูแลตัวเองได้ดีที่สามารถลดเปอร์เซนต์เนื้อเยื่อไขมัน และ ลดระดับน้ำตาลได้ จำนวน 5 ท่าน

ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ปรียาได้เสริมเรื่องแนวทางการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากสมาชิกของชมรมฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนทั้ง 4 แนวทางนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

• ให้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
อาหารแคลเซียมสูงที่แนะนำให้กินคือ นมสด โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เนยแข็ง เต้าหู้ขาวแข็ง เต้าหู้ขาวอ่อน ไม่แนะนำให้กินแคลเซียมเม็ด เนื่องจากอาหารที่แนะนำเหล่านี้มีเกลือแร่อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย เช่น ฟอสฟอรัส (แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต จำเป็นต้องจำกัดอาหารที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง)

การกินอาหารแคลเซียมสูงสำหรับคนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี คือกินเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่สำหรับผู้ที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง คือ การกินเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเพียงพอ ไม่ไปดึงแคลเซียมจากร่างกายมาใช้

การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้นั้น ต้องดื่มครั้งละน้อยๆ (ไม่เกิน 250 ซีซี) การดื่มครั้งละเยอะๆ (มากกว่า 250 ซีซี) ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไม่ทัน ไขมันในร่างกายจะไปจับแคลเซียมแล้วขับออกมาทางอุจจาระแทน

• ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาเป็นประจำในผู้สูงอายุนั้น จะเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

• ให้ถูกแสงแดดในช่วงเช้าหรือเย็น
ในแสงแดดมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (หรือที่เรียกว่ารังสี UV) ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นตัวกระตุ้นให้ไขมัน Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนังนั้น สร้างวิตามินดีได้โดยธรรมชาติ ซึ่งวิตามินดีนี้มีประโยชน์กับกระดูกของเรา
เพราะฉะนั้นคนที่ไม่โดนแดดเลย ร่างกายจะไม่สามารถผลิตวิตามินดีได้เลย

• ได้รับฮอร์โมนทดแทน
สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนเพราะมีการสลายแคลเซียมในปริมาณมาก แพทย์อาจจะเสริมด้วยฮอร์โมนทดแทนให้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อหามากินเอง

นอกจากเรื่องภาวะกระดูกพรุนแล้ว สิ่งที่อาจารย์ได้เน้นกับสมาชิกคือเรื่อง ไขมันคอเรสเตอรอล (Cholesterol)

ไขมันคอเรสเตอรอลนั้นมาจากร่างกายผลิตได้ตามธรรมชาติเอง และ การกินอาหารจากสัตว์เท่านั้น

อาหารจากพืชไม่มีไขมันคอเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัว เช่น มะพร้าวไม่มีไขมันโคเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เมื่อกินเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลให้ไปขัดขวางการทำงานของตับ ไขมันคอเรสเตอรอลผ่านเข้าไปไม่ได้ทำให้เกิดภาวะไขมันคอเรสเตอรอลในเลือดสูง และเกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับ

อาหารที่มีปริมาณคอเรสเตอรอลสูงที่สุดเมื่อเทียบในปริมาณ 100 กรัมที่เท่ากันคือ สมองหมู รวมทั้งอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ทุกชนิดจะมีปริมาณไขมันคอเรสเตอรอลสูงมาก

อีกรวมทั้งในเครื่องในยังมีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์

นอกจากนั้นแล้วเครื่องในสัตว์ยังเป็นตัวกรองสารพิษ ซึ่งในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดมีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคระบาดในสัตว์ และอีกสารพัดสารเคมีซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงสัตว์ในอดีตที่ปล่อยให้สัตว์เจริญเติบโตตามธรรมชาติ

ด้วยสาเหตุของการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน อีกทั้งในเครื่องในยังมีสารที่ก่อให้เกิดโรคเก๊าท์ และในเครื่องในมีไขมันคอเรสเตอรอลในปริมาณสูง ทั้ง 3 เหตุผลนี้น่าจะเพียงพอให้เราเลิกกินเครื่องในสัตว์ได้นะคะ

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 147 เดือนมกราคม 2560

Advertisements

ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

การจัดกิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ในครั้งนี้สามารถจัดได้ว่ามีความพิเศษมากที่สุดเพราะเราเริ่มต้นกิจกรรมกันตั้งแต่เวลา 0700 น. ด้วยการเชิญชวนให้สมาชิกมาเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน ที่อาจารย์ปรียาได้จัดทีมมาเพื่อให้สมาชิกชมรมของเราได้รู้จักระดับความอ้วนและระดับน้ำตาลของตัวเอง

และหลังจากกิจกรรมการตรวจวัดและประเมินแล้ว อาจารย์ได้บรรยายถึงเทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองต่างๆ ดังนี้

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันในร่างกาย
พยายามชั่งน้ำหนักทุกวัน และให้ตั้งใจลดน้ำหนักให้ได้วันละ 1 ขีด ด้วยการ
• ลดปริมาณอาหารทุกอย่างที่กินลง เช่น ปกติเคยกินข้าว 2 ทัพพี ให้ลดลงเหลือ 1 ทัพพี ขนม 2 ชิ้น เหลือ 1 ชิ้น
• อาหารที่เป็นน้ำแกงมันๆ หรืออาหารที่ผัดด้วยน้ำมันในปริมาณมาก ให้กินเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ
• อาหารที่เป็นน้ำกะทิ ให้กินแต่ส่วนที่เป็นเนื้อ
• กินเนื้อสัตว์เฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อ ไม่กินส่วนที่เป็นหนังและไขมันของสัตว์
• ไม่กินขนมหวาน ให้กินผลไม้แทน
• กินเนื้อปลา เนื้อไก่ เต้าหู้ นมพร่องมันเนยเป็นหลัก

สำหรับคนที่ระดับไขมันโคเลสเตอรอลเลว(LDL)สูงในเลือด ให้คุมอาหารด้วยวิธี
1. ไม่กินไข่แดงและเครื่องในทุกชนิด
2. ไม่กินหนังสัตว์และมันสัตว์
3. กินเบเกอรี่ให้น้อยลง เช่น เคยกินขนมปังทุกวัน ให้ลดลงเป็นวันเว้นวัน
4. งดอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม ปู
5. ไม่กินน้ำแกงกะทิและขนมหวานที่มีกะทิ

น้ำตาลในเลือด ไม่ควรมากกว่า 100 มก./ดล.
ถ้ามากกว่า 100 แสดงว่า มีภาวะพร่องต่อการใช้กลูโคส
ถ้ามากกว่า 126 เป็นเบาหวาน ควร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ขนมปัง ผลไม้หวานจัด ขนมและน้ำหวานต่างๆ น้ำผลไม้ ลูกอม

ปรับตัวอย่างไรไม่ให้อ้วน
1. เวลาหิวๆ อยากกินอะไรก็กินเถอะ แต่เริ่มทีละน้อย เช่น 1 จานเล็กๆ แล้วหยุดสักนิด ความอยากจะลดลง แล้วความรู้สึกอิ่มจะค่อยๆ มา ทำให้กินน้อยลงได้ แต่ถ้าเริ่มทีละมากๆ จะทำให้คุณกินได้เยอะมาก มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ลองสังเกตดู เวลาหิวไปถึงร้านอาหารสั่งมามากมาย ตาถ้าอาหารทยอยมาแล้วขาดตอนไปสักนิด คุณจะรู้สึกอิ่มพอดี พออาหารที่เหลือมาเสริฟก็กินไม่ลงแล้ว

2. อย่าไปเสียดายอาหารเหลือด้วยการเข้าใจว่า กระเพาะของเราเป็นเครื่องกำจัดขยะ หลังรับประทานอาหารแล้วอาหารที่เหลือจัดเก็บให้เรียบร้อย อย่าวางล่อตาล่อใจ

3. ถ้าจะมีเพื่อนช่างกินก็ดีนะ ได้กินของอร่อยๆ ไปด้วยกันได้พอสนุก แต่กินนิดหน่อย นึกถึงเวลาแต่งตัวมากๆ หรือเลือกไปเฉพาะบางงานที่ชอบมากๆ หรือกำหนดไว้เลยว่าเดือนนี้จะไป 2 ครั้งเท่านั้น

4. ถ้าคุณเป็นประเภทกินก่อนพรุ่งนี้ค่อยลด ควรเปลี่ยนเป็นลดก่อนพรุ่งนี้ค่อยกินดีกว่านะได้ผล 100% เช่น พรุ่งนี้นัดกันไปกินบุฟเฟ่ต์ กลางวันและเย็นวันนี้กินลดลงจากที่เคย หรือเย็นนี้ออกกำลังกายมากเป็นพิเศษ

5. ถ้าเป็นคนชอบมีของขบเคี้ยว ใส่ปาดเสมอๆ ควรเปลี่ยนเป็นน้ำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า น้ำสมุนไพรต่างๆ หรืออมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลแทน

6. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหาร ช่างทำ ช่างชิม ฟังดูแล้วลำบากนะ ทำเองถ้าไม่ชิมเองก็คงไม่มั่นใจนักว่าอร่อยจริง แต่ถ้าต้องชิมอาหารตลอดควรต้องลดอาหารมื้อหลักลงสัก 1 มื้อ ก็คงช่วยได้ดีเลย

7. ถ้าคุณชอบหวานชอบมัน สองรสนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะทำให้อาหารอร่อยมาก รสกลมกล่อม กินได้เพลิน เทคนิคควบคุมคือ ลดปริมาณที่เคยกินลง กินให้น้อยลงกว่าเดิม เหลือ 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ก็ยังพออร่อยได้ และลดน้ำหนักลงได้ด้วย

8. คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ต้องดื่มน้ำที่มีรสหวานตลอดแบบนี้ต้องลองเปลี่ยน เคร็องดื่มที่มีรสหวานแต่เป็นชนิดที่ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลทราย ก็จะได้เครื่องดื่มไม่มีพลังงาน หรืออาจลองปรับตัวเป็นการทำให้เครื่องดื่มนั้นเจือจางลง เช่น เติมน้ำแข็งมากขึ้น

9. ถ้าคิดจะเติมน้ำตาลในอาหารที่กำลังจะกิน ลองตั้งใจลดปริมาณน้ำตาลลงจาก 2 ช้อนชา เป็น 1 ช้อนชา คิดจะเติมครีมเทียม ก็ลดปริมาณลงเช่นกัน หรือหาอย่างอื่นมาแทน เช่น ใส่นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียม พลังงานจะลดลง แต่ได้โปรตีนและแคลเซียมจากนมเพิ่มขึ้นด้วย

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 146 เดือนธันวามคม 2559

ลักข์ฟังมาเล่า เรื่องกรดไหลย้อน

เรื่อง     “กรดไหลย้อน”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน อ.นพ.ปิยะพันธุ์ พฤกษพานิช

บรรยายเรื่องกรดไหลย้อน ให้กับชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

บรรยายเรื่องกรดไหลย้อน ให้กับชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

กรดในกระเพาะอาหารในร่างกายเรามีความเข้มข้นสูงมาก และมีประโยชน์มากคือ

  1. กรดในกระเพาะอาหารช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาในอาหาร
  2. กรดในกระเพาะอาหารช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีน
  3. กรดในกระเพาะอาหารช่วยดูดซึมแร่ธาตุที่ละลายในสภาวะกรดเช่น ธาตุเหล็ก, แคลเซียม
  4. กรดในกระเพาะอาหารช่วยดูดซึมวิตามิน B12 และแมกนีเซียม

กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่หนาที่สุดในร่างกาย การที่กรดไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารทำให้มีอาการ

  • มีของเหลวรสเปรี้ยวหรือขม และอาจมีกลิ่นหรือรสของอาหารดันขึ้นมาที่คอ
  • แสบร้อนในหน้าอกอาจขึ้นมาถึงในลำคอ
  • อาการแย่ลงเมื่ออยู่ในท่าเอนตัวหรือนอนราบ
  • มีอาการอื่นๆ ร่วม เช่น เจ็บคอ, มีกลิ่นปาก กลืนเจ็บ, กลืนติด, ฟันผุกร่อน, อาการทางระบบหายใจ

กรดไหลย้อนที่ไม่ใช่โรค คือ เมื่อกรดและน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาหารแสบร้อนในหน้าอก มักเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในคนปกติได้ทุกคน

โรคกรดไหลย้อน คือ เมื่อมีอาการเกิดขึ้นบ่อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ ติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ มีอาการกรดไหลย้อนรุนแรงและเป็นอยู่นานซึ่งพบบ่อยในคนกลุ่มเสี่ยงคือ คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ และคนสัมผัสบุหรี่ โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ทำให้เสียชีวิตแต่รบกวนคุณภาพชีวิต มีผลต่อการทำกิจวัตร การนอนหลับ และการกินอาหาร เมื่อเป็นแล้วควรปรึกษาแพทย์

เราสามารถรักษาอาการกรดไหลย้อนในเบื้องต้นได้ด้วยตนเองด้วยการ ไม่เอนตัวนอนหายใน 3 ชั่วโมงหลังอาหาร, พยายามนั่งตัวตรง, หากน้ำหนักเกิน ลดน้ำหนัก, เลิกสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่, นอนหัวสูง 6-8 นิ้วตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นไป, กินยาสามัญ ได้แก่ ยาลดกรดสีขาว, ใส่เสื้อผ้าไม่คับหรือรัดแน่น, หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำส้มสายชู น้ำส้ม น้ำมะนาว อาหารมัน อาหารทอด และหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่น แอสไพริน

ปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนบ่อย, อาเจียนรุนแรง, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายเป็นเลือด, กลืนติด, กลืนเจ็บ, กลืนลำบาก, กลืนไม่ลง, น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจลด

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก    :           การกินน้ำด่าง ช่วยลดกรดดีไหม?

อ.ปิยะพันธ์:         ไม่ดี อย่างที่ได้อธิบายว่ากรดในกระเพาะของเรามีประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำด่างไปให้เสียสมดุล และเพราะน้ำลายของเราเองนั้นมีฤทธิ์เป็นด่าง และสามารถผลิตเองได้วันละ 1.5-2 ลิตรซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ร่างกายเรานี้มหัศจรรย์มีกระบวนการปรับสมดุลให้กับตัวเองตามธรรมชาติได้ดีพออยู่แล้ว

สมาชิก    :           การทำดีท็อกซ์ มีประโยชน์หรือไม่?

อ.ปิยะพันธ์:         สุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี ไม่มีทางลัด การดีท็อกซ์ไม่ได้ประโยชน์ แต่ได้เสียสตางค์ ได้ความสบายใจ บางอย่างไม่มีประโยชน์แต่ก็ไม่มีโทษก็ไม่เป็นไร แต่บางอย่างไม่มีประโยชน์แล้วยังเกิดโทษต่อร่างกายได้อีกด้วย เช่นการสวนทวารด้วยการแฟอุ่นหากอุณหภูมิสูงกว่าที่ร่างกายจะรับได้ก็จะเป็นอันตรายต่ออวัยวะในร่างกาย

สมาชิก    :           ทำไมกินผักแล้วยังถ่ายออกมาเป็นใบ

อ.ปิยะพันธ์:         กรดในกระเพาะอาหารของคนย่อยโปรตีน แม้เรากินเนื้อเป็นชิ้นโดยไม่เคี้ยวกรดในกระเพาะก็จะย่อยได้ แต่กรดในกระเพาะไม่สามารถย่อยใบผักหรือเมล็ดข้าวโพดได้แบบกระเพาะวัว หากเราไม่เคี้ยวผักหรือเมล็ดข้าวโพดให้ละเอียด เมื่อเราขับถ่ายออกมาใบผักและเมล็ดข้าวโพดก็จะมีสภาพเหมือนเดิม แต่เราก็ต้องกินผักและผลไม้ด้วย เพราะร่างกายต้องการวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งต้องการเส้นใยจากผักผลไม้ โดยเราควรจะต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

สมาชิก    :           เพิ่งตรวจเจอติ่งที่ลำไส้ทำการรักษาแล้ว ควรกินเนื้อสัตว์หรือไม่ จะทำให้เซลมะเร็งกลับมาหรือไม่?

อ.ปิยะพันธ์:         มะเร็งคือมะเร็ง ร่างกายคือร่างกาย การมีเซลมะเร็งอยู่ การงดเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้เซลมะเร็งหายไป ต้องทำการรักษา เซลมะเร็งจึงจะหายได้ การกินอาหารคือการบำรุงร่างกาย ไม่ใช่เป็นการบำรุงหรือไม่บำรุงเซลมะเร็ง

สมาชิก    :           หิวยามดึก ควรทำอย่างไร?

อ.ปิยะพันธ์:         ควรเข้านอนให้เร็วขึ้น หรือถ้าหิวให้กินอาหารที่ไม่มีแคลอรี่คือ น้ำเปล่าและเม็ดแมงลักแช่น้ำ ซึ่งสามารถยับยั้งป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะออกมาได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 141 เดือนกรกฎาคม 2559

เป็นโรคไตกินอะไรดี?

ทุกเช้าที่คุณแม่ตื่นขึ้นและจะลุกจากที่นอน ลักข์จะช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคงก่อน ในช่วงที่คุณแม่รู้สึกท้อแท้หรือรู้สึกหมดแรงก็จะเอาหน้ามาซบไหล่อันบึกบึนของลักข์ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

คุณแม่เคยพูดว่า “คนไม่เป็นโรคไต ไม่มีทางจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกที่ทรมานจริงๆ ในการมีชีวิตอยู่” ลักข์เองก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่เราก็ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ไตยังดีอยู่ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ เรียนรู้จักโรคไตที่เราเป็นให้มากที่สุด และปฎิบัติตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคไต วิธีดูแลสุขภาพไตให้มีสุขภาพดีคือ

1. ไม่ทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

2. ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเป็นเวลานานๆ

3. จัดเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชม.

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนของหลักโภชนาการ

5. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด หมักดอง แช่อิ่ม และอาหารที่ผ่านกระบวนการให้อาหารมีชีวิตยืนยาว เช่น ไส้กรอก อาหารบรรจุห่อ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง

6. ดื่มน้ำสะอาด (น้ำเปล่า) วันละ 6-8 แก้ว เพื่อไตแข็งแรงและเพื่อผิวพรรณสดใส

7. ไม่สูบบุหรี่ และ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท

9. หากมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายให้ได้ให้ดี ด้วยการกินยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ กินอาหารตามที่นักโภชนาการแนะนำ และที่สำคัญออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

10. การกินยารักษาโรคต่างๆ ตามที่คุณหมอจ่ายให้เป็นสิ่งจำเป็น และไม่ต้องกังวลเรื่องจะเป็นพิษต่อตับต่อไตในระยะยาว เนื่องจากยาที่หมอให้นั้น ใช้ในทางการแพทย์ต้องผ่านการศึกษาและทำการวิจัยมามากพอว่าปลอดภัย รวมทั้งคุณหมอยังมีการนัดติดตามผลเพื่อตรวจเลือดเสมอว่าการรักษาที่คุณหมอนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน เรียกว่าเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างจริงจัง

11. การล้างพิษตับไต การกินอาหารเสริม น้ำสมุนไพรต่างๆ ที่อ้างว่าล้างพิษตับไตและบำรุงอวัยวะต่างๆ ได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว การไม่รู้แหล่งผลิต แหล่งที่มา ไม่รู้รายละเอียดหรือส่วนประกอบที่แน่ชัด กลับจะส่งผลให้เป็นพิษต่อตับ ต่อไต ต่อ อวัยวะของร่างกายด้วย การเลือกวิธีนี้ กินไปกินมาเสียชีวิตไปหลายราย ไตวายไปแล้วหลายคน โดยคนขายไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบอะไรเลย

 

สำหรับคนที่ไปตรวจที่รพ.แล้วคุณหมอบอกว่าเป็นโรคไตนั้น ต้องตั้งสติ ตั้งคำถาม (หรือถ้าออกมาจากห้องตรวจแล้ว นัดคราวหน้าจดคำถามไปถามให้รู้ให้ชัดเจน) กับคุณหมอให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคไตแบบไหน เฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง

เพราะโรคไตวายมีได้หลายสาเหตุ แบบเฉียบพลันเช่น เสียเลือดมาก ขาดน้ำอย่างรุนแรง ติดเชื้อ ได้รับสารพิษ เป็นต้น  หรือหากเป็นแบบเรื้อรัง คือไตค่อยๆ เสื่อมลงมาเรื่อยๆ เพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แล้วควบคุมได้ไม่ดีทำให้ไตเสื่อมลงเรื่อยๆ ซึ่งไตวายเรื้อรังนี้นั้นมี 5 ระยะ ระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 5 ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เรียกว่าการล้างไต ซึ่งแบ่งไปได้อีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือกล้างไต และรวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตด้วย

หากเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1-4 ถามคุณหมอให้ได้คำตอบนะคะว่าเป็นโรคไตระยะไหน เพราะแต่ละระยะ ความเข้มงวดในการดูแลตัวเองนั้นต่างกันค่ะ อย่างเช่น เป็นโรคเบาหวาน เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ โดยระวังอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นสำคัญ แต่หากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะ  1-2 ร่วมด้วย เราอาจจะต้องกินยาเพิ่ม และต้องลดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนและโซเดียมมากขึ้น หรือหากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่ 3-4 ปริมาณอาหารประเภทโปรตีนจะถูกจำกัดอย่างมาก รวมทั้งปริมาณโซเดียมที่ต้องชั่ง ตวง วัด กันอย่างจริงจัง

เรียกว่าทุกๆ ระยะของการเสื่อมของไต คุณหมอจะมีวิธีรักษาเพื่อให้ไตของเราเสื่อมช้าลงที่สุด ชะลอการเดินทางไปสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้นานที่สุด แต่คนที่สำคัญที่สุดที่จะดูแลรักษาสภาพไต คือตัวผู้ป่วยเอง

อย่าเดินออกจากห้องคุณหมอหากเราไม่รู้คำตอบว่า เราป่วยเป็นโรคไตวายแบบไหน และมีวิธีการดูแลรักษาตัวเองอย่างไร และเมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจแล้วอย่าลืมว่า อีก 30-60 วัน กว่าจะถึงวันพบคุณหมอนั้น ชีวิตของเราอยู่ในกำมือของตัวเราเองนะคะ

ลักข์รู้ว่าวันที่ต้องรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ตลอดชีวิต ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุ 14 และลักข์เลือกตัดสินใจที่จะหันหลังและไม่ดูแลตัวเอง 15 ปีต่อมา ลักข์ได้เรียนรู้ว่าโรคเบาหวานไม่เคยทิ้งลักข์ไปไหน หากลักข์ไม่ดูแลการดำเนินของโรคก็จะนำพาลักข์ไปสู่การสูญเสียอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

FEAR หลังจากลักข์เรียนรู้ว่าการละเลย ไม่ใส่ใจโรคเบาหวานที่เป็น ไม่ได้ช่วยให้โรคเบาหวานที่เป็นหายไปไหนได้ และเมื่อถึงจุดที่แย่ปัญหาที่หนักกว่าเดิมตามมาอีกเยอะเลย

การดูแลรักษาคุณแม่ของลักข์เองที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องทำการล้างไต ลักข์ใช้วิธีหาความรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเลือกล้างไตวิธีไหน ที่จะเหมาะสมกับครอบครัวเพื่อให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่กับโรคไตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด รู้สึกทุกข์น้อยที่สุด
FEAR Faceและหลังจากที่ลักข์เป็นผู้ดูแลคุณแม่มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้วทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการของคนที่เป็นโรคไตมากขึ้น

ถ้าหากใครสักคนในเวลานี้ต้องเป็นโรคไต สิ่งที่ลักข์อยากจะแนะนำคือ หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตที่ตัวเองเป็นให้มากที่สุดนะคะ ยิ่งมีความรู้ ความเข้าใจมากเท่าไหร่ ความกังวลก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น อาหารสำหรับคนที่เป็นโรคไตดูเหมือนว่าจะถูกจำกัดเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันนะคะ ทุกคนกินอาหารได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะของโรคไตที่ตัวเองเป็น และถึงต่อให้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว การเลือกกินอาหารของคนที่ล้างไตทางช่องท้องกับคนที่ฟอกเลือดก็แตกต่างกันตามขนาดรูปร่างของแต่ละคน กิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงผลแลปที่เราไปตรวจเลือดแต่ละครั้งที่รพ.ด้วย

สำหรับคนที่ล้างไตทางช่องท้องมาสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของค่าอัลบูมิน โซเดียม โปแตสเชียม ฟอสฟอรัส ว่ามีผลต่อการกินอาหารของเราอย่างไร  หรือถ้ายังไม่เข้าใจก็อย่าลืมถามนักโภชนการครั้งหน้าที่ไปตรวจตามนัดนะคะ

ความกลัวต่อปัญห่าที่เกิดขึ้น … เราจะเลือกที่จะละเลย หรือ เผชิญกับมันก็ได้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันแน่นอน

แต่สำหรับลักข์แล้ว ผลลัพธ์ของการเผชิญกับปัญหา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ  และแก้ไขไปเรื่อยๆ นั้น คุ้มค่ามากเลยค่ะ 🙂

เมนูอาหารเพิ่มอัลบูมินสำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างไตทางหน้าท้อง

ตั้งแต่คุณแม่เริ่มล้างไตทางช่องท้องมาตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ ยังไม่เคยต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ พาคุณแม่ไปรพ.เพราะเป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวัน และหายใจหอบมากขึ้น ไปถึงห้องฉุกเฉินปุ๊บ คุณหมอถามไถ่อาการแล้วรีบเจาะเลือดพร้อมกับส่งห้อง xray ปั๊บเลย คุณหมอวินิจฉัยแล้วบอกว่ามีภาวะปอดติดเชื้อต้องนอนรพ.ให้ยาฆ่าเชื้อนะ …. ไอ๊ย่ะ …. ขอเอายากลับไปกินไม่ได้เหรอคะ? คุณแม่ถามพร้อมบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่เหนื่อยนิดเดียวเอง (ฮาาาาา เป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวันแล้วจ้าาาา หายใจชายโครงกระเพื่อมน่ากลัวมากกกก นอนเห้อะะะะ)

การมานอนรพ.ไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่การมานอนรพ.ก็มีสิ่งดีๆ ให้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง แล้วเรื่องที่ดีที่สุดก็คือ คุณแม่มีภาวะของโรคหัวใจในขณะที่นอนอยู่รพ.นี่แหละ …. ถ้ามีอาการเกิดขึ้นที่บ้าน รับรองได้เลยว่าวันนี้ลักข์คงไม่มีโอกาสได้กอดแม่ก่อนนอนแล้ว …. คุณหมอที่ช่วยกันดูแลรักษาคุณแม่ส่วนใหญ่จะน่ารักและใจดีกับคุณแม่มากๆ

โรคที่คุณยายเป็นแค่นี้ โอ้ววว นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คุณหมอเกือบติดกันแล้วนะคะ ผมดูแลรักษาได้ แต่กำลังใจของคุณยายเท่านี้ เอ่อ สุดแขนคุณหมอแล้วววววว คุณยายต้องรักษากำลังใจไว้ให้ดีให้ได้ แล้วต้องทำเองด้วย เรื่องอื่นๆ ไม่ต้องกังวล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอ

ต้องสู้นะครับ ไม่ไหวแล้วค่ะคุณหมอ ไม่ไหวได้ยังไงกัน ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย ร่างกายยังไหวแน่นอน แต่ถ้าใจไม่สู้ หมอก็ไม่ไหวนะ ผมพูดจริงไม่หลอกนะว่าดูแลได้ รักษาไหวแน่นอน ถ้าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงและไม่มีความหวัง ผมก็จะบอกตรงๆ

คุณแม่ถูกส่งเข้าไปใส่สายสเต้นท์ นอนห้อง ICCU 1 คืน คุณแม่ถามคุณหมอเพียงคำเดียวว่าสู้ตามที่คุณหมอบอกแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน? คุณหมอบอกว่าคนทั่วไป 2 วัน แล้วถ้าคุณยายไม่ต้องใส่สายให้ออกซิเจนเมื่อไหร่ หมออนุญาตให้กลับทันที … สาววัย 80 หยิบสายออก นับครบ 2 วันตามกำหนด กลับบ้านทันที!

จากวันที่ออกจากรพ. ไปตามนัดหาหมอครั้งใหม่ในเดือนมกราคา … ผลเลือดทุกตัวตกเกณฑ์หมดเลย >< มีภาวะซีด และค่าอัลบูมินหล่นไปเหลือ 2.7 ต้องพยายามกินให้ได้มากกว่าเดิม แล้วคุณหมอก็ขอนัดในอีก 1 เดือนข้างหน้า สิ้นเดือนกุมภาเรามาเจอกัน  แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คุณแม่ต้องแอดมิทอีกรอบ เพราะเกิดอาการนอนราบไม่ได้ เสียงหายใจดังกรอบแกรบกรอบแกรบ ….. น้ำท่วมปอดแน่แล้วววววววววว เราเลยไปได้ฉลองวันวาเลนไทน์กันในโรงพยาบาล ค่าอัลบูมินขึ้นมาเป็น 2.8 แล้ว … สิ้นเดือนไม่เห็นเลข 3 แน่ เลยขอคุณหมอในขณะที่นอนรพ.ว่าขอสารอาหารทางสายยาง หรือ Albumin ทางสายน้ำเกลือก็ได้ คุณหมอบอกว่าคุณยายต้องพยายามกินเอง หมอไม่อยากใส่หรือแทงสายไม่อยากให้คุณยายติดเชื้อ เอ่อ กินไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ คุณแม่เห็นไข่ก็แทบจะร้องไห้แล้ว งั้นหมอส่งไปเรียนทำอาหารทางสายยางนะ แต่ให้ตักกินเป็นซุปแทน

นักโภชนาการใจดีสุดๆ สอนแหลก แจกความรู้ไม่อั้น พร้อมกับคำแนะนำว่าเอาหลักการไปทั้งหมดแล้ว หมั่นฝึกฝนและต้องประยุกต์ใช้ให้เป็น รับรองได้คุณแม่จะต้องดีวันดีคืน

เหลียวมองความรัก ความเมตตา ของคุณหมอทุกท่านตั้งใจรักษาคุณแม่ให้มีลมหายใจ มีกำลังใจที่จะมีชีวิตเพื่อให้ลักข์เอาไว้กอดก่อนนอน แถมบุคคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ยังเมตตาให้ความรู้ ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอบคำถามให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเต็มกำลังที่ทุกคนมี บอกคุณแม่ต้องพยายามกินให้มากที่สุด ลักข์จะฝึกทำอาหารเพื่อให้ค่าอัลบูมินขึ้นมาให้ได้

ลักข์เริ่มต้นทำซุปเสริมโปรตีนตามหลักที่นักโภชนาการสอน ลักข์ทำอาหารตามตำราในเวปไซต์ของ http://www.davita.com ที่มีเมนูสารพัดสำหรับคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย และโรคเบาหวาน จากวันที่ ๑๒ กพ. ๕๗ ค่าอัลบูมิน อยู่ที่ 2.8 วันที่ ๒๗ กพ.๕๗ ค่าอัลบูมินอยู่ที่ 3.1 (เป้าหมายขั้นแรกขอให้ค่าขึ้นจากเดิม เป้าหมายขั้นที่สองคือให้ถึงเกณฑ์ 3.3 เป้าหมายขั้นที่สามคือให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย 3.5 เป้าหมายขั้นสุดท้ายคือ 3.5++)

พี่พยาบาลที่รักและนับถือแวะมาเยี่ยมคุณแม่ถึงบ้าน พร้อมกับยินดีกินอาหารร่วมโต๊ะกับคุณแม่ และกินอาหารชนิดเดียวกับคุณแม่ด้วย …… อร่อย!!!! อร่อยมากด้วย หน้าตาดีด้วย อย่าลืมเขียนเล่าให้อ่านในบล็อคนะ เพราะพี่ว่าคนที่ล้างไตทางช่องท้องหลายคนอาจจะเจอปัญหาเดียวกัน

รสชาติไม่รู้ว่าอร่อยอย่างที่มีคนชมหรือเปล่า แต่เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ ใช้ของสดเสมอ และใช้เครื่องปรุงที่มีกลิ่นหอม อย่างใบมะกรูด ผงกะหรี่ เลือกทำเมนูอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนได้จะดีที่สุดเพราะจะทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบรสชาติว่าใช่รสแบบนี้หรือเปล่า (ฮาาา) และเทคนิคสุดท้ายการจัดวางให้ออกมาหน้าตาดี ทั้งหมดนี้ช่วยทำให้เจริญอาหารขึ้นได้เยอะเลยค่ะ … อ้อ เรื่องสำคัญที่สุด ขอให้คุณหมอส่งไปเรียนกับนักโภชนาการเพื่อให้ทำอาหารให้ทางสายอาหารนะคะ ไปเรียนเพื่อนำหลักมาทำเป็นซุปเสริมโปรตีนระหว่างมื้อ หรืออาจจะใช้เป็นมื้อหลักแทนได้เลยเหมือนกันค่ะ

food for renal 01food for renal 03food for renal 02

เราคุยกันว่าหน้าที่ของการรักษาเป็นของบุคคลากรทางการแพทย์สาขาต่างๆ Doctor, Nurse Educator ลักข์มีหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่และสุดความสามารถเท่าที่จะมีปัญญา Care giver ส่วนคนที่จะต้องอดทนให้เต็มที่ พยายามให้ดีที่สุดเป็นของคุณแม่ Patient เราต้องร่วมมือกันโดยต่างต้องทำหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด เพื่อที่คุณแม่จะได้มีชีวิต มีลมหายใจเพื่อให้ลักข์กอดก่อนนอนไปได้อีกนานหลายปี 😀

 

 

 

ขนมสำหรับคนเป็นโรคไต เบเกอรี่(7)

ข้อดีของการเรียนรู้หลักโภชนาการเพื่อทำอาหารสำหรับคนที่เป็นโรคไต ทำให้เราสามารถที่จะทำอาหารได้หลากหลายมากขึ้น รวมทั้งรสชาิติก็ยังคงความอร่อยไว้ได้ด้วย

เบเกอรี่เป็นขนมอีก 1 อย่างที่ลักข์ไม่เคยคิดมาก่้อนว่าจะเหมาะสำหรับคนเป็นโรคไต แต่หลังจากที่ได้ทดลองทำเค้กไข่ขาว / เค้กอาหารของนางฟ้า (Angel Food Cake) ให้คุณแม่ทานเป็นอาหารว่างยามบ่าย (รวมถึงยามเบื่ออาหารอื่นด้วย) การไปหาหมอเพื่อตรวจและติดตามผลตามนัดกับทุกๆ 6-8 สัปดาห์ก็เป็นเรื่องที่ทำให้สบายใจว่าข้อมูลที่หามาเพื่อทำอาหารให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายคุณแม่นั้นใช้ได้ผลจริง
รูปภาพ

การมีข้อมูล การทดลอง เรียนรู้ และลงมือทำ ทำให้มีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้น ตอนนี้นอกจากเค้กไข่ขาวแล้ว คุณแม่ยังได้ทานเค้กกล้วยหอมด้วย ถ้าเข้าใจความจริงว่า ตามร้านอาหารทั่วไป ตามบ้านทั่วไป ไม่มีใครได้ฝึกทำอาหารสำหรับคนเป็นโรคไตโดยเฉพาะ เพราะคนทั่วไปส่วนใหญ่จะติดรสชาติเค็มและกินเกลือในปริมาณต่อวันมากเกินไปจนกลายเป็นความคุ้นชินไปแล้ว นอกจากเรื่องเค็มยังมีเรื่องของความสะอาดปลอดภัย ถ้าไม่แน่ใจและอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ลักข์ก็แนะนำให้ลงมือทำเอง ไม่ยากเลยค่ะเพราะลักข์เองเป็นลูกของแม่ที่ไม่ชอบการเข้าครัวยังค่อยๆ เรียนรู้และหัดทำได้เลย

สูตรการทำเค้กกล้วยหอมลักข์ยังใช้วิธีเปิดหาสูตรตามอินเตอร์เน็ตเหมือนเคย เลือกสูตรที่ขอบ อ่านและเข้าใจวิธีทำ ก็ทดลองทำแต่ลดปริมาณน้ำตาลและเกลือลงจากสูตรลงกว่าครึ่ง และเพิ่มไข่ขาวมากกว่าสูตรลงไป ผลลัพธ์ที่ได้ คุณแม่บอกว่าอร่อยมากกกกก 🙂 (คุณแม่ชมด้วย ชมตัวเองด้วยเลยเพิ่มก.ไก่หลายตัว ฮาา)
                           รูปภาพ
เกือบ 3 ปีแล้วที่คุณแม่ต้องล้างไตทางหน้าท้อง ลักข์ยังจำได้ว่าช่วงแรกของการทำความรู้จักกับโรคไตนั้น ทุกสิ่งอย่างดูน่ากลัวไปหมด และดูเหมือนว่าแทบจะไม่เหลืออาหารอะไรที่คุณแม่จะทานได้เลย แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป ความคุ้นเคยที่ต้องมีชีวิตอยู่กับโรคไตมากขึ้น เริ่มเข้าใจความหมายของค่าผลเลือดที่คุณหมอนัดตรวจทุกครั้งมากขึ้น รู้จักประโยชน์และโทษของอาหารแต่ละชนิดเพิ่มมากขึ้น และเริ่มคำนวณปริมาณอาหารได้คล่องแคล่วขึ้น จนสามารถทำอาหารให้คุณแม่ทานได้หลากหลายมากขึ้น

การมีชีวิตอยู่กับโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกับการล้างไตทางหน้าท้องไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก และการที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคนี้ก็ไม่ใช่เรื่องทุกข์ยากลำบากเลย ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ

ข้อมูลเก่าเรื่องอาหารโรคไต

1. ผัดไทย (เขียนเล่าใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ผัดไทย(2)) https://luckareerat.wordpress.com/2010/08/10/renal-food-stir-fried-rice-noodle/

2. ข้าวต้มปลา (เขียนเล่าใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ข้าวต้มปลา(1)) https://luckareerat.wordpress.com/2010/08/07/renal-food-rice-soup-with-fish-2/

3. เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอะไรดี (3)  https://luckareerat.wordpress.com/2010/03/15/renal-food-what-to-do/

4.เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต รายการอาหาร(4) https://luckareerat.wordpress.com/2011/03/16/renal-food-menu/

5. ราดหน้า (เขียนเล่าไว้ใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ราดหน้า (5)) https://luckareerat.wordpress.com/2012/03/20/renal-food-fried-noodle-in-gravy/

6. ขนมเค้ก (เขียนเล่าไว้ใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต เค้กไข่ขาว (6)) https://luckareerat.wordpress.com/2013/03/20/renal-food-angel-food-cake/

เรื่องสำคัญที่คนเป็นโรคไตควรรู้ และระวัง
โรคไตมีหลายสาเหตุและหลายแบบ ทั้งสาเหตุจากโรคเบาหวาน สาเหตุจากโรค SLE ฯลฯ เป็นโรคไตแบบเรื้อรัง แบบเฉียบพลัน ………. ควรถามแพทย์ผู้รักษาให้รู้ว่า เราเป็นโรคไตแบบไหน สาเหตุจากอะไร

โรค ไตวายเรื้อรังมี 5 ระยะ การดูแลแต่ละระยะแม้จะใช้หลักการเดียวกัน แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน ……ควรถามและปรึกษาแพทย์ผู้รักษาให้รู้และเข้าใจว่าเราควรดูแลตัว เองอย่างไร

การรักษาโรคไตมีหลายวิธีตามระยะของโรคที่เป็น ….แพทย์ผู้รักษาจะให้คำแนะนำได้ หรือถ้าสงสัยในการรักษา สงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงได้รับการรักษาไม่เหมือนกับของเรา ทั้งยาที่ใช้รักษา ทั้งอาหารที่ถูกแนะนำ ไม่เหมือนกับของเราเลย ถามแพทย์ผู้รักษานะคะ ไม่ต้องกลัวว่าแพทย์จะกัด แม้แพทย์บางคนจะดุไปบ้างแต่รับรองได้ว่าไม่กัดจริงแน่นอน (อย่างมากก็แค่เหน็บ จิกเบาบ้างแรงบ้างตามนิสัย)

เรื่องสำคัญที่สุด  อย่าหลงเชื่ออะไรๆ ที่ใครต่อใคร ที่มาชักชวนให้ทดลองกิน หรือ ซื้อสินค้าที่บอกว่าโรคไตรักษาให้หายได้ เท่าที่ได้พบประสบเจอมาหายนะทั้งนั้นเลย

 

ผักชีมีโพแทสเซียมสูง อันตรายต่อคนเป็นโรคไต

หลังจากที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคไต ลักข์ก็ได้รับข้อมูลและคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการรักษาสารพัดรูปแบบที่ใครต่อใครส่งมาให้ มาบอกต่อ ที่”ใครก็ไม่รู้”บอกมาว่าดี รวมทั้งมีที่บอกว่าลองแล้วไม่ได้ผลก็ไม่เสียหายอะไร … เสียสิ ยิ่งเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายแบบคุณแม่แล้ว ขืนลองซี้ซั้วได้เสียชีวิตแน่นอน!

จะว่าไปในความโชคร้ายที่ลักข์เป็นเบาหวาน ก็พูดได้ว่ามันเป็นความโชคดีด้วยที่ลักข์ได้เป็นเบาหวาน ยิ่งเป็นมานาน ก็ยิ่งได้เรียนรู้ ทั้งประสบการณ์ตรงจากตัว และจากการเป็นผู้ดูแลคุณแม่ว่า อิทธิปาฎิหารย์จากหมอเทวดา หรือยาสมุนไพร 108 รักษาได้ทุกโรคจากหมอวิเศษที่มาจากสารพัดชนชาติ ก็ยังไม่มีชาติไหนบนโลกกลมๆ ใบนี้ที่ประกาศว่าชนชาติของตนปลอดจากโรคเบาหวานหรือโรคไตทั้งประเทศเลย

เมื่อไม่นานมานี้ลักข์เห็นการแชร์ (share แบ่งปัน) ข้อมูลกันกระจายมากมายเรื่องกินน้ำผักชีล้างไต เห็นแล้วอยากจะบ้าตายเพราะรู้ว่าผักสีเขียวจัดสำหรับคนเป็นโรคไตต้องระวังในเรื่องปริมาณในการกินมากๆ เพราะว่าจะส่งผลทำให้ค่าโปแตสเซียมในเลือดสูง แถมให้กินเป็นน้ำเต็มแก้วอีก กรี๊ดดดด สูตรนี้นี่เป็นวิธีเร่งให้คนที่เป็นโรคไตตายไวขึ้น เร่งอาการให้รุนแรงขึ้นชัดๆ เลย

ลักข์ว่าสำหรับคนที่เป็นโรคไตที่หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตจริงๆ หรือคนที่ต้องมีชีวิตอยู่กับการล้างไตแล้ว จะไม่หลงเชื่อข้อมูลหลอกลวงกันง่ายๆ อีกแล้ว (เพราะถูกหลอกซ้ำซากแล้วก็ไม่เห็นเป็นจริงสักเรื่อง) แต่คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคไตแล้วยังตั้งหลักไม่ได้ว่าข้อมูลอะไรที่เชื่อถือได้ หรือข้อมูลอะไรที่เชื่อถือไม่ได้ ก็จะถูกหลอกให้เสียเงิน เสียเวลา และอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้

วันนี้ลักข์ได้เห็นคุณหมอโพสบทความเกี่ยวกับผักชีที่รักษาโรคไตไม่ได้ (คัดลอกมาจากhttps://www.facebook.com/photo.php?fbid=289200191211653&set=a.277788842352788.1073741828.277711765693829&type=1&theater) เห็นแล้วต้องรีบเอามาเผยแพร่ต่อ เผื่อใครไม่ได้เล่น FB จะได้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเอาไว้ปฎิเสธวิธีรักษาแบบนี้ได้อย่างมั่นใจ

renal harmful herb#### ผักชีล้างไต จริงหรือไม่ อันตรายแค่ไหน ?? ####

กระแสการแชร์เรื่องนำผักชีมาล้างไตไม่ได้เริ่มที่ไทยแต่มีมาจากเมืองนอก ลิงค์ที่ส่งกันมา

http://ac127.wordpress.com/2012/02/23/ผักชี-ช่วยล้างไต-clean-your-kidneys-in-rs-1-00-or-even-less/

>> มาทำความเข้าใจกับโรคไตวายก่อนจะไปล้างมันกัน

โรคไตวายเกิดจากการทำงานที่เสื่อมถอยลง ในหน้าที่หลักของไตได้แก่
– การควมคุมของเสียไนโตรเจนในร่างกาย ( Blood urea nitrogen)
– การควบคุมสมดุลกรดเบสในร่างกาย (Acid base regulation )
– การควบคุมสมดุลน้ำในร่างกายไม่ให้เกิดน้ำเกินหรือขาด (volume regulation)
– การควบคุมความสมดุลเกลือแร่ฟอสเฟต แคลเซียม แมกนีเซียม
– การกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ( คนไข้ไตวายเรื้อรังจึงซีดด้วย) ( Erythropoeitin )

>> โดยไตมักมีสาเหตุเสื่อมการทำงานลงจากโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคไตโดยตรง

>> การรักษาโรคไตจึงแบ่งคร่าวๆ ให้เข้าใจง่ายๆสามช่วง
– ช่วงที่ 1 : ช่วงก่อนไตจะวายแต่มีความเสี่ยงที่จะวาย
เช่น คนเป็นโรคความดัน โรคเบาหวาน : ช่วงนี้แพทย์มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมลง โดยคุมระดับความดันและเบาหวานให้ปกติที่สุด

– ช่วงที่ 2 : ช่วงไตวายระยะแรกๆ
ผู้ป่วยจะยังพอสามารถขับของเสียได้ แต่ต้องมีการให้ยา เข้าไปช่วยเพื่อคุมภาวะเกลือแร่ต่างๆให้สมดุล และอาจจะให้ยาขับปัสสาวะด้วย หากมีความไม่สมดุลของปริมาณน้ำมีน้ำเกินหรือบวม หรือเกลือแร่ที่ผิดปกติคั่งมากเกินเช่นโพแทสเซียมสูง

– ช่วงที่ 3 : ช่วงไตวายระยะท้าย
ไตจะไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ หากปล่อยไว้จะเสียชีวิตจากน้ำเกิน , เลือดเป็นกรด ,ของเสียคั่งในเลือด ในขั้นนี้ยาต่างๆที่กินจะไม่เพียงพอกับการคงสมดุลไว้ ต้องใช้สิ่งที่จะมาทำหน้าที่แทนไตเดิมที่เสียไปแล้ว ได้แก่ ล้างไตทางเส้นเลือด ( เหมือนให้ตัวกรองและเครื่องยนต์ทำหน้าที่แทนไต) ล้างไตทางหน้าท้อง ( ให้ผนังและน้ำในช่องท้องทำหน้าที่กรองของเสียแทน ) หรือสุดท้ายปลูกถ่ายไตใหม่ที่ยังทำงานดีมาแทน

### ทำไมถึงคิดว่าผักชีล้างไตได้ ? ###
เพราะมีคนสังเกตเรื่องผักชีมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะมาตั้งแต่อดีต และมีการศึกษาพบว่าสารในผักชีที่ออกฤทธิ์นี้คือ apiol and myristicin การทดลองในหนูทดลองพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของปัสสาวะจริงในหนูที่ได้สารสกัดจากผักชี แต่ไม่เห็นการทดลองในมนุษย์นะ

การทดลอง : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/11849841/

>> คนที่เข้าใจว่าไตเหมือนท่อระบายน้ำเสีย ก็คิดว่าถ้ายิ่งขับปัสสาวะออกได้มากๆ ก็เหมือนเร่งล้างของเสียออกจากร่างกาย หรือเหมือนได้กระตุ้นการทำงานไตให้ทำงานดีขึ้น จึงมีการนำผักชีมารักษาโรคไตวาย และ โรคนิ่วในไตตั้งแต่อดีต

>>> แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ !!! ไตทำหน้าที่ที่ซับซ้อนหลายอย่างมากกว่านั้นตามที่กล่าวมาข้างต้น แพทย์แผนปัจจุบันเน้นการทดแทนหน้าที่ที่เสียไปนี้ และรักษาความสมดุลต่างๆที่ไตทำไว้ ไม่ใช่ว่าจะใช้ยาขับปัสสาวะอย่างเดียว หรือแม้แต่ไตวายระยะหลังๆยาขับปัสสาวะก็ไม่ได้ช่วยในการกรองของเสีย หรือเพิ่มปัสสาวะได้อีกเลย

### อันตรายจากผักชี !!!! ###
หนึ่งในสาเหตุการตายที่สำคัญของคนไข้ไตวายเรื้อรังคือ ไตขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายไม่ทัน เกิดโพแทสเซียมในเลือดสูง สิ่งนี้ไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและหยุดเต้นได้
แพทย์จึงระวังเรื่องการตรวจดูค่าโพแทสเซียมในเลือดผู้ป่วยเสมอ และแนะนำการหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่มีโพแทสเซียมสู งโดยมีการแนะนำจากสมาคมโรคไตดังนี้

การรับประทานผักและผลไม้ในโรคไต
http://www.siamkidney.org/index.php?option=com_content&view=article&id=36%3A2011-05-12-11-09-25&catid=17%3A2011-09-06-03-40-02&Itemid=41

>> ผักชีติด”อันดับหนึ่ง” ของผักที่มีโพแทสเซียมสูง นับว่าอันตรายมากๆๆๆๆๆ แพทย์โรคไตแทบจะลมจับเมื่อเห็นกระแสการแชร์กินผักชีล้างไต ยิ่งวิธีการนำผักชี 1 กำมาทำให้เป็นน้ำเข้มข้น 1 แก้วนี่อีก

อย่างเคยนะครับจากการ search ด้วยคำของผักชี Parsley (ภาษาอังกฤษ) และ Petroselinum crispum ( ชื่อวิทยาศาสตร์ ) ในเวบ pubmed.com ยังไม่พบการศึกษาในมนุษย์ที่รับรองการใช้รักษาล้างไต หรือคนไข้ไต

>>> สรุปคำแนะนำจากอายุรแพทย์โรคไตนะครับ การกินน้ำผักชียังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชะลอ หรือรักษาล้างไตในคนไข้ที่เป็นไตวายเรื้อรังได้ ฤทธิ์ของผักชีที่เป็นการขับปัสสาวะไม่อาจทดแทนการรักษาแผนปัจจุบันที่ใช้ยาและการล้างไตหรือปลูกถ่ายไตในการปรับสมดุลของเสีย เกลือแร่ และน้ำให้กับผู้ป่วย และการกินผักชีปริมาณมากอาจมีอันตรายถึงชีวิตจากค่าโพแทสเซียมที่สูงขึ้นครับ <<<<

อันนี้จากสมาคมโรคไตตัวเต็มสำหรับอ่านแนวทางการปฏิบัติตัวและการเลือกอาหารให้ผู้ป่วยโรคไตครับ
http://www.nephrothai.org/nephrothai_boffice/images_upload/news/186/files/อาหารระยะก่อนล้างไต-อ%20ชวลิต%20-%2053%20หน้า.pdf

สนับสนุนข้อมูลโดย Dr. Oatega Spartan ( นามสมมติ ) อายุรแพทย์โรคไต