ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

โฆษณา

(2) รู้เขา รู้เรา รู้โรคเบาหวาน โดย นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล

219

ลักษณะสำคัญของโรคเบาหวาน

เบาหวาน ถ้าดูตามความหมายของคำ ก็บอกได้ชัดเจนว่า “เบาออกมาแล้วหวาน” ซึ่งหมายถึงปัสสาวะมีรสหวาน การที่มีรสหวานได้ก็ต้องมีน้ำตาลปนอยู่ด้วย  เบาหวานจึงแสดงถึงการที่มีน้ำตาลปนออกมาในปัสสาวะ ทำให้เกิดรสหวาน

ถ้าดูคำภาษาอังกฤษของเบาหวานคือ diabetes mellitus “Diabetes” เป็น คำมาจากภาษากรีก แปลว่า syphon หรือ pass through ซึ่งหมายถึงการที่มีปัสสาวะมาก  ส่วนคำว่า “Mellitus” เป็นคำมาจากภาษาละตินและกรีกหมายถึงน้ำผึ้ง  “Diabetes Mellitus” จึงหมายถึงความผิดปกติที่มีปัสสาวะออกมากและมีรสหวาน (เปรียบเหมือนน้ำผึ้ง) ซึ่งมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า “เบาหวาน” ของไทยมาก

เบาหวานเป็นกลุ่มของโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการเผาผลาญอาหาร (metabolic disorders) ของคาร์โบฮัยเดรท โปรตีน และไขมัน ที่เป็นผลจากความบกพร่องในการหลั่งอินสุลิน (อินสุลินไม่เพียงพอ – insulin deficiency)  หรืออินสุลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี (ภาวะดื้อต่ออินสุลิน – insulin resistance) หรือทั้งสองภาวะร่วมกัน ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ (hyper-glycemia)

ใน ระยะยาวทำให้เกิดพยาธิสภาพที่หลอดเลือดแดง หลอดเลือดฝอย และประสาทส่วนปลาย นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ ตา ไต และปลายประสาท  โรคหรือความผิดปกติใดที่ทำให้เกิดการขาดอินสุลิน หรืออินสุลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ก็ทำให้เกิดเบาหวานขึ้นได้

อ่านเพิ่มเติม