วิธีดูแลไตที่เสื่อมไปแล้วให้กลับมา

คนที่เป็นเบาหวานเคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมคุณหมอต้องให้ตรวจปัสสาวะ ที่เรียกว่า เพื่อดูว่ามีไข่ขาวรั่วออกมาทางไตหรือเปล่า?

.

.

ใช่แล้วค่ะ ลักข์เองก็คุ้นชินกับการที่คุณหมอจะสั่งตรวจหาค่าไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ หรือที่เรียกว่าค่า  Urine Micro Albumin เป็นระยะๆ เช่นกัน ก็เป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปีแล้ว ไม่รู้ไม่ได้ เอาปัสสาวะเราไปทั้งที เราต้องรู้ด้วยว่าหมอเอาไปดูอะไร ไปดูทำไม มีประโยชน์อะไรกับเราบ้าง … เนอะ

.

.

เมื่อก่อนลักข์ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมหมอต้องให้ตรวจ จนกระทั่งวันที่หมอบอกเมื่อราวๆ 20 ปีก่อนว่า มีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะแล้ว แสดงว่าไตเริ่มมีปัญหาแล้ว คุณหมอจึงให้คำแนะนำว่า ให้ลดการกินโปรตีนประเภทสัตว์เนื้อแดง (เนื้อสัตว์ 4 เท้า) และ ให้กินยาลดความดัน ใช่!!! ไม่ได้มีภาวะความดันสูง แต่ใช้ผลประโยชน์ของยาลดความดันช่วยชะลอไตเสื่อมลงได้ ถูกต้อง!!!! ใครที่มีภาวะไตเสื่อม คุณหมอจะรีบให้คำแนะนำพร้อมกับการรักษาเพื่อรักษาไตของเราเอาไว้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอนะ เพราะผลข้างเคียงของยาก็มี เราเป็นเบาหวาน เราต้องดูแลตัวเองเป็นทีมเดียวกันกับบุคคลากรทางการแพทย์ คนที่ไม่อยากเห็นเรามีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานมากที่สุด!!!!!!!!

.

.

หลังจากทำตามคำแนะนำของคุณหมอมาได้ 10 กว่าปี เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ลักข์ดันเกิดเหตุ ติดเชื้อจากการกินอาหารที่ไปซื้อมาจากตลาดนัด จนเกิดภาวะที่คุณหมอเรียกว่า เซฟติดช้อค (Septic Shock) มีภาวะช้อคจากการติดเชื้อจนต้องเข้าห้องฉุกเฉินและนอนโรงพยาบาลไปหลายคืนเลย และผลพวงจากการติดเชื้อครั้งนั้น ลักข์เกิดอาการความดันต่ำบ่อยมาก มีภาวะมึน เซ และจะวูบหลายครั้ง จนรู้สึกว่าไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ อย่างเช่น ลุกจากที่นั่งบนรถเมล์ก็มึนลงป้ายไม่ได้ต้องยืนเลยไปป้ายกว่าจะตั้งตัวติดแล้วเดินไหว ยิ่งถ้าลุกเปลี่ยนจากท่านั่งยองๆ แล้วยืนขึ้น มีอาการหน้ามืด ตัวเซไปติดกำแพงทุกครั้ง ไม่มีกำแพงให้ติด ก็ล้มลงกับพื้นแบบรู้ตัวยั้งตัวได้ จนต้องไปปรึกษากับคุณหมอเบาหวาน ใช่!!! คนเป็นเบาหวานเรามีหมอเบาหวานเป็นที่ปรึกษาการใช้ชีวิตให้เป็นปกติ อยากเปลี่ยนแปลงการกินยาต้องปรึกษาหมอทุกครั้ง หมอจะหาวิธีที่ปลอดภัยให้กับเราค่ะ

.

.

คุณหมอไม่อยากให้หยุด เพราะปริมาณที่กินเพื่อป้องกันไตเสื่อมคือ น้อยมาก ครึ่งเม็ดเท่านั้น แต่ก็ขอคุณหมอว่า ร่างกายไม่ไหวกับความมึนที่เกิดขึ้นจริงๆ คุณหมอบอกว่าถ้าอยากจะลอง ต้องมีเงื่อนไข จากที่นัดเจอกันทุก 3-4 เดือน จะต้องมาพบหมอทุก 2 เดือน และถ้ามีเหตุอะไรให้มาหาหมอก่อนเวลานัดทันที จากนั้นคุณหมอก็หยุดยาให้ การใช้ชีวิตหายมึน หายเซ แต่ค่าไตที่เคยอยู่ในเกณฑ์ปกติ Urine Micro Albumin ที่ไม่เคยเกิน 30 มาสิบกว่าปี เริ่มส่งสัญญาณเตือนเมื่อหยุดยาได้ 2 เดือนแรกมาแตะที่เลข 30  4 เดือนแรก ค่าก็ยังขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องมาแตะที่เลข 60 และเมื่อครบ 6 เดือน เลข 300 ก็มา พร้อมค่าการทำงานของไตที่ตรวจทางเลือด (eGFR) ก็ลดลงจาก 100 เหลือ 70 กว่า …… คุณหมอไม่ให้อนุญาตให้หยุดยาต่อแล้ว ลักข์เองก็ถึงกับขนหัวลุกเมื่อเห็นค่าการทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ …. ยอมกินยาอย่างไม่อิดออดทันที พร้อมกับใช้วิธีลดการกินสัตว์เนื้อแดงลงไปจากเดิมอีก 50% มาเน้นการกินไข่ กินเต้าหู้ มากขึ้นแทน

.

.

คุณหมอยังคงนัดให้มาติดตามผลกับคุณหมอทุก 2 เดือนต่อ แนวโน้มของการทำงานของไตใน 2 เดือนแรกคือ เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นแม้จะแค่นิดเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณแห่งความหวังและกำลังใจสำหรับตัวเองในการที่จะดูแลตัวเอง ทั้งในเรื่องการเลือกคุณภาพอาหารที่จะกินลงไปในร่างกาย พร้อมกับการกินยาตามที่คุณหมอจ่ายให้ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม คุณหมอให้กำลังใจทุกครั้ง แต่คุณหมอก็ให้เผื่อใจไว้เสมอว่า อวัยวะที่เสื่อมไปแล้ว อาจจะกลับมาไม่ได้เท่าเดิมนะ

.

.

ลักข์ตอบกลับคุณหมอว่า ลักข์เข้าใจและยอมรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าไตลักข์จะฟื้นกลับคืนมาหรือไม่ ฟื้นกลับขึ้นมาได้แค่ไหน ลักข์ก็พร้อมจะยอมรับ แต่สิ่งที่ลักข์ขอทำคือ ขอพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลตัวเอง แค่คุณหมอนัดมาติดตามผลทุก 2 เดือนก็ดีใจจะแย่แล้ว คนไข้เบาหวานมากขึ้นทุกครั้งที่มา คนไข้ที่ดูแลตัวเองได้ในเกณฑ์ที่คุณหมอไม่กังวล ปกติคุณหมอจะนัดทุก 3-4 เดือนด้วยซ้ำเพื่อลดการแออัดของผู้ป่วยในการมาโรงพยาบาล นี่ลักข์เป็นคนหาเรื่องใส่ตัว ใส่คุณหมอด้วย แต่คุณหมอก็ยังห่วงและเต็มใจที่จะรักษาแถมยังให้กำลังใจอีก บทเรียนครั้งนี้ทำให้พร้อมที่จะเถียงกับพวกที่ชอบพูดว่า หมอเลี้ยงไข้ไม่อยากให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้อย่างมั่นใจขึ้นอีกหลายล้านเปอร์เซนต์!!!

.

.

แน่นอนว่าการกลับมากินยา ความมึน งง เซ เวลาเปลี่ยนท่าทางก็กลับมา แต่ครั้งนี้ลักข์รับมือได้ดีกว่าเดิม เพราะบอกกับตัวเองว่า อายุจะ 50 แล้ว ทำอะไรช้าลงหน่อย เปลี่ยนท่าทางไม่ต้องรีบ สังขารไม่ให้ร่างกายไม่ไหวนะตัวเธอ พอมีสติในการเปลี่ยนท่า นั่ง นอน ลุกยืน เดิน ช้าลง อาการก็ลดลง กว่าจะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ยา แต่อยู่ที่ความใจร้อน รีบเร่งของตัวเอง ก็ต้องแลกด้วยการทำงานของไตที่ลดลง … ใช้เวลาทำให้ไตเสื่อมลงภายใน 6 เดือน แต่กว่าจะฟื้นฟูไตกลับมาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้คือ 1 ปี โดยที่ค่าการทำงานของไต (eGFR) ยังกลับมาไม่เท่าเดิมด้วย … ต้องพยายามดูแลตัวเองต่อไป  เผื่อค่าไตจะดีขึ้นกว่านี้ได้

.

.

ค่า Urine Micro Albumin ค่าโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือ ที่ภาษาที่คนเป็นเบาหวานคุ้นชินคือ ไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 กับ เดือนกุมภาพันธ์ 2563

84604999_10219935168583868_8140721037638631424_o

จากประสบการณ์ครั้งนี้  ลักข์เรียนรู้ว่า

1′ วิธีทำให้ไตเสื่อมลง ภายใน 2 เดือน คือ หยุดกินยาที่คุณหมอจ่ายให้  (ใครที่เป็นโรคเบาหวาน ความดัน แล้วกลัวว่าการกินยาของหมอจะทำให้ไตเสื่อมนั้น ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ มองอนาคตใหม่แล้วว่า ยาที่คุณหมอจ่ายให้มีผลพิสูจน์เป็นหลักฐานว่า กินเพื่อป้องกันและรักษา การไม่กินยาตามคำแนะนำของหมอต่างหากที่ทำให้ร่างกายยิ่งเสื่อม ยิ่งถูกทำลายด้วยความไม่รู้ ด้วยความเข้าใจผิด ด้วยความเชื่อแบบไม่มีหลักฐานของตัวเอง)

2. วิธีทำให้ไตที่เสื่อมลงไปแล้วดีขึ้น ทำได้ด้วยวิธี

2.1 กินยาตามที่คุณหมอให้ แล้วไปหาหมอติดตามผลเสมอ มีอะไรให้ปรึกษาหมอ บอกหมออย่างเปิดเผยไม่ปิดบัง อยากลองยาอะไร อยากหยุดยาอะไร บอกหมอไปตามตรง เพราะเป็นผลประโยชน์ของตัวเอง การโกหกหมอ ผลเสียที่เกิดก็ตกอยู่ที่ร่างกายของตัวเอง

.

.

โดยส่วนตัว ลักข์เลิกมองบุคคลากรว่าเป็นคนจับผิดผู้ป่วย อยากเลี้ยงไข้ผู้ป่วยมานานแล้ว เพราะเวลาไม่สบายหนักจะเป็นจะตายทุกครั้ง พวกขายของหายหัวไปหมด มีแต่บุคคลากรทางการแพทย์นี่แหละ ที่ช่วยชีวิตเราเอาไว้ทุกครั้ง

.

.

2.2 การเลือกคุณภาพอาหารที่กินลงไปในร่างกาย การควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีนคือหลักสำคัญ ในส่วนของการปรุงรสชาติอาหารนั้น แน่นอนว่า ลักข์ทำซอสหอยเป๋าฮื้อ เพื่อเป็นทางเลือกในการปรุงอาหารสำหรับตัวเองและคนในครอบครัว เป็นซอสสุขภาพที่มีรสชาติดี กลิ่นหอม ปรุงอาหารอะไรก็ทำให้อาหารนั้นอร่อย  ลักข์ใช้เพียงเครื่องปรุงชนิดเดียวนี่แหละ คุณภาพอาหารเป็นตัวชี้วัดคุณภาพร่างกาย เพราะลักข์ต้องการจำกัดปริมาณโซเดียมต่อวันไม่ให้เกิน 2,000 มิลลิกรัมด้วย

อาเบอลิเชียส บาย ลักข์

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตราอาเบอลิเชียส บาย ลักข์ Abalone Sauce Abalicious by Lucka

.

.
2.3 การออกกำลังกาย ลักข์ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดคือ 3 วันต่อเนื่องกันมา 3-4 ปีแล้ว

.

.

วิธีที่ลักข์เลือกทำ ไม่ง่าย ไม่ยาก แต่ต้องทำด้วยความสม่ำเสมอและใช้ระยะเวลา อยากให้สุขภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์เป็นโรคเบาหวานมากว่า 30 ปีนี้แข็งแรง ต้องดูแลตัวเองทุกวันไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันหยุด ถ้าเราไม่รักตัวเอง ไม่ดูแลตัวเองทุกวัน เพราะเป็นคนเดียวที่อยู่กับตัวเองตลอด 24 ชม. ใครจะมารักและดูแลเราตลอดเวลาได้? มาดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองกัน

เมนูอาหารโรคไต เครื่องปรุงรสที่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคไต : ไข่ตุ๋น

 

มนูอาหารโรคไต by ซอสสุขภาพ : ไข่ตุ๋น กับซอสหอยเป๋าฮื้อ

เมนูนี้เหมาะสำหรับ/ ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง /ผู้ที่เป็นเบาหวาน

วัตถุดิบ

– ไข่ไก่ทั้งหมด 1 ฟอง

– เฉพาะไข่ขาว 2 ฟอง

– เห็ดหอม 1 ดอก

– ซอสหอยเป๋าฮื้อ 1 ช้อนโต๊ะ

– น้ำ/น้ำซุป

คุณค่าทางโภชนาการ
พลังงานทั้งหมด 132 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 15.5 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.5กรัม
ไขมัน 5 กรัม
คอเรสเตอรอล 200 มิลลิกรัม
โซเดียม 305 มิลลิกรัม
โปแตสเซียม 292 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 79 มิลลิกรัม
แคลเซียม 24.5 มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร .5 กรัม
.

ขั้นตอนการทำ
1. ตีไข่ทั้งหมดให้เข้ากัน
2. เติมน้ำในอัตราส่วน 1:1 (เพิ่มลดได้ตามความชอบของเนื้อสัมผัส และ ข้อจำกัดในปริมาณน้ำ)
3. ปรุงรสด้วยซอสหอยเป๋าฮื้อ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วคนให้เข้ากัน
4. สามารถใช้ตระแกรงกรองเพื่อความเนียนได้ หรือไม่กรองก็ได้
4. นึ่งในหม้อนึ่งโดยใช้ไฟเบา นาน 15-20 นาที
.

เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์
1. ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง และย่อยง่าย รวมถึงมีราคาที่ย่อมเยา
2. เห็ดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี มีใยอาหารและโพแตสเซียมสูง โซเดียมและน้ำตาลต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินแบะแร่ธาตุสำคัญ ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
___________________
สนใจสอบถามรายละเอียด และสั่งซื้อ ได้ที่
Line ID : @abaliciousbyluck
หรือคลิ๊ก http://line.me/ti/p/~@abaliciousbyluck

เมนูอาหารโรคไต เครื่องปรุงรสที่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคไต : ไข่เจียว

เมนูอาหารโรคไต by ซอสสุขภาพ : ไข่เจียว
เมนูนี้เหมาะสำหรับ : ผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรัง  และ ผู้ที่เป็นเบาหวาน

วัตถุดิบ : ไข่ไก่ 1 ฟอง ไข่ขาว 2 ฟอง น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา AbaliciouS by Lucka สูตร ไลท์โซเดียมและไม่มีโพแตสเซียม 1 ช้อนโต๊ะ (สามารถเพิ่ม น้ำมัน 1 ช้อนชา กับ หัวหอมใหญ่ได้)

คุณค่าทางโภชนาการ :-
พลังงานทั้งหมด 515 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 15 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 2 กรัม
ไขมัน 47 กรัม
คอเรสเตอรอล 200 มิลลิกรัม
โซเดียม 383 มิลลิกรัม
โปแตสเซียม 181 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 81 มิลลิกรัม
แคลเซียม 28 มิลลิกรัม

Tips
1. ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการสูง และย่อยง่าย
2. เลือกใช้น้ำมัน MUFA ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (omega9) ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ลดโคเลสเตอรอลรวม และลด ไขมัน LDL
3. เลือกใช้เครื่องปรุงรส ไลท์โซเดียม ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ช่วยเพิ่มความหอมอร่อยให้อาหาร เลือกใช้ AbaliciouS by Lucka
___________________
สนใจสอบถามรายละเอียด และสั่งซื้อ ได้ที่
Line ID : @abaliciousbyluck
หรือคลิ๊ก http://line.me/ti/p/~@abaliciousbyluck

#ไตเสื่อม #โรคไต #ดูแลผู้ป่วยไต

 

ลักข์ฟังมาเล่า : กรดไหลย้อน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2562 อ.นพ.ปิยะพันธ์  พฤกษพานิช

เรื่อง     “กรดไหลย้อน”

กรดในกระเพาะของคนเรามีความเข้มข้นเป็นกรดมากกว่าน้ำส้มสายชู แต่สู้กรดซัลฟูริกในแบตเตอรี่ไม่ได้ ความเข้มข้นของกรดในกระเพาะตามธรรมชาติของร่างกายเรานี้ มีหน้าที่สำคัญคือ

  1. กรดช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนที่เราเคี้ยวไม่ละเอียด
  2. ช่วยละลายแร่ธาตุในอาหาร เช่น เหล็กและแคลเซียม (ยาธาตุเหล็กและแคลเซียมไม่ควรทานพร้อมกันเพราะจะแย่งการดูดซึม เป็นยาที่ควรทานพร้อมน้ำผลไม้ลดเปรี้ยวและไม่ควรทานพร้อมยาลดกรดหรือนม)
  3. ช่วยดูดซึมแร่ธาตุในอาหาร เช่น วิตามินบี แมกเนเซียม
  4. ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร เมือเรารับประทานอาหาร อาหารจะไปแช่อยู่ในกรดในกระเพาะอาหาร 3-4 ชั่วโมง ก่อนส่งไปยังลำไส้เล็ก

โดยธรรมชาติผิวในกระเพาะอาหารของเราจะมีความหนามากพอที่จะทนทานต่อความเข้มข้นของกรดได้ แต่อวัยวะที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารคือ หลอดอาหารนั้น ผิวในผนังหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ เมื่อมีการไหลย้อนของกรดขึ้นมาจึงจะทำให้มีอาการได้

อาการของกรดไหลย้อน

  1. มีของเหลวรสเปรี้ยว หรือขม และอาจมีกลิ่นหรือรสของอาหารท้นขึ้นมาที่คอ
  2. แสบร้อนในหน้าอก อาจแสบขึ้นมาถึงในลำคอ

กรดไหลย้อนมีทั้งแบบที่เป็นโรคและไม่เป็นโรค ที่ไม่เป็นโรคคือ มีภาวะเป็นกรดไหลย้อนเฉยๆ

61103101_10217740536079427_1218977521798742016_o

เหตุผลที่เรามีอาการ “เรอ” หลังการกินอาหาร เพราะในขณะที่กินอาหารอยู่มีลมเข้าไปในคอหอยของเราด้วย เมื่อลมสะสมในกระเพาะมากๆ ลมจะลอยขึ้นมาด้านบนในขณะที่น้ำและอาหารจะอยู่ด้านล่าง เมื่อสะสมมากขึ้นและเมื่อเรากินอิ่ม หูรูดของหลอดอาหารเราจะคลายตัวเพื่อระบายลมที่เรากลืนเข้าไปสะสมในมื้ออาหารออกมา (อาการเรอเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่โรค)  หากเรากินอิ่มมากจนน้ำกระฉอกออกมาในขณะที่หูรูดคลายตัว เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะกรดไหลย้อน จะทำให้มีอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เกิดขึ้นได้นานๆ ครั้งในคนปกติ เป็นเดือนหรือปีละครั้ง แต่ถ้าเกิดบ่อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ถือว่าไม่ปกติ รวมถึงลักษณะของหลอดอาหารเราเป็นลักษณะลาดเอียงลง การไหลย้อนของกรดต้องไหลลงกลับอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีอาการค้างอยู่นาน เป็น 10 นาที ถือว่ามีความผิดปกติซ่อนอยู่ รวมถึงเกิดความรู้สึกว่ามีอาการรุนแรง แสบจนทนไม่ได้ นอนไม่ไหว หายใจไม่ออกต้องไปพบแพทย์

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อน

  1. คนที่มีภาวะโรคอ้วน
  2. หญิงมีครรภ์
  3. คนที่ได้รับฝุ่น ควัน ควันบุหรี่

โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายตัว รบกวนคุณภาพชีวิต รบกวนกิจวัตร รบกวนการนอนหลับ แต่ไม่รุนแรงอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

ภาวะของกรดไหลย้อนเจอได้ทุกคน แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ในเอเชียพบได้ 10% ของประชากร ในอเมริกาพบได้ 20% เนื่องจากมีคนอ้วนถึง 1 ใน 3 ของประชากร

อาการของโรคกรดไหลย้อน กรดมีรสเปรี้ยว แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาจจะรู้สึกว่ามีรสขม เนื่องจากในกระเพาะอาหารนอกจากจะมีกรดแล้วยังมีน้ำดีที่ผลิตจากถุงน้ำดีที่ออกมาจากตับ อาจมีการไหลท้นขึ้นมาด้วยได้ ซึ่งน้ำดีมีรสขม รวมถึงบางครั้งที่เรากินอิ่มมากอาจจะรับรสขมของอาหารที่เพิ่งกินลงไปได้เช่นกัน แต่ถ้าเรอแล้วมีแต่กลิ่นไม่มีน้ำไหลขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องปกติ กรดที่ไหลย้อนขึ้นมานอกจากจะให้รสแล้ว กรดยังกัดหลอดอาหารทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาร่วมด้วย ถ้ากรดที่ไหลขึ้นมาถึงคอก็จะทำให้แสบคอ เกิดอาการไอเรื้อรังได้

ท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนคือ ท่านอน เพราะกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารอยู่ในระนาบเดียวกัน ของเหลวก็จะไหลจากกระเพาะขึ้นมาที่กระเพาะอาหารได้ง่ายขึ้น ท่าก้มตัวยกของ การออกกำลังกายหลังอาหารทันที

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

  1. หูรูดหลวม หรือ หูรูดเลื่อนไปอยู่ที่กระบังลม เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลไม่มีทางแก้ไขเพราะหูรูดเป็นอวัยวะที่เรียกว่าประสาทอัตโนมัติ สั่งไม่ได้ ออกกำลังกายไม่ได้ ต้องปรับเรื่องพฤติกรรมการกินเท่านั้น รวมทั้งยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาแก้ภูมิแพ้ ยานอนหลับก็มีฤทธิ์ทำให้หูรูดอ่อนแรงลงได้ การสูบบุหรีหรือสูดควันก็กระตุ้นให้หูรูดหย่อนได้ คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน การดื่มชา กาแฟที่มีคาเฟอีน จะเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวได้ (ในคนปกติที่หูรูดไม่หลวม กินคาเฟอีนแล้วไม่ทำให้หูรูดคลายตัว)
  2. แรงดันในกระเพาะสูงกว่าแรงดันช่วงอกทำให้เกิดกรดไหลย้อน การที่เกิดแรงดันในกระเพาะสูงกว่ามาจากความอ้วน ทำให้ไขมันไปเบียดพื้นที่ในกระเพาะ กินอิ่มจนเกินไป กินแล้วนอนทันที
  3. ในบางคนที่มีโรคการบีบคลายตัวของหูรูดผิดปกติ หรือ เคยได้รับการฉายแสงที่หลอดอาหาร
  4. น้ำลายของเรามีฤทธิ์เป็นด่างคนที่มีน้ำลายน้อย เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำลาย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้
  5. ถึงแม้จะเกิดกรดไหลย้อนร่างกายก็ซ่อมแซมตัวเองได้ คนสูงอายุ ขาดอาหาร มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำให้การซ่อมแซมหลอดอาหารตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้ช้า ทำให้เกิดอาการได้มากกว่าคนทั่วไป

การรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยตัวเอง

  1. เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมและวิถีชีวิต เป็นแล้วหายได้และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเรา เมื่อเราปฏิบัติตัวดี คุณภาพชีวิตเราก็จะดี
  2. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารรสจัดเสริมความระคายเคืองต่อหลอดอาหาร อาหารมันจัดทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อาหารมันเป็นอาหารที่ย่อยยากที่สุดของร่างกาย กระเพาะอาหารจะค่อยๆ ปล่อยอาหารลงสู่ลำไส้ทำให้อาหารมันค้างอยู่ในกระเพาะนาน ยิ่งอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานก็ทำให้ยิ่งมีโอกาสกระเฉาะขึ้นหลอดอาหาร การหลีกเลี่ยงอาหารมันก็จะเป็นเรื่องดีต่อร่างกาย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนทำให้หลอดอาหารคลายตัว
  3. ไม่กินมื้อใหญ่หรืออิ่มจนเกินไป โดยเฉพาะการกินอาหารบุฟเฟต์นั้น เรามีแต่เสียกับเสีย ถ้าเรากินไม่เต็มที่กินไม่คุ้ม เราก็เสียเงิน แต่ถ้าเรากินเต็มที่กินจนคุ้มกินจนอิ่มเกินไป เราจะรู้สึกแน่นท้อง หายใจไม่อิ่ม เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย แล้วอาหารก็จะไปสะสมอยู่ในร่างกายเรา สุขภาพร่างกายเราก็เสียหาย การกินบุฟเฟต์คนชนะมีเพียงเจ้าของร้านเท่านั้น เรากินคุ้ม เราแพ้เพราะสุขภาพเสีย กินไม่คุ้มก็แพ้ เพราะเสียสตางค์
  4. การนอนทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่าย ดังนั้นไม่ควรกินอาหารในช่วง 3-4 ชั่วโมงก่อนเวลานอน หรือไม่เอนตัวนอนภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังอิ่ม ถ้าจะให้ดีไม่ควรกินอาหารหลัง 6 โมงเย็นจะดีต่อสุขภาพ ร่างกายจะมีวิธีการจัดการอาหารในแต่ละมื้อไม่เหมือนกัน กินอาหารในมื้อเช้าและเที่ยง ร่างกายจะนำไปใช้ ส่วนอาหารมื้อเย็นหรือมื้อสุดท้ายของวันนั้น ร่างกายจะนำไปเก็บสะสม
  5. พยายามนั่งตัวตรงหลังอาหาร
  6. หลังอาหารควรเดินเบาๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรแกว่งแขวนแรงๆ ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมหลังอาหาร
  7. ไม่ก้มตัวหรือเบ่งท้อง ไม่ออกกำลังกายหนัก ไม่ยกของหนักหลังมื้ออาหาร เพราะทำให้ไปบีบท้องเอากรดให้ไหลย้อนขึ้นมา
  8. หากมีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ควรลดน้ำหนัก
  9. เลิกสูบบุหรี่ หรือในผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ต้องหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่
  10. คนเป็นกรดไหลย้อนมี 2 แบบ บางคนเป็นตอนกลางวันเยอะ ให้ใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และบางคนเป็นตอนกลางวันเยอะแม้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้ว แต่เมื่อล้มตัวนอนจะรู้สึกแสบร้อนที่กลางอกขึ้นมา ให้แก้โดยใช้วิธีหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 6-8 นิ้ว (มีภาพประกอบหน้า 6) การหนุนที่ดีต้องหนุนตั้งแต่ระดับเอวขึ้นไปให้หลังเป็นแผ่นตรง ไม่ใช่หนุนหมอนให้สูงอย่างเดียว โดยนอนราบมาตลอดแล้วหนุนเฉพาะหัวให้สูงขึ้นอย่างเดียว แบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้เมื่อยคอได้อีกด้วย
  11. กินยาสามัญประจำบ้านได้ หากอาการกรดไหลย้อนนานๆ เกิดขึ้นที ยาต้านกรดที่เป็นน้ำสีขาวมีหลายยี่ห้อ เช่น ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน ยาอะลั่มมิลค์ กินแล้วก็จะบรรเทาอาการได้
  12. ใส่เสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่น เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่ควรฝืนใส่เสื้อผ้าที่คับและรัดแน่นจนเกินไป

เราควรกินอาหารอย่างไรดี?

กินอาหารให้สมดุลครบ 5 หมู่ ทั้งหมวดข้าวแป้งคาร์โบไฮเดรตที่มีสัดส่วนในการกินมากที่สุด หมวดเนื้อสัคว์โปรตีนรองลงมา และหมวดไขมันให้กินน้อยที่สุด ส่วนหมวดผักและผลไม้นั้น ควรเน้นที่ผักมากกว่าผลไม้ เพราะในผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่เหมือนผักแต่มีแคลอรี่สูงกว่า โดยเราควรกินให้ได้อย่างน้อยมื้อละ 1 ทัพพี ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกินผักคือ เรื่องการล้างผักให้สะอาด หลายคนกินผักแล้วรู้สึกท้องอืด ขอแนะนำให้กินผักสุกหรือผักลวดแทนผักดิบ เพราะผักดิบจะย่อยยากกว่า ทำให้หลายคนมีอาการท้องอืดได้

และหลักสำคัญของการกินอาหารคือ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิด แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กิน การกินอาหารมากเกินไปจะทำให้เป็นโทษกับร่างกายเพราะทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายตามมา

เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะการปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาจะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหาร เมื่อเกิดเป็นแผล ก็จะเกิดเป็นพังผืด เมื่อเป็นพังผืด ก็จะทำให้หลอดอาหารตีบตัน ทำให้การกลืนนั้นติดขัด กลืนลำบากได้

เวลาเป็นกรดไหลย้อน จะรบกวนระบบทางเดินหายใจ คนที่เป็นโรคหอบและถุงลมโป่งพอง เวลาเป็นกรดไหลย้อนอาการก็จะกำเริบได้บ่อยขึ้น   นอกจากนี้แล้วอาการกรดไหลย้อนยังสัมพันธ์กับการนอนกรนด้วย การนอนกรนเป็นได้ทั้งเหตุและผลของการเกิดกรดไหลย้อน หลายคนที่มีอาการกรดไหลย้อนเมื่อตื่นเช้ามาจะรู้สึกคอแห้ง ขมคอ แสบคอนึกว่าเป็นกรดไหลย้อนแต่ความจริงแล้วคือ การนอนอ้าปากหายใจเพราะนอนกรน บางคนกินยาลดกรดไหลย้อนมาเป็นปีแล้วเมื่อได้มาตรวจการนอนกรนและใส่เครื่องช่วยการนอนหลับ เมื่อหลับสนิทก็ไม่เกิดอาการแสบคออีกเลยก็มี

โรคกรดไหลย้อนเมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในหลอดอาหาร อวัยวะใดก็ตามที่มีอาการอักเสบเรื้อรัง บาดเจ็บเรื้อรัง พื้นที่ตรงนั้นย่อมมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเนื้อร้ายได้ ซึ่งยังไม่พบภาวะนี้ในประเทศไทย

อาการกรดไหลย้อนแบบไหนที่ต้องพบแพทย์

  1. หากมีอาการกรดไหลย้อนบ่อยและอาการไม่ดีขึ้นหลังสังเกตอาการ ปรับพฤติกรรม และซื้อยาสามัญประจำบ้านกินเองสัก 1-2 อาทิตย์ไปแล้ว
  2. ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาเจียนรุนแรง อาเจียนมีเลือดแดงหรือดำ ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่มีเลือดออกในกระเพาะ เลือดเมื่อโดนกรดจะกลายเป็นสีดำ กลืนติดหรือกลืนลำบาก กลืนเจ็บหรือกลืนไม่ลง น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  3. โรคที่ต้องระวังคือ โรคหัวใจ หากมีอาการจุกอก แน่น หายใจไม่ออก อาจจะไม่ใช่โรคกรดไหลย้อนแต่เป็นโรคหัวใจ ถ้าแสบร้อนกลางอกถึงจะชัดเจนว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

62062142_10217794183820587_6626924466582585344_n

การวินิจฉัยโดยแพทย์

  • ส่วนใหญ่แล้วใช้แค่ประวัติและอาการก็เพียงพอ และสามารถเริ่มการรักษาได้เลย
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหลังปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมและรักษาร่วมกับยาแล้ว จะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือพบแพทย์เฉพาะทาง
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
  • การกลืนแป้ง เพื่อสามารถดูปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น หลอดอาหารตีบแคบ เป็นแผล หรือมีการเลื่อนของหูรูดหลอดอาหาร การกลืนแป้งไม่สามารถดูผิวของผนังหลอดอาหารได้
  • การวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารเป็นวิธีการตรวจวัดกรดไหลย้อนที่แม่นที่สุด โดยการใส่สายเล็กๆ ลงไปทางจมูกลงไปในหลอดอาหารค้างไว้ 24-48 ชั่วโมงแล้วให้คนไข้ใช้ชีวิตตามปกติ หรือใช้แบบแคปซูลไร้สาย
  • การตรวจวัดแรดันของหูรูดและกล้ามเนื้อ เมื่อสงสัยถึงความผิดปกติของกรบีบตัวของหลอดอาหารหรือเพื่อเตรียมการผ่าตัด

การรักษาด้วยยา

  • ยาต้านกรด แบบยาน้ำหรือยาเม็ด สีขาวมีฤทธิ์เป็นด่างสลายฤทธิ์ของกรดที่หลั่งออกมาแล้ว ทำให้รู้สึกดีขึ้นทันที
  • ยาลดการหลั่งกรด ยับยั้งการสร้างน้ำกรดจากผิวกระเพาะ ไม่สามารถรักษาอาการได้แบบทันที
  • ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ถ้าบีบตัวเร็วส่งลำไส้เร็ว อาหารจะไม่ค้างกระเพาะนาน

การรักษาด้วยการผ่าตัด         การผ่าตัดนี้มีชื่อเรียกว่า ฟันโดไพลเคชั่น (Fundoplication) ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ได้รับการยืนยัน การวินิจฉัยแน่นอนแล้ว แต่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาหารได้ด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าการกินยา

การกินยาลดกรดนานๆ เป็นอันตรายหรือไม่? ยาลดกรดเป็นยาที่มีความปลอดภัยมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หากกินนานๆ โดยไม่มีความจำเป็นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและหักง่าย. ธาตุแมกเนเซียมต่ำ, ขาดวิตามินบี 12, ทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้และท้องเสียง่าย เมื่อกินยาแล้วไม่ควรหยุดกินยาลดกรดแบบทันทีเพราะทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม ต้องใช้วิธีค่อยๆ ลดปริมาณยา

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 176 เดือนมิถุนายน 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไตกับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน 2562 รศ.ดร.พญ.ปวีณา  สุสัณฐิตพงษ์

เรื่อง     “ไตกับเบาหวาน”

โรคไตเป็นภัยเงียบ และในที่นี้ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยเป็นโรคไตจนถึงขั้นต้องล้างไตกันแล้ว เรามาทำความรู้จักกับอวัยวะที่เรียกว่า “ไต” ให้มากขึ้นกัน

ไต (Kidney) มี 2 ข้าง รูปร่างคล้ายถั่วแดง มีขนาดประมาณ 10-11 ซม. (ขนาดขึ้นอยู่กับความสูงของร่างกาย) ไตจะอยู่ตำแหน่งที่บั้นเอวด้านหลังของร่างกาย น้ำหนักของไตไม่ถึง 2 ขีด นับว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย ในผู้ที่บริจาคไต แผลผ่าตัดจึงเล็กมากสามารถผ่าตัดด้วยกล้องแล้วในปัจจุบันนี้

อาการปวดหลัง ใช่เป็นอาการของโรคไตหรือไม่?

คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการปวดหลังแถวบั้นเอวนั้นจะต้องเป็นโรคไตเพียงโรคเดียว ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ 80-90% ของการปวดหลัง ปวดเอวจะไม่ใช่โรคไต แต่เป็นอาการปวดของกล้ามเนื้อที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้กระดูกของเราบางลงและมีอาการทรุดตัวของกระดูก กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำหน้าที่พยุงไม่ให้กระดูกทรุดลงมา ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหลังมีอาการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังกัน

สำหรับคนที่เป็นโรคไต จนมีอาการปวดหลังแสดงออกมานั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อ อย่างเช่น กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ หรือมีนิ่วไปอุดตันที่ท่อไต

การตรวจวัดขนาดของไต ทำได้ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจที่เรียกว่า Ultrasound การตรวจวิธีนี้ช่วยหมอไตใหhสามารถพยากรณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับไตได้

59616094_10217566346404794_2391713188010786816_n

ภาพของไตจากการทำ Ultrasound ของคนปกติจะมีภาพไตเป็นสีดำ แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตภาพเป็นสีขาว ที่แสดงให้เห็นถึงขนาดที่เล็กกว่าไตปกติ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของไตว่าไตนั้นมีการฝ่อ เหี่ยว มีพังผืด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี

ในคนไข้เบาหวานบางคน ขนาดของไตจากการ Ultrasound อาจจะไม่เล็กลงเนื่องจากมีแร่ธาตุอื่นไปเกาะ แต่ภาพที่ออกมาจะขาวซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของไตอยู่ดี   แต่ถ้ามีขนาดเล็กและขาวด้วย แสดงว่าไตอยู่ในสภาพที่ไม่ดี

การตรวจไตด้วย Ultrasound ยังสามารถตรวจพบถุงน้ำในไตได้อีกด้วย หากเป็นถุงน้ำเล็กๆ รูปร่างปกติ ก็แสดงว่ามีพังผืดที่ไต แต่ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีโอกาสเพียง 1% เท่านั้นที่จะกลายเป็นมะเร็งที่ไต แต่หากเป็นถุงน้ำขนาดใหญ่ หรือมีรูปร่างของถุงน้ำที่ผิดปกติ โอกาสของการกลายเป็นมะเร็งที่ไตจะสูงขึ้น

หน้าที่ของไต

  1. ขจัดของเสียจากอาหารและยาทุกชนิดที่เรากินเข้าไปที่ร่างกายไม่ต้องการ ไตก็จะขับของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปของปัสสาวะ

ในคนที่ไตทำงานได้ปกติจะต้องไม่มีน้ำตาลปนเปื้อนออกในปัสสาวะโดยเด็ดขาด ถ้ามีน้ำตาลออกมา แปลว่า 1. คนๆ นั้นเป็นเบาหวาน และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ จนมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเกินกว่า 180 มก./ดล. ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรค การที่มีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะจึงทำให้ติดเชื้อได้ง่าย คนที่มีน้ำตาลล้นในปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย 2. การกินยาบางชนิดจนทำให้ท่อไตไม่สามารถเก็บกักของดีเอาไว้ได้ (ไม่เป็นเบาหวานแต่มีน้ำตาลในปัสสาวะจากการกินยาบางชนิด)

คนไข้โรคไตที่ไตวายจนถึงระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถทำหน้าที่ขับปัสสาวะต่อไปได้ คนไข้ไตวายจึงไม่มีปัสสาวะและต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง

ไตจะกรองของเสียออกมาในท่อปัสสาวะแล้วมาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ คนเราจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ 2-300 ซีซี ปวดระดับทนไม่ไหวจนเล็ดออกมาคือ 500 ซีซี บางคนมีโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็จะมีการกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยกว่าปกติก่อน 200 ซีซีได้

เส้นเลือดที่มาเลี้ยงไตมีเพียง 2 เส้นคือ มีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ เมื่อหัวใจปั๊ม 1 ทีก็มีเลือดมาเลี้ยงไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียแล้วส่งกลับไปที่เส้นเลือดดำ ในการปลูกถ่ายอวัยวะไตนั้น จึงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่เพราะเป็นเพียงการต่อเส้นเลือดเพียง 2 เส้น ใช้เวลาไม่กี่ชม. แต่เปลี่ยนตับใช้เวลานานกว่าเพราะเส้นเลือดเยอะกว่า

59723306_10217582231441910_2642938984933621760_n.jpg

แม้ไตจะมีเส้นเลือดมาเชื่อมต่อเพียง 2 เส้นและมีขนาดเล็กมาก แต่ไตก็เป็นอวัยวะสำคัญมากสำหรับร่างกายเพราะทำงานตลอด 24 ชม. ไตที่มีขนาดเล็กนี้มีหน่วยการทำงานในไตข้างละ 2 ล้านหน่วย เมื่อไตเราเสื่อมหน่วยทำงานเราจะถูกทำลายให้ตายลงและหน่วยการทำงานจะลดลงจาก หลักล้าน เป็นหลักแสน เป็นหลักหมื่น ลงไปเรื่อยๆ ไตของเราจะฝ่อเล็กลงเรื่อยๆ

คนไทยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง คือ ไตที่เป็นพังผืดแล้ว ฝ่อเล็กลงไปแล้ว จะไม่มีทางรักษาให้หายกลับคืนมาได้เหมือนเดิมอีกแล้ว การรักษาของหมอโรคไตคือ หยุดหรือชะลอภาวะเสื่อมของไตไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมจนถึงขั้นต้องล้างไตได้เท่านั้น โดยจะต้องร่วมมือกันกับคนไข้ ในการควบคุมอาหาร และปรับยาตามสภาพ

หน่วยการทำงานของไตที่มีอยู่ข้างละ 1 ล้านหน่วยตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาและไตจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันตาย เมื่อเราอายุ 30 ปี การทำงานของไตก็จะเริ่มทยอยเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเราอายุ 80 ค่าการทำงานของไตอาจจะเหลือเพียง 40-50% ซึ่งก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติโดยไม่มีอาการอะไร คนที่เป็นโรคไตที่ต้องทำการบำบัดทดแทนการทำงานของไตนั้น เพราะไตทำงานได้ต่ำกว่า 10% แล้ว

ไตเสื่อมตามอายุเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ไม่กินยาตามที่แพทย์สั่ง เท่ากับไปเร่งให้ไตเสื่อมก่อนเวลา การซื้อยา อาหารเสริม สมุนไพรกินเองก็ยิ่งไปเสริมเร่งให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

หมอโรคไต ไม่มียาบำรุงฟื้นฟูไต มีแต่ยาที่จะลดอาการแทรกซ้อนที่ผิดปกติของคนไข้เท่านั้น เช่น ยาบำรุงเลือด เมื่อคนไข้มีภาวะซีด ยาลดความผิดปกติของค่าเกลือแร่ การที่หมอไตไม่จ่ายยาอะไรให้เลยแต่ให้คนไข้กินยาควบคุมเบาหวานและความดันเหมือนเดิม ถือว่าเป็นเรื่องดีแสดงว่าร่างกายคนไข้ยังอยู่ในสภาพดี

ความน่ากลัวของอาหารเสริมที่คนไข้ชอบไปซื้อกินเองโดยเฉพาะคนไข้เบาหวานคือ การกินยาที่ซื้อเองแล้วตรวจพบว่าระดับน้ำตาลดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เมื่อเจาะเลือดเพื่อดูค่าไตแล้ว คุณหมอพบว่าการทำงานของไตแย่ลงทุกราย

ทำไมไตทำงานแย่ลงแล้วคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น? เพราะอาหารเสริมสมุนไพรที่ซื้อกินเองมีกลไกบางอย่างที่จะไปสะสมและค้างอยู่ที่ไตมากขึ้น เมื่อไตถูกทำลายระบบการทำงานของร่างกายแย่ลง คนไข้ที่ไม่มีการควบคุมการกินอาหาร แต่ระดับน้ำตาลดีขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าไตกำลังแย่ลง แต่หากระดับน้ำตาลดีขึ้น จากการควบคุมพฤติกรรมการกิน ถึงจะเป็นการดูแลรักษาสภาพไตของตัวเองอย่างแท้จริง

เวลากินอาหารหมอไม่แนะนำให้กินน้ำซุปจนหมด เพราะในน้ำซุปส่วนใหญ่จะมีเกลือในปริมาณที่มากเกินไป การใช้วิธีเติมน้ำเพื่อเจือจางรสชาติโดยหลักการแล้วหมอไม่แนะนำ เนื่องจากปริมาณเกลือที่ได้ร่างกายได้รับยังเป็นปริมาณที่มากเกินไป ในคนที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกันควรลดปริมาณการกินน้ำตาลให้น้อยลง ไม่ใช่ใช้วิธีเจือจางด้วยน้ำเพื่อให้รสชาติจืดลง แต่ร่างกายยังคงได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป

อาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกายโดยหลักมี 3 อย่างคือ แป้ง โปรตีน และไขมัน การขับของเสียจากแป้งที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์คือ ปอด ส่วนของเสียจากโปรตีนเป็นหน้าที่ของไต ไขมันไม่มีตัวขจัดเพราะเป็นรูปของการเก็บสะสมพลังงานไว้ในร่างกายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจะขึ้นอยู่กับอาหารประเภทโปรตีน เมื่อไตเสื่อมจึงจำเป็นต้องจำกัดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนนั่นเอง

  1. ขจัดน้ำส่วนเกินที่มีในร่างกายมากเกินไป โดยจะปรับปริมาณน้ำในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้มีน้ำในร่างกายมากไปหรือน้อยเกินไป

ในคนปกติเมื่อดื่มน้ำเข้าไปเยอะ ก็จะปัสสาวะออกมาเยอะ และจะไม่มีอาการบวมน้ำ แต่ในคนที่มีภาวะไตเสื่อม ไตจะไม่สามารถขับน้ำออกมาได้ตามปกติ ทำให้มีน้ำค้างในร่างกายจนเกิดภาวะบวมน้ำ หรือน้ำท่วมปอดได้

การที่เราหิวน้ำบ่อยและปัสสาวะบ่อยผิดปกติมาจาก 1. ร่างกายมีน้ำตาลมากเกินไป 2. เรากินเกลือเยอะเกินไป (เดี๋ยวนี้หมอจะไม่ใช้คำว่าเค็มแล้ว เพราะลิ้นแต่ละคนมีความชินและทนทานต่อรสเค็มไม่เท่ากัน) เกลือในที่นี้ หมายถึงเครื่องปรุงรสที่มีเกลือเป็นส่วนผสม เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ซุปก้อน โชยุ ฯ เมื่อเรากินเกลือเยอะเกินไป ไตก็จะขับเกลือออกมาทางปัสสาวะ เกลือจะกระตุ้นให้เรารู้สึกหิวน้ำบ่อย ทำให้เราปัสสาวะบ่อย คนเป็นเบาหวานและเป็นโรคไตจึงต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลและเกลือที่กินเข้าไปไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ

59747308_10217589402301177_7628657422948630528_o

ดื่มน้ำเท่าไหร่ดี? ปัสสาวะออกมาเท่าไหร่ ก็ดื่มน้ำเท่านั้น โดยใช้หลักปฏิบัติง่ายๆ คนเราจะปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะ 200-300 ซีซี เมื่อเราปัสสาวะเสร็จ เราก็ควรดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือถ้าในหน้าร้อน ออกกำลังกายที่เหงื่อออกเยอะ ก็ควรดื่มน้ำเพิ่มเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทางเหงื่อด้วย

คนที่ปัสสาวะสีเข้มตลอดเวลา เกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปซึ่งจะทำให้เกิด การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย และเกิดโรคนิ่วในปัสสาวะได้

  1. ไตมีหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต คนที่เป็นโรคไต จะเริ่มมีความดันสูงเพราะมีเกลือค้างในร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้การความคุมความดันทำได้ยากขึ้น ความดันที่คุมได้แย่มากๆ จะทำให้เกิดภาวะไตวายได้

โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง (ราว 40-50%) ของคนฟอกไต และโรคความดันโลหิตสูงในคนที่คุมได้ไม่ดี คือ สาเหตุอันดับที่สองที่ทำให้คนต้องฟอกไต

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดจะถูกส่งมาเลี้ยงที่ไตมากที่สุด หากความดันสูงเกิน 140 ขึ้นไป เท่ากับทุกครั้งที่เลือดถูกปั้มมาอย่างแรงจะกระแทกมาที่ไต หน่วยการทำงานของไตก็จะเสียหายถูกทำลายไปเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้นหากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องรักษาให้ความดันอยู่ในเกณฑ์ คือ ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท

ยิ่งกินเกลือมาก ยิ่งคุมความดันยาก ลดการกินเกลือ จะควบคุมความดันได้ง่ายขึ้น

พันธุกรรมของบางครอบครัวกินเค็มเพียงนิดเดียวก็ทำให้ความดันโลหิตสูงได้ บางครอบครัวอาจจะกินได้มากกว่า ความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย

เมื่อกินเค็มแล้วมีอาการบวม คุณหมอจะช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยการให้กินยาขับปัสสาวะ ที่มีฤทธิ์ในการช่วยขับทั้งเกลือและน้ำออกจากตัวให้คนไข้ได้ แต่การกินยาขับปัสสาวะในระยะยาว โดยที่คนไข้ไม่ยอมคุมอาหารเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ไตต้องทำงานหนักตลอดเวลา

การกินยาขับปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะเยอะขึ้นกว่าปกติ หากกินน้ำไม่พอ จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำจนไม่มีเลือดไปเลี้ยงไตได้ ทำให้ไตเสียหายได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหมอจึงอยากเน้นเรื่องการลดการกินเกลือในของคนไข้ มากกว่าการให้ยา แต่ถ้าคนไข้ไม่ควบคุมอาหาร ยาก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตคนไข้

คนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรมีเครื่องวัดความดันที่บ้าน ควรวัดความดันในตอนเช้าหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอน จดบันทึกค่าที่ได้มาให้เหมอไตเพื่อที่หมอจะได้มีข้อมูลสำหรับการปรับยารักษาให้เหมาะสมกับความเป็นจริงของชีวิตคนไข้ การวัดค่าเดียวในขณะที่มาโรงพยาบาลเป็นข้อมูลที่น้อยเกินไปและไม่ใช่สภาพตามความเป็นจริงในชีวิตของคนไข้ด้วย

ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะได้พัก ผ่อนคลายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความดันจะต่ำที่สุด หากความดันหลังตื่นนอนมีค่าสูง แสดงว่าร่างกายไม่ได้พักและผ่อนคลายเลย คนที่มีความดันหลังตื่นนอนสูงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนที่ได้พักผ่อน

  1. ไตมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง เพราะฉะนั้นในคนที่เป็นโรคไตจึงมีภาวะเลือดจาง

เมื่อไตทำงานได้น้อยกว่า 30 %     จะเริ่มมีภาวะซีด แต่สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานและเป็นโรคไตจะเกิดภาวะซีดได้เร็วกว่าคนที่เป็นโรคไตจากสาเหตุอื่น

  1. ไตช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง วิตามินดีทำให้กระดูกแข็งแรง และไตเป็นอวัยวะที่ทำให้วิตามินดีทำงานได้

แม้จะไปตากแดดจนตัวดำแต่ถ้าหากไตทำงานไม่ได้ร่างกายก็จะขาดวิตามินดี คนที่เป็นโรคไตคุณหมอจึงให้กินวิตามินดีเสริมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกบางและหักง่าย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับไตของเรา

ทุกๆ 1 นาทีจะมีเลือด 1,200 ซีซี ถูกส่งไปที่ไตทั้ง 2 ข้าง จะเห็นได้ว่าไตทำงานหนักและเลือดต้องส่งไปเลี้ยงเยอะมากใน 1 นาที หากจู่ๆ มีคนความดันตกจนต้องส่งรพ. จะเกิดภาวะไตวายขึ้น เพราะเมื่อความดันตกก็จะไม่มีเลือดถูกปั๊มส่งไปเลี้ยงที่ไต ไตถูกปิดสวิทช์แบบฉับพลันทันที ภาวะนี้เรียกว่า ไตวายแบบฉับพลัน ต้องทำการล้างไต ไปจนกว่าไตจะฟื้นคืนตัวขึ้นมา

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดในร่างกาย 20% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดจะถูกส่งมาที่ไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหลายหน้าที่ ที่เหลือก็ส่งไปตามอวัยวะต่างๆ

ใน 1 วันมีเลือด 1,700 ลิตรถูกส่งไปที่ไต ร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 7-8 ลิตร เลือดในร่างกายจะไหลเวียนซ้ำไปซ้ำมาถึง 400 รอบต่อวัน จะเห็นได้ว่าไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก ทำงานตลอดเวลา เราจึงควรดูแลอวัยวะนี้ให้ดี เพื่อให้ไตจะได้อยู่กับเราในสภาพที่ดีไปได้ยาวนาน

วิธีการดูแลรักษาไตที่ดีที่สุดคือ การเลือกกินอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกาย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอาหารหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มาก เพียงเรากินอาหารตามฤดูกาลตามธรรมชาติ กินให้ครบหมู่ กินให้หลากหลาย ร่างกายของเราก็ได้สารอาหารครบเพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปกินวิตามินอาหารเสริมสมุนไพรทำลายไตใดๆ เพิ่มอีกแล้ว

หน่วยการทำงานของไต 2 ข้าง มีจำนวน 2 ล้านหน่วย หากเอามาเรียงต่อกันจะได้ความยาวถึง 16 กิโลเมตร ซึ่งหน่วยการทำงานของไตมีจำนวนมากขนาดนี้ เรายังมีคนไข้โรคไตจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคไต 7-8 ล้านคน ต้องทำการบำบัดทดแทนไต จำนวน 100,000 คน เครื่องล้างไต, น้ำยาล้างไต เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ค่าล้างไตโดยเฉลี่ย 2-3,000 บาท/ครั้ง ล้างไต 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ไปตลอดชีวิต นี่เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลที่เกิดขึ้น ที่เงินภาษีของเราส่วนหนึ่ง รัฐบาลได้นำมาช่วยเหลือคนไข้โรคไตด้วย

เราทุกคนควรมาช่วยกันดูแลป้องกันไม่ให้ตัวเอง คนในครอบครัว และคนรู้จักเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเองและประเทศชาติ

เราอยู่ได้หรือไม่ถ้าหากเรามีไตเพียงข้างเดียว? อยู่ได้ โดยคนที่มีไตข้างเดียวจะต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตได้ในอนาคต การดูแลตัวเองทำได้โดยการควบคุมอาหาร กินยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ซื้อยากินเอง วัดความดันสม่ำเสมอ มาตรวจสุขภาพเป็นประจำ

โรคไตวายเรื้อรังจึงเป็นภัยเงียบ เป็นเหมือนภูเขาธารน้ำแข็ง คนเป็นโรคไตวายในระยะแรกๆ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ ปรากฏให้เห็นเลย การทำงานของไตลดลงไป 50% ก็ยังไม่ปรากฏอาการ การทำงานของไตต่ำกว่า 30% จะเริ่มมีอาการเพลียปรากฏให้เห็น เรียกได้ว่าคนเป็นโรคไตกว่าจะรู้ตัวก็แทบไม่เหลือเวลาให้หมอรักษามากแล้ว และเมื่อการทำงานของไตเหลือ 10% ต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต? รู้ได้จากการเจาะเลือดตรวจ และจากการตรวจปัสสาวะเท่านั้น

โรคไตมี 5 ระยะ เปรียบเหมือนการลงบันได ไม่มีใครอยากไปอยู่ในบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งในส่วนของหมอนั้นที่ทำได้คือ ช่วยคนไข้เบรกไม่ให้ไตเสื่อมลงไปกว่าเดิม

Save Kidney, Save Health เมื่อรักษาไต ก็จะรักษาสุขภาพของร่างกายได้ด้วย เมื่อไหร่ไตทำงานแย่ลง ของเสียอยู่ในเลือดมากขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเลย เมื่อไตทำงานแย่ลง ของเสียในร่างกายสะสมมากขึ้น จะส่งผลให้มีอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เกิดความผิดปกติได้กับทุกระบบของร่างกายเลย ไม่ว่าจะซึม ชักกระตุก สับสน หัวใจโต น้ำท่วมปอด คัน ผิวดำ เมื่อไตดี สุขภาพจะแข็งแรง

เมื่อไหร่ที่ไตทำงานน้อยกว่า 15% จะถูกจัดว่าเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย มีโอกาสต้องล้างไตแล้ว ปัจจุบันเราจะเริ่มล้างไตเมื่อไตเหลือการทำงาน 6% แต่ถ้ามีอาการก่อนก็ล้างก่อน ในระยะนี้ถ้าหากเริ่มล้างไตแล้ว เมื่อหยุดล้างไต ก็จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์สองอาทิตย์

การบำบัดทดแทนไตมี 3 แบบคือ การล้างด้วยเครื่องไตเทียม ต้องทำที่สถานพยาบาล สัปดาห์ละ 1-2-3 ครั้งขึ้นอยู่กับสภาพของคนไข้, การล้างไตผ่านทางช่องท้อง ทำที่บ้านด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเข้าไปทางช่องท้องวันละ 4 ครั้ง มารพ.เพื่อพบแพทย์ 2-3 เดือนครั้ง, และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ การผ่าตัดเปลี่ยนไต จะเอาไตใหม่ใส่ไว้ที่ช่องท้อง ส่วนไตเก่าก็จะปล่อยไว้อย่างนั้น

60386807_10217665849572311_7629111280732733440_n

วิธีทำให้ไตของเรามีสุขภาพที่ดี มีกฎสำคัญ 8 ข้อ คือ

  • Keep Fit & Active ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนอ้วน เพราะคนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคไตมากกว่าคนผอม
  • Eat Healthy Food เลือกกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มีคุณค่าทางโภชนาการ และควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ลดโปรตีนและเกลือ
  • Monitor Blood Pressure วัดความดันเป็นประจำ เพราะความดันสูง ทำให้เส้นเลือดในสมองเราแตกและตีบ หัวใจโต จากขนาดของหัวใจปกติ เมื่อความดันสูง หัวใจมีแรงดันมากขึ้นๆ ก็ทำให้หัวใจมีขนาดโตขึ้นๆ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ความดันสูงขึ้นตา ทำให้ตาบอด เป็นโรคความดันนานๆ ทำให้หลอดเลือดที่ขามีปัญหา ปวดขา เมื่อยขาเมื่อเดินนานๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ
  • Eat healthy and keep your weight in check กินอาหารถูกสุขลักษณะแล้วต้องหมั่นชั่งน้ำหนักด้วย
  • Maintain a healthy fluid intake ดื่มน้ำให้พอกับที่ร่างกายต้องการ น้ำในที่นี้คือ น้ำเปล่า น้ำสะอาด
  • Do not smoke ใครที่สูบบุหรี่ต้องหยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายเร็วกว่าปกติ
  • Do not take over-the-counter pills on a regular basic ไม่แนะนำให้ไปซื้อยาตามเคาน์เตอร์กินเอง ทั้งยา อาหารเสริม สมุนไพร ไม่แนะนำให้กินทั้งสิ้น และไม่ควรหาซื้อยาแก้ปวดชนิด NSAID มากินเองโดยเด็ดขาด
  • Move your feet for screening your health and kidney ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคไต คนที่เป็นเบาหวาน, คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง. คนอ้วนน้ำหนักเกิน, คนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไตเพราะโรคไตเป็นพันธุกรรม ควรตรวจเช็คไตด้วยการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ

คนที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่มีไข่ขาวในปัสสาวะที่บ่งบอกถึงภาวะไตเสื่อม จะมีอัตราการรอดชีวิตและมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่มีภาวะไตเสื่อม

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน แต่จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างเส้นเลือดในสมอง, ตา, หัวใจ, ชาตามปลายมือปลายเท้า และโรคไตที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเป็นเบาหวานเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตของคนที่เป็นเบาหวานจะมากขึ้นเมื่อมีโรคร่วม

เมื่อเราสามารถลดระดับ A1C ลง 1% สามารถลดความเสี่ยงที่จะโดนตัดขาได้ 43% ลดอัตราการเป็นโรคไตได้ 37% ลดอัตราการตายลง 21% ลดโรคหัวใจได้ 14% ลดโรคเกี่ยวกับสมองได้ 12% ระดับน้ำตาลที่ดี ทำให้ลดการเกิดโรคร่วมให้น้อยลงได้ โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถึง 40% ของคนไข้ล้างไต

ระดับน้ำตาลมีผลต่ออันตราการตายของคนที่เป็นเบาหวาน คนที่ควบคุมระดับ A1C ต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 8% จะมีอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น

คนที่ล้างไตแล้ว ก็ยังต้องควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เกิน 8% เพราะยังมีโรคสมอง และโรคหัวใจอีก การควบคมระดับน้ำตาลไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับคนที่เป็นเบาหวานเสมอ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลตกหรือต่ำทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อน้ำตาลตกจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ เมื่อน้ำตาลตกการทำงานของสมองเราจะแย่ลง ความจำจะแย่ลง เมื่อน้ำตาลตกเราอาจเป็นลม ล้มกระดูกหักได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 175 เดือนพฤษภาคม 2562