ลักข์ฟังมาเล่า : อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน”

กิจกรรมเสวนาในเดือนนี้ อาจารย์ปรียาให้สมาชิกแต่ละกลุ่มออกมารายงานการบ้านที่ทุกกลุ่มได้รับมอบหมาย

โดยกลุ่มคนรักษ์สุขภาพได้ทำรายงานเกี่ยวกับ อาหารดัชนี้น้ำตาลต่ำ มาดังนี้

อานุภาพของน้ำตาล – ร่างกายคนเราต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง พูดง่ายๆ คือ สมองของเราจำเป็นต้องมีน้ำตาลในเลือดจึงจะทำงานได้ เพราะฉะนั้นร่างกายจึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ตลอดเวลา

เมื่อใดก็ตามที่น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป (มากกว่า 200 มก./ดล.) ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนหลายรูปแบบ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย เพราะเมื่อระดับน้ำคาลสูงจะมีการขับน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ

ในทางกลับกัน หากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป (น้อยกว่า 40 มก./ดล.) ร่างกายจะเตือนโดยแสดงอาการให้เรารู้สึกเหงื่อแตก ใจสั่น เวียนหัว หรือหมดสติได้

ดัชนีน้ำตาล – เป็นระบบตัวเลขที่วัดความเร็วของคาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสแล้วดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด คิดค้นโดย ดร.เจนกินส์ ในปี 2525 โดยได้นิยามค่าดัชนี้น้ำตาลเอาไว้ว่า เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร

เราเคยเชื่อกันว่า น้ำตาลกลูโคสคือสิ่งที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด แต่ในปี 2533 พบว่ายังมีสารอาหารอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและสามารถเพิ่มได้มากกกว่ากลูโคสอีกด้วย

ค่าดัชนี้น้ำตาล GI ต่ำกว่า 55 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ค่าดัชนีน้ำตาล GI 56-69 ถือว่า เป็นค่าดัชนี้น้ำตาลปานกลาง

ค่าดัชนีน้ำตาล GI มากกว่า 70 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลสูง

อาหารที่มีค่า GI สูงจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ที่ต่ำกว่า และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำกว่า โดยที่ร่างกายจะรู้สึกอิ่มไม่นาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกกินอาหารกากใยสูง มีความหวานน้อยจึงจะดีจ่อสุขภาพและร่างกายของเรา

33653605_10214914791517579_9000438447936110592_n

รายการอาหารลดไขมันโคเลสเตอรอล แต่ละกลุ่มได้มีการนำเสนอเมนูอาหารและวิธีการทำได้อย่างน่าสนใจมากโดยหลังจากนำเสนอแล้ว อาจารย์ก็จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู แกงจืดผักรวมใส่เนื้อปลา

กลุ่มสดชื่น นำเสนอเมนู ปลานึ่งมะนาว

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู นำพริกปลาทู

ทั้ง 3 กลุ่มนี้อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า การเลือกวัตถุดิบจากปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลต่ำ และเลือกกรรมวิธีที่ดี เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ซึ่งจะไม่เป็นการเพิ่มไขมันให้มากขึ้น

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู ต้มซุปไก่เนื้อสะโพก

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกอกไก่เพราะมีปริมาณไขมันโคเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อสะโพก

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู ลาบปลาทู

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกรับประทานกับผักใบเขียว ผักที่มีกากใยสูง เพราะจะช่วยชลอการดูดซึมของไขมันโคเลสเตอรอลได้

รายการขนมลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งควรรับประทานในปริมาณน้อย

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู ขนมครกไรซ์เบอรี่

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากกะทิ เป็นกะทิธัญพืช และจากน้ำตาลทราย เป็นน้ำตาลหญ้าหวาน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู วุ้นอัญชัน, วุ้นอัญชันมะนาว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากน้ำตาลทรายเป็น น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลหญ้าหวาน และมีการใช้มะนาวมาช่วยทั้งในเรื่องสีและการรสชาติซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู วุ้นมะพร้าว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรใช้รสหวานจากมะพร้าวธรรมชาติโดยไม่มีการเติมน้ำตาล หรือเติมหญ้าหวานในปริมาณน้อย และควรรับประทานในปริมาณไม่มาก ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู กล้วยแคลเซียม

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากใช้กล้วยน้ำว้าสุก ต้องระวังปริมาณที่จะรับประทาน

สูตรอาหารจากกลุ่มสดชื่น

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 165 เดือนกรกฏาคม 2561

โฆษณา

ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

โปสเตอร์สำหรับวันเบาหวานโลก 2011

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน วันเกิดของ Frederick Banting ผู้ค้นพบอินสุลิน ได้ถูกเลือกจาก สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) องค์การอนามัยโลก (WHO) และ สหประชาชาติ (UN) ให้เป็นวันสำคัญ คือ วันเบาหวานโลก เพื่อต้องการรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากโรคเบาหวาน เพราะถ้าเป็นเบาหวานแล้ว แต่ไม่รักษา ควบคุม ดูแล เบาหวานจะกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคไต หรือต้องกลายเป็นคนพิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต และตาบอดได้

โดยทั้ง 3 องค์กรได้กำหนดให้ใช้สัญลักษณ์ของวันเบาหวานโลกเป็น วงกลมสีฟ้า ชื่อว่า“United for Diabetes” (ร่วมมือ ร่วมใจ ต้านภัยเบาหวาน) วงกลม คือ สัญลักษณ์แห่งชีวิตและสุขภาพ มีนัยถึงการร่วมมือกัน ส่วนสีฟ้า เป็นสีที่สื่อถึงท้องฟ้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งโลก สัญลักษณ์วงกลมสีฟ้าในวันเบาหวานโลกนี้จึงหมายถึง การร่วมมือกันของคนทั้งโลกเพื่อต้านภัยจากโรคเบาหวาน

สำหรับปี 2009 ทางองค์กรวันเบาหวานโลกได้เริ่มมีการออกโปสเตอร์รณรงค์เกี่ยวกับวันเบาหวานโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานแก่คนทั่วไป โปสเตอร์ใบแรกเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน ได้แก่ การมีอาการปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน น้ำหนักลด ไม่มีแรง และ กระหายน้ำมาก

และโปสเตอร์เกี่ยวกับลักษณะของผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นเบาหวาน คือ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ที่นั่งอยู่กับที่ไม่มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ผู้ที่กินอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และผู้ที่กำลังตั้งท้อง

โปสเตอร์แบบที่ 3 ในปี 2009 คือ ชักชวนให้มาออกกำลัง ทำกิจกรรมต่างๆ ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน

และในปี 2010 ได้มีการออกโปสเตอร์รณรงค์ ชักชวนให้คนทั่วโลกหันมาควบคุมโรคเบาหวานในรูปแบบต่างๆ

และสำหรับปี 2011 ก็ได้มีการออกแบบโปสเตอร์ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของโรคเบาหวาน ว่าโรคเบาหวานเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัน ทุกฐานะ และทุกๆ 8 วินาที มีคนเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุโรคเบาหวาน (โรคเบาหวานไม่ได้ทำให้เสียชีวิต แต่โรคเบาหวานเป็นสาเหตุให้เป็นโรคหัวใจ โรคไต ซึ่งทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้) และชักชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง

โกสเตอร์ขนาดใหญ่ สามารถดูตามลิงค์ข้างล่างนี้ได้ค่ะ

โปสเตอร์ wdd-2011-choose-health

โปสเตอร์ wdd-2011-discriminatio

โปสเตอร์ wdd-2011-ignored

โปสเตอร์ wdd-2011-kills

โปสเตอร์ wdd-2011-lifesaving-care

ที่มาของโปสเตอร์ทั้งหมดจาก http://www.worlddiabetesday.org และ http://www.idf.org

 

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ป้องกันได้ และถ้าหากเป็นโรคเบาหวานแล้ว แม้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่โรคเบาหวานสามารถดูแลรักษาให้ไม่เป็นอันตรายได้  แต่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงอันตรายของโรคเบาหวาน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสนใจ หรือไม่ใส่ใจเรียนรู้การดูแลเบาหวานอย่างถูกวิธี จนกระทั่งเกิดความสูญเสียของร่างกายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฃสูญเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ ก็ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก และยังทำให้เกิดความทุกข์ทรมานมากอีกด้วย คนส่วนใหญ่กว่าจะรู้และเข้าใจก็มักจะอยู่ในช่วงเวลาของการสูญเสียที่ไม่สามารถเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้อีกแล้ว

 

การรณรงค์ และ การทำกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับโรคเบาหวานของหลายๆ ประเทศ รณรงค์กันทั้งปี รณรงค์กันแบบจริงจัง เป็นนโยบายระดับประเทศ ถึงแม้ว่าในประเทศไทยยังไม่เคยมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องจริงจังก็ตาม ลักข์ก็ยังอยากชักชวนให้ทุกคนที่เป็นเบาหวาน หรือคนที่ต้องดูแลคนที่เป็นเบาหวาน หันมาใส้ใจโรคเบาหวานกันจริงๆ อยากเห็นคนที่เป็นเบาหวานมีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขตลอดชั่วอาขัย ไม่อยากเห็นใครต้องเป็นทุกข์และได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวานและโรคแทรก้อนเลย จริงๆ นะ เป็นโรคเบาหวานแล้วต้องดูแลทุกวัน มาดูแลเบาหวานกันเถอะนะ เพื่ออนาคตที่ดีสำหรับตัวเอง Cheers!

 

 

น้ำ VS น้ำออกซิเจน กับ โรคเบาหวาน

น้ำออกซิเจนรักษาเบาหวานได้ เป็นเรื่องจริงหรือหลอก?

 

ยังขอยืนยันคำตอบเดิมด้วยความมั่นใจเกิน 100 ว่าน้ำออกซิเจนรักษาเบาหวานไม่ได้ค่ะ เรื่องน้ำออกซิเจนเป็นเรื่องหลอกลวง 100% ค่ะ

 

แต่ถ้าอยากซื้อมาทดลองจริงๆ ต้องรู้ว่าทดลองแล้ว รักษาเบาหวานไม่หาย ทางบริษัทและพนักงานขายที่เอามาขาย ไม่มีการรับสินค้าคืนและไม่มีการคืนเงินให้นะคะ

 

และถ้าซื้อมาทดลองกินเข้าไปแล้ว ถ้าเกิดปัญหา ติดเชื้อ ตับเสื่อม ไตพัง ตัวเราทุกข์ทรมานเองนะคะ

 

ในวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับมัธยม จะได้เรียนรู้สูตรเคมีของน้ำว่าคือ H2O แสดงว่าในน้ำต้องมีไฮโดรเจน และ ออกซิเจน เป็นส่วนประกอบเสมอ การเรียกชื่อน้ำออกซิเจน ฟังดูโก้เก๋ค่ะ แต่การเอามาอวดอ้างว่ารักษาเบาหวานได้ หรือรักษาสารพัดโรคแล้วหายได้นั้น เชื่อถือไม่ได้ค่ะ

 

ถ้าอยากให้น้ำตาลลด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนไปหาหมอ ซึ่งคุณหมอก็รู้เพราะสามารถพิสูจน์ได้จากค่า HbA1C (น้ำตาลสะสมเฉลี่ย 3 เดือน)) ลักข์มีวิธีมาแนะนำค่ะ

 

เคล็ดไม่ลับจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง คือ การดื่มน้ำสะอาด น้ำเปล่า น้ำดื่มธรรมดา นี่แหละค่ะ รับรองว่าระดับน้ำตาลลดลงได้จริง

 

ลักข์ได้ทดลองดื่มน้ำเปล่า แล้วเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลพิสูจน์เปรียบเทียบ ระหว่างวันที่ดื่มน้ำตามปกติ 4-5 แก้ว กับวันที่ดื่มน้ำได้ถึงวันละ 10-12 แก้ว ผลที่ได้คือระดับน้ำตาลในวันที่ดื่มน้ำเยอะ น้อยกว่าวันที่ดื่มน้ำน้อย เป็นแบบนี้เสมอเลยค่ะ

 

เรียกว่าระดับน้ำตาลลดลงจนเป็นปกติ ถึงขนาดคุณหมอที่รักษายังประหลาดใจเลยว่าเป็นไปได้ยังไง คุณหมอยังถามเลยว่าไปทำอะไรมาหรือเปล่า  (คุ้นๆ ไหมคะ ว่าเวลาคนขายของเขาจะหลอก อุ๊ปส์ เขาจะบอก หรือมีวิธีพูดอย่างไร)

 

เมื่อคุณหมอถามว่าทำไมระดับน้ำตาลถึงดีขึ้นได้ ลักข์ก็สามารถบอกเล่าอย่างเปิดเผยว่า ดื่มน้ำเยอะขึ้นค่ะ พร้อมหยิบหลักฐานคือ สมุดบันทึกอาหาร การฉีดอินสุลิน การออกกำลัง รวมถึงการเจาะเลือดทุกครั้งให้คุณหมอดู

 

การดื่มน้ำเปล่านี้นอกจากจะช่วยลดระดับน้ำตาลได้แล้ว ยังช่วยทำให้ผิวเนียนขึ้น และสดใสขึ้นด้วยค่ะ อยากให้ทดลองดื่มน้ำสูตรนี้ดูสัก 3 เดือนนะคะ แล้วทุกคนจะได้พบกับความมหัศจรรย์ ที่ค่า HbA1C ลดลงกว่าครั้งที่ผ่านมาโดยไม่ต้องหยดน้ำออกซิเจนอะไรลงไปเลยค่ะ

 

อ้อ! เรื่องสำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าสูตรการดื่มน้ำนี้ชจะช่วยลดระดับน้ำตาลได้จริง แต่ไม่สามารถรักษาเบาหวานได้นะคะ ยาที่คุณหมอให้ก็ยังต้องกิน ใครที่ต้องฉีดอินสุลินก็ยังต้องฉีด การออกกำลังกายก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำสม่ำเสมอ และการระมัดระวังเรื่องปริมาณอาหารคือสิ่งสำคัญในการรักษาเบาหวานค่ะ

 

ถ้าจะทดลองดื่มน้ำสูตรนี้ อย่าลืมเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ด้วยนะคะว่าที่ลักข์บอกมาจริงหรือเปล่า ได้ผลหรือเปล่า และถ้าทำสัก 3 เดือนอาจจะได้เห็นค่า HbA1C ลดลงกว่าครั้งที่ผ่านมา

 

ถ้าได้จดบันทึกไว้ด้วย ตอนไปพบคุณหมออย่าลืมนำสมุดไปนะคะ เพราะคุณหมออาจจะปรับขนาดยาใหม่ให้ก็ได้ .. เรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าเราใส่ใจดูแลตัวเองมากพอ 😉