สัญญารักจากใจ คนค่ายเบาหวาน

เมื่อเดือนมกราคม ลักข์สมัครไปค่ายเบาหวานสำหรับผู้ใหญ่  หลายคนนึกว่าลักข์เป็นผู้ติดตามของผู้มาเข้าค่ายที่สูงอายุ หลายคนนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรพ.  หลายคนนึกต่างกันไปต่างๆ นานา เนื่องจากอายุลักข์น้อยที่สุดในค่ายนี้เลย เย้ เย   …  (ฮ่าๆๆ เรียกว่าเป็นข้อดีของการไปค่ายเบาหวานกับผู้ใหญ่เลยก็ว่าไ้ด้ เอิ้กๆๆ)

ค่ายเบาหวานของผู้ใหญ่นี้ แตกต่างไปจากค่ายเบาหวานเด็กเยอะมากทีเดียว เพราะค่ายเบาหวานในเด็ก จะเน้นการเรียนรู้และให้ทำได้ แต่สำหรับค่ายเบาหวานผู้ใหญ่นั้น เน้นความสุขและการเปิดใจที่จะเรียนรู้  การเรียนการสอนจึงมีเพียงพอหอมปากหอมคอ ให้เรียน ให้รู้กันอย่างร่าเริงสนุกสนานเฮฮา ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ในทันที

คุณหมอบอกเหตุผลว่า เด็กเป็นวัยของการเรียนรู้ และต้องมีชีวิตอยู่กับเบาหวานไปอีกนานมาก  ถ้าได้รับการสอนอย่างถูกต้อง และสามารถทำได้ เด็กก็จะมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่จะอยู่กับเบาหวานได้้เป็นอย่างดีและมีความสุข แต่สำหรับวัยผู้ใหญ่ คุณหมอจะเน้นให้ชาวค่ายมีความสุข ได้พบปะเพื่อนวัยเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกัน ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ได้ออกกำลังกายซึ่งอยู่ในรูปของการลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมา ร้องรำทำเพลง ให้มีความสุขสำราญรื่นเริงบันเทิงใจตลอดเวลา

การเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะต้องรักษาสมดุลของความสุขให้ได้ด้วย ลักข์ได้เห็นทุกคนมีความสุขกับการมาค่ายเบาหวานครั้งนี้จริงๆ

ค่ายเบาหวานครั้งนี้ ลักข์ได้พบกับคู่สามีภรรยา โดยภรรยาเป็นฝ่ายบอกเล่าว่า พาสามีมาเข้าค่ายทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่ทีมดูแลเบาหวาน และ ชมรมเบาหวานไม่เคยทอดทิ้งครอบครัวของเขาเลย ถึงแม้ว่ากว่าสามีจะได้เรียนรู้ว่าโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานมีจริง ก็ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนนี้เสียแล้ว แต่เขากับภรรยาคู่ชีวิตก็พร้อมที่่จะมาค่ายเบาหวาน มาเพื่อแบ่งปันเรื่องราวของเขากับชาวค่าย ว่าการดูแลระดับน้ำตาลนั้นเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ

ก่อนที่ค่ายเบาหวานจะสิ้นสุดลง ทีมงานผู้ดูแลให้สมาชิกชาวค่ายทุกคนร่วมทำกิจกรรมที่เรียกว่า การทำ “สัญญาใจ”

คือการเขียนคำมั่นสัญญาว่าจะทำอะไรกันบ้างที่ผูกพันเกี่ยวกับ โรคเบาหวาน

สัญญาใจที่สมาชิกชาวค่ายได้เขียนไว้ในแต่ละปี จะถูกรวบรวมจัดเก็บไว้เป็นอย่างดีทุกปี เพราะเป็นสัญญารักจากหัวใจ ของชาวค่ายเบาหวานทุกคน

สุขสันต์วันแห่งความรัก

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับความรักทุกวันนะคะ


Think positive about Diabetes

ไม่น่าเชื่อว่าภายใน 1 สัปดาห์ มีคุณน้าของน้องวัย 10 ขวบ และ คุณแม่ของน้องวัย 9 ขวบครึ่งถามว่าลักข์เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุเท่าไหร่? เพราะทั้งหน้าตา น้ำเสียง ลักข์เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่

ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่ 14 ขวบค่ะ แต่ลักข์ก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ถึงแม้ว่าหน้าจะยังเยาว์วัย อ่อนใส (ฮ่าาาา) แต่อีก 2 ปีลักข์ก็จะอายุครบ 40 ปีแล้วค่าาาาาา

เพราะฉะนั้นทั้งคุณน้า และ คุณแม่ โปรดจงมั่นใจไ้ด้ว่า ทั้งหลานและลูกที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะเติบโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ได้แน่นอน ไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแต่ว่า จะเติบโตไปไหนรูปแบบไหน?

เด็กที่คุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่ความรู้สึกแรกก็จะตกใจ เสียใจ ต่อต้าน เป็นทุกข์ ฯลฯ อีกมากมายที่เป็นความรู้สึกในแง่ลบ เพราะชีิวิตนับจากวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวานอีกต่อไปแล้ว นับจากนี้ไปหนูต้องเจาะเลือดทุกวัน หนูต้องฉีดยาทุกวัน หนูต้องพยายามดูแลตัวเอง (หรือมีคนดูแล) ให้สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้ …. เอิ้ววว ยากจัง

อยากตายแล้วไปเกิดใหม่ ไม่ต้องเป็นโรคแบบนี้ คุณแม่บอกว่าน้องพูดเช่นนี้ แล้วรู้สึกสงสารลูกมากเลย … คุณแม่ขา ลักข์ก็เคยคิดค่ะ เพราะเบาหวานไม่เหมือนโรคไข้หวัด เป็นแล้วหายได้ ทำให้อดที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับมันไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรทิ้งไว้จนกลายเป็นเรื่องธรรมดานะคะ  … ชีวิตที่ลักข์ได้ผ่านบททดลองมาแล้ว คนเราไม่ตายง่ายๆ ค่ะ กลับมีโรคแทรกซ้อนรออยู่ ณ เวลาหนึ่งของอนาคตต่างหาก ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น จนต้องร้องกับตัวเองว่า ถ้ารู้อย่างนี้ … ซึงก็สายไปเสียแล้วค่ะ

ณ วันนี้ ลักข์อยากบอกคุณน้า และได้บอกคุณแม่ไปแล้วว่า คิดบวกให้ได้นะคะ มองโรคเบาหวานอย่างเป็นมิตรให้ได้นะคะ ลักข์มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่อยากแบ่งปันค่ะ

ผมดีใจที่ได้เป็นเบาหวาน!

เนื่องจากนน.ผมลดโดยไม่รู้สาเหตุ รู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา คันตามผิวหนัง เกาก็เป็นแผลเรื้อรังไม่หาย คุณหมอขอตรวจเลือดผม ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าผมต้องเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย เรียกว่าเป็นเอดส์แน่ๆ เมื่อผลออกมาว่าผมไม่ได้เป็นเอดส์ แต่เป็นเบาหวาน ผมรู้สึกว่าผมดีใจที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะผมรู้ว่าโรคนี้ควบคุมได้

มีเสียงแอบบ่นอุบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลเบาหวานแพง แพงจริงค่ะ แต่ถ้าเปรียบเทียบราคากับมือถือ ก็ถูกกว่าเยอะนะคะ ถ้าเปรียบเทียบราคาแผ่นตรวจเลือด ก็คิดเสียว่า ค่า air time ค่าบริการต่างๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ประโยชน์ที่เราจะได้คือชีวิตเชียวนะคะ (ลักข์เคยมีส่วนร่วมในการทำหนังสือไปที่หน่วยงานรัฐ เกี่ยวกับราคาอุปกรณ์สิ้นเปลืองเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ผลค่ะ ก็เลยคิดเอาเสียว่าชีวิตของเรา ถ้ามัวแต่รอความหวังที่จะได้รับการดูแลช่วยเหลือ อาจจะสายเกินไป ต้องหาวิธีคิด และวิธีทำใหม่ด้วยตัวเองให้ได้ค่ะ)

หากเปิดหัวใจให้กว้างอีกนิด มีอีกหลายโรคเลยนะคะที่รุนแรงกว่า ไม่สามารถมีวิธีที่รักษาหาย ไม่มีอุปกรณ์ หรือ ยารักษาใด ที่จะทำให้โรคคงที่เหมือนกับการรักษาโรคเบาหวาน ใช่แล้วค่ะ ทั้งยาฉีดอินสุลิน ที่มีการพัฒนาการออกฤทธิ์ต่างๆ ทั้งวิธีการฉีดตั้งแต่เป็นเข็มฉีดยา ปากกาฉีดยา ปั๊ม จนเราสามารถเลือกที่เหมาะสมกับจังหวะชีวิตเราได้ อีกทั้งยากิน การออกกำลังกาย หลักในการดูแลโภชนาการที่ ณ วันนี้ตามรพ.ต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนก็มีข้อมูลในส่วนนี้ (แต่จะดีแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง เอิ้กส์) ไหนโลกอินเตอร์เน็ตอีก ความรู้ทั้งหลายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีข้อมูลในการดูแลรักษาเยอะมากเลยค่ะ

คุณแม่น้อง 9 ขวบครึ่ง ถามลักข์เรื่องนวัตกรรมการเปลี่ยนตับอ่อน อีมม์ … อยากบอกว่าเราต้องดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอเลยนะคะ เพราะเหมือนกับคนที่เป็นโรคไต การผ่าตัดเปลี่ยนไตไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าจะหาที่ทั้งเลือด ทั้งเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เมื่อได้มาแล้วร่างกายพร้อมหรือเปล่า ไม่พร้อมก็ต้องให้กับคนที่มีร่างกายพร้อมกว่า  หรือผ่าตัดไปแล้วเข้ากันไม่ได้ก็ต้องเอาออก เมื่อเปลี่ยนไตได้แล้วก็ยังมีเรื่องที่ต้องรู้อีกคือ ต้องกินยากดภูมิไปตลอดชีวิต และไตที่เปลี่ยนก็อาจจะไม่ได้อยู่กับเราชั่วชีวิต … ลักข์เลยยังเฉยๆ กับเรื่องนวัตกรรมการเปลี่ยนตับอ่อนค่ะ เพราะยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าสำเร็จดี เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีหน้าที่ดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอ หากเมื่อนวัตกรรมนั้นมาถึง  ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่มีอยู่ ทั้งปากกาฉีดยา เครื่องเจาะเลือด ปากกาเจาะเลือด ความรู้ มีพร้อมสำหรับให้ทุกคนดูแลตัวเองแล้ว .. เหลือเพียงแต่ “ลงมือทำ” เท่านั้น โดยที่จะต้องลงมือทำในวันนี้ เดี๋ยวนี้ เพราะถ้าผลัด อาจจะสายเกินไปเมื่อเวลาดีๆ มาถึง

ทำใจให้ดี มีกำลังใจให้ได้ หาความรู้ให้มากที่สุด โรคเบาหวานคือ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงกว่าปกติเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีวิธีทำให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้แล้ว ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องมีปัญหาอะไรกับโรคเบาหวานที่เป็นในอนาคตเลย .. แต่ถ้าเราไม่ลงมือดูแลตัวเอง เส้นเลือดที่ถูกทำลายจากระดับน้ำตาลสูง จะทำให้เกิดโรคทางตา ไต หัวใจ ปลายประสาท ที่เรียกกันว่าภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ .. จนกว่าจะรู้ตัว ก็สายเสียแล้ว

มาคิดบวก และ ดูแลโรคเบาหวานกันนะคะ

คอนเสิร์ตการกุศล “BIRD..อาสาพาสนุก”

เมื่อวานนี้ (วันที่ 20 มค.) พาคุณแม่ไปหาหมอตามนัด คุณหมอถามว่าให้คุณแม่ทานอาหารเสริมอะไรหรือเปล่า? ทำไมถึงดูไม่แก่ ไม่เหมือนคนวัย 80 เลย

อ่ะนะ คุณหมอตั้งคำถามทดสอบแน่ๆ เลยว่าคุณแม่มีทานสิ่งแปลกปลอม ที่มีผล(ทำร้าย)ต่อไตหรือเปล่า ตอบคุณหมอไปตามตรงว่าไม่เคยให้ทานอาหารเสริมอะไรเลยค่ะ เพราะเปลืองเงิน แต่ให้ทานอาหารครบ 5 หมู่  ให้ออกกำลังกายทุกวัน ให้ทำงานบ้านโดยหุงข้าว ทำกับข้าวเอง อะไรที่ทำเองได้ก็ให้คุณแม่ช่วยเหลือตัวเองค่ะ

ก่อนกลับบ้านเดินผ่านโต๊ะประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาล เจอกับรูปพี่เบิร์ดธงไชย เลยเดินเข้าไปอ่านรายละเอียด …. อืมม์ …. ลืมตอบคุณหมอไปอีกข้อว่า ถ้ามีโอกาสก็จะพาคุณแม่ไปร่วมกิจกรรมที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับชีวิตด้วย

เลยอยากชักชวนให้ไปเฮฮา หัวเราะ ในคอนเสิร์ตการกุศล “BIRD .. อาสาสนุก” เพื่อความสนุกสุขสันต์ และ ได้ร่วมกันทำบุญ 🙂

วารสารชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวานปีที่ 9

วารสารชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวานปีที่ 9 (ประจำปี 2553) ออกแล้วจ้า! ปีนี้มีน้องๆ เบาหวานหลายคนช่วยกันเขียนบทความ เล่าประสบการณ์ในต่างแดนมาให้อ่านกันด้วย   รวมทั้งมีบทความของพี่ลักข์อีกตามเคย (ฮ่าาาาาาาาา โฆษณาแฝง) ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนชมรมที่ทำให้ ชมรมฯ มีกิจกรรมประจำปี และ มีวารสารชมรมออกมาแจกฟรีเป็นปีที่ 9 แล้ว

หน้าปกของวารสารปีที่ 9

ผู้สนับสนุนที่ทำให้ชมรมฯ มีวารสารเป็นรูปเล่ม  (พื้นที่โฆษณา)

บทความที่เขียนโดยลักข์

ไม่เกี่ยวกับบทความ แต่อยากบอกว่าเปลี่ยนวิธีเขียนชื่อเล่น จากลัก มาเป็นลักข์ เพราะได้พรจากพระว่าชีวิตจะได้ไม่โดนลักขโมย, ทำงานแล้วได้ตังค์ตามสัญญา … สาธุ

วันที่ 5 ธันวาคม 2553

“ทรงพระเจริญ”

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า ครอบครัวสิริเวสมาศ

เด็กเบาหวานอยากกินขนม

น้อง : อยากกินติมรสช็อกโกแลตปักคิทแคทบดโอรีโอ้โรยบนวิปครีมวิทอื้มมมิลค์

พี่ : ไปกินวันไหน อย่าลืมนัดพี่นะ จะไปกินด้วย แผล่บๆ

น้อง : จริงอ๊ะป่าาว พี่ลัก ไม่เอาไปฟ้องหมอหรอ 55

พี่ : จริงดิ ชวนไปกินด้วยกัน อิ อิ ไม่ฟ้องหมอหรอก มีแต่จะชวนหมอไปกินด้วยกันถ้ามีโอกาส ฮ่าๆๆๆ (น้องรักษากับหมออะไรพี่ยังไม่รู้เลยแล้วจะไปฟ้องได้ยังไง พี่เองก็ไม่เปิดเผยชื่อหมอที่รักษาพี่หรอก พี่เองก็กลัวโดนเอาไปฟ้องอยู่เหมือนกัน ฮ่าาาาา)

ถ้าคนที่เป็นเบาหวานแล้วไม่มีความรู้ และไม่พยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่ พี่ไม่กล้าชวนหรอก แต่เพราะมั่นใจว่าน้องมีความรู้ และความสามารถ พี่เลยหาโอกาสชวนน้องหม่ำเสียเลย เอิ้กๆๆๆ

จริงๆ นะถ้าเป็นเบาหวานแล้วเรียนรู้ ดูแลตัวเองอยู่เสมอ พี่ก็มีความสุขและอยากที่จะชวนกิน ชวนเที่ยว

อย่างที่เรารู้นั่นแหละ คนที่เป็นเบาหวานกินได้ทุกอย่าง แต่คำว่ากินได้ทุกอย่างไม่ได้หมายว่ากินได้เท่าที่ต้องการเพราะ อาจทำให้ Hyper จนเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าห้ามใจไม่ไหวจริงๆ รู้ว่า Hyper แน่ ก็ต้องพร้อมเจาะเลือด ฉีดอินสุลินเพิ่ม แบบนี้ไปไหนไปกัน แต่ถ้าอ้วนก็ตัวใครตัวมันนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

น้อง : ค่ะ ความอ้วนนคือยาราคาศูนย์บาท ที่ช่วยยับยั้งความอยากชั้นเลิศ ;P

พี่ : อ้าว น้องหายอยากเฉยเลย แล้วพี่จะไปหม่ำกับใครล่ะทีนี้ งุงิ งุงิ

แบ่งปันประสบการณ์เบาหวาน

มีอีเมล์มาหาลัก เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องเบาหวาน หลังจากที่ตอบคำถามเสร็จลักคิดได้ว่าเอามาแบ่งกันอ่านดีกว่า เลยขออนุญาตเจ้าของคำถาม ซึ่งคุณแป๊วก็ยินดีให้เอามาลงแบ่งปันกันอ่าน

หากใครมีประสบการณ์อะไรที่อยากแบ่งปัน หรือร่วมแสดงความคิดเห็น หรือต้องการให้คำแนะนำ ลักยินดีเสมอเลยนะคะ


คุณลักคะ

พอดีแป๊วเจอ blog ของคุณลักจากใน google ค่ะ คือตอนนี้พอดีแป๊วเพิ่งทราบว่าคุณแม่เป็นเบาหวานค่ะ น้ำตาลสูงมากค่ะ 362 ค่ะ แต่โชคดีว่าไปตรวจผลตับกับไตแล้วไม่เป็นอะไรค่ะ คาดว่าน่าจะยังเป็นมาได้ไม่นาน แต่ระดับน้ำตาลสูงมาก คุณหมอสั่งห้ามทานผลไม้และของหวานทุกชนิดทันทีเลยค่ะ แต่ผลอัลตราซาวน์ เหมือนตับอ่อนจะมีปัญหา ตอนนี้รอผลตรวจจากคุณหมออยู่ค่ะ

แป๊วอยากถามคุณลักเกี่ยวกับเรื่องอาหารค่ะ แล้วก็อยากทราบว่าถ้าควบคุมอาหารดีๆแล้ว อัตราการลดลงของระดับน้ำตาลจะเร็วหรือช้าแค่ไหนคะ

อยากให้คุณแม่มีกำลังใจค่ะ เพราะตอนนี้ท่านค่อนข้างพยายามทำตามที่คุณหมดสั่งมาก ตอนนี้คุณแม่ลดน้ำอัดลมและของหวานและน้ำหวานทุกชนิดตามที่คุณหมอสั่งแล้วค่ะ แต่อาหารที่ทานก็พยายามทานเป็นพวกต้มจืด เกาเหลา แต่ปัญหาที่เจอคือบางครั้งทานน้อยไปแล้วคุณแม่จะเวียนหัวค่ะ ก็เลยไม่แน่ใจ ว่ากำลังมาถูกทางรึเปล่าคะ

อยากให้คุณลักแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอาหารนิดนึงค่ะ และอีกอาการคือหลังอาหาร คุณแม่จะเวียนหัว คลื่นไส้แต่ผ่านไปซักพักก็จะดีขึ้นค่ะ อันนี้เป็นอาการปกติรึเปล่าคะ อีกเรื่องคืออาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

ถ้าได้รับยาจากคุณหมอแล้ว อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นรึเปล่าคะ ตอนนี้ยาของคุณหมดเป็นยาหลังอาหารก็เลยคาดว่าเป็นยาเพิ่มการทำงานของ อินซูลินค่ะ คุณแม่บอกว่าหลังทานยาคุณหมอแล้วอาการดีขึ้นมากค่ะ แล้วที่กังวลอีกเรื่องค่ะคือเรื่องอาการช็อก จะมีโอกาสรึเปล่าคะ เพราะน้ำตาลสูงมาก ตอนนี้กลัวมากเลยค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

คุณแป๊วคะ

ถ้ายังไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นก็เป็นไปได้ว่าคุณแม่ อาจจะเพิ่งเป้นเบาหวานได้ไม่นาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอแจ้งค่า A1C หรือเปล่าคะ? ว่ากี่เปอร์เซนต์? ค่า A1C จะเป็นค่าน้ำตาลสะสมโดยเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนค่ะ

เรื่องระดับ น้ำตาล 362 คือ ค่า FBS ใช่ไหมคะ? คือเป็นน้ำตาลตอนเช้าหลังจากอดอาหารมา 8 ชั่วโมงใช่หรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็หมายความว่าหลังจากกินอาหารเข้าไป (แบบไม่มียา) ระดับน้ำตาลก็จะสูงขึ้นไปอีก แต่จะสูงมากจนทำให้ช็อคหรือเปล่าขึ้นอยู่กับอาหารค่ะ

คำถามของคุณแป๊วถ้าควบคุมอาหารดีๆ ระดับน้ำตาลจะลดลงเร็วหรือช้าแค่ไหน? ที่ทำอยู่ถูกทางหรือเปล่า? ขอคำแนะนำเรื่องอาหาร

ระดับ น้ำตาลของคนเราขึ้นลงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงค่ะ

อ่านเพิ่มเติม