ดูแลเบาหวานยังไงไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน

รูปภาพ
คนเป็นโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย) จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นโรคแทรกซ้อน?

ไม่จำเป็นเลยค่ะ มีคนจำนวนน้อย(!?) ที่เป็นโรคเบาหวานแล้วสามารถดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ  และมีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่เป็นโรคเบาหวานแล้วมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ได้ การที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำกว่าเกณฑ์จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

จากภาพที่ลักข์ทำขึ้นมา ลักข์แบ่งระดับน้ำตาลเป็นโซนต่างๆ
โซนสีเขียว คือ ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัย หากเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์นี้ไว้ตลอด ชีวิตย่อมปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานอย่างแน่นอน

โซนสีเหลือ คือ ระดับน้ำตาลที่เริ่มไม่ปลอดภัย หากทิ้งไว้นานก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

โซนสีแดง คือ ระดับน้ำตาลที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกาย หรืออาจจะทำให้ถึงแก่่ชีวิตได้

การที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์โดยปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์เป็นระยะเวลานานหลายปี จะส่งผลต่อระบบหลอดเลือดภายในร่างกายอย่างแน่นอน ซึ่งผลสุดท้ายจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ทำให้ตาบอดได้ ทำให้หัวใจมีปัญหาได้ ทำให้ไตวายได้ ทำให้ระบบปลายประสาทไม่มีความรู้สึกได้ (ระดับน้ำตาลสูงอย่างรุนแรงจะทำให้เลือดเป็นกรด เหนื่อยหอบ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ระดับความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดที่ชื่อว่าโปแตสเซียม สามารถจะทำให้หัวใจหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้)

ส่วนการที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เรามึนงง หมดสติ หรืออาจจะทำให้เสียชีวิตได้ (ระดับน้ำตาลต่ำแบบรุนแรงสามารถส่งผลให้หมดสติ และหากไม่ได้รับการช่วงเหลือได้ทันท่วงทีระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจนถึงขั้นเสียชีวิตได้)

แล้วเราคนที่เป็นโรคเบาหวานจะดูแลตัวเองยังไงดี ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ได้ มีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน?

การจะมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานให้ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนจำเป็นที่ต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ต้องรู้ระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้อย่างจริงจัง จนสามารถที่จะยอมรับว่าเบาหวานคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องดูแลตลอดไป ถ้าเรามีวิธีคิดและความรู้ความเชื่อเช่นนี้ เราก็จะเป็นเบาหวานได้อย่างปลอดภับโดยปราศจากโรคแทรกซ้อนอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน คือ
1. โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมได้ แต่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะไปหาหมอผี กินยาผีบอก จ่ายเงินให้กับคนที่มาหลอกสักแค่ไหนก็ตาม โรคเบาหวานก็จะอยู่กับเราเสมอ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะควบคุมได้ แต่ถ้าเราเผลอไม่ดูแล ระดับน้ำตาลก็พร้อมที่จะสูงขึ้นมาทุกเมือ

นอกจากไม่ควรเชื่อหมอเถื่อนหมอผีแล้ว การรักษากับบุคคลากรทางการแพทย์ การไปพบแพทย์ตามนัดหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ (สถานที่ไหนสามารถรักษาเบาหวานโดยไม่มีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เชื่อถือไม่ได้นะคะ) การไปพบแพทย์นั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องประจำทุกๆ 2 เดือน(อย่างมากแล้ว) แต่ถ้าเราดูแลตัวเองได้ดี เราก็จะได้ใบนัดแบบทุกๆ 3 หรือ 4 เดือน ซึ่งเท่ากับปีละ 3-6 วันจาก 365 วันเป็นอย่างมาก การไปพบแพทย์ก็เพื่อตัวเราเองนะคะ อย่าถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อเลยนะคะ

2. ยาที่คุณหมอให้นั้น ไม่ส่งผลทำลายหรือทำร้ายตับไตหรอกค่ะ ยารักษาที่นำมาใช้นั้นผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากมีการค้นพบว่าตัวยามีปัญหายาก็จะถูกถอนออกจากทะเบียนทันที

ปัญหาเรื่องยาที่จะไปทำลายตับ ทำลายไต เท่าที่พบเกิดจาก 2 สาเหตุคือ การปล่อยให้ระดับน้ำตาลควบคุมไม่ได้ จนหลอดเลือดของเราถูกทำลาย และ 2 คือการกินยาผีบอก หรือยาที่คนเขาเอามาหลอกขายต่างหากที่จะทำให้อวัยวะเราถูกทำลาย(จนหลายคนต้องกลายไปเป็นผี ที่กลับมาบอกความจริงไม่ได้เสียชีวิตเพราะคนด้วยกันนี่แหละหลอก)

เพราะฉะนั้นยาที่คุณหมอในรพ.จ่ายให้เป็นยาที่มีความปลอดภัยมากพอ และมีผลในการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อให้ชีวิตการเป็นเบาหวานของเรานั้นมีความปลอดภัยมากพอ ดังนั้นจึงต้องกินยา/ฉีดอินสุลินตามที่คุณหมอแนะนำนะคะ ระดับน้ำตาลจึงจะสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ได้

3. สิ่งที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด คือ อาหาร ถ้าเราเรียนรู้ว่าอาหารชนิดไหนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกายเรายังไง จะทำให้เราเลือกกินอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ความจริงที่คนเป็นเบาหวานหลายคนไม่รู้คือ คนที่เป็นโรคเบาหวานทานอาหารได้ทุกอย่างที่อยากกิน เรื่องปริมาณต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ข้าว 1 ทัพพี เท่ากับ การกินขนมปัง 1 แผ่น หรือเท่ากับการกินเค้ก 1/3 ชิ่น หรือเท่ากับการกินมะม่วงสุกหรือดิบก็ตาม 1/2 ลูก เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรามีความสุขกับการกินอาหารทุกชนิดโดยที่เรายังสามารถควบคุมระดับน้ำตาลของเราได้ด้วย

4. เครื่องเจาะเลือด เป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนเป็นเบาหวาน แต่ก็ต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องเป็นด้วยจึงจะมีประโยชน์ ระดับน้ำตาลบอกอะไรเราได้บ้าง? ระดับน้ำตาลสามารถบอกเราได้ว่า ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราจะเจาะเลือด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการกินอาหาร หรือการออกกำลังกาย หรือยาส่งผลต่อเราอย่างไร รวมที้งเป็นตัวกำหนดให้เราตัดสินใจที่จะกินอาหาร ทำกิจกรรม อย่างไรต่อไปในอนาคต

5. การออกกำลังกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องระวังเสมอคือ
1. ข้อมูลหลอกลวงเกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวานในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้รักษาเบาหวานได้ดีขึ้น หรือรักษาเบาหวานได้จนหายขาด … ข่าววันนี้ (26 กย. 55) ที่มีน้องเบาหวานต้องเสียชีวิตเพราะไปรักษากับหมอเถื่อน จนกระทั่งทำให้น้องต้องเสียชีวิตลง ลักข์เชื่อว่ามีเด็กเบาหวานจำนวนมากที่ต้องสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตลงเพราะความเชื่อ ความหวังที่จะหาวิธีรักษาให้หายจากโรคเบาหวานแล้วไปรักษาผิดวิธี

2. โรคเบาหวานเป็นโรคที่มองไม่เห็นด้วยภายนอก (ไม่เหมือนกับโรคสายตาสั้น ต้องใส่แว่น คนภายนอกสามารถรับรู้ได้) รวมถึงไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน (ไม่เหมือนแผลมีดบาดเลือดออกเจ๊บแน่ๆ) การตรวจสอบโรคเบาหวาน จึงต้องใช้เครื่องมือ อย่าใช้เพียงความรู้สึก การไปหาหมอตามนัดเป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น (ลักข์เจาะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วงเรียนรู้ปริมาณอาหารกับระดับน้ำตาลเจาะวันละ 14 หน)

โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายได้ แม้จะไม่สามารถหายขาดก็ตาม  เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามเรียนรู้ระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวันของเรา พยายามควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ มั่นใจได้เลยค่ะว่าเราจะเป็นอีก 1 พลังของคนในส่วนน้อยที่ดูแลตัวเองได้ดี …. ถ้าในอนาคต คนเป็นเบาหวานและไม่มีโรคแทรกซ้อนเป็นคนส่วนมากของสังคมคงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยทีเดียว

เป็นกำลังใจให้กับคนเป็นเบาหวาน และผู้ดูแลเบาหวานทุกคนนะคะ

Advertisements

รู้ไว้ใช่ว่า เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

5 ข้อเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่น่ารู้

1.คนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่บอก ก็ดูไม่ออก

เพราะโรคเบาหวานเป็นภาวะเสื่อมของอวัยวะภายใน (ที่เรียกว่าตับอ่อน) ทำให้ไม่มีลักษณะอาการภายนอกที่ดูผิดปกติ

โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ (Hyperglycemia) ซึ่งถ้าสูงไม่มากก็ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ทำให้คนจำนวนมากเป็นเบาหวานแล้วไม่รู้ตัว จนกระทั่งเส้นเลือดถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลาหลายปี จนเกิดอาการตาพร่ามัวบ้าง อ่อนเพลียบ้าง ไปหาหมอแล้วจึงจะรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานที่มีโรคอย่างอื่นตามมาเป็นขบวนแล้ว

อาการของโรคเบาหวานจะชัดเจนก็ต่อเมื่อ

– ระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน จนอวัยวะภายในถูกทำลายไปมากแล้ว จึงเริ่มมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้น (แต่ถ้าเป็นคนช่างสังเกต ระดับน้ำตาล 2-300 จะทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอนแล้วแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเป็นอาการของคนเป็นโรคเบาหวาน นึกว่าง่วงนอนธรรมดาจึงทิ้งไว้ไม่ได้ไปหาหมอ)

– ระดับน้ำตาลสูงมากๆ (500 ขึ้นไป) ลมหายใจจะมีกลิ่น เลือดเป็นกรด หอบ อาเจียน หมดสติได้ เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บทันที

การที่เป็นโรคเบหวานแล้วไม่มีอาการป่วยเป็นทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดีคือไม่มีใครรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว ข้อเสียคือ ทำให้เราใช้ชีิวิตด้วยความประมาทขึ้นเพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย คนเป็นโรคเบาหวานจึงควรดูแลตัวเองทุกวันแม้ไม่มีอาการอะไรก็ตาม

2. การบ่น การห้าม การขู่ ไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานดูแลตัวเองดีขึ้น

การพูดให้คนอื่นทำเป็นเรื่องง่าย การขู่ให้คนอื่นกลัวเป็นเรื่องง่าย แต่มักเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล หรือให้ผลไม่ดีมากพอ โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

วิธีที่จะให้คนที่เป็นโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ดี คือ การยอมรับ มีความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับคนเป็นโรคเบาหวานด้วย

การชวนกันไปออกกำลังกาย จะดีกว่าการบอกให้ไปออกกำลังกายไหม?

3. อาหารเบาหวานไม่มีในโลก

คนเป็นเบาหวานสามารถกินอาหารทุกอย่างที่คนทั่วไปกินได้!

อาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวาน คือ อาหาร 5 หมู่ที่มีปริมาณที่พอเหมาะกับกิจกรรมของแต่ละคน

ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้

อาหารที่เขียนว่า sugar free ใส่น้ำตาลที่ทำจากวัตถุดิบอย่างอื่น ซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูงได้เหมือนกับน้ำตาลทรายทั่วไป

อาหาร low carb ที่เน้นโปรตีน และ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากที่สุด (ที่เป็นที่นิยมในการลดความอ้วน) กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า อาหาร low carb ทำให้เกิดโรคหัวใจ เพราะอาหาร low carb ทำให้เส้นเลือดตีบ จากการกินอาหารประเภทไขมันและโปรตีนมากเกินไป

กินให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมของตัวเองคือ อาหารเบาหวานที่ดีที่สุดค่ะ

4 โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จู่ๆ ตับอ่อนก็เสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ (ประมาณว่าแพ้ภูมิตัวเองแบบป้องกันไม่ได้) ต้องพึ่งพาฮอร์โมนอินซูลินไปตลอดชีวิต มีเพียง 5-10% ของคนที่เป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ป้องกันไม่ได้

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งร้อยละ 90-95 ของคนที่เป็นเบาหวานเป็นแบบชนิดที่ 2 นี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยขยับร่างกาย กินจนเกิดโรคอ้วน ซึ่งโรคเบาหวานชนิดนี้ป้องกันได้ ขอเพียงยอมขยับร่างกายและกินน้อยลง

5 เบาหวานเป็นโรคต้องดูแล ไม่ดูแลไม่ได้

โรคเบาหวานถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในโรคฆาตกรเงียบ เพราะโรคนี้ไม่มีอาการ ไม่มีลักษณะภานนอกที่ทำให้รู้ว่าเป็นโรคนี้ คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยดูแลตัวเองเพราะคิดว่าไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ดูป่วย ไม่รู้สึกอะไร จนกระมทั่งถึงวันที่รู้สึกไม่ไหว ก็มักจะสายเกินไป ต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

หากรู้แล้วว่าโรคเบาหวานเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเราไม่ใส่ใจ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มต้นดูแลรักษาเบาหวานกันเถอะ ถึงแม้ว่ามันจะสายที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ไม่เคยสายที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

Hyperglycemia ทำให้เกิดโรค (1)

Hyperglycemia,ไฮเปอกลัยซีเมีย, ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

โรคที่จะเกิดขึ้น ก็คือ โรคที่เราคุ้นเคยในชื่อ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน (ตา ไต หัวใจ ปลายประสาท) ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

เพราะฉะนั้นHyperglycemai หรือ ระดับน้ำตาลสูง จึงหมายความว่าระดับน้ำตาลที่สูงกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ซึ่งมีผลทำให้เราเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ที่เรียกกันว่าโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานนั่นเอง  เช่น โรคไต  คนที่เป็นโรคไตนั้น เป็นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคไต คือ โรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลสูง จะทำให้เกิดโรคได้จริงๆ หรือ?

หลายคนอาจจะยังสงสัย ไม่เข้าใจ เพราะตรวจกี่ครั้งน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์เป็นประจำ ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ยังมีชีวิตอยู่ได้ ใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เรียนหนังสือ เล่นวิชาพละ ทำงาน ออกกำลัง เดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ทำไมต้องเชื่อคำเตือนเรื่องการดูแลระดับน้ำตาล เพราะการหม่ำ หม่ำ หม่ำ ตามใจปาก ตามที่ร่างกายต้องการ ตามใจที่อยากก็ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

ภาวะระดับน้ำตาลสูง หรือ Hyperglycemia ทำให้เกิดผลใน 2 รูปแบบ คือ

1. เห็นผลทันตา รู้สึกได้ทันใจ เกิดอาการทันที นั่นคือ ความรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน อ่อนเพลีย (เจาะเลือดตอนเกิดอาการดูนะคะ ไม่มีต่ำกว่า 200 มก./ดล.แน่นอน) หิวน้ำ ปัสสาวะบ่อย ถ้าในระดับรุนแรงมากขึ้น คลื่นไว้ อาเจียน หมดสติ ต้องนำส่งรพ.ทันที เพราะเลือดของเราที่อยู่ภายในเสียสมดุล กลายเป็นกรด อันตรายถึงชีวิตได้ (พบภาวะกรดคีโตนคั่งได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1)

ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลไม่ถึงขั้นสูงปรี๊ดจนเลือดเป็นกรดน๊อคเข้ารพ. ระดับน้ำตาล 200-300 อาจจะทำให้รู้สึกเพียงง่วงนอน อ่อนเพลีย แต่ใช้ชีวิตไปตามปกติได้ ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดว่าจะมีภัยอะไรตามมา … แต่ระดับน้ำตาลสูงจะเพียงแค่อ่อนเพลียและง่วงนอนแค่นั้นหรือเปล่า?

2. เห็นผล ณ เวลาใด เวลาหนึ่งในอนาคต อาจจะเป็น 5 ปี 10 ปี 15 ปี เต็มที่ก็ 20 ปี สารพัดโรคจะมารุมเร้า โรคต่างๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที แต่แอบซ่อนอยู่ภายในร่างกายไม่ให้เรารู้ตัว โดยมีสาเหตุจากเลือดที่หวานเพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้อวัยวะภายในร่างกายของเราที่เกิดปฏิกริยาบางอย่าง  …. เหมือนกล้วยเชื่อมสิคะ ที่ถูกเคี่ยวอยู่ในน้ำตาลและความร้อน ทำให้กล้วยนั้นนุ่ม นิ่ม เปื่อยยุ่ย … เส้นเลือดและอวัยวะภายในของเราที่อยู่แช่อยู่ในน้ำเลือดที่หวานก็จะค่อยๆ ถูกทำให้เปราะบาง เปื่อย ยุ่ย คล้ายๆ กันค่ะ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคที่เกิดขึ้นกับดวงตา .. อวัยวะสำหรับการมองเห็นของเรา

หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน หลอดเลือดเล็กๆ ที่ส่งไปเลี้ยงจอรับภาพที่ทำให้เรามองเห็นจะเกิดความผิดปกติ เกิดการรั่วไหลของน้ำเลือด น้ำเหลือง ออกมาที่จอรับภาพ ทำให้การมองเห็นมัวลง และมองเห็นเป็นจุดดำ เส้นดำ เป็นหย่อม เป็นปื้นดำ หากไม่ได้รับการรักษาได้ทันเวลา ก็จะนำไปสู่ความพิการทางสายตา คือ ตาบอดได้

                                     ภาพที่มองเห็นจากจอรับภาพที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ดวงตาภายนอกนั้นยังดูเป็นปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

ตอนได้ยินได้ฟังเรื่องโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ก็คิดเสมอว่าจะเป็นจริงได้ยังไง ในเมื่อเรายังอยู่ได้ อยู่ดีไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงเวลาใดหนึ่ง ณ ในอนาคต ระดับน้ำตาลที่เราคิดว่าไม่ส่งผลอะไร จะมาอย่างรวดเร็ว รุนแรงแบบที่ไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจเลย … เคยได้ฟังคุณหมอเล่าว่า มีคนไข้เบาหวานมาทักทายหมอ พร้อมกับบอกข่าวดีว่าหนูมีลูกแล้ว แต่ข่าวร้ายของหนูคือ หนูไม่มีโอกาสได้เห็นลูกอีกต่อไปแล้ว … ส่องกระจกมองไม่เห็นหน้าตัวเอง น้ำตายังไม่ไหลเท่ากับมองไม่เห็นหน้าแม่เลย …. นึกถึงคำคุณหมอ คิดถึงคนที่ไม่มีโอกาสมองเห็นหน้าคนที่รักอีกต่อไป …

ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้หรือเปล่า? ถ้าดูแลตัวเองได้ดีจริง เบาหวานก็ไม่สามารถนำพาโรคใดมาได้อีก แต่ถ้าปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง ยังมีอีกหลายโรคที่พร้อมใจกันมาโดยเราไม่เคยถามหา  ไม่เคยคาดหวัง

ถ้าเราไม่อยากเจอกับเหตุการณ์เบาหวานขึ้นมา เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันกันดีกว่า

วิธีป้องกันที่สำคัญและจำเป็น คือ  ดูแลรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ไปพบจักษุแพทอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้คุณหมอตรวจดวงตาว่า จอประสาทตาของเรายังอยู่สบายดีหรือเปล่า

ถ้าหากดวงตามีแววสบายดี คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตาปีละครั้ง แต่ถ้ามีแววว่าไม่สบาย คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตากันบ่อยครั้งขึ้น โดยจะเน้นย้ำให้เรากระชับระดับน้ำตาลให้เข้าเขตพื้นที่ที่ปลอดภัย หรือถ้าเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน คุณหมอก็จะทำการรักษา ถึงแม้ว่าการรักษาจะไม่สามารถทำให้ดวงตากลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม แต่ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดการสูญเสียดวงตาและการมองเห็นได้ แต่ความโชคดีที่คุณหมอรักษาการมองเห็นของเราไว้ได้ ก็จะไม่อยู่กับเราไปตลอด หากเรายังไม่ดูแลระดับน้ำตาลของตัวเองให้ดี

พอจะจินตนาการออกบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า Hyperglycemia ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร……

เด็กเบาหวานอยากกินขนม

น้อง : อยากกินติมรสช็อกโกแลตปักคิทแคทบดโอรีโอ้โรยบนวิปครีมวิทอื้มมมิลค์

พี่ : ไปกินวันไหน อย่าลืมนัดพี่นะ จะไปกินด้วย แผล่บๆ

น้อง : จริงอ๊ะป่าาว พี่ลัก ไม่เอาไปฟ้องหมอหรอ 55

พี่ : จริงดิ ชวนไปกินด้วยกัน อิ อิ ไม่ฟ้องหมอหรอก มีแต่จะชวนหมอไปกินด้วยกันถ้ามีโอกาส ฮ่าๆๆๆ (น้องรักษากับหมออะไรพี่ยังไม่รู้เลยแล้วจะไปฟ้องได้ยังไง พี่เองก็ไม่เปิดเผยชื่อหมอที่รักษาพี่หรอก พี่เองก็กลัวโดนเอาไปฟ้องอยู่เหมือนกัน ฮ่าาาาา)

ถ้าคนที่เป็นเบาหวานแล้วไม่มีความรู้ และไม่พยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่ พี่ไม่กล้าชวนหรอก แต่เพราะมั่นใจว่าน้องมีความรู้ และความสามารถ พี่เลยหาโอกาสชวนน้องหม่ำเสียเลย เอิ้กๆๆๆ

จริงๆ นะถ้าเป็นเบาหวานแล้วเรียนรู้ ดูแลตัวเองอยู่เสมอ พี่ก็มีความสุขและอยากที่จะชวนกิน ชวนเที่ยว

อย่างที่เรารู้นั่นแหละ คนที่เป็นเบาหวานกินได้ทุกอย่าง แต่คำว่ากินได้ทุกอย่างไม่ได้หมายว่ากินได้เท่าที่ต้องการเพราะ อาจทำให้ Hyper จนเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าห้ามใจไม่ไหวจริงๆ รู้ว่า Hyper แน่ ก็ต้องพร้อมเจาะเลือด ฉีดอินสุลินเพิ่ม แบบนี้ไปไหนไปกัน แต่ถ้าอ้วนก็ตัวใครตัวมันนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

น้อง : ค่ะ ความอ้วนนคือยาราคาศูนย์บาท ที่ช่วยยับยั้งความอยากชั้นเลิศ ;P

พี่ : อ้าว น้องหายอยากเฉยเลย แล้วพี่จะไปหม่ำกับใครล่ะทีนี้ งุงิ งุงิ

Hypoglycemia vs Hyperglycemia

คนที่เป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเคยพบกับภาวะที่เรียกว่า ไฮโป หรือ น้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) และ ไฮเปอ หรือ น้ำตาลสูง (Hyperglycemia)  อย่างแน่นอน แต่รู้กันไหมว่าภาวะไหนอันตรายกว่ากัน?

Hypoglycemia คือ ภาวะของน้ำตาลในเลือดต่ำ (ต่ำกว่า 70 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยามากกว่าปกติ อาจจะด้วยเหตุผลของการลืม เลยกินยาหรือฉีดยาซ้ำ (อ่ะนะ คนเราก็ต้องมีลืมกันบ้าง แต่เมื่อก่อนนี้ลักใช้วิธีฉีดซ้ำไปเลย ไฮโปยับเยิน เดี๋ยวนี้ใช้วิธี รอประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วดูผลเลือดว่าลืมฉีดยาไปจริงหรือเปล่า)

2. กินยา หรือ ฉีดยาแล้วไม่กินข้าวตรงตามเวลา ยาจะออกฤทธิ์ตรงตามเวลาเผง ถ้าเราไม่กินข้าว ย่อมเกิดภาวะน้ำตาลต่ำอย่างแน่นอน

3. ปริมาณอาหาร (ประเภทคาร์โบไฮเดรต)ที่กิน น้อยกว่าปริมาณยาที่ได้รับ (ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม สามารถให้นักโภชนาการคำนวณให้ได้) หรือกินน้อยเกินไปนั่นเอง

4. ดื่มแอลกอฮอลล์ แอลกอฮอลล์บางชนิดกินแล้วมีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำ (ส่วนจะเป็นชนิดไหน ไปถามคุณหมอเอาเอง แต่ถ้าจะให้ดี ไม่กินดีกว่า เพราะแอลกอฮอลล์มีฤทธิ์ทำให้เราขาดสติ)

5. ออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือ นานกว่าปกติ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะมีสัญญาณเตือนเป็นอาการต่างๆ เช่น หิว มือสั่น ใจสั่น(ลั่นตุ้บๆ แทบทะลุออกจากอก) เหงื่อออก ตัวเย็น มีนงง สับสน คิดอะไรไม่ออก ถ้านอนหลับอยู่ก็จะฝันร้าย รู้สึกหงุดหงิดนอนไม่ได้ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะถึงขั้นเป็นลม หมดสติ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันการณ์

Hyperglycemia คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (สูงกว่า 200 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยาน้อยกว่าปกติ (นึกเอาเองว่าค่าน้ำตาลที่ไปหาหมอมาดีแล้ว เลยลดยาเอง หรือ ไม่อยากกินยาเพราะมีความเชื่อว่ายาเบาหวานส่งผลเสียต่อตับ ต่อไตเลยงดยาเอง)

2. กินข้าว แต่ไม่กินยา หรือ ฉีดยาตามเวลา โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ผลิตอินสุลินได้ตามปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยา หรือ อินสุลินช่วยทำหน้าที่ แต่ถ้าเราไม่กินยา หรือ ฉีดอินสุลิน ย่อมทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม