เป็นโรคไตกินอะไรดี? เครื่องปรุงรส

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตราอาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ยังจำความรู้สึก ช้อคและตกใจ เมื่อครั้งที่คุณหมอที่รักษาโรคเบาหวานของคุณแม่บอกว่า ไตของคุณแม่อยู่ในระยะที่ 4 แล้ว จำเป็นต้องหาคุณหมอโรคไต เพื่อให้คุณหมอโรคไตช่วยดูแลคุณแม่อีกคน

คุณหมอแนะนำคุณแม่ให้ลดอาหารเค็มลง กินโซเดียมให้ลดลง เมื่อ 10 กว่า 20 ปีก่อน ตอนที่หมอบอกไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารโรคไตเลย รู้แต่ว่าลดเค็ม ไม่รู้เรื่องโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส การกินอาหารตามผลเลือดเลย

การพบกับคุณหมอในครั้งที่ 2 ได้นำเครื่องปรุงรสที่ซื้อมาไปให้คุณหมอเพื่อสอบถามว่า ใช้เครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ในการปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงรสเดิมได้ไหม? คุณหมอบอกว่าไม่ได้ ไม่ควรใช้ เพราะเครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ ได้เติมโพแทสเซียมเพื่อเพิ่มความเค็มลงไปแทน ซึ่งจะส่งผลกับหัวใจ ในคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว หัวใจก็จะมีความไม่ปกติเกิดขึ้น เป็นความสงสัย เป็นคำถามในใจว่าทำไมถึงไม่มีเครื่องปรุงรสที่โซเดียมน้อยและไม่เติมโพแทสเซียม สำหรับคนที่เป็นโรคไตบ้าง?

คำแนะนำของคุณหมอในวันนั้นคือ ให้ลดปริมาณการใช้เครื่องปรุงลง  รับรู้ในเรื่องที่คุณหมอบอกแต่ในทางปฏิบัติก็ทำได้ยากมาก เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องโซเดียมข และความไม่คุ้นชินกับรสชาติสำหรับคุณแม่ในเวลานั้น

ประสบการณ์การดูแลคุณแม่ในฐานะผู้ดูแล ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคไต ซึ่งไม่ยาก ไม่ง่าย เพราะถือว่าตัวเองมีความรู้เรื่องโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็น เป็นพื้นฐานอยู่ การทำความรู้จักยาที่คุณแม่ต้องกิน ยาที่คุณแม่จำเป็นต้องฉีด ทำไมต้องวัดความดันเป็นประจำ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลเลือดแล้วปรับอาหารตามผลเลือด เรียนรู้เรื่องอาหารว่าในอาหารแต่ละประเภทจะส่งผลต่อผลเลือดได้อย่างไรบ้าง เรียนรู้การล้างไตทางหน้าท้อง ต้องดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด ฯลฯ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ ที่สามารถบอกเล่าได้ไม่รู้จบ สำหรับการดูแลชีวิตของจนที่เรารัก การได้ดูแลคุณแม่อย่างสุดความสามารถจนถึงวาระสุดท้าย เป็นสิ่งที่่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีเรื่องที่น่าเสียดาย หรือ เสียใจอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกแล้ว

จากประสบการณ์และการเรียนรู้ในฐานะผู้ดูแล และเป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปี เรื่องสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพนอกจากประเภทอาหารที่ใครๆ ก็รู้ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่มีความสำคัญมาก คือ เรื่องปริมาณของประเภทอาหารที่แต่ละคนควรกินในแต่ละมื้อ ในแต่ละวัน

การที่ใครก็ตามจะใส่น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด ไซรัป ในอาหารคาว อาหารหวาน หรือ เครื่องดื่ม “ปริมาณ” คือ เรื่องสำคัญ

ชนิดของน้ำตาล แหล่งที่มาของน้ำตาล กลายเป็นสิ่งที่คนอ้างว่า “สุขภาพ” เพราะมีค่า GI น้อยกว่าน้ำตาลทราย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน การใส่น้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังคงจะสูง แต่จะสูงไม่เร็วและไม่แรงเท่ากับน้ำตาลทรายเท่านั้น

ถ้าเรารู้และเข้าใจว่า “ปริมาณ” ที่ใส่หรือมีอยู่ในอาหารมีอยู่แค่ไหน  เราจะรู้ได้ทันทีว่า คำว่า “เพื่อสุขภาพ” ที่มีการอ้างถึงนั้น ปลอดภัยมากพอสำหรับสุขภาพของเราหรือไม่

ในการใช้เครื่องปรุงรสประเภทที่ให้ความเค็ม ที่มีโซเดียมก็ใช้หลักการเดียวกัน รสเค็ม ไม่ว่าจะมาจากการปรุงด้วยเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ เต้าเจี้ยว ซอสต่างๆ ฯลฯ “ปริมาณ” คือ เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่า แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับสุขภาพและร่างกายของเรา

โดยทั่วไปแล้ว  ใน 1 วัน เราควรกินโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

การกินโซเดียมในปริมาณที่มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาหนึ่ง จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และนำไปสู่โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ตีบ ตัน แตก และตายได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า 2,000 มิลลิกรัมคือแค่ไหน?

การอ่านฉลากโภชนาการ การหาข้อมูลโภชนาการ เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และจดจำ

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ เครื่องปรุงรส ในการปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เรารู้ว่า ในแต่ละมื้ออาหารนั้น เรากินโซเดียมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ การใช้เครื่องปรุงรสในช่วงแรกก็จะยากหน่อย เพราะเราไม่คุ้นชิน แต่ถ้าเราได้เริ่มต้น และชั่ง ตวง วัด ทุกมื้อ ใช้เวลาไม่นานเราก็จะคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการดูแลสุขภาพของตัวเอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

หากใครยังไม่คุ้นชินกับรสชาติของการลดปริมาณเครื่องปรุงแบบเดิม ในวันนี้ลักข์มีเครื่องปรุงใหม่มานำเสนอ เป็นเครื่องปรุงรสที่ลักข์สามารถตอบคำถามเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วได้แล้วว่า มีเครื่องปรุงรสอาหารที่โซเดียมและไม่เติมโพแทสเซียมแล้ว โดยมีลักข์เป็นเจ้าของแบรนด์เอง

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำจากหัวใจ ให้เป็นเครื่องปรุงรสที่มีความหอมและอร่อย และปลอดภัยสำหรับชีวิตของคนที่เรารัก ที่มีข้อจำกัดในการกินอาหารอยู่มากมาย

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำด้วยความรัก ที่ต้องการให้คนที่มีโรครู้ว่ามีคนที่ปรารถนาอยากให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขกับการมีชีวิต แม้จะเป็นโรค แม้จะมีโรค แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนป่วย

เครื่องปรุงรสนี้ทำมาจากหอยเป๋าฮื้อ ที่สามารถมาช่วยเติมเต็มรสชาติให้อร่อย เป็นเครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมน้อย โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ #หอยเป๋าฮื้อ มาผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติ จนกระทั่งได้ #สีน้ำตาลทอง และ #กลิ่นหอม จึงนำมาสกัดออกมาเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องปรุงรสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม มีกลิ่นหอมมาก แต่มีปริมาณน้ำตาล และโซเดียมน้อย และปราศจากไขมัน
.
เพราะ ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์ ทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุด
.
หอยเป๋าฮื้อ 40%
ไม่ใช้ MSG (โมโนโซเดียมกลูตาเมท)
ไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์
โซเดียม 210 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไม่เติมโพแทสเซียม
มีน้ำตาลน้อยกว่า 1 กรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไขมัน 0%

Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

สนใจสอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่
Line : @abaliciousbyluck

 

โฆษณา

ลักข์ฟังมาเล่า : แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน 2561 นพ.กิตติ ลาภสมบัติศิริ

เรื่อง     “แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ”

เหตุผลที่เลือกนำหนังสือ “ยากันลืม ยากันล้ม” คู่มือป้องกันสมองเสือมในผู้สูงอายุและคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุมาให้กับสมาชิกชมรมฯ เป็นเพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในผู้สูงอายุค่อนข้างสูง เนื่องมาจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง ความคล่องตัวลดลง สิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย

42526250_10215851556736124_2579992146106908672_o

หนังสือจะบอกวิธีการป้องกันการล้ม โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองด้วยการดูแลตัวเองให้กล้าเนื้อและกระดูกของเราแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ  การทำให้กระดูกเรามีความหนาแน่นเพื่อความแข็งแรงนั้นทำได้โดยการออกกำลังกายและการทานแคลเซียมในรูปแบบของยา หรือจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงก็ได้ ในส่วนของกล้ามเนื้อนั้น นอกจากมีความสำคัญในการช่วยยึดเส้นเอ็น กระดูกต่างๆ แล้ว กล้ามเนื้อนั้นประกอบไปด้วยโปรตีน เพราะฉะนั้นถึงแม้จะสูงอายุแล้วก็ยังต้องกินอาหารประเภทโปรตีนเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายด้วย วีคำนวณปริมาณการกินโปรตีนในผู้สูงอายุต่อวันคือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การกินโปรตีนมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ นอกจากการกินอาหารแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยการออกกำลังกายในผู้สูงอายุต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ ไม่กระทบต่ออวัยวะทั้งภายใน ภายนอกร่างกายของเรา

ในหนังสือ “ยากันลืม” คือเป็นคู่มือสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมองเสื่อม ในหนังสือจะมีเกมซึ่งสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมลงจนกลายเป็นโรคสมองเสื่อมด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ กิจกรรมการเล่นไพ่นกกระจอกเป็นกิจกรรมที่ฝึกสมองและฝึกไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุได้ดีที่สุด เนื่องจากผู้สูงอายุ กิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงวัยทำงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้สมองอยู่ตลอดเวลา การอยู่เฉยๆ จะทำให้เซลสมองและสารสื่อประสาทไม่ได้ใช้งาน คนสูงอายุจึงควรหากิจกรรมที่ต้องมีกระบวนการคิด เพื่อให้เซลสมองเสื่อมและสารสื่อประสาทได้ใช้งานอยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองเสื่อม และหลงลืมได้ ที่สำคัญการกินอาหารเสริมที่อ้างว่าเพื่อป้องกันการเสื่อมของสมองได้นั้น ไม่มีจริง ไม่ควรซื้อให้เสียเงินเปล่า

ในหนังสือ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” ก็เป็นหนังสือที่มีความต่อเนื่องจาก “ยากันลิม ยากันล้ม” การเข้าสังคม อย่างเช่น การเป็นสมาชิกของชมรมเบาหวานและการมาเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้สำหรับผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้เกือบ 100%

ผู้สูงอายุจะกินข้าวได้อร่อยนั้น ต้องมาจากฟัน กรมอนามัยรณรงค์ให้ผู้สูงอายุมีฟันแท้อย่างน้อย 20 ซี่ เพราะฟันมีผลกับการเคี้ยวบดอาหาร การกลืน

42754254_10215892265273812_650466504852111360_o

เราจะรักษาฟันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร?    เคล็ดลับการดูแลฟันคือ 2-2-2-2 แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และแปรงแต่ละครั้งอย่างน้อย 2 นาที เพื่อให้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์สามารถออกฤทธิ์เคลือบฟันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหลังจากแปรงฟันแล้วไม่กินอาหารอะไรเลย 2 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาเราสามารถกินอาหารก่อนแปรงฟันได้ เพราะแบคทีเรียที่อยู่ภายในร่างกายของเราเองนั้น เรียกว่าเป็นแบคทีเรียประจำที่นับเป็นแบคทีเรียที่ดีที่เราสามารถกลืนกินลงไปได้ ซึ่งแบคทีเรียที่ดีเหล่านี้เมื่อเรากลืนลงไปจะไปอยู่ในลำไส้

เพราะฉะนั้นตื่นนอนมาตอนเช้าเราควรดื่มน้ำก่อนแปรงฟันอย่างน้อย 1 แก้ว เพื่อล้างแบคทีเรียในช่องปากให้ไปอยู่ในลำไส้ และจะทำการขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระปัสสาวะออกไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 168 เดือนตุลาคม 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการเปิดโอกาสให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจารย์ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานวันเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารภูมิสิริ โดยปีนี้ได้มีการชวนบริษัทที่มีนวัตกรรมการวัดค่าระดับน้ำตาลแบบใหม่คือ ตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมงมาแสดงในงานด้วย เครื่องนี้จะที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กติดไว้กับตัวตลอดเวลา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณให้ตรงกับอุปกรณ์ก็สามารถรู้ค่าระดับน้ำตาลของตัวเองได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเลย

และอาจารย์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมให้ไปค่ายเบาหวานที่ทางชมรมฯ ไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยค่ายเบาหวานครั้งที่ 13 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองแล้ว อาจารย์จะให้บริษัทที่นำเข้าเครื่องวัดระดับน้ำตาล 24 ชั่วโมงมาให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้ในระหว่างที่อยู่ที่ค่ายในครั้งนี้ด้วย

ช่วงถาม-ตอบ

สมาชิกถาม : ได้รับการเปลี่ยนอินซูลิน อยากทราบเหตุผลที่ถูกเปลี่ยนแปลง และวิธีการใช้ของอินซูลินตัวใหม่?

อาจารย์ตอบ : เนื่องจากอินซูลินตัวที่สมาชิกเคยใช้ พบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดอาการน้ำตาลต่ำได้ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาไม่ควรทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำ และการออกฤทธิ์ของยามีระยะเวลายาวกว่าที่ควร ทำให้บริษัทยาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของยาตัวเก่า และผลิตตัวใหม่ออกมา จึงเป็นเหตุผลที่คุณหมอต้องเปลี่ยน สำหรับวิธีการใช้งานคือ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องเวลาในการฉีด และปริมาณที่ต้องฉีด

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

สมาชิกถาม : อยากทราบอาการเมื่อเวลาน้ำตาลต่ำ และอาการน้ำตาลสูงมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ตอบ :  เวลาที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็จะมีอาการรู้สึกหิว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลบ่อยๆ จนร่างกายคุ้นชินก็อาจจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่มีอาการก็ได้ ส่วนอาการของระดับน้ำตาลสูงได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว แต่ไม่ว่าจะมีอาการอย่างไร อาจารย์อยากให้เจาะเลือดตรวจด้วย อย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 167 เดือนกันยายน 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : มะเร็งตับ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฎาคม 2561 รศ. นพ.บุญชู  ศิริจินดากุล

เรื่อง     “มะเร็งตับ”

การบรรยายครั้งนี้อาจารย์มาพูดเรื่องมะเร็งตับ โดยจะเน้นสาเหตุของมะเร็งตับที่มาจากความอ้วน เพราะมะเร็งตับมีหลายแบบ

ในตับของคนเรามีทั้งเซลตับ เซลเส้นเลือด เซลท่อน้ำดี และเซลอื่นๆ อีกเป็นจนวนมาก การที่ตับของเรามีหลายๆ เซลล์นี้ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ทั้งหมด

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารในกระบวนการของร่างกาย และรับเลือดทั้งหมดมาทางระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ม้าม ตับอ่อน ดังนั้นมะเร็งในช่องท้องเองก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ ทะเร็งเต้านม มะเร็งปอดก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ เพราะฉะนั้นมะเร็งที่พบมากที่สุดที่ตับคือ มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่ตับ ซึ่งเรียกว่ามะเร็งทุติยภูมิคือเป็นการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่เซลตับ

ในวันนี้อาจารย์จะเน้นบรรยายเกี่ยวกับมะเร็งตับ ที่เกิดจากเซลตับเอง ที่เรียกว่ามะเร็งปฐมภูมิ  ตับคนเรากว่าที่จะเป็นมะเร็งได้ต้องมีภาวะตับแข็ง ตับแข็งไม่ใช่เนื้อของตับแข็ง แต่ตับแข็งในทางการแพทย์คือ การมีอาการบาดเจ็บที่ตับจนกระทั่งกระบวนการทางร่างกายมีการซ่อมแซมที่ตัวตับ จนเนื้อตับกลายเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังคางคกและภาวะตับแข็งนี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็งตับ

ตับ

ตับอยู่ตรงไหนในร่างกาย? ตับอยู่ตรงชายโครงด้านขวาด้านบนใต้ราวนมของเราลงมา ด้านขวาของเราเป็นตับ ด้านซ้ายจะเป็นกระเพาะอาหาร สภาพตับของคนเราก็เหมือนตับหมู ควรมีสีชมพูแดง และมีผิวที่เรียบ ขอบคมเป็นสภาพตับที่มีคุณภาพดี

สมาชิกชมรมเบาหวานที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ หากท่านใดมีอาการจุก เสียด แน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวา ไปหาหมอแล้วถ้าหากหมอไม่ตรวจโดยละเอียด แล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอาจารย์แนะนำให้เปลี่ยนหมอเพราะวัยนี้เป็นโรคกรเพาะยากแล้ว  แต่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งตับได้ หากไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ถึงขั้นมีอาการตาเหลืองก็เป็นหนักมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

  1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี คนเชื้อสายจีนติดเชื้อไวรัสบีสูงที่สุดในโลก คนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นจะเป็นเชื้อไวรัสซี
  2. คนอ้วน คนตัวเล็กพุงป่องมีไขมันในช่องท้องเยอะ หากก้มมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตัวเองจัดว่าอ้วน และคนที่เป็นเบาหวานในชนิดที่ใช้ยากิน
  3. กินเชื้อรา Aflatoxin ที่พบมากในพริกป่น ถั่วลิสง ซึ่งต้องกินเป็นกระสอบถึงเป็น
  4. โรคทางพันธุกรรม Alpha 1-antitrypsin ที่พบได้น้อยในเมืองไทย
  5. การดื่มสุรา จนตับพังเป็นตับแข็ง

อุบัติการณ์ของความอ้วน ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาทุพโภชนาการที่พบมากที่สุดในโลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลกในปี 2557 พบว่าร้อยละ 39 ของผู้ใหญ่ในโลกนี้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคของระบบต่างๆ มากมาย ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ(นอนกรน) คนอ้วนจะหลับง่ายแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเนื่องจากการนอนกรนทำให้สมองขาดอากาศ มีออกซิเจนในสมองต่ำ ตื่นมาจะมึนงงเวียนหัวเพราะคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ระบบทางเดินอาหาร เช่น นิ่วในถุงน้ำดี โรคกรดไหลย้อน ไขมันเกาะตับ ระบบต่อมไร้ท่อและนรีเวช เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ระบบข้อและกล้ามเนื้อ เช่น ข้อเสื่อม เก๊าท์ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เนื่องจากไขมันเช่น เต้านม มดลูก/ปากมดลูก (เหตุผลที่ผู้หญิงอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะไขมันที่เยอะๆ จะเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยที่หมดประจำเดือนแล้วทำให้เกิดการกระตุ้นเซลที่ควรจะฝ่อตามวัยแล้วมาแบ่งตัวใหม่ทำให้กลายเป็นมะเร็ง) ลำไส้ใหญ่ ตับ ไต รวมไปถึงสุขภาพจิต เช่น รู้สึกเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม ภาวะซึมเศร้าเป็นต้น

เหตุผลที่ทำให้คนอ้วนเป็นมะเร็งตับ

  1. คนอ้วนตะเกิดแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเกิดการผลิตสารที่ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
  2. คนอ้วนจะมีไขมันเยอะทำให้มีภาวะไขมันเกาะตับ จนเกิดการอักเสบของเซลตับที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ
  3. คนเป็นเบาหวานที่ไม่ควบคุมปริมาณการกินของตัวเอง แต่ใช้วิธีเพิ่มปริมาณยาแทน การกินเยอะทำให้ร่างกายต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีฤทธิ์กดให้ระดับน้ำตาลลงออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นตับให้แบ่งตัวกลายเป็นมะเร็งตับซึ่งจะใช้เวลา 10-20 ปีในการก่อให้เกิดเป็นมะเร็ง คนไข้เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งตับในอนาคตร่วมด้วย
  4. คนอ้วนจะมีภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งตับได้ด้วยเช่นกัน

ความอ้วนไม่ดี เราจึงควรช่วยรณรงค์ให้ตัวเรา สมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้าง ไม่ให้อ้วน

มะเร็งตับมีอาการอะไรบ้าง? ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ, ถ้ามีอาการ อาการไม่ค่อยจำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย, อาการของตับแข็ง, มะเร็งตับแตก คือ เนื้องอกปริ แตก เลือดออกในท้อง จะปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ต้องไปรพ.ทันที

การรักษามะเร็ง วิธีที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด เพราะจะทำให้อัตราการอยู่รอดมากกว่า 5 ปีมีมากกว่า 70% แต่ถ้าผ่าตัดไม่ได้อัตราการอยู่รอดถึง 5 ปี มีประมาณ 30% การผ่าตัดขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เกี่ยวกับอายุ อายุสูงสุดที่อาจารย์เคยผ่าตัดตับคือ อายุ 93 ปี / กินยารักษาไวรัส / ลดน้ำหนัก / เน้นอาหารโปรตีน / ยา รักษามะเร็งตับ

จริงหรือไม่ การกินเนื้อสัตว์แล้วเป็นมะเร็ง? ไม่จริง เพราะทางการแพทย์ไม่เคยตรวจพบว่าการกินเนื้อสัตว์แล้วจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่กรรมวิธีการปรุงอาหารที่เกิดไฮโดรคาร์บอน เช่น ปิ้ง ย่าง  ต่างหากที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง และเซลมะเร็งไม่กินโปรตีน เซลมะเร็งกินน้ำตาล ยิ่งกินหวาน, กินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าไหร่ต่างหากยิ่งทำให้เป็นมะเร็ง

คนสูงอายุเป็นคนที่ต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติเพราะคนวัยนี้เซลจะสลายเร็วกว่าวัยที่เด็กกว่า การที่ร่างกายจะสร้างเซลใหม่ได้ต้องมาจากโปรตีน คนปกติที่จะอยู่ดีมีสุขได้นั้นขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าจะมีอายุยืนกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย และกล้ามเนื้อก็คือโปรตีน

คนอ้วนเกิดจากการกินเกินกว่าที่เราใช้ การลดความอ้วนจึงต้องลดปริมาณอาหารที่กินเป็นสำคัญ  การออกกำลังกายในวัยนี้จึงไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่เพื่อให้หัวใจแข็งแรง ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น ต้องออกในระดับที่หนักพอ ออกให้ได้อย่างน้อย 300 นาทีต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เหมาะกับวัยของสมาชิกชมรมเบาหวานแล้ว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 166 เดือนสิงหาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน”

กิจกรรมเสวนาในเดือนนี้ อาจารย์ปรียาให้สมาชิกแต่ละกลุ่มออกมารายงานการบ้านที่ทุกกลุ่มได้รับมอบหมาย

โดยกลุ่มคนรักษ์สุขภาพได้ทำรายงานเกี่ยวกับ อาหารดัชนี้น้ำตาลต่ำ มาดังนี้

อานุภาพของน้ำตาล – ร่างกายคนเราต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง พูดง่ายๆ คือ สมองของเราจำเป็นต้องมีน้ำตาลในเลือดจึงจะทำงานได้ เพราะฉะนั้นร่างกายจึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ตลอดเวลา

เมื่อใดก็ตามที่น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป (มากกว่า 200 มก./ดล.) ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนหลายรูปแบบ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย เพราะเมื่อระดับน้ำคาลสูงจะมีการขับน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ

ในทางกลับกัน หากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป (น้อยกว่า 40 มก./ดล.) ร่างกายจะเตือนโดยแสดงอาการให้เรารู้สึกเหงื่อแตก ใจสั่น เวียนหัว หรือหมดสติได้

ดัชนีน้ำตาล – เป็นระบบตัวเลขที่วัดความเร็วของคาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสแล้วดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด คิดค้นโดย ดร.เจนกินส์ ในปี 2525 โดยได้นิยามค่าดัชนี้น้ำตาลเอาไว้ว่า เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร

เราเคยเชื่อกันว่า น้ำตาลกลูโคสคือสิ่งที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด แต่ในปี 2533 พบว่ายังมีสารอาหารอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและสามารถเพิ่มได้มากกกว่ากลูโคสอีกด้วย

ค่าดัชนี้น้ำตาล GI ต่ำกว่า 55 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ค่าดัชนีน้ำตาล GI 56-69 ถือว่า เป็นค่าดัชนี้น้ำตาลปานกลาง

ค่าดัชนีน้ำตาล GI มากกว่า 70 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลสูง

อาหารที่มีค่า GI สูงจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ที่ต่ำกว่า และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำกว่า โดยที่ร่างกายจะรู้สึกอิ่มไม่นาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกกินอาหารกากใยสูง มีความหวานน้อยจึงจะดีจ่อสุขภาพและร่างกายของเรา

33653605_10214914791517579_9000438447936110592_n

รายการอาหารลดไขมันโคเลสเตอรอล แต่ละกลุ่มได้มีการนำเสนอเมนูอาหารและวิธีการทำได้อย่างน่าสนใจมากโดยหลังจากนำเสนอแล้ว อาจารย์ก็จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู แกงจืดผักรวมใส่เนื้อปลา

กลุ่มสดชื่น นำเสนอเมนู ปลานึ่งมะนาว

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู นำพริกปลาทู

ทั้ง 3 กลุ่มนี้อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า การเลือกวัตถุดิบจากปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลต่ำ และเลือกกรรมวิธีที่ดี เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ซึ่งจะไม่เป็นการเพิ่มไขมันให้มากขึ้น

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู ต้มซุปไก่เนื้อสะโพก

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกอกไก่เพราะมีปริมาณไขมันโคเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อสะโพก

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู ลาบปลาทู

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกรับประทานกับผักใบเขียว ผักที่มีกากใยสูง เพราะจะช่วยชลอการดูดซึมของไขมันโคเลสเตอรอลได้

รายการขนมลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งควรรับประทานในปริมาณน้อย

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู ขนมครกไรซ์เบอรี่

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากกะทิ เป็นกะทิธัญพืช และจากน้ำตาลทราย เป็นน้ำตาลหญ้าหวาน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู วุ้นอัญชัน, วุ้นอัญชันมะนาว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากน้ำตาลทรายเป็น น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลหญ้าหวาน และมีการใช้มะนาวมาช่วยทั้งในเรื่องสีและการรสชาติซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู วุ้นมะพร้าว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรใช้รสหวานจากมะพร้าวธรรมชาติโดยไม่มีการเติมน้ำตาล หรือเติมหญ้าหวานในปริมาณน้อย และควรรับประทานในปริมาณไม่มาก ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู กล้วยแคลเซียม

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากใช้กล้วยน้ำว้าสุก ต้องระวังปริมาณที่จะรับประทาน

สูตรอาหารจากกลุ่มสดชื่น

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 165 เดือนกรกฏาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “ตัวเลขหยุดโรค”

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

Know Your Number การรู้ตัวเลขของเราเองจะทำให้เราดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้ หรือเรียกสั้นๆ ว่าตัวเลขหยุดโรค ไม่มีใครอยากมีโรคเพิ่ม แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะอายุเราเพิ่มขึ้น แต่เราก็สามารถที่จะหยุดโรคหรือไม่เพิ่มโรคได้ด้วยการรู้ตัวเลขของ น.ค.ร. 2 ส. และรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ จะทำให้หยุดโรคหรือป้องกันไม่ให้เรามีโรคเพิ่มได้

น. น้ำหนัก ตัวเลขของน้ำหนักเมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายแล้วไม่เกิน 25 วิธีคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง(เซนติเมตร)ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร เมื่อคำนวณดัชนีมวลกายแล้วได้ 60/(160)2 = 25.39 เกิน 25 แสดงว่าต้องลดน้ำหนักตัวลงอีกตัวเลขที่ได้ไม่เกิน 25 ถึงจะหยุดโรคได้

ค. ความดัน ตัวเลขความดันวัดที่โรงพยาบาลไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ตัวเลขความดันวัดที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มม.ปรอท เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าหากตัวเลขสูงเกินกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ถ้าใครต้องการลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งด้วย ตัวเลขความดันไม่ควรเกิน 120/80 มม.ปรอท

วิธีวัดความดัน ควรถลกแขนเสื้อขึ้นเพราะถ้าแขนเสื้อหนาค่าความดันอาจผิดพลาดได้ หากเพิ่งเดินมา ให้นั่งพัก3-5 นาทีก่อนวัดความดัน เวลานั่งพักให้นั่งพิงพนักเก้าอี้ เท้าวางกับพื้น ห้ามพูดขณะวัดความดัน เวลาที่วัดความดันที่บ้านให้วัดตอนตื่นนอนและก่อนนอน ควรจดและพกสมุดจดมาให้คุณหมอดูทุกครั้งที่มาตามนัด

ร. รอบเอว ตัวเลขต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง เช่น สูง 160 เซนติเมตร รอบเอวต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร ควรวัดทุกๆ 2-3 เดือน

ส. ไม่สูบบุหรี่ ตัวเลขคือ 0

ส. ไม่สุรา ตัวเลขคือ 0

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนเพิ่มยาความดัน ต้องให้คุณหมอวัดความดันในท่ายืนเพื่อเปรียบเทียบกับท่านั่งก่อนปรับยา เพราะการวัดความดันในท่านอน-ท่านั่ง-ท่ายืน ค่าความดันในท่ายืนจะสูงที่สุดเพราะหัวใจจะต้องบีบแรงที่สุด (ยีราฟความดันสูงกว่าคน)  ถ้ายืนแล้วความดันต่ำกว่าท่านั่ง หรือต่างกันไม่เดิน 20 มม.ปรอท ห้ามเพิ่มยาลดความดันเพราะจำทำให้เกิดอาการวูบล้ม เป็นลมหมดสติได้

การนอน คนนอนดึกตื่นสายมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน, กล้ามเนื้อหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่า และหากเป็นโรคเบาหวานก็ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่กว่าคนนอนหัวค่ำ ตื่นย่ำรุ่ง ใครที่นอนดึก ควรฝึกปรับนิสัยการนอนใหม่ คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ เพราะไม่หยุดคิดและเดินไม่มากพอ เราสามารถแก้ปัญหาการนอนไม่หลับด้วยการเดิน

การเดิน คนในยุคปัจจุบันต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 7,500 ก้าว แต่ถ้าจะให้ดีต้อง 10,000 ก้าวขึ้นไป หากยังนอนไม่หลับให้เพิ่มจำนวนก้าวจนถึงจุดที่หัวถึงหมอนแล้วเราหลับได้ คือ จำนวนก้าวที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา

เราจะรู้จำนวนก้าวของเราได้อย่างไร? สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือได้ หรือใช้เครื่องนับก้าวเดินที่สามารถหาซื้อได้ในร้านไดโซะได้ หรือปัจจุบันมีนาฬิกาที่นับจำนวนก้าวได้

คำถาม : กินยาความดันมานานมาก มาวัดความดันที่โรงพยาบาลค่าก็ปกติทุกครั้ง จะหยุดยาความดันได้หรือไม่?

คำตอบ : ให้ตรวจวัดความดันที่บ้านเพื่อหาค่าความดันปกติของตัวเองก่อน โดยวัดความดันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ตื่นมาขับถ่ายเสร็จก็มาวัดความดัน 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที เพราะเป็นช่วงที่เรายังไม่ได้กินยา และ

วัดความดันก่อนนอน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที การวัดความดันที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญเพราะการวัดความดันคือการวัดชีวิตของเรา และชีวิตของเราอยู่ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงพยาบาล เมื่อวัดความดันแล้วให้จดค่าไว้ทุกครั้งโดยให้วัดติดกันอย่างน้อย 7 วันต่อเดือน หรือทุกวัน พกสมุดที่จดมาให้แพทย์ที่รักษาพิจารณาว่าจะสามารถหยุดลดหรือหยุดยาความดันได้หรือไม่

คำถาม : ค่าความดันป้องกันมะเร็งได้อย่างไร?

คำตอบ : คราวที่แล้วอาจารย์ได้นำผลการวิจัยมาอธิบายและให้สมาชิกลองทำแบบสอบถามกันไปแล้ว จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าคนที่มีค่าความดันปกติ 120/80 มม.ปรอท นั้นโอกาสของการเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่มีความดันสูง           ค่า 120/80 มม.ปรอท

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

คำถาม : อยากควบคุมเบาหวาน ไม่ให้น้ำตาลสูง ต้องทำยังไง?

คำตอบ :  เวลาเจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูง แนะนำให้พิจารณา 4 ปัจจัยคือ งดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ทำไมต้องงดของหวาน ทุกครั้งที่เจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูงแสดงว่าเรากินของหวานมากเกินไป ของหวานในที่นี้คือ ขนม น้ำ และอาหารที่มีรสชาติหวานมากกว่าข้าว ถ้าเราอยากให้น้ำตาลเราไม่สูง เราต้องงดของหวานเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง

ทำไมต้องทานผักใบเขียว เพราะ 1. ผักใบเขียวช่วงลดการดูดซึมน้ำตาล ทำให้น้ำตาลไม่สูงหลังอาหาร ปริมาณที่กินผักใบเขียวในหนึ่งมื้อคืออย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ถ้ากินถึง 1 ฝ่ามือแล้วระดับน้ำตาลยังสูง ให้เพิ่มเป็น 2 ฝ่ามือ 2. มีงานวิจัยแล้วว่าผักใบเขียวช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลได้ ผักสีอื่นหรือการกินผัก 5 สีไม่มีการศึกษาในคนแล้วพบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเลย จึงขอเน้นว่าต้องเป็นผักใบเขียวเท่านั้น จะเลือกกินสุกก็ได้แต่ต้องกินอย่างน้อย 1 ฝ่ามือต่อมื้อ ถ้าจะกินดิบต้องกินอย่างน้อย 2 ฝ่ามือต่อมื้อ

ทำไมต้องเคี้ยวจนเพลิน เรากินอาหาร 1 คำควรเคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน อาหารชิ้นเดียวกันเคี้ยว 2 คำแล้วกลืน กับเคี้ยว 15ครั้งแล้วกลืน เวลาที่เรากินเร็ว เคี้ยวน้อย กลืนเร็ว ระดับน้ำตาลจะสูงมากกว่า การกินให้ช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้น แล้วกลืน โดยประเทศญี่ปุ่นได้ทำงานวิจัยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลติดตัวตลอด 24 ชม. ค่าน้ำตาลของการกินช้า เคี้ยวละเอียด กลืนช้า ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ขึ้น  ค่อยๆ ดูดซึม ต่างจากการเคี้ยวน้อยกินเร็ว น้ำตาลจะสูงขึ้นทันที (มีสมาชิกหลายท่าน “รู้สึก” ขัดแย้งกับ “ความรู้” ที่อาจารย์อธิบาย อาจารย์อธิบายว่าอาจารย์ต้องใช้ “ความรู้” ที่มีหลักฐานมีการพิสูจน์ทำการวิจัยในคนมาบอก เพราะถ้าใช้ความรู้สึก ความรู้อาจารย์จะสึก อาจารย์แนะนำว่าอย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้สมาชิกทดสอบด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ตรวจวัดน้ำตาลของตัวเองหลังอาหาร 2 ชั่วโมงเองดูก่อน)

ทำไมต้องเดินหลังอาหาร มีการศึกษาพบว่าคนที่เป็นเบาหวานหรือว่าที่จะเป็นเบาหวาน เมื่อหลังกินอาหารเสร็จแล้วเดินหลังอาหาร 15 นาที ระดับน้ำตาลจะน้อยกว่าคนที่กินแล้วนั่งเฉยๆ รวมทั้งมีการศึกษาเปรียบเทียบการเดินก่อนกินอาหารและเดินหลังกินอาหาร การเดินหลังกินอาหารทำให้ระดับน้ำตาลสูงน้อยกว่า เราถึงมีคำโบราณว่า เดินย่อยหลังอาหาร (มีสมาชิกถามว่าปั่นจักรยานได้ไหมออกกำลังกายเหมือนกัน การเดินผ่านการศึกษาในคนจำนวนมากมาแล้วว่า การเดินหลังอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้จริง อาจารย์ให้สมาชิกทดลองปั่นจักรยานและเดินเปรียบเทียบด้วยตัวเอง โดยให้เจาะเลือดหลังอาหาร 2 ชม. สมาชิกไม่จำเป็นต้องเชื่ออาจารย์แต่ควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง อาจารย์เน้นย้ำมากเรื่อง เราควรใช้ความรู้ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความรู้สึกที่คิดเอาเอง)

วิธีตรวจสอบด้วยตัวเองว่ากินแป้งเยอะเกินไปในมื้อนั้นหรือไม่? ให้เจาะเลือดหลังกินอาหารคำสุดท้าย 2 ชั่วโมง คนไม่เป็นเบาหวานตัวเลขไม่ควรเกิน 140 มก./ดล. คนเป็นเบาหวานไม่ควรเกิน 180 มก./ดล. ถ้าเกิน หมายความว่ามื้อที่ผ่านมาเรากินแป้งหรือของหวานเยอะเกินไป กินผักน้อยไป เคี้ยวเร็วเกินไป เดินน้อยเดินไป มื้อถัดไปเราควรงดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 163 เดือนพฤษภาคม 2561