ลักข์ฟังมาเล่า : “การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม 2561  อ.นพ.สีหธัช งามอุโฆษ

เรื่อง     “การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ”

การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อันที่จริงไม่ต้องบอกว่าผู้สูงอายุก็ได้ เพราะถ้ายังไม่สูงอายุข้อเข่าก็ยังไม่เสื่อม ข้อเข่าเสื่อมคือ การเสื่อมสภาพของข้อเข่าของร่างกาย

ข้อเข่าที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ

  1. งอได้ ขยับได้ดี นั่งยองๆ ได้ เคลื่อนไหวได้ดี
  2. ไม่รู้สึกปวด
  3. ข้อเข่ามีความมั่นคง แต่ละก้าวที่เดินมีความมั่นคง มั่นใจ ไม่ล้ม

ข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการใดหนึ่งต่อไปนี้ หรือหลายอย่างรวมกัน

  1. ข้อเข่าขัดๆ ฝืดๆ ขยับยาก โดยเฉพาะในช่วงเช้า หรือช่วงที่ต้องอยู่กับที่นานๆ เมื่อขยับแล้วรู้สึกติดขัด
  2. ขยับแล้วมีเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาข้อเข่าเสื่อม
  3. มีความรู้สึกปวด ซึ่งมักเป็นอาการที่ทำให้รู้สึกทนไม่ได้ต้องมาหาหมอ
  4. ลักษณะผิดไปจากเดิม เข่าบวม ใหญ่ขึ้น โก่ง งอ เหยียดได้ไม่สุด

ข้อเข่าของคนเราประกอบไปด้วย กระดูกต้นขา 1 กระดูกหน้าแข้ง 1 ลูกสะบ้า 1 กระดูกอ่อนหรือผิวข้อที่เคลือบกระดูก (ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล ปัญหาของข้อเสื่อมจริงๆ ไม่ใช่ความผิดปกติของกระดูก แต่เป็นความผิดปกติของตัวกระดูกอ่อน ที่กระดูกอ่อนมีความสึกหรอหรือถูกทำลายไปทำให้การเคลื่อนไหวจึงเริ่มติดขัด เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอไปมากๆ จนทำให้กระดูกขบกันก็จะทำให้รู้สึกเจ็บ) เส้นเอ็น และหมอนรองข้อ

ลักษณะของข้อเข่าเสื่อม

ลักษณะของคนเข่าเสื่อมมี 2 ลักษณะ คือ ขาโก่งมีลักษณะปลายเท้าชิดเข่าไม่ชิด เกิดจากการที่กระดูกอ่อนด้านในสึกทำให้ถ่ายน้ำหนักไปอีกข้าง ขาจึงโก่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ และ ขาเกมีลักษณะเข่าชนกันปลายเท้าแยกออก เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการให้รีบมาหาหมอให้เร็วที่สุดอย่าอดทนรอจนมีลักษณะมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น รักษายากขึ้น

ผลของข้อเข่าเสื่อม

  1. ปวดเข่าเวลาเดินหรือลงน้ำหนัก
  2. ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่
  3. ไม่สามารถออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้ เมื่อการเคลื่อนไหวทำได้ยากขึ้น จะส่งผลทำให้สุขภาพโดยรวมลดถอยลง จนทำให้โรคประจำตัวต่างๆ ที่มีกำเริบขึ้นมาได้ มีโอกาสเสียชีวิตได้

ชนิดของข้อเข่าเสื่อม

  1. ข้อเสื่อมแบบปฐมภูมิ เกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติหรือโรคต่างๆ ในข้อเข่านั้นมาก่อน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

  • อายุมาก
  • น้ำหนักมาก (อ้วน)
  • ใช้งานมาก เช่น จากการทำงานหนักแบกหาม หรือเล่นกีฬาหนัก วิ่งเร็ว กระโดดแรง
  • กรรมพันธุ์
  1. ข้อเสื่อมแบบทุติยภูมิ เกิดขึ้นตามหลังความผิดปกติในข้ออื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กระดูกหัก มักเกิดขึ้นในคนอายุน้อย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

  • เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน จนทำให้กระดูกหักเข้าข้อ, เอ็นเข่าขาด
  • กระดูกอ่อนถูกทำลายจากโรคอื่น เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, SLE มีการติดเชื้อในข้อ โรคฮีโมฟีเลีย

การป้องกันข้อเข่าเสื่อม

  1. ไม่เล่นกีฬาหักโหมโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพอาจจะมีความจำเป็น แต่ถ้าเป็นการเล่นกีฬาเพื่อออกกำลังกายไม่ควรหักโหมจนบาดเจ็บ
  2. ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้เกินค่าดัชนีมวลกายปกติ
  3. ไม่ใช้งานหนัก ถ้าเป็นการทำงานโดยอาชีพอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่งาน หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง
  4. ไม่แก่ไม่เฒ่าไม่เจ็บไม่ป่วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครห้ามกฎทางธรรมชาติได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเข่าเสื่อม

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพียงเริ่มต้นลดน้ำหนักตัวลงเพียง 5% ก็สามารถช่วยลดอาการปวดลงได้จนรู้สึกได้ชัดเจน
  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกิดการบาดเจ็บ
  3. หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้ปวดขา ไม่ว่าจะเป็นการคุกเข่า, นั่งยอง, ขึ้น-ลงบันไดมากเกินความจำเป็น
  4. ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ใส่สนับเข่า นั่งรถเข็น

การรักษาข้อเข่าเสื่อม

  1. การรักษาโดยการใช้ยา
  • ยาแก้ปวด พาราเซตามอลลดอาการปวดที่ไม่รุนแรงได้ดีหาได้ง่าย และยาที่มีส่วนประกอบคล้ายฝิ่น แก้ปวดได้ดี หากใช้เป็นประจำอาจติดได้
  • ยาลดการอักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์ มีแบบฉีดและยาเม็ด และไม่ใช้สเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงไม่ควรใช้บ่อยและควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่หากกินเป็นระยะเวลานานโดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์จะมีผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง เป็นแผลในกระเพาะไตวาย ตับวาย
  • สารโปรตีนบำรุงข้อ มีราคาสูง ใช้ได้ดีในผู้ที่มีอาการเข่าเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลาง ถ้าเข่าเสื่อมมากใช้ไม่ได้ผล เป็นโปรตีนสังเคราะห์ให้เหมือนโปรตีนในข้อ โปรตีน Glucosamine มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงละลายน้ำได้ สามารถบรรเทาอาการปวดลงได้ ทำให้ผู้ป่วยใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบในปริมาณลดลง และโปรตีนบำรุงข้อแบบฉีดนิยมเรียกกันว่าน้ำไขข้อเทียม สามารถบรรเทาอาการปวดได้ 6 เดือนถึง 1 ปี
  1. การรักษาด้วยการผ่าตัด คุณหมอจะทำการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมก็ต่อเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ล้มเหลวแล้ว มีการผ่าตัด ตั้งแต่ผ่าตัดผ่านกล้องส่องข้อ -> ผ่าตัดจัดเรียงกระดูก -> ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (มีทั้งแบบเปลี่ยนข้อเข่าทุกส่วน และ เปลี่ยนข้อเข่าเพียงบางส่วน)
Advertisements

ลักข์ฟังมาเล่า : “โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนโรจน์

เรื่อง     “โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม”

“โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม” โดยผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนโรจน์

โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสมเป็นชื่อหนังสือที่อาจารย์เขียนให้กับมูลนิธิหมอชาวบ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียกของ NCD (Non-Communicable Diseases) ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

โรค NCD หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้แก่ โรคเบาหวาน เกิดจากการสะสมพอกพูนน้ำตาล โรคความดันเกิดจากการสะสมความเค็ม เกลือโซเดียม สะสมน้ำหนัก สะสมความเครียด โรคไขมันเกิดจากการสะสมตอเรสเตอรอลถ้ามีมากไปทำให้หลอดเลือดเราตีบ บุหรี่สะสมสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม อ้วนพีมีพุงเกิดจากสะสมแป้ง น้ำตาล ไขมัน กินมากไปใช้ไม่หมดทำให้สะสมอยู่ที่พุง ทำให้พุงใหญ่ และสะสมที่ตับ ทำให้ไขมันพอกตับ อัมพาตเกิดจากการสะสมในหลอดเลือดสมอง  ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบจนตนจนแตกและตาย หลอดเลือดหัวใจพอกพูนไขมัน ทำให้หลอดเลือดตีบและตัน หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ เสียชีวิตได้ มะเร็งเกิดจากการพอกพูนสารพิษ จนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเราบกพร่อง ภูมิต้านทานเก็บกินเซลมะเร็งไม่ไหว โรคปอดเรื้อรังเกิดจากการสะสมสารพิษในปอด ซึ่งโรค NCD เหล่านี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ทั้งสิ้น

สาเหตุการตายของคนไทย 3 สาเหตุหลักคือ 1. อุบัติเหตุ ที่เกิดจากการประมาทขาดสติในการขับขี่ยวดยานพาหนะ 2. ติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 3. จากโรค NCD เบาหวาน ไขมัน ความดัน

และสาเหตุที่ทำให้คนไทยตายเยอะที่สุดคือ จากโรคร้านแห่งการพอกพูนสะสม! หรือ โรค NCD หรือ โรคติดต่อไม่เรื้อรังคือ เบาหวาน ความดันฯ ไขมัน บุหรี่ อ้วนพีมีพุง อัมพาต หลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง เป็นตัวเลขสูงถึง 71% เรียกว่าทุกๆ 6 นาที มีคนตายด้วยโรค NCD 4 คน!

ยุค Thailand 4.0 คืออะไร? เป็นการแบ่งยุคตามอุตสาหกรรม อย่าง Thailand 1.0 คือ การใช้วัวควายทำไร่ทำนา ไม่มีไฟฟ้าใช้ Thailand 2.0 มีไฟฟ้าใช้ มีเครื่องมือที่ต้องใช้ไฟฟ้า Thailand 3.0 ยุคดิจิตัลที่มีเครื่องมือที่มีตัวเลข Thailand 4.0 คือการเอาทั้งหมดมารวมกันโดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมทำให้โลกไม่มีพรมแดนอีกต่อไปแล้ว ซึ่งประเทศไทยก็คือ ยุคที่เราใช้อินเตอร์เน็ตแม้กระทั่งในเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย ถ้าเราอยากอยู่ในยุค 4.0 ราต้องเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้ได้ด้วย

NCD 1.0 คือ การรักษา เมื่อเราเจ็บป่วยเราก็ไปหาหมอเพื่อทำให้เราหายป่วย โดยการรักษษามีจุดประสงค์เพื่อหายป่วยไว NCD 2.0 การรักษาเพียงเพื่อหายป่วยไวนั้นไม่พอ การรักษาจะต้องเป็นไปเพื่อรักษาแล้วให้กลับมาดีเหมือนเดิม NCD 3.0 คือการป้องกัน ไม่ให้กลับมาป่วย NCD 4.0 คือเมื่อเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งที่เราทุกคนต้องการคือ หายป่วยไว รักษาให้เหมือนเดิม ไม่อยากพิการ ไม่อยากกลับมาป่วยอีก และไม่เพิ่มโรค  ซึ่งทั้ง 4 อย่างนี้ คุณหมอทำได้เพียงรักษาให้หายได้ ช่วยฟื้นฟูให้เหมือนเดิมได้เพียงบางส่วนอีกส่วนคือคนไข้ต้องทำเอง แต่การจะไม่ให้กลับมาป่วยอีก

และไม่เพิ่มโรคนั้น หมอทำให้ไม่ได้ คนไข้ต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะไม่มีใครทำแทนได้ คุมเบาหวานแทนไม่ได้ คุมไขมัน ความเครียดแทนกันไม่ได้สักอย่างเลย

โรคที่ทำให้คนไทยตายอันดับหนึ่งคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย) อันดับสามคือ โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) อันดับสิบคือ โรคเบาหวาน แต่ก็ถือว่าสาเหตุการตายอันดับ 1 และ 3 ของคนไทยเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง เบาหวาน (อ้วนลงพุง) หุหรี่-เหล้า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเป็นโรคเบาหวานแล้วต้องรักษาตัวเองไม่ให้เป็นความดัน หรือถ้าเป็นเบาหวานและความดันแล้ว ต้องรักษาไม่ให้เป็นโรคไขมันสูงเพิ่ม เป็นโรคเดียวหรือไม่เป็นโรคเลยดีกว่าการมีหลายๆ โรค

โรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของชาวโลกคือ โรคความดันโลหิตสูง อันดับสองคือบุหรี่ สูบ/ดมควันบุหรี่อันดับสามคือ อาหาร-กินผลไม้น้อย อันดับสี่คือ อ้วน ดัชนีมวลกายสูง อันดับห้าคือ อาหาร-น้ำตาลในเลือดสูง (โรคเบาหวาน) ยิ่งมีโรคเยอะ โอกาสตายยิ่งสูงเพราะฉะนั้นต้องพยายามดูแลรักษาและป้องกันตัวเอง

คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนไม่เป็นโรคเบาหวาน เพราะถ้าคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ภูมิคุ้มกันจะไม่ดี เมื่อภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งได้ เราจึงควรคุมน้ำตาลให้ดี งานวิจัยของประเทศไต้หวันจากการติดตามคนที่เป็นมะเร็งจำนวน 400,000 คน ซึ่งพบว่าการตายจากมะเร็งสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมและโรคเรื้อรัง (NCD) ซึ่งสรุปได้ว่ามาจาก 2 อ. อาหารคือกินผักและผลไม้น้อยเกินไป ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็ง 8.8% อิริยาบถ ไม่เคลื่อนไหวออกแรง เพิ่มโอกาส 12.3% 2 ส. สูบ/ดมบุหรี่ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 18.6% สุรา เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 5.7% น้ำหนักตัวเกิน เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 1.9% และ ความดันโลหิตสูง เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 12.2%

อาจารย์ได้นำแบบทดสอบประเมินตัวเองมาให้ทุกคนทำ

แบบทดสอบ ที่อาจารย์นำมาให้สมาชิกทำ พร้อมอธิบาย

คะแนนยิ่งสูง ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งมาก จากค่าคะแนนไขมัน อาจารย์ได้อธิบายว่าในการดูแลตัวเองทุกตัวเลขควรอยู่ในความพอดีคือดีที่สุด ค่าที่สูงไปก็ไม่ดี ค่าที่ต่ำไปก็ไม่ดี หลังจากอธิบายจบ สมาชิกหลายท่านประทับใจในความรู้ที่อาจารย์นำมาถ่ายทอดและขอให้มาบรรยายอีก

อาจารย์รับปากแล้วว่าจะกลับมาพบกับสมาชิกชมรมเบาหวานอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 ในหัวข้อ “ตัวเลขหยุดโรค” และอาจารย์จะมาสอนการใช้โทรศัพท์มือถือกับแอพพลิเคชั่นเช่น การนับก้าวเดินผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้สมกับ Thailand 4.0 เพื่อให้สมาชิกดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้นอีกด้วย!

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 161 เดือนมีนาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “รู้แล้ว Young”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม 2561  อาจารย์นิตยา  ศรีฮาด

เรื่อง     “รู้แล้ว Young”

ปัจจุบันนี้มีผู้สูงอายุมากขึ้น คนอายุยืนขึ้น จากการพัฒนาวิทยาการทำให้สามารถยืดอายุให้ยืนยาวขึ้นได้ ในประเทศไทยเองก็เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยปี 2563 จะเป็นปีที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ เพราะโดยปกติฐานปิรามิดผู้สูงอายุจะต้องน้อยกว่าวัยแรงงาน และฐานของวัยเด็กจะต้องมากกว่าผู้สูงอายุ แต่ในปี 2563 ฐานประชากรของวัยเด็กกับวัยผู้สูงอายุจะเท่ากัน ทำให้เห็นว่าในสังคมไทยมีอัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงเรื่อยๆ

เมื่อเราเป็นผู้สูงอายุและอยู่ในสังคมผู้สูงอายุเราจำเป็นต้องตื่นตัวที่จะหาความรู้เพื่อดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดี เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น เพราะการเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาผู้อื่นทำให้มีปัญหาตามมาหลายด้าน ทั้งในเรื่องการหาผู้ดูแลและค่าใช้จ่าย

การดูแลสุขภาพที่ดีทำได้ไม่ยากและทำได้ด้วยตัวเอง เพราะหมอที่ดีที่สุดไม่ใช่หมอที่อยู่ในโรงพยาบาลแต่เป็นตัวของเราเอง เพียงเราต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดี “You are what you eat” เรากินอย่างไร สุขภาพของเราก็ออกมาเป็นอย่างนั้น รู้จักออกกำลังกาย รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอ

วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่ความเสื่อมแต่เราสามารถที่จะดูแลร่างกายให้เสื่อมช้าลงได้ คนเราสามารถมีอายุอยู่ได้ถึง 150 ปี แต่ที่เป็นไปไม่ได้เพราะอาหารการกินที่เปลี่ยนแปลงไป ในอดีตอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารริมรั้วบ้าน น้ำพริกผักต้ม แต่พฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันเป็นแบบสำเร็จรูปมากขึ้น เรากินของทอดมากขึ้น ทำให้เราเจ็บป่วยกันได้ง่ายขึ้น

เซลในร่างกายของคนเราที่เป็นโครโมโซม สามารถที่จะบ่งบอกได้ว่าเราจะอายุยืนหรือไม่ เรียกว่า Telomere  ซึ่งจะเป็นตัวที่หุ้มโครโมโซมของเราเอาไว้ไม่ให้เจอกับอนุมูลอิสระหรือสิ่งแปลกปลอมเพราะหากอนุมูลอิสระหรือสิ่งแปลกปลอมสามารถเข้าสู่โครโมโซมของเราได้จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ (สารอนุมูลอิสระ เป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันและเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบของ ริ้วรอย แก่ก่อนวัย และโรคความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่หนักสุด คือ การก่อตัวเป็นเนื้อร้าย หรือ เซลล์มะเร็ง สาเหตุที่ทำให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นในร่างกาย ได้แก่ การขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิดของร่างกาย, รังสียูวี ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ สาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยอันควร, มลพิษต่างๆ  ควันรถ ควันบุหรี่ สารเคมีปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง, การรับประทานอาหารที่ผ่านการทอดด้วยอุณหภูมิสูง อาหารปิ้ง ย่าง และสารปรุงแต่งอาหารที่อันตราย, การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารเคมีอันตรายต่างๆ, ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย – ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม)

ร่างกายของคนเราประกอบขึ้นมาจากเซลหลายเซลมารวมกันทำให้เกิดเป็นอวัยวะ และอวัยวะมาประกอบรวมกันทำให้เกิดเป็นร่างกาย ถ้าเราจะเริ่มต้นดูแลร่างกายของเรา เราต้องเริ่มต้นดูแลที่เซลก่อนด้วยการปกป้องเซลของเราโดยต้องป้องกันไม่ให้ Telomere ของเราหดสั้นด้วยการเลือกกินอาหารดี อยู่ในอากาศที่ดี  ไม่เครียด เพราะถ้าเราไม่ดูแลเซลของเราปล่อยให้มีอนุมูลอิสระในร่างกายมาก Telomere ก็จะหดสั้นลง โครโมโซมของเราก็ถูกทำลาย ร่างกายของเราก็จะเจ็บป่วยและทรุดโทรมลง

การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีได้นอกจากจะต้องกินอาหารที่ดี อยู่ในสภาพอากาศที่ดีแล้ว ยังต้องมีการขับถ่ายที่ดีอีกด้วย เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ลำไส้! อาหารที่เรากินเข้าไปทางปาก แต่จะดูดซึมได้ในลำไส้ ในลำไส้มีวินไลน์ที่แนบติดกับผนังในลำไส้ ที่จะเป็นตัวอนุญาตให้สารอาหารดูดซึมเข้าไปในร่างกาย ถ้าเรากินอาหารไม่สะอาดหรือไขมันเยอะจะทำให้วินไลน์อักเสบเป็นแผล อักเสบ จนเป็นรอยเปิดแยก ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม ทำให้เกิดการดูดซึมทั้งของที่ดีและไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย จนเกิดเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ทำให้เกิดอาการท้องเสียง่าย ท้องผูกง่าย เจ็บป่วยได้ง่าย อาหารที่ทำให้วินไลน์อักเสบเช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด (หมายถึงอาหารที่หากินได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ส่วนใหญ่มีรสชาติที่อุดมไปด้วย หวาน มัน เค็ม– ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม) อาหารในร้านสะดวกซื้อที่สามารถเก็บได้นานหลายวัน

สุขภาพของเราคือต้นทุนชีวิตที่มีราคาแพงที่สุด คนสูงอายุจึงจำเป็นต้องกินอาหารดี โดยลดการกินสัตว์เนื้อแดงเพราะสัตว์ก่อนถูกฆ่าจะหลั่งสารความเครียดออกมาและใช้เวลาในการย่อยนาน ควรเปลี่ยนมากินไข่และปลาเพราะเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพที่ดีและย่อยง่ายสำหรับผู้สูงอายุ สูดอากาศดี และรู้จักพักผ่อนหย่อนใจ  เพื่อป้องกันโรคและความเสื่อมของร่างกาย

เราควรกินอาหารเช้าเพราะเป็นมื้อที่สำคัญ ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างคำกล่าวของฝรั่ง Breakfast like a king กินมื้อเช้าให้เหมือนพระราชา (ประโยคเต็มของคำกล่าวคือ  Breakfast like a king, lunch like a prince and dinner like a pauper. กินอาหารเช้าเหมือนพระราชา กินอาหารกลางวันเหมือนเจ้าชายหรือเศรษฐีและกินอาหารเย็นเหมือนยาจกคำพูดนี้เป็นคำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย โดยอุปมาว่าคนเราควรรับประทานอาหารเช้าให้เต็มที่ อาหารกลางวันปานกลาง และอาหารเย็นควรรับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุผลของเรื่องนี้ก็คือ ในเวลาเช้านั้น ร่างกายเพิ่งตื่นจากการนอนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ระดับกลูโคสในเลือดจะลดต่ำสุด (เนื่องจากไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายชั่วโมง) ร่างกายจึงต้องการสารอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มระดับกลูโคสในเลือด ทำให้สมองและร่างกายพร้อมต่อการทำงานในวันนั้น ส่วนอาหารกลางวันนั้นเป็นเติมสารอาหารที่พร่องไปจากการใช้งานในช่วงเช้า จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารมากเท่ากับช่วงเช้า ในขณะที่อาหารเย็นยิ่งต้องลดน้อยลงไปอีก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังจะพักผ่อนไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมาย จึงควรรับประทานอาหารเพียงแค่รองท้องเพื่อไม่ให้หิวในยามดึกเท่านั้น หากรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันเก็บไว้ใช้แทน และอาจจะทำให้ร่างกายเป็นโรคอ้วนด้วย – ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม)

อัตราการเสียชีวิตที่สูงที่สุดของผู้สูงอายุมาจากการหกล้ม คนสูงอายุจึงควรออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นได้ดี ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

การดูแลสุขภาพตัวเองป้องกันไม่ให้เกิดโรค ด้วยการเลือกกินอาหารมีคุณภาพดี ไม่กินไขมันทรานส์ มีมากในอาหารทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด)  มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การรักษามาก อย่างเช่น การผ่าตัดใส่ขดลวดเมื่อเกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาหลักแสน

การดูแลตัวเองควรเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้เจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยคิดจะดูแล

การที่สมาชิกในครอบครัวมีประวัติความเจ็บป่วยเหมือนกัน เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วเพราะมีวิถีชีวิตในสิ่งแวดล้อมคล้ายกัน กินอาหารคล้ายกัน เพราะฉะนั้นถ้าให้ลูกหลานของเรากินอาหารแบบเดียวกับที่เรากิน ลูกหลานเราก็จะป่วยด้วยโรคเดียวกับเรา ถ้าเรารู้ตัวและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนในครอบครัวได้ ก็จะลดความเจ็บป่วยรูปแบบเดียวกันในครอบครัวได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 160 เดือนกุมภาพันธ์ 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนธันวาคม 2560 รศ. นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน กระบวนการดูดซึมอาหารในร่างกายมนุษย์

จากภาพร่างกายของมนุษย์ กระบวนการการดูดซึมอาหารจะเริ่มต้นที่ปาก อาหารเมื่อผ่านปากก็จะเป็นฟัน การบดเคี้ยวอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก คนที่เป็นเบาหวานอาจารย์แนะนำให้กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด และค่อยๆ กลืน เนื่องจากในปากของเรามีต่อมน้ำลายซึ่งมีน้ำลายและน้ำย่อยที่สามารถย่อยสารอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลได้ เพราะฉะนั้นร่างกายเราจะสามารถดูดซึมน้ำตาลได้ตั้งแต่ที่กระพุ้งแก้มแล้ว จากนั้นอาหารจะไหลลงสู่หลอดอาหารลงมาที่กระเพาะ กระเพาะทำหน้าที่พักอาหารและย่อยอาหาร ในกระเพาะจะมีน้ำย่อยที่ย่อยอาหารให้ละเอียดเล็กลง จากนั้นก็เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งก็จะมีน้ำย่อยที่ไหลออกมาจากตับอ่อน มีตับและท่อน้ำดี ซึ่งท่อน้ำดีผลิตน้ำดีออกมาช่วยย่อยสลายไขมัน การที่ลำไส้ของเรายาวหลายฟุตก็เพื่อเป็นการดูดซึม ความเร็วของการเคลื่อนตัวของอาหารมีผลต่อระดับน้ำตาล ถ้าเรากินอาหารที่เคลื่อนตัวได้เร็ว ดูดซึมได้เร็ว น้ำตาลจะสูง แต่ถ้าการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ น้ำตาลก็จะขึ้นอย่างข้าๆ การที่น้ำตาลจะดูดซึมได้เร็วหรือช้าก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ถ้าเรากินอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนเยอะ กระบวนการย่อยก็จะช้าใช้เวลานาน ถ้าเรากินอาหารที่มีแป้งเยอะ ไขมันน้อย โปรตีนน้อย ก็จะดูดซึมเร็ว เช่น คนที่กินขนมปังขาว ก็จะหิวเร็ว น้ำตาลสูง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว  และเมื่ออาหารเคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ก็จะมีอาหารเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นกากอาหารซึ่งจะเริ่มมีการดูดซึมน้ำกลับเข้าไปใหม่และรวมตัวกันเป็นของแข็งจนมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลายก็จะกลายเป็นก้อนอุจจาระที่เราขับถ่ายออกมา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวกับโรคเบาหวานทั้งสิ้น

ส่วนอวัยวะที่ต้องเน้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานโดนตรงคือ “ตับอ่อน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ

ตับอ่อน

  1. สร้างเอนไซม์น้ำย่อย สำหรับย่อยสลายน้ำตาล, แป้งและโปรตีน
  2. สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานโดยตรง ในตับอ่อนมีต่อมที่เรียกว่า Islet of Langerhans – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    เป็นกลุ่มเซลเล็กๆ จำนวนมากmujกระจายเป็นกลุ่มเหมือนเกาะอยู่ทั่วไปในตับอ่อน ต่อมนี้จะมีเบต้าเซลที่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินเมื่อมีน้ำตาลในร่างกาย ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายของเรา  (ตามภาพตรงกลางคือเบต้าเซลล์ที่อยู่ตรงกลาง ขอบๆ คือแอลฟ่าเซลล์ที่สร้างกลูคากอน) คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 คือคนที่ไม่มีเบต้าเซล ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้หรือผลิตได้น้อยมาก คนเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิตถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ หรือปัจจุบันการรักษาสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

 

ฮอร์โมนอินซูลินหลังออกมาเวลาไหน?

น้ำตาลในร่างกายมาจากไหน? ฮอร์โมนอินซูลินหลั่งออกมาเวลาไหน? เมื่ออาหารลงไปในลำไส้ ลำไส้จะมีการดูดซึมน้ำตาลขึ้นมา ซึ่งน้ำตาลที่ถูกดูดซึมในลำไส้จะส่งสัญญาณไปที่ตับอ่อนว่าน้ำตาลกำลังจะสูงขึ้น ตับอ่อนมีหน้าที่ตรวจจับน้ำตาล เมื่อมีน้ำตาลในเลือดตับอ่อนก็จะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมา โดยอินซูลินและน้ำตาลจะทำงานร่วมกันโดยเก็บน้ำตาลไว้ที่ตับเป็นด่านแรก เพราะฉะนั้นถ้าตับเรามีปัญหาการควบคุมน้ำตาลก็จะมีปัญหา ตับเป็นอวัยวะที่เก็บน้ำตาลและปล่อยน้ำตาล ตับเป็นเหมือนโกดังขนาดใหญ่และทำหน้าที่เหมือนกับเป็นแก้มลิง เวลาที่เรากินอาหารได้น้ำตาลมา ตับก็เก็บเอาไว้ เวลาเราอดอาหาร ตับก็จะปล่อยน้ำตาลออกมาได้ด้วย

ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย

ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากเบต้าเซลไม่มี แล้วเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอะไร?

ร่างกายของคนเราทุกคนต้องเอาน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน แต่น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเซลของร่างกายได้เอง ต้องมีฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวนำพาให้น้ำตาลเข้าไปสู่เซล ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย ในปัจจุบันค้นพบว่าคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ เกิดจาก

  1. 1. อินซูลินที่ผลิตได้มีปริมาณลดลง ไม่ถึงกับหมดไป แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  2. อินซูลินที่ผลิตได้ออกฤทธิ์ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้ หรือที่เรียกว่าภาวะต้านอินซูลินหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ในคนธรรมดา อินซูลินปล่อยออกมาจากตับอ่อนทำหน้าที่ไขกุญแจเพื่อปล่อยให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานได้ คนธรรมดาจะมีอินซูลินที่เหมาะสมกับระดับน้ำตาลเราก็จะควบคุมระดับน้ำตาลให้ไม่สูงได้ มีน้ำตาลเยอะก็ปล่อยอินซูลินเยอะ มีน้ำตาลน้อยก็ปล่อยอินซูลินน้อย น้ำตาลจะถูกนำเอาไปใช้ได้หมด ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายไม่มีอินซูลิน ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอินซูลินทำงานไม่ได้เรียกว่าเป็นภาวะต้านอินซูลิน และเมื่อเป็นเบาหวานนานหลายคนก็จะมีภาวะของการผลิตอินซูลินได้น้อยลงอีกด้วย ทำให้คนที่เป็นเบาหวานมานานต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเพราะอินซูลินผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

คำถามจากสมาชิก : เบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือไม่?

คำตอบจากอาจารย์ :โรคเบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เพราะจากการติดตามคนที่เป็นเบาหวานพบว่าจะมีสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้อง หลายๆ คนในวงศ์ตระกูลเป็นเบาหวานด้วย แสดงว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเบาหวานชนิดที่ 2 มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแรงกว่าเบาหวานชนิดที่ 1  และถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ (ประมาณ 7-8%) แต่ในครอบครัวที่ไม่มีกรรมพันธุ์ ทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานได้ (เป็นโรคเบาหวานจากพฤติกรรมของเราเอง 10-20%)

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด การขึ้น-ลงจะขึ้นอยู่กับการกินอาหาร ประเภทของอาหารที่กิน ตับปล่อยน้ำตาลออกมาเยอะหรือไม่? ร่างกายของเราใช้น้ำตาลเยอะหรือเปล่า? เช่น น้ำตาลในช่วงกลางคืน ในขณะที่เรานอนอยู่ระดับน้ำตาลไม่ได้เกิดจากการกินแต่เกิดจากการที่ตับปล่อยน้ำตาลออกมา หลังจากตื่นนอนและกินข้าวเช้าแล้ว ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น สูงจากอาหารที่เรากิน แล้วระดับน้ำตาลก็จะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เรากินข้าวกลางวัน ระดับน้ำตาลจึงไม่เป็นเส้นตรงได้ทั้งวัน

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด

ระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นแค่ไหนขึ้นอยู่กับอะไร?  ขึ้นอยู่กับว่าเรากินแป้งในมื้อนั้นๆ เยอะแค่ไหน!

ระดับน้ำตาลในคนปกติ ก่อนอาหารจะไม่เกิน 100 มก./ดล. และหลังอาหารจะไม่เกิน 140 มก./ดล. คนที่เริ่มเป็นเบาหวานใหม่ๆ ระดับน้ำตาลหลังอาหารจะขึ้นมากว่า 140 มก./ดล.ให้เห็นก่อน คุณหมอจึงจะทำการตรวจสอบด้วยการให้กินน้ำหวาน หรือให้มาตรวจน้ำตาลโดยไม่ต้องงดอาหารการมาก่อน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานแน่ๆ แล้ว น้ำตาลหลังจากที่อดอาหาร 8 ชม.เกิน 126 มก./ดล.แล้ว ระดับน้ำตาลหลังอาหารอาจจะสูงได้ถึง 2-300 มก./ดล. เพราะฉะนั้นคนเป็นเบาหวานต้องรู้ว่า เจาะเลือดเจาะเวลาไหน การแปลผลเลือดจะได้แปลถูก และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

อาการของโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ (ค่าปกติจะอยู่ที่ 70 มก./ดล. และไม่เกิน 140 มก./ดล.) โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ สูงขึ้น จนเมื่อสูงถึง 180-200 มก./ดล.ไตก็จะเก็บน้ำตาลไม่ไหว ไตของคนเราเหมือนเขื่อนกั้นน้ำ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งก็จะล้น เมื่อระดับน้ำตาลสูงถึงจุดนี้ก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะ ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ รู้สึกเพลีย ผอมลง แม้น้ำตาลเราจะสูงแต่เราจะผอมลงเพราะเซลนำน้ำตาลไปใช้ในร่างกายไม่ได้ เมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหารหรือน้ำตาล ร่างกายก็จะผ่ายผอมลง

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

หลังจากการบรรยายภาพสไลด์ อาจารย์ได้เปิดวิดีโอที่เป็นการ์ตูนและวิดีโอเกี่ยวกับเบาหวานโดยได้อธิบายตามไปด้วย ในภาพหมวดหมู่อาหารหลักๆ ที่เรากินคือ หมวดข้าวแป้งและน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต  สุดท้ายจะถูกน้ำย่อยสลายกลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงสำหรับการดูดซึมคือ น้ำตาลเป็นน้ำตาลในเลือด ในหมวดนี้มีข้าว ขนมปัง ของหวาน นม และผลไม้, หมวดเนื้อสัตว์หรือโปรตีน จะถูกย่อยจากโปรตีนขนาดใหญ่ไปเป็นหน่วยเล็กลงเรียกว่ากรดอามิโนที่ใช้ในการดูดซึมของร่างกาย, และหมวดไขมัน

คำถามของสมาชิก :  การออกกำลังกายช่วยอะไร?

คำตอบของอาจารย์ : น้ำตาลที่ถูกดูดซึมไว้ใช้เป็นพลังงาน บางส่วนจะถูกเก็บเอาไว้ที่ตับ แต่เพราะตับเก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อก็เก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่ไขมัน ซึ่งไขมันเก็บได้ไม่จำกัด สามารถที่จะขยายตัวไปได้เรื่อยๆ ในรูปของไขมันไตรกลีเซอไรด์ การขยายตัวของไขมันได้ไม่จำกัดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่กินเยอะจึงอ้วน ทั้งตับ กล้ามเนื้อและไขมัน จะทำหน้าที่ได้เหมือนกันคือ เก็บกักน้ำตาลและปล่อยน้ำตาลที่เก็บไว้ออกมา การออกกำลังกายส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น กล้ามเนื้อขยายตัวมากขึ้น ทำให้เก็บและใช้น้ำตาลได้มากขึ้น  คำถามของสมาชิก : เมื่อออกกำลังกาย ร่างกายใช้น้ำตาลหรือไขมัน?

คำตอบของอาจารย์ : การออกกำลังกายจะช่วยคุมทั้งระดับน้ำตาลและไขมัน เมื่อเริ่มต้นเดินออกกำลัง ในช่วง 15 นาทีแรกร่างกายจะใช้น้ำตาลที่มาจากตับก่อน ในช่วง 15-30 นาทีร่างกายเริ่มใช้น้ำตาลจากกล้ามเนื้อ ในช่วง 30 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะดึงน้ำตาลมาใช้จากไขมัน ดังนั้นหากใครต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและลดไขมันจึงต้องใช้เวลาในการออกมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานที่เกิดจากระดับน้ำตาลที่สูง ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นภาวะที่ไม่ดี เพราะน้ำตาลจะไปจับกับเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นการเชื่อม น้ำตาลจะอยู่ในเลือด เลือดอยู่ในหลอดเลือด ด่านแรกที่ถูกเชื่อมก็คือหลอดเลือดของเราน้ำตาลจะไปเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ตา ไต เส้นประสาท เมื่อการเชื่อมนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน โครงสร้างของร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลอดเลือด หลอดเลือดเป็นอวัยวะที่ถูกเชื่อมแล้วแย่ ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบ ทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ตามัวเพราะหลอดเลือดตาเสียหาย ชาปลายมือปลายเท้า เกิดการตืดเชื้อบ่อยเพราะระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย น้ำตาลเป็นอาหารที่เชื้อโรคชอบ ผิวหนังและผมก็มีเลือดไปเลี้ยง คนที่เป็นเบาหวานแล้วน้ำตาลสูงก็จะมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานหรือคุมได้

ดวงตา เป็นอวัยวะเดียวที่สามารถมองเห็นหลอดเลือดได้ ทำให้คุณหมอสามารถมองเห็นได้ว่าหลอดเลือดของเรามีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง  หมอตาจึงเป็นคนที่สามารถสังเกตเห็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้รวดเร็วมาก หลอดเลือดฝอยที่มีเลือดออกในผู้ที่เป็นเบาหวาน หากปล่อยให้เลือดออกซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดพังผิดและพังผิดก็จะดึงจอประสาทตาให้หลุดลอก จะทำให้ตาบอดถาวร

ไต คนที่เป็นเบาหวานลงไตจึงมีโปรตีนรั่วออกมาทำให้เกิดภาวะฉี่เป็นฟอง ซึ่งนานวันเข้าก็จะเป็นโรคไตวาย

เส้นประสาทเสื่อมและตาย เส้นประสาทที่เสื่อมก็จะทำให้เราไม่มีความรู้สึกและเลือดก็มาเลี้ยงไม่ได้ จะมีอาการชาปลายเท้า ปลายมือ จนไม่มีความรู้สึก เป็นเหตุให้รูปเท้าผิดปกติหรือหากเส้นเลือดตีบจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงเป็นเหตุให้เนื้อตายต้องตัดนิ้วหรือตัดขาได้

คำถามของสมาชิก : ทำไมเวลาเป็นไข้แล้วน้ำตาลสูง?

คำตอบของอาจารย์ : เวลาเราไม่สบาย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย รวมถึงทำให้ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนกลูคากอน ฮอร์โมนคอร์ติซอล โกรทฮอร์โมน ที่ปกติมีผลให้ระดับน้ำตาลสูงทำงานผิดปกติไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกายในช่วงที่เราไม่สบายทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น เมื่อเราหายจากการเป็นไข้ ไม่สบาย ระดับฮอร์โมนต่างๆ ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 159 เดือนมกราคม 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า : “ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”

ศ.ดร.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียรบรรยายในช่วง “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ของชมรมเบาหวาน เดือนตุลาคม 2560 เรื่อง “ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”

อาจารย์ได้อธิบายถึงหัวข้อที่ได้รับมอบหมายมาบรรยายในวันนี้ อาจารย์จะแบ่งพูดเป็น 2 ส่วนคือ โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กับ การให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเพื่อเป็นการป้องกัน

การติดเชื้อในมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่าง คือ

  1. ตัวเราเอง (Host)
  2. เชื้อที่ก่อให้เกิดโรค และ
  3. การสัมผัสเชื้อโรค

ร่างกายของคนเราอ่อนแอได้ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลงจากการกินยากดภูมิ เป็นผู้สูงอายุ เป็นเด็กเล็ก(ในขวบปีแรกของเด็กเล็กยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี) วัยรุ่นจะเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันสร้างได้เต็มที่ เมื่อเป็นผู้สูงอายุภูมิคุ้มกันจะลดลงตามวัย เพราะฉะนั้นต่อให้เชื้อโรคไม่รุนแรงแต่ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ ก็สามารถที่จะทำให้ติดเชื้อได้ หรือถ้าเชื้อโรครุนแรงอย่างอีโบล่าหรือ SARS แม้จะอยู่ในวัยหนุ่มแข็งแรงแต่ถ้าไปสัมผัสก็ทำให้ติดเชื้อได้

ในองค์ประกอบทั้ง 3 อย่าง เราแก้ไขความรุนแรงของเชื้อโรคที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ที่จะต้องแก่ตามวัยเราแก้ไขไม่ได้ แต่มีวิธีการแก้อีกทางหนึ่งคือ การฉีดวัคซีน ซึ่งมีบทบาทคือสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น และการสัมผัสเชื้อโรค เราแก้ไขได้ด้วยการไม่สัมผัสโรค ไม่สัมผัสคนเป็นโรค ไม่ไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอยู่

การติดเชื้อในผู้สูงอายุในปัจจุบันเป็นปัญหาสังคม เป็นปัญหาทางการแพทย์ เพราะประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นภูมิคุ้มกันในต่อสู้กับเชื้อโรคในผู้สูงอายุจะลดต่ำลงตามธรรมชาติ รวมทั้งระบบกลไกในร่างกายของผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ระบบขับปัสสาวะไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิม ร่างกายไม่รับรู้หรือตอบสนองได้ดีเหมือนเดิม และผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีโรคเรื้อรังติดตัวมาด้วย เวลาติดเชื้อจึงรุนแรงแต่ความรู้สึกกลับไม่ชัดเจน และมักมีปัญหาเชื้อดื้อยาเยอะ รวมทั้งมีข้อจำกัดเยอะเนื่องจากการกินยาของโรค เพราะฉะนั้นในผู้สูงอายุเราต้องรู้ว่าการติดเชื้อนั้นป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และต้องไม่ไปอยู่ในพื้นที่ที่จะต้องสัมผัสโรค

การติดเชื้อแบ่งออกเป็น การติดเชื้อในโรงพยาบาลและการติดเชื้อนอกโรงพยาบาล การติดเชื้อนอกโรงพยาบาลที่สูงสุดคือ การติดเชื้อทางเดินหายใจ-ปอดบวม ซึ่งมักเกิดในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ แต่โอกาสของการเสียชีวิตเกิดในผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นปัญหาปอดบวมจึงเป็นปัญหาสำคัญ ปอดบวมเกิดขึ้นได้จากไข้หวัดใหญ่

วัคซีนคือสิ่งที่มนุษย์เตรียมขึ้นโดยการเอามาจากเชื้อจุลินทรีย์มาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง หรือเอาบางส่วนแล้วมาฉีดเข้าร่างกายคนทำให้เกิดภูมิป้องกันในร่างกายขึ้นมา วัคซีนจึงไม่ใช่ยา เพราะยาต้องฆ่าเชื้อ แต่วัคซีนคือเชื้อที่ทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาสู้กับเชื้อโรค)

องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนทำให้โรคบางโรคหายไปคือ smallpox โรคที่ 2 ที่กำลังจะหายไปจากโลกนี้คือ โปลิโอ และโรคที่ 3 คือ หัด วัคซีนสำหรับเด็กต้องถือว่ามีครอบคลุมโรคทุกโรคหมดแล้วจนสามารถหยุดการเกิดของโรคได้หลายโรค ดังนั้นวัคซีนในอนาคตจึงเป็นวัคซีนเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และคนท้อง   มีโรคหลายๆ โรคที่สามารถป้องกันได้สำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไข้หวัดใหญ่ มะเร็งปากมดลูก งูสวัด เนื่องจากในวัยเด็กที่เราเคยฉีดวัคซีนนั้นพอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ภูมิคุ้มกันเราตกลดลง อย่างวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ในเด็กเราป้องกันได้หมดแล้ว แต่ปัจจุบันเราพบว่าผู้ใหญ่เกิดบาดทะยักเพิ่มสูงขึ้น 6-70%  การฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิในผู้ใหญ่จึงจำเป็น และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่พบว่าสามารถลดการมาพบแพทย์ได้

การฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรฉีด 1.บาดทะยัก คอตีบ 2.ไข้หวัดใหญ่ 3.ป้องกันปอดบวม 4.ตับอักเสบบี (เฉพาะในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง) และวัคซีนทางเลือกอีกอย่างคือ วัคซีนงูสวัด

แต่วัคซีนที่สำคัญที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องฉีดเป็นประจำทุกปีคือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะคนกลุ่มนี้จะเวลาเป็นหวัดแล้วจะเกิดอาการติดเชื้อทางเดินหายใจและต้องนอนรพ.

ไข้หวัดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่มีชนิด A สายพันธ์ H1N1 และH3N2 และชนิด B สายพันธ์ยามากาตะ และวิคอตอเรีย ไข้หวัดใหญ่จะเกิดขึ้นทุกปีเป็นฤดูกาล ในอดีตฤดูแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่เมืองไทยคือ เดือนกรกฏาคม-สิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม (พีคใหญ่) แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม (พีคเล็ก) ด้วย ทำให้เมืองไทยมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2 ช่วง ในแต่ละปีการระบาดจะไม่เหมือนกัน เช่น ในปี 2009, 2013 ชนิด A สายพันธ์H1N1  ปี 2016 ชนิด B  ปี 2017 H3N2  เชื้อที่ค่อนข้างจะรุนแรงเมื่อเป็นแล้วต้องนอนโรงพยาบาลคือ ชนิด A H1N1สายพันธ์2009 และ H3N2  การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของทุกปีสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว จึงควรฉีดประมาณเดือนพฤษาคม-มิถุนายน-กรกฏาคม หรือ ตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม

ไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นมากใน 2 ช่วงอายุ อายุที่เป็นมากที่สุดคือในเด็ก แต่อาการจะไม่รุนแรง 3-5 วันหายได้เอง และรองลงมาในผู้สูงวัย ที่ตามมาคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน มะเร็ง ไตวาย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการกินยากดภูมิ ผู้ที่มีปัญหากับการหายใจต้องเจาะคอ และหญิงตั้งครรภ์ คนกลุ่มหลังนี้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงเวลาเกิดโรคจึงรุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตได้ การป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน และการดูแลเรื่องอนามัยส่วนบุคคลไม่ให้สัมผัสโรค

พีคปอดบวมในเมืองไทยตรงกับพีคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่มีส่วนทำให้เป็นปอดบวม ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่หมอกลัว เราจึงเน้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนคือการติดเชื้อ ปอดอักเสบ ปอดบวมที่จะทำให้เกิดเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

หลังจากเกิดการระบาดไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 ทำให้เกิดการตื่นตัวในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดฟรีแก่ ผู้ที่มีอาชีพแพทย์ หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว คนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมอง ผู้มีน้ำหนักเกิน 100 กก.หรือ BMI เกิน 35

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ แม้จะป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้เพียง 30-50% แต่การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อเป็นไข้หวัดใหญ่นี้นั้น เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ก็จะเป็นแต่ไม่รุนแรง เป็นแล้วไม่ต้องนอนซมหลายวัน และจุดประวงค์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุไม่ใช่เพื่อไม่ให้เป็นไข้หวัดใหญ่ แต่คนที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วนั้น สามารถลดอุบัติการณ์การไปโรงพยาบาลได้มากถึง 75% และลดการที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลได้มากถึง 67% และลดการเป็นปอดบวมได้ถึง 97% และมีการศึกษาว่าลดอาการเส้นเลือดอุดตันในสมอง(Stroke) และลดอาการเจ็บหน้าอกของผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญของผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 157 เดือนพฤศจิกายน 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : สัมภาษณ์ปูชนียบุคคลของชมรมเบาหวานโดย รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของชมรมเบาหวาน สัมภาษณ์คุณสัญญา เมฆสุวรรณ และคุณอุไร พันธุมโพธิ์ ปูชนียบุคคลของชมรม

อาจารย์สมพงษ์กล่าวว่าตำราเรียนที่ดีที่สุดของแพทย์คือ ประสบการณ์ของผู้ป่วย วันนี้อาจารย์จึงขอทำการสัมภาษณ์ปูชนียบุคคลของชมรมเบาหวานที่อาจารย์ให้ความนับถือ ท่านแรกคือ คุณสัญญา เมฆสุวรรณ ซึ่งเป็นคนร่วมก่อตั้งชมรมเบาหวานของรพ.จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรก และท่านที่สองคือ คุณอุไร พันธุมโพธิ์ ที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีกราฟระดับน้ำตาลไม่เคยพุ่งขึ้นสูงเลย อาจารย์ขอสัมภาษณ์เพื่อที่จะได้เป็นการแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนสมาชิกถึงการก่อตั้งชมรม และวิธีการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุยังไงให้แข็งแรงและสุขภาพดี

คุณสัญญาได้เล่าถึงอดีตเมื่อ 20 ปีที่ได้เข้าค่ายเบาหวานเป็นครั้งที่ 5  แล้วอาจารย์สมพงษ์ได้บอกข่าวดีกับทุกคนถึงเรื่องการก่อตั้งชมรมเบาหวาน เพราะทุกครั้งที่กลับจากค่ายเบาหวานต่างก็กระจัดกระจายกันไป ไม่มีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือความคิดเห็น ระหว่างกันเลย การมีชมรมทำให้พวกเราได้รวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราเริ่มต้นจากศูนย์โดยคณะกรรมการชุดแรกล้วนมีแนวคิดตรงกันว่าเราจะทำอะไรเพื่อชมรมเบาหวานของเราได้บ้าง ที่อยากจะกล่าวถึงคือ อาจารย์ปรียา ศิริปิ่นเพ็ชร เป็นหนึ่งในกรรมการรุ่นแรกที่ทำงานอย่างแข็งขันแต่ปัจจุบันท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว และอีกท่านที่ร่วมเหนื่อยกันมาตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันก็ยังทำหน้าที่มาตลอด 20 ปีคือ อาจารย์พันธ์ทิพย์ ไชยสังข์ ที่มีหน้าที่ประสานงานระหว่างโรงพยาบาลกับชมรม และตำแหน่งในปัจจุบันคือเหรัญญิกของชมรม ส่วนตัวคุณสัญญาได้ทำหน้าที่ออกแบบโลโก้ของชมรม โดยมีรูปกาชาดอยู่กึ่งกลางของประกายดาวที่เป็นรูปของศิลปะไทย มีความหมายถึงความต้องการให้ชมรมของเราไปสู่ดวงดาว ซึ่งก็คือความเป็นเลิศของชมรม ซึ่งเราได้ทำสำเร็จแล้ว

คุณอุไร อายุ 89 ปี 8 เดือน เป็นเบาหวานมา 37 ปีแล้ว เดิมเป็นอาจารย์และ 9 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณได้มาทำงานที่วิเทศสัมพันธ์ สภากาชาดไทย โดยส่วนตัวมีความสนใจที่จะเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลต่างๆ ที่จัดขึ้นในกรมกองต่างๆ เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและครอบครัว ซึ่งปัจจุบันก็ได้นำความรู้มาดูแลสามีที่ป่วยนอนติดเตียงมา 4 ปีแล้ว การมาเป็นสมาชิกที่ชมรมเบาหวาน ทำให้รู้ว่าชมรมนี้มีพลังแม่เหล็กที่ดึงดูดให้มาเป็นประจำ เพราะการเดินทางมาร่วมกิจกรรมเสวนานอกจากจะได้ความรู้ในด้านต่างๆ แล้วยังทำให้ตัวเองได้เคลื่อนไหวออกจากบ้าน ต้องแต่งตัว ต้องคิดวางแผนที่จะเดินทางมาขึ้นรถ ซึ่งนับเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีค่า มาชมรมแล้วรู้สึกเบิกบาน มาแล้วทำให้รู้จักโรคเบาหวานอย่างถูกต้องจากที่เมื่อก่อนรู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ

คุณสัญญา เห็นชมรมเบาหวานก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา สมดังที่ปรารถนาว่าอยากจะเห็นชมรมของเราจะเดินถึงดวงดาวแม้หนทางจะอยู่ไกลและยากลำบากก็ตาม ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกก็ได้พัฒนาตามเทคโนโลยีทันด้วยการมีไลน์กลุ่มของชมรมเบาหวาน ทั้งแบบวิชาการที่ตั้งโดยอ.พิสนธ์เพื่อให้สมาชิกชมรมเบาหวานถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยา เรื่องโรค ทั้งแบบเป็นกลุ่มที่เอาไว้คุยทักทายกันตามอัธยาศัย รวมถึงเรายังคงมีจดหมายข่าวของชมรม ที่แจ้งข่าวสารการเคลื่อนไหวของชมรมตลอดเวลา และหากสมาชิกท่านใดที่พลาดการเสวนาประจำเดือน ในจดหมายข่าวของเราก็ยังมีการบอกเล่าเรื่องราวความรู้ของงานเสวนาที่ผ่านมาอีกด้วย

อาจารย์สมพงษ์ กล่าวชื่นชมความสามารถของคุณสัญญาที่แม้จะอยู่ในวัย 80 แต่ยังคงความสามารถในการแต่งกลอนและเพลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งคุณสัญญาได้แต่งเพลงให้กับชมรมเป็นจำนวนหลายเพลงอีกด้วย

และได้กล่าวชื่นชมคุณอุไรว่า เป็นคนมีวินัย ทุกครั้งที่ไปค่ายเบาหวานคุณอุไรจะชนะการประกวดผลน้ำตาลในค่ายเสมอ

คุณอุไรบอกเคล็ดลับในการดูแลตัวเองว่า การมาฟังเสวนาทำให้มีความรู้ และความรู้ของการเสวนาทุกครั้งก็เป็นความรู้ใหม่ที่ทันสมัย ชวนให้มาติดตามทุกครั้ง ด้วยความอยากรู้ว่าจะทำยังไงให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นภาระของคนอื่น เรื่องอาหารการกิน ก็เป็นคนกินของหวานแต่เรื่องสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการมาฟังเสวนาที่ชมรมคือ หลักโภชนาการ ทำให้รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกิน สิ่งที่กินได้ควรกินแค่ไหนถึงจะพอดี แล้วทุกครั้งที่มาหาหมอ คุณอุไรมาด้วยความศรัทธาในตัวหมอที่รักษา เมื่อหมอให้คำแนะนำอะไรมาก็จะปฏิบัติตาม แต่ถ้าสงสัยก็จะถามเพื่อความเข้าใจก่อนปฏิบัติ เมื่อหมอนัดก็จะไปตามนัดอย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง กินยาครบตามเวลาที่คุณหมอให้มา ทำงานบ้านเป็นประจำ ออกกำลังกายทุกวัน ใช้เวลาในชีวิต 24 ชม.ให้มากกว่า 24 ชม.ตลอดเวลา

คุณศุภะลักษณ์ประธานชมรมตั้งคำถามว่า การมีชมรมช่วยอะไร หรือให้ประโยชน์อะไรกับสมาชิกได้บ้าง?

คุณสัญญา ช่วยให้เรามีชีวิตยืนยาว ปลอดจากโรคแทรกซ้อนได้ ถ้าเราเชื่อคำแนะนำของหมอ และเรามีเพื่อนที่เราแบ่งปันสิ่งต่างๆ ได้เหมือนสมาชิกในครอบครัว

คุณอุไร ได้หลักธรรมะจากอาจารย์หมอคือ ได้รู้กิเลส คือ ความอยากกิน ถ้าเราคุมกิเลสความอยากกินนี้ได้ การควบคุมรักษาเบาหวานก็จะทำได้ง่ายขึ้น การควบคุมสติได้ เราก็จะรู้จักระมัดระวังตัว แต่การคุมสตินี้ต้องทำอย่างไม่เคร่งเครียดเพราะจะทำให้เกินผลร้ายกับตัวเอง การคลายเครียดสามารถทำได้โดยชื่นชมต้นไม้ ดอกไม้ เสียงดนตรี หาเพื่อนที่รู้ใจพูดคุย การไปค่ายเบาหวานทำให้รู้ทันกิเลสของตัวเอง ถ้าคุมสติได้ก็จะได้ อารมณ์ดี ออกกำลังกายได้ คุณอุไรไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่ยาวนาน แต่อยากให้การมีชีวิตอยู่สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของใคร สุขภาพของเราจะดีได้ เราต้องเป็นคนลงมือทำเอง

อาจารย์สมพงษ์กล่าวในตอนท้ายว่า ชมรมเบาหวานของเราเริ่มต้นมาจากการจัดค่ายเบาหวาน พอเราจัดค่ายเบาหวานได้ครบ 5 ค่ายก็สามารถรวบรวมสมาชิกได้ 100 กว่าคน ครั้งแรกที่จัดค่ายอาจารย์ถูกปรามาสว่าการจัดค่ายให้กับผู้สูงอายุจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร? แต่ทุกคนก็ทำให้เห็นว่า คำสุภาษิตที่บอกว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ไม่เป็นความจริง สมาชิกทุกคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม้ยิ่งแก่ยิ่งดี ยิ่งเก๋า ยิ่งมีประสบการณ์ ไม้แก่ต้องค่อยๆ ดัด แต่ยิ่งดัดยิ่งสวย

สิ่งที่ชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ทำมาโดยตลอดคือ ได้สร้างสิ่งดีงามให้กับสถาบันแห่งนี้  และอยากให้ทุกคนช่วยกันต่อไปเพื่อเป็นแรงให้เกิดชมรมเบาหวานขึ้นในที่ต่างๆ กระจายเป็นวงกว้างออกไป เพราะยังมีคนเป็นเบาหวานอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจว่า โรคเบาหวานคืออะไร เขารู้แต่ว่าเป็นเบาหวาน มาหาหมอ เจาะเลือด ปรับยา แล้วกลับไปบ้าน แล้วก็ทำให้คนไข้เบาหวานจำนวนมากในบั้นปลายต้องล้างไต ต้องตัดขา การกระจายสิ่งเรามี ที่เราโชคดีที่เป็นเบาหวานแล้วมีความรู้ เราต้องสนับสนุนคนอื่นๆ  เพื่อขยายชมรมเบาหวานให้กระจายไปในวงกว้าง อย่างที่ประธานชมรมของเราทำอยู่ร่วมกับสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะจัดตั้งเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมเบาหวานทั่วประเทศ  โดยมีชมรมเบาหวานของเราเป็นต้นแบบของชมรมเบาหวานอื่นๆ ในประเทศไทย

สมาชิกชมรมรู้สึกเหมือนอย่างที่ลักข์รู้สึกไหมคะว่า ถ้าทีมบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโรคเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ได้มีหัวใจดวงเดียวกัน ชมรมเบาหวานของเราก็คงจะไม่สามารถถือกำเนิดเกิดขึ้น และเติบโตอย่างสง่างามเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้?

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 15ุ7 เดือนพฤศจิกายน 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : เรื่อง “การรู้จักตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต”

 

อ.นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร บรรยายหัวข้อเรื่อง “การรู้จักตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต” ให้กับชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อาจารย์ได้แนะนำตัวเองว่าเป็นแพทย์โดยจบสาขาจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นี้เอง และได้ไปเรียนต่อทางด้านพันธุกรรมสารเสพติดที่สหรัฐอเมริกา โดยระหว่างนั้นก็ได้ศึกษาแพทย์ทางเลือกของทางตะวันออกคือการฝังเข็ม และได้เคยนำวิธีการฝังเข็มไปฝังให้เพื่อนฝรั่งที่มีอาการแพ้ท้อง โดยเพื่อนได้บอกว่าหลังจากฝังเข็มแล้วอาการแพ้ท้องดีขึ้น แล้วได้ตั้งข้อสงสัยว่าการฝังเข็มมีพลังทำให้หายจากอาการแพ้ท้องได้จริงหรือ? ซึ่งอาจารย์ได้อธิบายว่าไม่ใช่เข็มที่เก่งหรือมีพลัง แต่เป็นเจ้าตัวเองที่เก่งเพราะในขณะที่เข็มกำลังจะฝัง จิตจะไปอยู่ที่เข็ม และจิตก็จะปล่อยวางตามเส้นลมปราณที่เข็มวางอยู่ เพียงเท่านั้นการรักษาก็เข้าสู่อวัยวะภายในได้แล้ว สิ่งนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของจิตและกายที่มีปฏิสัมพันธ์กันอยู่

หลังจากที่อาจารย์เรียนจบกลับมาก็มาทำงานอยู่ในแผนกศูนย์ชีวาภิบาล ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายของชีวิต การเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับความตายไม่ใช่เรื่องน่าหดหู่เพราะการตายดีคือการเกิดใหม่ดี ถ้าเราเตรียมตัวตายให้ดีก็คือการเตรียมตัวเพื่อการเกิดใหม่ที่ดี หรือเพื่อไม่เกิดก็ได้แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคน

เคสผุ้ป่วยในโรงพยาบาลที่อาจารย์ดูแลอยู่มี 4 เคสคือ เคสตายได้ ตายดื้อ ตายด่วน และตายทั้งเป็น อีกเคสพิเศษคือ ตายดี ซึ่งหลายครั้งคนที่ตายดีก็ไม่ได้ป่วยตาย หรือถ้าป่วยก็ไม่ทุกข์ สามารถที่จะอยู่กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่มีจนหมดลมหายใจ

โรคเรื้อรังพื้นฐานที่เรียกว่าโรค 3 สหายคือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน ซึ่งโรคทั้ง 3 นี้สามารถดูแลได้ด้วย อาหาร อากาศ และอารมณ์ด้วยการพักผ่อน และออกกำลังกายที่เหมาะสม

พันธุกกรมคือ กรรมเก่าที่พ่อแม่ให้มาอย่างละครึ่ง แต่อาหาร ข้าวสุกและขนมสดทำให้เราเติบโต เราทุกคนมีกรรมเก่าเป็นตัวขับเคลื่อน มีกรรมใหม่เป็นตัวสะสมจะอ้วนหรือผอม

กฎธรรมชาติคือ เป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ กฎตามดินน้ำลมไฟ ภูมิอากาศต่างๆ เรียกว่าอุตุนิยาม กฎของการสืบพันธุ์ดำรงการสืบต่อเรียกว่าพีชนิยาม กรรมนิยามคือกระบวนการให้ผลของการกระทำของมนุษย์หรือของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าทำอะไรจะไม่มีวันหายไป เป็นพลังงานที่เดี๋ยวก็จะสะท้อนกลับมา กรรมนิยามเป็นกฎอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ การเป็นเหตุเป็นผล

ธรรมชาติในจักรวาลสามารถแบ่งได้เป็นหยินและหยางซึ่งเป็นลักษณะ 2 ประการที่หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกัน เกื้อหนุนกัน แข่งขันกัน หรือจะทำลายกันก็ได้ เช่น กลางวันกับกลางคืนหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันตลอด กลางวันเป็นหยางเพราะสว่างและมีอุณหภูมิสูงกว่า กลางคืนเป็นหยิน นิ่ง สงบ เย็นกว่า สมองของเรา คนที่ถนัดภาษาและการจดจำรายละเอียดเป็นหยิน คนที่ชอบศิลปะและความเข้าใจ ไม่เอารายละเอียดเยอะเป็นหยาง ผู้หญิงอยู่กับที่ ทำงานในบ้านเป็นหยิน ผู้ชายเคลื่อนไหว ทำงานนอกบ้านเป็นหยาง

เราสามารถเปรียบเทียบหยินหยางได้ในสภาวะใดหนึ่งในชั่วขณะใดหนึ่ง เช่น น้ำเปล่า 1 แก้ว กับน้ำเปล่าใส่น้ำแข็ง น้ำเปล่าใส่น้ำแข็งมีความเป็นหยินเพราะเย็นกว่า โมเลกุลของน้ำเคลื่อนไหวน้อยกว่า น้ำอีกแก้วเป็นหยาง โมเลกุลเคลื่อนไหวเร็วกว่า สมาชิกชมรมฯที่นั่งฟังอยู่เป็นหยิน อาจารย์ที่กำลังพูดอยู่เป็นหยาง คนนั่งกับคนยืน คนนั่งเป็นหยิน คนยืนเป็นหยาง คนยืนกับคนเดิน คนยืนเป็นหยิน คนเดินเป็นหยาง คนนอนกับคนนั่ง คนนอนเป็นหยิน คนนั่งเป็นหยาง

อิริยาบถทั้ง 4 นอน นั่ง ยืน เดิน นี้ถ้าแบ่งเป็นคู่ คู่ที่เป็นหยินคือ นอนนั่ง คู่ที่เป็นหยางคือ ยืนเดิน ปรัชญาขงจื๊อบอกว่า มีหยินในหยินคืออิริยาบถนอน มีหยางในหยินคืออิริยาบถนั่ง  อิริยาบถยืนคือหยินในหยาง และอิริยาบถเดินคือหยางในหยาง ในดิน น้ำ ลม ไฟ อิริยาบถนอน เป็นดิน นั่งเป็นน้ำ ยืนเป็นลม เริ่มเดิน วิ่งได้เป็นไฟ แล้วก็กลับมายืนใหม่ กว่าจะประคองตัวยืนได้เป็นลม นั่งเป็นน้ำ นอนติดเตียงเป็นดิน และตายจากกลับสู่ดิน จากดินสู่ดินครบ 1 รอบชีวิต นี่คือปรัชญาของดิน น้ำ ลม ไฟ

หยินคือคนชอบความรู้ เป็นพหูสูต ชอบจด ชอบจำ แต่อาจจะไม่เข้าใจ หยางคือคนที่เน้นความเข้าใจ ไม่ต้องจด แต่เข้าใจอย่างเดียวโดยไม่มีความรู้ไม่ได้ สมองซีกซ้ายเป็นหยินมักใช้ความจำ ภาษา พิทักษ์สิทธิ์ มีเมตตาสูงให้หมด พูดเก่ง เน้นรูปธรรม ชอบความท้าทายต้องชนะให้ได้ เน้นรายละเอียด สมองซีกขวาเป็นหยาง เน้นเสรีภาพ ไม่รุกล้ำผู้อื่น รักษาศีล ให้เฉพาะคนที่เดือดร้อน พูดน้อยทำเต็มที่ เน้นนามธรรม เวลามีปัญหามองเป็นโอกาสชนะก็ได้ไม่ชนะก็ได้ การฝึกมองโลกเป็นทั้ง 2 ด้าน (หยิน-หยาง) จะมองโลกได้ครบทั้งใบ

เป้าหมายในชีวิต คนที่อยากร่ำรวย, ดูดี เป็นหยิน เพราะจับต้องได้ คนที่อยากฉลาด เป็นอมตะ เป็นหยาง คนรวยคือคนที่ให้ผู้อื่นได้โดยไม่ติดค้างหรือหวังสิ่งตอบแทน แต่คนที่ให้คนอื่นไม่ได้หรือคาดหวังสิ่งตอบแทนถือว่ายังจนอยู่ เวลาค่ามากโดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาเหลือไม่มาก

ความปรารถนาสูงสุดก่อนตาย มีคนบอกว่าอยากมีคนรักรายล้อม, อยากมีสติรู้ตัว สามสารสื่อสารได้ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทรมาน, บางคนบอกกลัวเป็นภาระของครอบครัวญาติพี่น้อง, กลัวค่ารักษาพยาบาล, กลัวเจ็บปวดทรมาน, แต่ถ้าเราตายได้ก่อนตาย ความกลัวต่างๆ จะเป็นเพียงแค่การศึกษา การสังเกต ไม่ต้องทุกข์กับความรู้สึกเหล่านี้เลย

การยอมรับความตายจะตามมาหลังจากที่ความกลัวเราลดลง จะยอมรับอย่างไม่ผลักไส ไม่เจ็บปวดไปกับความตาย เคยมีงานวิจัยถามคนที่จะมีชีวิตต่อไปได้อีก 6 เดือน สิ่งที่คนตอบมากที่สุดตามลำดับคือ ฉันอยากอยู่กับคนที่ฉันรัก, ฉันอยากไปเที่ยว, ฉันอยากจะเติมเต็มชีวิต, ฉันอยากใช้ชีวิตให้สนุกสนาน, ฉันจะหยุดงาน, ฉันจะกิน เที่ยว มีความสุขตามที่ต้องการ, ฉันอยากใช้ชีวิตตามปกติ, ฉันอยากเข้าวัดหรืออ่านคัมภีร์มากขึ้น, ฉันอยากอยู่กับบ้าน, ฉันอยากใช้เงินที่มีเพื่อสังคมให้เกิดประโยชน์ ให้เราถามตัวเองว่าถ้าเราเหลือชีวิตอีกเพียง 6 เดือน เราอยากทำอะไร ซึ่งเป็นการยอมรับความจริง

กำลังใจในชีวิตมี 4 ระดับ ระดับแรกคือ ครอบครัวเป็นกำลังใจขั้นต้นที่สำคัญมาก เป็นกำลังใจทีเกิดมาก็มีอยู่แล้วขอเพียงแค่อย่าทะเลาะกัน เรียกว่าเราต้องรักกันในแบบที่กรรมเก่าให้มา กำลังใจระดับที่สองคือ เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน การมีเพื่อนทำให้มีพลัง กำลังใจระดับ 3 คือ ความเชื่อมั่นในความดีงามของตัวเอง หรือเชื่อมั่นในความดีของคนที่เรารักและศรัทธา กำลังใจระดับ 4 คือ การอยู่กับปัจจุบัน รู้ตัวทั่วพร้อม  ไม่ยึดอดีต

ตอนที่ได้สัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับชีวิตว่าอะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิต 70% ตอบว่าครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก เมื่อไปสัมภาษณ์คนที่ใกล้ตาย อะไรที่เสียดายที่สุด การได้ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารักน้อยเกินไป คนเรามักใช้เวลาไปกับงาน การหาเงิน และเทคโนโลยี จึงขออยากฝากไว้ให้ทุกคนใช้เวลากับปัจจุบันให้ได้ ให้ดีที่สุด ให้มีค่าที่สุด

ฝากแง่คิดของพระอาจารย์ประสงค์เอาไว้ ฉันต้องการความสุข ถ้าฉันต้องการความสุขที่ใหญ่ ความสุขจะเล็กลง ถ้าฉันต้องการมันเล็ก ความสุขจะใหญ่ขึ้นมาเอง พร้อมกับให้พร 3 ประการ ขอให้ไม่มีอนาคต คือ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ขอให้หมดเนื้อหมดตัว คือ ขอให้ละความยึดมั่นถือมั่นได้ ขออย่าได้ผุดได้เกิด คือ ขอให้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 156 เดือนตุลาคม 2560