ลักข์ฟังมาเล่า โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

อาการหลงลืมที่จะถูกจัดว่าเป็นปัญหาความจำในผู้สูงอายุก็ต่อเมือ ความจำที่หลงลืมไปนั้นมีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลืมไปว่าได้กินข้าวไปแล้วหรือยังซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะของโรคสมองเสื่อม

ภาวะโรคสมองเสื่อม (Dementia) เป็นกลุ่มอาหารที่แสดงถึงความเสื่อมหรืถดถอยของการทำงานของสมอง การรู้คิด (cognition) และ เชาว์ปัญญา เป็นความผิดปกติในส่วนของความจำ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ อารมณ์ปรวนแปร และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรม และการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการดูแลตนเองและหน้าที่การงาน

การรู้คิด (Cognition) หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ

  1. สมาธิ
  2. ความสามารถในการบริหารจัดการ การตัดสินใจ
  3. การเรียนรู้และความจำ
  4. ภาษา
  5. ความสามารถด้านการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ เช่น เรื่องของทิศทาง การมองภาพ 3 มิติ
  6. ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว

ตัวอย่างของการรู้คิด ในขณะที่สมาชิกชมรมฯ ฟังอาจารย์พูดมีสิ่งเร้าคือ ภาพที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน ถ้าเราไม่มีสมาธิ เราก็จะไม่ได้ยินเสียง หรือเห็นภาพก็ไม่จดจำ แต่ถ้าเรามีสมาธิเราจะตอบสนองด้วยการฟังภาษาแล้วเข้าใจ จากนั้นก็จะสามารถจดจำระยะสั้นได้ แต่หากต้องการให้สมองเก็บเป็นความทรงจำระยะยาวสมองก็ต้องมีกระบวนการหรือวิธีในการจัดการ เช่น ด้วยการจดบันทึก ซึ่งเราต้องมีความสามารถทางด้านการจัดการด้วย เพราะฉะนั่นอาจจะสรุปได้สั้นๆ ว่าการรู้คิด คือ การจัดการกับข้อมูล

ปัญหาความจำเสื่อมและสมองเสื่อม

คนสูงอายุปกติ จะมีภาวะของการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน

คนที่มีภาวะสมองเสื่อม ภาวะของการรู้คิดมีปัญหา มีผลต่อชีวิตประจำวันจนไม่สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่และกิจวัตรได้

การประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living ADL)

ความสามารถขั้นพื้นฐาน (Basic ADL) กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ

ความสามารถที่ซับซ้อน (Instrumental  ADL) การเดินทาง ไปจ่ายตลาด ทำอาหาร กินยา การเงิน งานบ้าน

ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะไม่สามารถดูแลเรื่องความสามารถขั้นพื้นฐานของตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแล

กลุ่มอาการของสมองเสื่อม

  1. โรคอัลไซเมอร์
  2. โรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  3. โรคสมองเสื่อมชนิดลิววี่ บอร์ดี้
  4. โรคสมองเสื่อมจากการดื่มสุรา
  5. เนื้องอกในสมอง
  6. อุบัติเหตุ โรคพาร์กินสัน

การดำเนินของโรคสมองเสื่อมจะเริ่มต้นตั้งอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ระยะเวลาหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว 2-16 ปี สาเหตุการตายจะมาจากการติดเชื้อ ปอดบวม ขาดสารอาหาร ขาดน้ำ เพราะการนอนติดเตียง

ระยะต่างๆ ของโรค

  1. ระยะเริ่มต้น จะมีภาวะหลงลืม หลงทิศทาง อารมณ์แปรปรวน
  2. ระยะรุนแรงปานกลาง ความจำเสื่อม เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ อารมณ์เศร้า มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม มีอาการหลงผิด มีภาวะประสาทหลอน บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  3. ระยะรุนแรงมาก จะมีปัญหาทางด้านภาษาการสื่อสาร การขับถ่าย ระดับการรับรู้สติ และการเคลื่อนไหว

ยาที่ใช้บำบัดรักษา

  1. ยาปรับเพิ่มความจำ
  2. ยาจิตเวช รักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ ยารักษาอาการหลงผิด หวาดระแวง ยาปรับอารมณ์ก้าวร้าว
  3. ยาลดไขมัน statin
  4. ยารักษาปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด

กลยุทธการป้องกันภาวะสมองเสื่อม คือ การจัดกิจกรรมกระตุ้นสมองด้วยการเล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอก่อนวัยสูงอายุ การไม่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด(แอลกอฮอล์ บุหรี่) และระวังอุบัติเหตุทางสมอง การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยถือหลักกินให้สมดุล กินได้ทุกอย่างในปริมาณน้อย และควรหลีกเลี่ยงการกินไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงเรื่องเครียดหรือหากมีภาวะเครียดหรือซึมเศร้าต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษา นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้อุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมลดลง และลดช่วงระยะเวลาที่มีอาการสมองเสื่อมให้เกิดขึ้นช้าลงได้ และยังไม่มีอาหาร อาหารเสริม สารอาหารใดในโลกนี้ที่ป้องกันโรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ได้ มีเงินแล้วจะซื้ออาหารเสริมหรือ Vitamin ต่างๆ กินก็ได้แต่ต้องรู้ว่าเป็นยาขายฝันไม่สามารถรักษาโรคได้ตามที่โฆษณาและในอาหารเสริมประเภท Vitamin E พบว่าการกินในปริมาณที่มากเกินไปทำให้เสียชีวิตจากโรคหัวใจได้

ลักข์ฟังมาเล่า ยาเม็ดลดน้ำตาล

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน นพ.ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

“จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับอาจารย์ปฏิณัฐ อาจารย์จึงเตรียมความพร้อมมาอย่างดีสำหรับสมาชิกชมรมฯ ด้วยการบรรยาย  30 นาทีและให้เวลาสมาชิกชมรมฯ ได้ถามเป็นเวลาถึง 1 ชม.

ในช่วงถาม-ตอบ มีคำตอบของอาจารย์ที่เป็นเรื่องสำคัญในเรื่องเวลาของการกินยา อาจารย์บอกว่าเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกินยาคือ “เวลาที่ไม่ลืมกิน”

หมอจะไม่แนะนำให้ใช้ยาเม็ดเมื่อ

  1. เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้แล้ว ไม่สามารถกินยาได้จำเป็นต้องใช้ยาฉีดเท่านั้น
  2. เจ็บป่วยหนัก
  3. หญิงตั้งครรภ์ (ในประเทศสหรัฐอเมริกาห้ามใช้ยาเม็ดเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด ต้องใช้อินซูลินเท่านั้น)
  4. มีโรคตับแข็ง หรือไตวาย

ยาเม็ดลดน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวานมีทั้งหมด  7 กลุ่ม และไม่มียากลุ่มไหนใน 7 กลุ่มนี้ที่จะทำให้ไตวายได้เลย การไม่กินยาแล้วปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงต่างหากที่จะทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยและไตวายได้ และผู้ที่มีภาวะไตวายแล้วยาเม็ดจะไม่เหมาะอีกต่อไปเพราะยาเม็ดต้องมีการขับออกทางปัสสาวะด้วย ซึ่งถ้าขับออกมาไม่ได้ก็จะทำให้เลือดเป็นกรดได้

ยากลุ่มที่ 1 Metformin 500 mg 850 mg เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเบาหวานทั่วโลกแนะนำ มีชื่อเล่นว่า ยาเบื่อข้าว จึงเป็นยาที่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก แต่ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ผอมเพราะจะทำให้กินข้าวไม่ลง ปริมาณสูงสุดที่กินได้ต่อวันคือ 3,000 มก. สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไตทำงานได้ 60% กินได้ไม่เกิน 2,000 มก. หากไตทำงานได้ 45% ไม่เกิน 1,000 มก.ต่อวัน

ยากลุ่มที่ 2 Chiorpropamide (Diabiness), Minidiab, Glibenclamide(Daonil), Dioazide, Gliclazide(Diamicron) 30 mg MR, 60 mg MR, 80 mg, Glimepiride(Amaryl) 1 mg, 2 mg, 3 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร 30  นาที  ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งอินซูลิน มีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ ถ้าหากมีภาวะกินไม่ลงหรือกินผิดเวลาจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้จึงไม่เป็นที่นิยมแล้วในปัจจุบัน

ยากลุ่มที่ 3 Repaglinide (Novonorm) 0.5 mg 1 mg 2 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร  15 นาที ยาตัวนี้จะหมดฤทธิ์ภายใน 3-4 ชม. ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุที่กินข้าวไม่แน่นอน สามารถปรับการกินยาเพิ่มได้หากกินได้เยอะ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะตับไม่ดี แต่ผู้ป่วยไตวายใช้ได้

ยากลุ่มที่ 4 Pioglitazone (Actos) ยากลุ่มนี้จะดึงเกลือกลับเข้าสู่ร่างกายห้เกิดภาวะหัวใจวายได้ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการดูดน้ำและเกลือกลับทางไตและเพิ่มไขมันที่ผิวหนัง ขนาดยา 30 มก./วัน จะลดระดับน้ำตาลได้ 70-80% ของขนาด ไม่แนะนำให้ใช้เกิน 45 มก./วัน และควรหยุดยาเมื่อพบภาวะตาเหลืองหรือค่าตับเพิ่มขึ้น >3 เท่า

ยากลุ่มที่ 5 Acarbose (Glucobay) หากค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 30% ไม่ควรกิน, Voglibose (Basen) กินได้แม้มีภาวะไตวาย ยากลุ่มนี้ทานพร้อมอาหารคำแรก ช่วยชะลอการย่อยแป้งที่ลำไส้เล็ก อาการข้างเคียงของการกินยานี้คือ ภาวะคลื่นไส้, อาเจียน, ตดเยอะ และท้องเสียได้เพราะการกินแป้งเยอะทำให้แบคทีเรียทำงานเยอะ ต้องใช้วิธีค่อยๆ เพิ่มขนาดยาจะทำให้ลดอาการข้างเคียงเหล่านี้ลงได้

ยากลุ่มที่ 6 Sitagliptin (Januvia) เป็นยากลุ่มกระตุ้นการหลั่งอินซูลินแต่ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ ปัญหาของการใช้ยาตัวนี้คือราคาแพง

ยากลุ่มที่ 7 Dapaglifloxin (Forxiga) Empaglifloxin (Jardiance) เรียกง่ายๆ ว่ายาฉี่หวาน เป็นยาที่ดีสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงโดยประมาณ 2 กก. ลดความดันลงได้ และสามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ผู้ที่มีค่าการทำงานของไตน้อยกว่า  45-60 ml/min จะไม่ได้ผล รวมทั้งผู้ที่ใช้ยานี้มักติดเชื้อราที่อวัยวะเพศหรือติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งก่อให้เกิดอาการเลือดเป็นกรดได้

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           คุณหมอที่รักษาเพิ่มปริมาณยา Metformin จาก 3 เป็น 4 เม็ด กินได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ต้องดูปริมาณยาที่กินอยู่เดิมว่ากี่มิลลิกรัม ถ้าเป็น 500 มก.ก็กินได้ เพราะไม่เกิน 3,000 มก. แต่ถ้า 850 มก.ก็ไม่ได้ และต้องดูค่าไตประกอบว่าไม่เกิน 45% ก็ปลอดภัยที่จะกิน

สมาชิก :            กินสมุนไพรคู่ไปกับยาที่คุณหมอให้ได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ถ้าจะกินสมุนไพรให้บอกหมอที่รักษาด้วย เพราะหมอจะได้ตรวจค่าตับกับไตให้ และสมุนไพรที่กินอาจจะมีปริมาณยาที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ใบไม้สมุนไพรต่างๆ นั้น 10 ใบก็มีขนาดใบไม่เท่ากัน ใบแก่-อ่อนไม่เท่ากัน ทำให้ออกฤทธิ์ก็ไม่สม่ำเสมอ ไม่เท่ากันทุกครั้งที่กิน รวมทั้งยังไม่มีงานวิจัยถึงผลข้างเคียงของการกินสมุนไพรว่าผ่านไป 10 ปีแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย
สมาชิก :            ผลข้างเคียงของยา กับ แพ้ยาต่างกันยังไง?

อ.ปฏิณัฐ :         การแพ้ยาในความหมายคือ มีผื่นขึ้น ปากบวม ตาบวม การมีภาวะบวมจะไม่ปลอดภัย เพราะสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ผลข้างเคียงของยาไม่ทำอันตรายถึงชีวิต เช่น กิน Metformin แล้วเบื่ออาหาร บางคนท้องเสีย หรือ ยากลุ่ม Acarbose กินแล้วทำให้ผายลมบ่อย

สมาชิก :            ได้อ่านงานวิจัยมาว่า Metformin ใช้ในแง่ยาอายุวัฒนะได้ จริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ไม่เป็นความจริง ควรเลือกอ่านงานวิจัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะงานวิจัยที่อ้างว่าทำการทดลองในสัตว์แล้วได้ผลนั้น เป็นที่รู้ในกลุ่มคนอ่านงานวิจัยว่าเขาทำการทดลองกับพยาธิคือไส้เดือนดิน ยังไม่มีการทดลองกระทังในสัตว์ใหญ่เลย แล้วเราเป็นคนไม่ใช่ไส้เดือน และการอ้างว่ามีการทำการทดลองก็ไม่ได้เขียนวิธีการทดลองว่าทำการทดลองอย่างไร และยังไม่มีงานสรุปการทดลองออกมาเป็นผลงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ในความเห็นของหมอคนที่ยังกินยา Metformin ได้แสดงว่าสภาพไตยังดีย่อมอายุยืนกว่าคนที่กินยา Metformin ไม่ได้เพราะมีภาวะไตวาย หรือโรคหัวใจแล้ว

สมาชิก :            ยาชะลอไตเสื่อมมีจริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ยากลุ่มฉี่หวาน มีผลวิจัยว่าชะลอไตเสื่อมได้ ยาความดัน ที่กินป้องกันไตเสื่อมหลั่งจากมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะแล้วช่วยได้ และการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันเป็นการชะลอไตเสื่อมได้ดีที่สุด และยาลดไขมันที่หมอให้สามารถลดการเกิดโรคหัวใจได้ คนที่คิดค้นยาลดไขมันกลุ่ม  Statin ได้รับรางวัล Noble Prize เพราะเป็นยาที่ช่วยชีวิตคนได้ ลดอัตราการตายของคนได้จริง

ลักข์ฟังมาเล่า คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

งานเสวนาครั้งนี้ อาจารย์ รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล หลักสูตรโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้เกียรติเดินทางมาบรรยายให้กับสมาชิกชมรมเบาหวานของเรา

คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

อาจารย์เริ่มอธิบายเรื่องของเบาหวานด้วย การคัดกรองโรคเบาหวานตามหลักเกณฑ์ของสมาคมโรคเบาหวาน

  1. ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่อ้วน โดยมีค่า BMI >25 และมีพ่อ แม่ พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  4. มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
  5. มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม
  6. เคยได้รับการตรวจพบว่ามีภาวะความทนทานต่อกลูโคสบกพร่อง
  7. มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  8. มีกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่

และมีตารางการให้คะแนนในแต่ละหัวข้อ เช่น อายุยิ่งเยอะโอกาสเป็นเบาหวานยิ่งสูง เอวยิ่งใหญ่โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งมาก มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวาน โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งเยอะ ยิ่งคะแนนรวมสูงมากเท่าไหร่ แสดงว่ามีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานสูงมากขึ้นเท่านั้น

ตัวเลขค่าไขมัน LDL ที่เราควรรู้ :   ระดับไขมัน LDL ไม่ควรเกิน 130 มก./ดล. และถ้าค่าเกิน 160 มก./ดล. “ต้องกินยา” และในผู้สูงอายุควรควบคุมความดันไม่ให้เกิน 140/90 มม.ปรอท

ทำไมคนเป็นเบาหวานจึงควรกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ?

  1. การกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน จะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้
  2. อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ สามารถช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักและยังช่วยให้น้ำหนักลดได้อีกด้วย

อาหารแช่แข็ง ควรกินหรือไม่? :     อาหารแช่แข็งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อเอาออกมาคลายความเย็นแล้วรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าผู้ผลิตต้องใส่สารเพื่อให้อาหารนั้นคงสภาพได้ โดยเฉพาะต้องมีการใช้เกลือในปริมาณมหาศาล อาหารแช่แข็งเก็บได้นานนั้นคุณค่าทางอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร่จะสลายไป อาจารย์จึงไม่แนะนำ แต่ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องกินเป็นครั้งคราวก็ขอให้กินน้อยครั้งที่สุด

เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าอ้วน? :          การมองเห็นด้วยสายตาแปลว่าอ้วนมากเกินไปแล้ว เพราะสายตาคือสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เรารู้ตัวว่าอ้วน โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุงที่มีการสะสมไขมันในช่องท้องในปริมาณมากนั้น ลักษณะการอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุสำคัญของ “ไขมันคั่งตับ”

น้ำหนักของคนเราที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มขึ้นของไขมัน 75% และจากกล้ามเนื้อเพียง 25% เท่านั้น อาจารย์ให้ดูภาพว่าเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่น้ำหนักเท่ากันคนไหนสุขภาพดีกว่า? ระหว่างคนที่มีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กับ คนที่มีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย จากนั้นอาจารย์จึงแนะนำเทคนิคในการลดน้ำหนักที่ได้ผลมาแล้วกับคนไข้ของอาจารย์ คือ

  1. ให้ชั่งน้ำหนักตอนตื่นขึ้นมาทุกเช้า โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักลดลงวันละ 1 ขีด 30 วัน อย่างน้อยก็ต้องได้ 2 กิโลกรัม ด้วยการกินอาหารได้เหมือนเดิมในปริมาณที่น้อยลงจากเดิมเท่านั้น
  2. เลือกชนิดของอาหารที่กินจะช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมายได้สูง เช่น ไม่เลือกกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปเพราะมีปริมาณเกลือสูงมาก เช่น ไส้กรอก (เนื้อ+ไขมัน 30%) หมูแฮม (เนื้อล้วน) ควรงดการดื่มน้ำผลไม้และหันมาเลือกการกินผลไม้เป็นลูกๆ แทนเพราะจะทำให้กินได้ในปริมาณน้อยกว่าและได้เส้นใยมากกว่า ให้ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มจากปกติวันละ 8 แก้ว เป็น 12 แก้ว มีงานวิจัยว่าการดื่มน้ำช่วยเร่งการเผาผลาญเพิ่มขึ้นโดยควรดื่มทีละแก้วดีกว่า การดื่มทีละเยอะๆ ร่างกายจะดูดซึมไม่ทันทำให้ถูกขับออกมาเร็ว เครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม มีคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง ผักที่อยู่ในดิน มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพราะสะสมพลังงานในรูปของแป้ง เช่น มันฝรั่ง แครอท ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น ผักใบเขียว ผักกาดขาว ผักกะหล่ำปลี

อาจารย์ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเราทุกคนมีเซลมะเร็งสิงอยู่ในตัวทุกคน การเลือกกินอาหารที่ถูกต้องสามารถลดการเกิดมะเร็งได้ถึง 30% ควรหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งอย่างของปิ้งย่างจนไหม้ ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น กะหล่ำปลี หอม กระเทียม ผลไม้รสเปรี้ยว ขมิ้นชัน ชาเขียวแท้ๆ (ไม่ใช่ชาเขียวบรรจุขวด)

คนที่มีภาวะอ้วน จะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน คนที่กินคาร์โบไฮเดรตเยอะ ทำให้อินสุลินหลั่งออกมาเยอะ อินสุลินนอกจากจะเอาน้ำตาลไปใช้แล้ว ยังเอาไปสะสมเป็นไขมันด้วย ถ้าไม่อยากให้อินสุลินออกมาเยอะ ต้องควบคุมปริมาณอาหารทั้งในเรื่องปริมาณ และการเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ (อาหารค่า GI ต่ำ น้ำตาลจะขึ้นช้า และอิ่มนานกว่าอาหารค่า GI สูง ที่จะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้หิวเร็ว)

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           กินใบแปะก้วยดีไหม? ช่วยในเรื่องความจำได้จริงหรือไม่? ควรกินอาหารเสริมวิตามินหรือไม่?

อาจารย์ปรียา :    ใบแปะก้วยที่มีขายอยู่ในบ้านเป็นแบบอัดเม็ดซึ่งอาจารย์ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่สำหรับสมาชิกที่จิบกาแฟดำ ซึ่งกาแฟนั้นช่วยขยายหลอดเลือดดำทำให้ช่วยความจำได้อยู่แล้วสามารถกินแทนใบแปะก้วยได้  ที่สำคัญการกินอาหารเพื่อรักษาโรคหรือป้องกันโรค อยากแนะนำให้กินอาหารหลากหลายและประปรายไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเราได้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วน บางคนกินอาหารซ้ำๆ เพียงชนิดเดียวหรือการกินสมุนไพรต่างๆ อัดเม็ดเพียงชนิดเดียวในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จนตับรับไม่ไหวทำให้กลายเป็นดีซ่านอาจารย์ก็เคยพบมาแล้ว  ในเรื่องของอาหารเสริมวิตามินต่างๆ นั้นหลายอย่างที่ขึ้นทะเบียนอย.ว่ากินได้ แต่ไม่มีงานวิจัยรองรับที่มากพอว่ากินแล้วจะได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง แต่ถ้าอยากลอง และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะเป็นอันตราย อาจารย์จะแนะนำให้เจาะเลือดตรวจก่อน เพื่อดูผลว่าหลังจากกินแล้วมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่ให้คนไข้ทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจเองว่าควรเสียเงินซื้ออาหารเสริมวิตามินเหล่านั้นต่อหรือไม่เอาเอง

สมาชิก :            เห็ดหลินจือกินแล้วช่วยลดระดับน้ำตาลหรือไม่?

อาจารย์ปรียา  :   จากงานวิจัยเห็ดหลินจือสามารถช่วยในเรื่องภูมิต้านทานได้ในคนที่มีภูมิต้านทานน้อย แต่สำหรับคนที่มีภูมิต้านทานในร่างกายปกติไม่ได้ช่วยอะไร และในเรื่องการลดระดับน้ำตาลที่อาจารย์เคยทำวิจัยให้กับองค์การเภสัชพบว่า เห็ดหลินจือสกัดสามารถลดระดับน้ำตาลได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาเบาหวาน รวมทั้งกระเทียมสกัดก็เช่นกัน สามารถลดระดับไขมันได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาลดไขมัน การกินยาในปริมาณที่แพทย์ระบุจึงได้ผลและปลอดภัยกว่า

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 143 เดือนกันยายน 2559

ลักข์ฟังมาเล่า เรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฏาคม อ.พญ.อรอุมา ชุติเนตร

เรื่อง     “การป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง”

โรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้

โรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้ และแก้ไขได้ รู้ให้ไวแก้ไขได้ทัน

ก่อนงานเสวนาไม่กี่วัน มีข่าวอุบัติเหตุที่เกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่ทางชมรมฯ ได้เรียนเชิญ อ.พญ.อรอุมา ชุติเนตร มาบรรยายเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ได้รู้จักโรคอย่างทันเหตุการณ์

จากการจัดอันดับสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรไทย โรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นลำดับที่ 1 คือ โรคหลอดเลือดสมอง เพราะฉะนั้นเราจึงยิ่งควรทำความรู้จักโรคหลอดเลือดสมองกันว่าคืออะไร ป้องกันได้หรือไม่

โรคหลอดเลือดสมอง คือ ความผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้น “อย่างรวดเร็ว” ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่ส่งผลให้สมองขาดเลือด ไม่ทำงาน และ โรคหลอดเลือดสมองแตก การแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงทำให้สมองทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ และ/หรือรวมทั้งทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง มี 2 แบบคือ แบบที่เราสามารถป้องกันแก้ไขได้คือ คนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หลอดเลือดที่คอตีบ หรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน คนที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ ต้องควบคุมโรคที่เป็นให้อยู่ในเกณฑ์ที่คุณหมอยอมรับได้ ด้วยการกินยาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าหากมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ควรงด การเลิกสูบบุหรี่นาน 5 ปีขึ้นไปสามารถลดความเสี่ยงเท่ากับคนไม่สูบได้ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ แม้การดื่มในปริมาณที่กำหนดจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ แต่การดื่มเกินปริมาณที่กำหนดจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกหลายเท่าตัว ซึ่งไม่คุ้ม การไม่ดื่มจึงเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีกว่า การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอทำให้ระบบหลอดเลือดในร่างกายไหลเวียนดีและกล้ามเนื้อแข็งแรง

และแบบที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้คือ เรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น เพศหญิงที่มีโอกาสเกิดมากกว่าเพศชาย เชื้อชาติทางแถบเอเชียเกิดมากกว่าทางยุโรป ประวัติการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัวที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวนั้นก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีประวัติ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง จะมีอาการของภาวะอ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศรีษะหรือเดินเซ ตามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัดลิ้นแข็ง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว โดยจะเกิด “รวดเร็วทันทีทันใด!!!”  เมื่อเกิดอาการต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เมื่อเกิดอาการของโรคแล้ว 15-20% จะทำให้เสียชีวิต 20-30% จะมีความพิการขั้นรุนแรง 50% มีความพิการเล็กน้อยหรือหายเป็นปกติได้

อ.พญ.อรอุมา ย้ำกับสมาชิกชมรมฯ หลายครั้งว่า เมื่อเราหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าเราจัดการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เราจัดการได้คือ ควบคุมเบาหวาน ไขมัน และความดันให้อยู่ในเกณฑ์ ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย งดการสูบบุหรีและการดื่มแอลกอฮอล์ กินยาตามที่แพทย์สั่งและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ลดการเกิดของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างแน่นอน

สมาชิก :            ความดันตัวล่างต่ำ อันตรายหรือไม่?

อ.พญ.อรอุมา :   ให้สังเกตอาการเป็นหลัก ถ้าไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการผิดปกติต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แล้วแก้ที่สาเหตุ  ยาเพิ่มความดันไม่มี วิธีเดียวที่จะแก้เรื่องความดันต่ำได้คือ การออกกำลังกาย

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 142 เดือนสิงหาคม 2559

ลักข์ฟังมาเล่า เรื่องกรดไหลย้อน

เรื่อง     “กรดไหลย้อน”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน อ.นพ.ปิยะพันธุ์ พฤกษพานิช

บรรยายเรื่องกรดไหลย้อน ให้กับชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

บรรยายเรื่องกรดไหลย้อน ให้กับชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

กรดในกระเพาะอาหารในร่างกายเรามีความเข้มข้นสูงมาก และมีประโยชน์มากคือ

  1. กรดในกระเพาะอาหารช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาในอาหาร
  2. กรดในกระเพาะอาหารช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะพวกโปรตีน
  3. กรดในกระเพาะอาหารช่วยดูดซึมแร่ธาตุที่ละลายในสภาวะกรดเช่น ธาตุเหล็ก, แคลเซียม
  4. กรดในกระเพาะอาหารช่วยดูดซึมวิตามิน B12 และแมกนีเซียม

กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่หนาที่สุดในร่างกาย การที่กรดไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารทำให้มีอาการ

  • มีของเหลวรสเปรี้ยวหรือขม และอาจมีกลิ่นหรือรสของอาหารดันขึ้นมาที่คอ
  • แสบร้อนในหน้าอกอาจขึ้นมาถึงในลำคอ
  • อาการแย่ลงเมื่ออยู่ในท่าเอนตัวหรือนอนราบ
  • มีอาการอื่นๆ ร่วม เช่น เจ็บคอ, มีกลิ่นปาก กลืนเจ็บ, กลืนติด, ฟันผุกร่อน, อาการทางระบบหายใจ

กรดไหลย้อนที่ไม่ใช่โรค คือ เมื่อกรดและน้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาหารแสบร้อนในหน้าอก มักเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในคนปกติได้ทุกคน

โรคกรดไหลย้อน คือ เมื่อมีอาการเกิดขึ้นบ่อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ ติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ มีอาการกรดไหลย้อนรุนแรงและเป็นอยู่นานซึ่งพบบ่อยในคนกลุ่มเสี่ยงคือ คนอ้วน หญิงตั้งครรภ์ และคนสัมผัสบุหรี่ โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ทำให้เสียชีวิตแต่รบกวนคุณภาพชีวิต มีผลต่อการทำกิจวัตร การนอนหลับ และการกินอาหาร เมื่อเป็นแล้วควรปรึกษาแพทย์

เราสามารถรักษาอาการกรดไหลย้อนในเบื้องต้นได้ด้วยตนเองด้วยการ ไม่เอนตัวนอนหายใน 3 ชั่วโมงหลังอาหาร, พยายามนั่งตัวตรง, หากน้ำหนักเกิน ลดน้ำหนัก, เลิกสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่, นอนหัวสูง 6-8 นิ้วตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นไป, กินยาสามัญ ได้แก่ ยาลดกรดสีขาว, ใส่เสื้อผ้าไม่คับหรือรัดแน่น, หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำส้มสายชู น้ำส้ม น้ำมะนาว อาหารมัน อาหารทอด และหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่น แอสไพริน

ปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนบ่อย, อาเจียนรุนแรง, อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายเป็นเลือด, กลืนติด, กลืนเจ็บ, กลืนลำบาก, กลืนไม่ลง, น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจลด

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก    :           การกินน้ำด่าง ช่วยลดกรดดีไหม?

อ.ปิยะพันธ์:         ไม่ดี อย่างที่ได้อธิบายว่ากรดในกระเพาะของเรามีประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำด่างไปให้เสียสมดุล และเพราะน้ำลายของเราเองนั้นมีฤทธิ์เป็นด่าง และสามารถผลิตเองได้วันละ 1.5-2 ลิตรซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ร่างกายเรานี้มหัศจรรย์มีกระบวนการปรับสมดุลให้กับตัวเองตามธรรมชาติได้ดีพออยู่แล้ว

สมาชิก    :           การทำดีท็อกซ์ มีประโยชน์หรือไม่?

อ.ปิยะพันธ์:         สุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี ไม่มีทางลัด การดีท็อกซ์ไม่ได้ประโยชน์ แต่ได้เสียสตางค์ ได้ความสบายใจ บางอย่างไม่มีประโยชน์แต่ก็ไม่มีโทษก็ไม่เป็นไร แต่บางอย่างไม่มีประโยชน์แล้วยังเกิดโทษต่อร่างกายได้อีกด้วย เช่นการสวนทวารด้วยการแฟอุ่นหากอุณหภูมิสูงกว่าที่ร่างกายจะรับได้ก็จะเป็นอันตรายต่ออวัยวะในร่างกาย

สมาชิก    :           ทำไมกินผักแล้วยังถ่ายออกมาเป็นใบ

อ.ปิยะพันธ์:         กรดในกระเพาะอาหารของคนย่อยโปรตีน แม้เรากินเนื้อเป็นชิ้นโดยไม่เคี้ยวกรดในกระเพาะก็จะย่อยได้ แต่กรดในกระเพาะไม่สามารถย่อยใบผักหรือเมล็ดข้าวโพดได้แบบกระเพาะวัว หากเราไม่เคี้ยวผักหรือเมล็ดข้าวโพดให้ละเอียด เมื่อเราขับถ่ายออกมาใบผักและเมล็ดข้าวโพดก็จะมีสภาพเหมือนเดิม แต่เราก็ต้องกินผักและผลไม้ด้วย เพราะร่างกายต้องการวิตามินและเกลือแร่ รวมทั้งต้องการเส้นใยจากผักผลไม้ โดยเราควรจะต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียด

สมาชิก    :           เพิ่งตรวจเจอติ่งที่ลำไส้ทำการรักษาแล้ว ควรกินเนื้อสัตว์หรือไม่ จะทำให้เซลมะเร็งกลับมาหรือไม่?

อ.ปิยะพันธ์:         มะเร็งคือมะเร็ง ร่างกายคือร่างกาย การมีเซลมะเร็งอยู่ การงดเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้เซลมะเร็งหายไป ต้องทำการรักษา เซลมะเร็งจึงจะหายได้ การกินอาหารคือการบำรุงร่างกาย ไม่ใช่เป็นการบำรุงหรือไม่บำรุงเซลมะเร็ง

สมาชิก    :           หิวยามดึก ควรทำอย่างไร?

อ.ปิยะพันธ์:         ควรเข้านอนให้เร็วขึ้น หรือถ้าหิวให้กินอาหารที่ไม่มีแคลอรี่คือ น้ำเปล่าและเม็ดแมงลักแช่น้ำ ซึ่งสามารถยับยั้งป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะออกมาได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 141 เดือนกรกฎาคม 2559

ลักข์ฟังมาเล่า การใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

เรื่อง     “การใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

บรรยายเรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุ ให้กับชมรมเบาหวานรพ.จุฬาลงกรณ์

บรรยายเรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย ให้กับชมรมเบาหวานรพ.จุฬาลงกรณ์

หลังจากรอคอยกันมาเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็ได้เวลาที่สมาชิกชมรมฯ รอคอยอีกแล้ว ในเดือนนี้ทางชมรมฯ ได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.พิสนธ์ จงตระกูล ที่ตั้งใจมาให้ความรู้กับสมาชิกชมรมโดยเฉพาะเลย

เริ่มต้นกันที่ อาจารย์หมอพิสนธ์ มีเอกสารมาแจก 2 แผ่น โดยแผ่นแรกมี QR Code ที่อาจารย์ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อสมาชิกชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาฯ เอาไว้ศึกษาหรือปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา และหากใครใช้ Facebook สามารถติดตามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ที่เพจ Rational Drug Use (RDU) ที่อาจารย์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) แก่ประชาชนทั่วไป

อาจารย์ยังให้เคล็ดไม่ลับสำหรับการใช้ยาในผู้สูงอายุด้วยว่า “ใช้ยาน้อยชนิด การใช้ยาน้อยชนิดได้จะปลอดภัยกับตัวเอง และวิธีที่จะทำให้ใช้ยาน้อยคือการช่วยเหลือตัวเองด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็ได้ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ทุกครั้งที่ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายจะมีการใช้น้ำตาลและอินสุลิน ซึ่งนอกจากจะทำให้ใช้ยาน้อยชนิดแล้ว ยังช่วยให้ใช้น้อยในปริมาณด้วย เพราะฉะนั้นการใช้ยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอ แต่ขึ้นอยู่กับเราช่วยเหลือตัวเองมากน้อยแค่ไหน หลีกเลี่ยงยาอันตราย ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ แม้กระทั่งยาสมุนไพรก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้ ต่ำได้ และทำลายตับและไตได้เช่นกัน ก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเราเอง  ขนาดยาเหมาะสม สภาพร่างกายของเราทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ไตของเราจะเสื่อมลงตามอายุ ปริมาณยาที่กินจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดหรือลดปริมาณยาลง โดยแพทย์จะเป็นคนดูแลในเรื่องนี้ แต่เราก็ควรช่วยเตือนคุณหมอด้วยเช่นกัน ปรับปรุงรายการยาสม่ำเสมอ เมื่อสูงอายุมากขึ้นหลายคนมีหมอประจำตัวมากขึ้น เราควรจดรายชื่อยาที่เรากินทั้งหมดพกติดตัวไว้ และยื่นให้คุณหมอดูทุกครั้งเพราะมียาบางชนิดไม่ควรกินร่วมกัน การมีใบรายชื่อที่เรากินทุกชนิดจะช่วยให้คุณหมอพิจารณายาให้เราได้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น” ส่วนเอกสารแผ่นที่ 2  นั้นุเป็นเอกสารที่มีฉลากยาเสริมสำหรับยาเบาหวานชนิดต่างๆ ที่คนเป็นเบาหวานควรรู้จะได้กินยาเบาหวานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

 

 

 

ก่อนจบการบรรยาย อาจารย์เปิดภาพให้ดูว่าเหตุผลสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักถึงเรื่องการใช้ยา โดยเฉพาะการใช้ยาปฎิชีวนะ เพราะมีการทำวิจัยแล้วพบว่าปัญหาของเชื้อดื้อยาเป็นภัยเท่าก่อการร้าย ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีคนตายจากเชื้อดื้อยา 3 วินาทีต่อคน             จากนั้นจึงเป็นการตั้งคำถามจากสมาชิก ที่มีคำถามน่าสนใจหลายคำถามเลย

กิจกรรม "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" เรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” เรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

สมาชิก  :           สมุนไพรที่ส่งต่อกันว่ารักษาเบาหวานได้ ที่ส่งกันในไลน์เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน? และจะกินเพื่อรักษาเบาหวานได้หรือไม่?

อ.พิสนธิ์            :           เชื่อถือไม่ได้เลย และขอแนะนำว่าอย่าเชื่อและอย่ากิน ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปทดลองกินสมุนไพรเหล่านั้น สมุนไพรบางอย่างมีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้จริง แต่ก็มีสมุนไพรหลายชนิดที่ทำให้น้ำตาลสูง รู้กันหรือเปล่าว่ามีชนิดไหนบ้าง? คนบอกซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ให้กินสมุนไพร ที่เขารู้หรือเปล่าว่าสมุนไพรมีผลข้างเคียงต่อตับ ต่อไตได้เช่นกัน? ยาที่หมอจ่ายให้ทุกครั้ง หมอจะดูจากโรคที่คนไข้เป็น ยาที่คนไข้ใช้ ผลเลือดจากการรักษาครั้งก่อน น้ำหนัก ส่วนสูง ระยะเวลาของโรคที่เป็นเพื่อระวังทั้งชนิดและปริมาณยาที่คนไข้จำเป็นต้องใช้ และเหมาะสมกับร่างกาย การที่คนไข้ไปกินสมุนไพรโดยไม่รู้ปริมาณที่กินที่แน่นอนสามารถส่งผลให้ทั้งน้ำตาลต่ำและสูงได้นั้น หมอผู้รักษาก็จะงง และจะทำให้ปรับยาได้ไม่เหมาะสม ซึ่งผลเสียจะตกอยู่ที่ตัวคนไข้ทั้งหมด

สมาชิก  :           ถ้าน้ำตาลเราอยู่ในเกณฑ์ เราจะใช้สมุนไพร และเลิกยาของโรงพยาบาลได้ไหม?
อ.พิสนธิ์            :           ต้องขอรายละเอียดชื่อยา ขนาดยา ทุกชนิดที่ได้รับจากโรงพยาบาลและผลการตรวจน้ำตาลย้อนหลังมาดูก่อน และต้องบอกชื่อสมุนไพรรวมถึงวิธีใช้ยามาด้วย ความปลอดภัยในชีวิตของคนไข้จากการใช้ยา คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับหมอ หมอจึงต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนตามความเป็นจริง

สมาชิก  :           ทำไมยารักษาเบาหวานที่ใช้มานานจึงถูกเปลี่ยน?

อ.พิสนธิ์                        :           เนื่องจากยาเบาหวานบางชนิดออกฤทธิ์ยาว 24 ชม. แต่เมื่ออายุเปลี่ยน ไตเสื่อมสภาพตามอายุ หรือหากคุณหมอพิจารณาแล้วว่าเริ่มมีภาวะเสื่อมของไต จำเป็นต้องเปลี่ยนยาที่ออกฤทธิ์สั้นลง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำจากการสะสมของยา การปรับเปลี่ยนยาคือเพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เป็นหลัก
สมาชิก              :           ทำไมรู้สึกคันที่ผิวหนัง แต่เป็นแผลก็หายเร็ว
อ.พิสนธิ์                        :           ถ้าค่า A1C อยู่ในเกณฑ์ เป็นแผลก็หายเร็วแล้ว ในผู้สูงอายุที่รู้สึกคันที่ผิวหนังนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ทั้งจากชั้นไขมันที่ลดลงทำให้ความชุ่มชื่นมีน้อย รวมทั้งอากาศในช่วงที่ผ่านมาร้อนมาก นอกจากการทาโลชั่นแล้ว การใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้บนผิวจะช่วยลดและบรรเทาอาการคันลงได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2559

ลักข์ฟังมาเล่า มะเร็งลำไส้ป้องกันได้

เรื่อง     “มะเร็งลำไส้ป้องกันได้”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน อ.พญ.สติมัย อนิวรรณน์มะเร็งลำไส้ป้องกันได้

ตื่นเต้นดีใจอีกแล้วเมื่อได้รับข้อความผ่าน “Line / ไลน์” จากพี่เป็ด ประธานชมรมเบาหวานส่งมาเชิญชวนและเตือนว่าเดือนเมษายนนี้ สมาชิกชมรมจะได้รับฟังการบรรยายที่พิเศษสุดๆ เพราะนับตั้งแต่ชมรมของเรามีการจัดกิจกรรมจิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวานมานั้นยังไม่เคยมีการบรรยายเรื่องมะเร็งลำไส้มาก่อนเลย และอาจารย์หมอยังบอกมาว่าเป็นมะเร็งที่ป้องกันได้ด้วย! เรื่องดีแบบนี้ไม่มากินข้าวต้มมื้อเช้าฟรี(!?!) และมาจิบกาแฟยามสายไปพร้อมกับการฟังเสวนาดีๆ ไม่ได้แล้วล่ะ ฟังแล้วอดที่จะมาเล่าต่อไม่ได้ ข้อมูลสุขภาพที่ดีมีประโยชน์มีไว้เล่าสู่กันฟัง J

อาจารย์หมอสติมัยเริ่มต้นด้วยกิจกรรมตั้งคำถาม แล้วให้ทุกคนตอบเพื่อทดสอบความรู้เกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ 5 ข้อ โดยมีรางวัลเป็นหนังสือที่อาจารย์เอามาแจกด้วย สวย เก่ง ใจดี และบรรยายเรื่องของความรู้ได้สนุกมาก J

อาจารย์หมอบอกว่าที่เลือกบรรยายเรื่องนี้ เพราะมะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถป้องกันได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ทำให้เกิดอุบัติการณ์ว่า ในทุกๆ 1 ชั่วโมงในส่วนหนึ่งส่วนใดของโลกใบนี้จะมีคนถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ 1 คน

และมะเร็งลำไส้เคยติดอันดับ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกา (ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอันดับที่ 2) จนทำให้เกิดการตื่นตัวค้นคว้าวิจัยหาสาเหตุ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถลดอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งลำไส้ได้แล้ว จนเกิดเป็นนโยบายตรวจคัดกรองโรคฟรี เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ของประชาชนชาวอเมริกัน

“เป็นมะเร็งลำไส้ป้องกันได้จริงหรือ? อาจารย์หมอตั้งคำถาม เพื่อชวนให้หยุดคิด พร้อมเฉลยว่าป้องกันได้จริงและเป็นมะเร็งเพียงไม่กี่ชนิดที่ป้องกันได้จริง เพราะมันมีระยะก่อนเป็น!”

เพราะฉะนั้นจึงมีวิธีการที่เรียกว่า “การตรวจคัดกรอง” หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจำเป็นต้องไปตรวจคัดกรองหรือไม่ ในเมื่อเราไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เลย อาจารย์หมอมีตัวเลขจากการเก็บหลักฐานว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการใดๆ แต่โอกาสของคนที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ได้คือ 1 ใน 150 คน เพราะฉะนั้นถึงแม้ไม่มีอาการใดๆ ก็สมควรตรวจคัดกรอง หลายคนอาจสงสัยว่าตัวเองไม่มีสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้เลย ไม่มีพันธุกรรมนี้เลย จำเป็นต้องตรวจคัดกรองหรือไม่ อาจารย์หมอมีหลักฐานอีกว่าคนที่เป็นมะเร็งลำไส้จากพันธุกรรมนั้นมีเพียง 20% อีก 80% เป็นมะเร็งลำไส้ได้โดยไม่ต้องมีพันธุกรรม เพราะฉะนั้นอาจารย์หมอยังยืนยันว่าควรตรวจคัดกรองแม้สมาชิกในครอบครัวไม่เคยมีใครเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน หรือหลายคนอาจจะเกิดความรู้สึกว่าก็น่าไปตรวจคัดกรองนะ แต่จะตรวจคัดกรองไปเพื่ออะไร? จะคุ้มค่าใช้จ่ายหรือไม่? อาจารย์หมอจึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมในสำหรับประเด็นนี้ว่า

  1. อายุ อายุที่เริ่มเป็นมะเร็งของคนไทยคือ 60 ปี เราทุกคนจึงควรตรวจหาติ่งเนื้อที่อายุ 50 ปี เพราะติ่งเนื้อนี้จะขยายตามอายุที่เพิ่มขึ้น และคนที่อายุ 50 ปี มีโอกาสเจอที่จะเจอติ่งเนื้อคือ ทุกๆ 1 ใน 10 คน
  2. ครอบครัว หรือ กรรมพันธุ์ ฃ จากงานวิจัยที่เก็บหลักฐานจนเป็นที่น่าเชื่อถืออ้างอิงได้ คือ หากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นกับเราได้คือ 20% อีก 80% คือสามารถเกิดขึ้นได้เอง
  3. ผู้ชายมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้มากกว่าผู้หญิง (ผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมและรังไข่มากกว่าแล้ว)
  4. คนสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้มากกว่าคนไม่สูบ
  5. คนอ้วน ที่ค่า BMI เกินเกณฑ์มาตรฐานมีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้มากกว่าคนที่ค่า BMI ไม่เกิน

จากเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อนี้หากคนไหนมีความเสี่ยง โอกาสที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ก็สูงถึง 1 ใน 5 เพราะฉะนั้นอาจารย์หมอจึงให้คำแนะนำว่า “เราทุกคนควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เป็นประจำทุกปีโดยเริ่มต้นที่อายุ 50 ปี”

วิธีตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ ทำได้ด้วยวิธี

  1. ตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) เป็นวิธีการตรวจเลือดที่ปนเปื้อนในอุจจาระที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ถ้ามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าไม่ดีแล้ว) เป็นวิธีที่สะดวก สามารถทำได้เองด้วยการเอาแผ่นตรวจปาดที่อุจจาระแล้วใส่ในหลอดเก็บส่งให้ห้องตรวจ มีความแม่นยำสูงถึง 85% และ ราคาถูกที่รพ.จุฬาตรวจวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายคือ 100 บาท ผลจากการตรวจด้วยวิธีนี้ทำให้มีคนรอดชีวิตจากการเป็นมะเร็งลำไส้ได้จริง
  2. ส่องกล้องตรวจ หากมีการพบเลือดในอุจจาระซึ่งอาจจะมาจากหลายสาเหตุเช่น เป็นริดสีดวง อึแข็งแล้วบาดสำไส้ จึงต้องทำการตรวจด้วยการส่องกล้องเพื่อยืนยันว่ามีติ่งเนื้อหรือไม่ หากพบว่ามีติ่งเนื้อก็สามารถทำการตัดทิ้งได้ทันที มีการติดตามศึกษาพบว่าการพบติ่งเนื้อแล้วตัดออกสามารถลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลำไส้ได้จริง ค่าใช้จ่ายในการส่องกล้องอยู่ที่ 3,000++ และหากมีติ่งเนื้อที่ต้องทำการตัดค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้น

ในปัจจุบันเรามีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้เฉลี่ยปีละ 9,000 คน มีค่าใช้จ่ายต่อคนโดยเฉลี่ยอย่างต่ำ 200,000 บาท อาจารย์หมอจึงเชิญชวนให้ทุกคนเมื่ออายุ 50 ปี มาเริ่มตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้กันดีกว่า โดยทิ้งท้ายว่า “หมอไม่อยากเห็นใครตายด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพราะเป็นโรคที่ตรวจคัดกรองและป้องกันได้ ตรวจแล้วคุ้มค่าและเชื่อถือได้จริงๆ”   จากนั้นจึงเป็นการถาม-ตอบหลังการบรรยายที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน

สมาชิก    :           ดิฉันอายุ 70 ปีแล้วไม่เคยตรวจ ควรตรวจไหมคะ?

อ.สติมัน  :           ควรเพราะสามารถป้องกันได้เป็นระยะเวลา 10 ปี แต่ก็มีเกณฑ์ว่าอายุ 75 ปีแล้วถึงจะไม่ตรวจ

สมาชิก    :           เป็นคนขับถ่ายยาก เสี่ยงไหม?

อ.สติมัย   :           ไม่ใช่ข้อบ่งชี้ คนขับถ่ายยากต้องดูจากอาหารที่กิน มีผักและผลไม้บ้างไหม? และต้องดูว่านอกจากอาหารที่กินแล้ว กินยา ดื่มชา ดื่มกาแฟที่ส่งผลต่อระบบขับถ่ายด้วยหรือไม่? ลักษณะของลำไส้แต่ละคนไม่เหมือนกัน รวมทั้งต้องดูว่าเป็นคนมีพฤติกรรม มีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายหรือไม่?

สมาชิก    :           ดูสีของอุจจาระได้ไหม?

อ.สติมัย :             สีของอุจจาระจะเปลี่ยนไปตามอาหารที่กิน กินผักเยอะสีก็จะเขียว ใครกินต้มเลือดหมู สีก็จะใกล้เคียงกับเลือด สีของอุจจาระจึงไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ ต้องมาตรวจคดกรองด้วยวิธีที่หมอแนะนำจึงจะเชื่อถือได้

ปล. จากบทความที่ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ เดือนมิถุนายน 2559