ลักข์ฟังมาเล่า “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน ผศ.นพ.สมเกียรติ  แสงวัฒนาโรจน์

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

เรื่อง     “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

โรคติดต่อคือ โรคที่มีสาเหตุจากเชื้อโรคและสามารถติดต่อสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่โรคไม่ติดต่อคือ โรคตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเป็น และเป็นยาวนานจึงเรียกว่าเรื้อรัง NCD มาจากคำว่า Non แปลว่า ไม่ Communicable แปลว่าติดต่อ  Diseaseแปลว่าโรค NCD จึงหมายถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

NCD โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, ติดบุหรี่, ภาวะอ้วนพีมีพุง, อัมพาต, หลอดเลือดหัวใจ, มะเร็ง, โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็น NCD แล้วมักจะไม่เป็นเพียงโรคเดียว ยิ่งดูแลตัวเองไม่ดีก็ยิ่งเพิ่มจำนวนโรค และเป็นเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะหลายอวัยวะเสื่อม แล้วจะส่งผลให้อายุสั้น

ทางสถิติจำนวนคนไทยเป็นโรค NCD เพิ่มขึ้นและ NCD เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ทำให้พิการและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในคนไทย วัยหลังเกษียณพบว่าคนไทยเป็นเบาหวานมากในช่วงอายุ 60-70 ปี โรคหัวใจ (ที่พบอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจขาดเลือด)อายุ 62-68 ปี โรคอัมพาต อายุ 62.2 ปี โรคมะเร็งอายุ 50-70 ปี

สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่ดูแลรักษา NCD ก็จะเพิ่มขึ้น เป็นโรคความดันสูง ไขมันสูง หากสูบบุหรี่ด้วย ก็จะเร่งให้อวัยวะทั้ง 5 คือ สมอง (หัว)ใจ ไต ตา ตีน เสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้อายุสั้นลง

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร? สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง?

  1. เรากินอาหารประเภทแป้ง หรือของหวานมากเกินไปหรือเปล่า?
  2. ในทุกมื้ออาหารเราได้กินผักใบเขียว ที่จะเป็นใยอาหารช่วยลการดูดซึมน้ำตาลบ้างไหม?
  3. เราได้ออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อของเราหลังจากที่เรากินอาหารหรือไม่?

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นสาเหตุทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดข้นก็ทำให้เลือดเกิดเป็นก้อนลิ่มเลือดได้ง่าย เมื่อลิ่มเลือดไปอุดตันตามหลอดเลือดก็ทำให้เกิด NCD ต่างๆ และอวัยวะต่างๆ เสื่อมตามมา

เป็นเบาหวานแล้วทำไมถึงเป็นอัมพาต? เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เลือดจะข้นเกิดเป็นลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่สมอง ร่วมกับการมีภาวะไขมันสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย ทำให้หลอดเลือดตีบตัน และการมีโรคความดันสูงทำให้หลอดเลือดถูกกระแทกบ่อยๆ ทำให้หลอดเลือดสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ภาพอธิบาย คาร์โบไฮเดรต & น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

การกินอิ่มแล้วใช้ชีวิตโดยการนั่ง นอนเป็นส่วนใหญ่ อินซูลินจะนำน้ำตาลที่ได้จากการกินอาหารไปสะสมเป็นไขมัน ไว้ที่พุง  (เพราะพุงเป็นอวัยวะที่ขยับน้อยที่สุดในร่างกาย) และที่ตับ ทำให้เป็นโรคตับคั่งไขมัน นานเข้าตับก็จะเสื่อมและอักเสบ กลายเป็นโรคตับแข็งตามมา (ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคตับแข็งเพิ่มมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้กินเหล้า)

รู้ไหมว่า ชูชกไม่ได้กินจนท้องแตกตายและไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่กินแล้วท้องแตกตาย? ชูชกตายเพราะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย แล้วหัวใจวาย ตายทันที จากการกินอิ่มมากเกินไป

เมื่อเรากินอิ่ม เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากขึ้น ในขณะที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจส่วนต่างๆ น้อยลง การกินอิ่มมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาล ไขมันสูง และความดันสูง ซึ่งเป็นผลให้เลือดเป็นลิ่ม หลอดเลือดหัวใจปริแตกเป็นแผลเกิดการอุดตันได้ง่าย การกินอิ่มมากเกินไปจึงเป็นตัวกระตุ้นหรือจุดชนวนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายทันทีได้ คนเป็นเบาหวานจึงควรกินพออิ่ม ไม่ควรกินอิ่มมากเกินไปแล้วเป็นอย่างชูชก!

เมื่อรู้สาเหตุและผลเสียของระดับน้ำตาลสูงแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงได้ ด้วยวิธีง่ายๆ 4 วิธีคือ

  1. เลี่ยง งด ลดของหวาน ขนม เครื่องดื่ม รสหวานจัด รสชาติหวานพอดีคือ รสชาติหวานจากการเคี้ยวข้าวรสชาติหวานพอเพียง เป็นรสหวานตามธรรมชาติ
  2. ทานผักใบเขียว ต้องกินผักอย่างน้อย 1 ฝ่ามือในทุกมื้ออาหาร ผักใบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
  3. เคี้ยวจนเพลิน ใน 1 คำอาหารให้เคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน
  4. เดินหลังอาหาร หลังจากที่พัก 15 นาทีหลังกินข้าวเสร็จ ควรเคลื่อนไหวใช้พลังงานด้วยการเดิน 15 นาที เมื่อเราใช้กล้ามเนื้อ พลังงาน(น้ำตาล)จะถูกนำไปใช้ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารก็จะไม่สูงเกินไป (กล้ามเนื้อขาใหญ่กว่าแขน กล้ามเนื้อใหญ่กว่าใช้พลังงานมากกว่า จึงแนะนำให้เดินไม่ใช่แกว่งแขน)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินอาหารมากเกินไป  มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด?

  1. ให้ดูว่าเราสะสมจน “น” น้ำหนักมากเกินหรือเปล่า? (น้ำหนัก < (ส่วนสูง)2 หาร 400)
  2. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ค” ความดัน สูงขึ้นหรือเปล่า? (ความดัน < 135/85)
  3. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ร” รอบเอว ของเราใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? (รอบเอว < ส่วนสูงหาร 2)

    ภาพการบรรยายถึงเกณฑ์ตัวเลขที่เราสามารถวัดเองได้เพื่อดูแลตัวเอง

    ถ้า “นคร” ของเราใหญ่แปลว่าเรากินมากเกินไป ทำให้เป็นโรคร้ายจากการพอกพูนสะสม เพราะไขมันจะไปสะสมในทุกส่วนของร่างกาย ทุกๆ 1 นิ้วของรอบเอวที่ขยายขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสของโรค 2 โรคคือ เบาหวาน และ หลอดเลือดหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตาย

    การลดไขมันที่พอกอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อให้หลอดเลือดตีบน้อยลงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ ต้องทำให้ทำให้ระดับค่า LDL ลงมาเหลืออยู่ที่ 70-80 mg/dl ด้วยการออกกำลังกายจนร่างกายขาดไขมันแล้วดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ไขมันในหลอดเลือดจึงจะลดลงได้ การกินยาลดไขมันเป็นการชะลอไม่ให้ไขมันไปพอกในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญไม่มียาลดไขมันใดในโลกนี้ที่จะล้างไขมันที่พอกอยู่ในหลอดเลือดให้สะอาดเหมือนการล้างท่อได้

    โรคความดันสูงเกิดจากอะไร? เกิดจากการที่เรามีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายมากเกิน

    ภาพบรรยายถึงสาเหตุที่ทำให้ความดันสูง

    ธาตุดินเกิน คือ คนที่มีลักษณะตัวอ้วนใหญ่ คนลักษณะนี้จะมีความดันสูง

    ธาตุน้ำเกิน จากเกลือนำน้ำตาม การกินน้ำเยอะสามารถปัสสาวะออกมาได้ไม่ทำให้ความดันสูง แต่การกินของที่มีโซเดียมมากเกินไป (โซเดียมคือ เกลือชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส ผงฟู ขนม ของกินสำเร็จรูปที่มีอายุยาว) โซเดียมที่ตกค้างในร่างกายเพราะไตขับออกไม่หมดจะดึงน้ำเก็บไว้ในร่างกาย การมีโซเดียมและน้ำมากเกินไปในร่างกาย ส่งผลให้ความดันสูง

    ธาตุไฟเกิน เป็นเรื่องของคนที่มีอารมณ์โกรธ คนโกรธง่ายหายเร็วความดันจะขึ้นสูงครู่เดียว คนที่โกรธแล้วเก็บความโกรธไว้กับตัวความดันจะสูงอยู่ตลอดเวลา การที่ความดันสูงอยู่เป็นประจำทำให้เส้นเลือดโป่งและแตกได้ง่าย

    ธาตุลมเกิน ช่วงเวลาที่สมองได้หยุดพักคือ เวลานอน ช่วงเวลาที่ความดันต่ำที่สุด จึงเป็นเวลาก่อนเข้านอนและเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า แต่คนที่มีนิสัยทำอะไรรวดเร็วแข่งกับเวลาเสมอ เครียดตลอดเวลาไม่ให้สมองได้หยุดพัก การตื่นและการใช้สมอง เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงสมองทำให้ความดันสูงขึ้น

    ยาลดความดันที่เรากินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

    1. ยาขับน้ำปัสสาวะ ที่เป็นยาขับทั้งโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมและน้ำออกจากร่างกายก็ทำให้ความดันลดลง การหยุดยาขับปัสสาวะแล้วความดันเพิ่มเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เรากินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป ถ้าเราลดปริมาณการกินโซเดียมลงครึ่งหนึ่งภายใน 7 วันความดันก็จะลดลงได้โดยที่เราไม่ต้องกินยา

    ยาขับปัสสาวะ เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเลือกใช้เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันสูง สาเหตุมาจากการกินโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไปประมาณ 5-7 เท่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูงอยู่ที่ 24.7%

    อาหารที่มีโซเดียมสูงคือ เครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปที่เก็บไว้ได้นานหลายวัน อาหารที่มีโซเดียมต่ำคือ อาหารสดที่เก็บไม่ได้นาน และผักผลไม้สดที่มีโปแตสเซียมที่ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายได้อีกด้วย ถั่วอบกะทิ ขนมปัง ซาลาเปา มีโซเดียมมากกว่า  ถั่วต้ม หรือ ข้าว  5 เท่า

    1. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาขยายหลอดเลือด การออกกำลังกายเป็นการทำให้หลอดเลือดเราขยายตัวตามธรรมชาติ และทำให้หลอดเลือดเราแข็งแรงอีกด้วย
    2. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง อาหารที่มีคาเฟอีนจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ

    สาเหตุของโรค NCD มาจากพฤติกรรม 3 อ. 2 ส. คือ

    • อ อร่อยเกิน กินอาหารรสชาติหวานเกินทำให้เป็นเบาหวาน มันเกินทำให้ไขมันเกิน เค็มเกินทำให้ความดันสูงและเป็นโรคไต กินสัตว์เนื้อแดงและเนื้อปรุงแต่งมากเกินทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งและไขมัน
    • อ อยู่สบายเกิน ตัวชี้วัดของการอยู่สบายเกินคือ ในแต่ละวันถ้าเรานั่งมากกว่าวันละ 10 ชม. แปลว่าเรานั่งๆ นอนๆ มากเกินไป ในแต่ละวันเถ้าเราเดินไม่ถึงวันละ 5,000 ก้าว แปลว่าเราอยู่สบายเกิน
    • อ เอาแต่ใจเกิน ให้สังเกตตัวเองว่าเราเครียดบ่อยไหม? ถ้าเครียดบ่อยแปลว่าเรามีแต่เรื่องไม่ถูกใจ เราเอาแต่ใจตัวเอง พอไม่ดั่งใจตัวเองก็ทำให้เครียด
    • ส สูบบุหรี่
    • ส เสพสุรา

    NCD 4.0 หมายถึงอะไร?

    NCD 1.0 คือ หายป่วยไว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาหมอแล้วได้รับการรักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วย

    NCD 2.0 คือ ให้เหมือนเดิม คือการรักษาให้กลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงเหมือนก่อนที่จะป่วย

    NCD 3.0 คือ ไม่ป่วยอีก เมื่อรักษาหายแล้วต้องรู้ว่าทำไมหรืออะไรที่ทำให้ป่วย เมื่อรู้จะป้องกันไม่ให้ป่วยอีก

    NCD 4.0 คือ การไม่เพิ่มโรค เราต้องดูแลป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 151 เดือนพฤษภาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : การรักษาเบาหวานยุคใหม่ “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

กิจกรรมเสวนา “จิบการแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ โดย รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     การรักษาเบาหวานยุคใหม่  “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

หลังจากที่อาจารย์สมพงษ์แสดงความยินดีที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จากการประกวดชมรมเบาหวานทั่วประเทศแล้ว อาจารย์เริ่มต้นการบรรยายด้วยการบอกจุดประสงค์ของการบรรยายแก่สมาชิกคือ ต้องการให้สมาชิกชมรมมีความรู้ทันยุค ทันสมัย ทันข้อมูลข่าวสารของโลกเบาหวานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าโรคเบาหวานนั้นเป็นโรคเฉพาะคน เพราะแต่ละคนที่เป็นเบาหวานนั้นไม่เหมือนกันสักคน ดังนั้นการรักษาเบาหวานจึงเป็นเรื่องเฉพาะแต่ละบุคคล ยารักษาเบาหวานที่เรากินแล้วได้ผลดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีกับคนอื่นด้วย เพราะสาเหตุที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงของแต่ละคนแตกต่างกัน การแบ่งยาให้กับคนอื่นกินจึงเป็นสิ่งที่ผิดไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานสูง (Hyperglycemia) ได้อย่างไร? น้ำตาลที่สูงนั้น มาจากไหน?

ภาพกลไกของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในคนที่เป็นเบาหวาน (Hyperglycemia)

ระดับน้ำตาลสูงจากอาหารที่เรากินเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ยังไม่ทั้งหมด เพราะในขณะที่เราไม่ได้กิน น้ำตาลก็ไม่ได้หมดไปจากร่างกายเรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากการกินแล้ว กลไกการทำงานของร่างกายก็สามารถสร้างน้ำตาลขึ้นมาได้เอง

ร่างกายของเรามีกระบวนการสร้างน้ำตาลเองอย่างไร?

ตับอ่อน ในตับอ่อนของเรามีเซล 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เรียกว่าเบต้า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่ออินซูลิน ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่พาน้ำตาลเข้าสู่เซลต่างๆ หรือที่เรารู้กันดีว่า อินซูลินมีหน้าที่ลดน้ำตาลนั่นเอง ชนิดที่ 2 เรียกว่า อัลฟ่า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนกลูคากอน ซึ่งทำหน้าที่ตรงข้ามกับฮอร์โมนอินซูลินคือ เพิ่มระดับน้ำตาล เซลทั้ง 2 อย่างนี้ทำหน้าที่ตรงข้ามกันแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย เช่น เมื่อน้ำตาลในร่างกายตกเพราะมีฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป แม้ร่างกายจะหยุดสร้างอินซูลินทันที แต่กว่าที่น้ำตาลเราจะขึ้นได้ก็ต้องใช้เวลา อัลฟ่าเซลจะสร้างฮอร์โมนกลูคากอนให้ร่างกายมีน้ำตาลขึ้นมาได้ทันที หรือถ้าร่างกายมีน้ำตาลสูง การจะรอให้เบต้าเซลสร้างฮอร์โมนอินซูลินขึ้นมาก็ไม่ทัน แต่การที่อัลฟ่าเซลหยุดสร้างกลูคากอนก็สามารถทำให้น้ำตาลลงได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าฮอร์โมนอินซูลิน และ กลูคากอนจะทำงานตรงข้ามกัน แต่ก็เป็นไปเพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันเพื่อให้ร่างกายเราปลอดภัย คนที่เป็นเบาหวานจึงเป็นคนที่มีฮอร์โมนอินซูลินลดลง และมีฮอร์โมนกลูคากอนมากเกินไป

นอกจากตับอ่อนแล้วร่างกายเรายังมี “เซลไขมัน” ไว้กักเก็บน้ำตาล เรามี “กล้ามเนื้อ” ไว้เก็บน้ำตาล และ “ตับ” เป็นตัวเก็บน้ำตาลได้อีกด้วย สาเหตุที่กลไกของร่างกายมีอวัยวะหลายอย่างไว้เก็บน้ำตาลก็เพราะ คนเราไม่ได้กินอาหารตลอด 24 ชม. เรากินเป็นมื้อแล้วหยุดพัก ซึ่งในแต่ละมื้อหลังจากที่เราเพิ่งกินเสร็จ น้ำตาลในร่างกายของเราจะขึ้นสูงและในขณะที่ร่างกายยังไม่นำไปใช้ ร่างกายก็จำเป็นจะต้องมีที่เก็บพลังงานที่ได้จากอาหารนี้เอาไว้ก่อน ซึ่งโดยกลไกธรรมชาติของร่างกายเรา จะนำพลังงานสำรองเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้กินอาหาร เช่น ในขณะที่นอนหลับ เซลไขมัน กล้ามเนื้อ ตับก็จะมีกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลกลับคืนเพื่อให้ร่างกายเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลไว้ได้คงที่ตลอดเวลา

ในกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลจากเซลไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนี้เอง ที่เป็นคำตอบให้กับคนเป็นเบาหวานที่สงสัยว่า ทำไมค่าน้ำตาลตอนเช้าถึงสูงกว่าตอนก่อนนอนทั้งที่ไม่ได้กินอะไรตลอดทั้งคืน ซึ่งสำหรับคนที่เป็นเบาหวานกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปอย่างไม่สมดุล การสร้างและปล่อยน้ำตาลออกมามากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูง

นอกจากนั้นแล้ว กระเพาะและลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการดูดซึมอาหาร เราพบว่าคนที่อ้วนมากเมื่อได้รับการรักษาด้วยการตัดกระเพาะบางส่วนออกไป นอกจากจะทำให้ผอมลงได้แล้ว โรคเบาหวานที่เป็นก็ยังหายด้วย เพราะฉะนั้นกระเพาะและลำไส้จึงเป็นอีกอวัยวะที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกาย อีกอวัยวะหนึ่งคือ ไต ไตทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสีย โดยเอาของเสียออกไปทางปัสสาวะและดึงส่วนที่ดีกลับคืนสู่ร่างกาย ส่วนที่ดีที่ไตส่งกลับคืนสู่ร่างกายคือ น้ำตาลและโปรตีน

จะเห็นได้ว่าความรู้ในปัจจุบันทำให้เรารู้ว่าอวัยวะที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงได้นั้นมีหลายอวัยวะ ยาเบาหวานจึงถูกผลิตขึ้นมาให้ออกฤทธิ์แตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น บางคนน้ำตาลสูงจากลำไส้ทำงานเยอะเกินไป บางคนจากตับทำงานไม่ดีเก็บน้ำตาลไม่ได้ บางคนเพราะอ้วนมีไขมันเยอะ บางคนเป็นเพราะไม่ออกกำลังกายเซลกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี บางคนไตทำงานไม่ดี ถ้าเรารู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าตำแหน่งไหนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูง เราก็จะสามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมได้ให้ออกฤทธิ์ถูกตำแหน่งได้

(ฟังการบรรยายแค่สไลด์แรกของคุณหมอ ทำเอาสตั้นไปหลายวินาที  เพราะถึงแม้จะเป็นโรคเบาหวานมา 30 ปี ก็รู้และจำได้แต่เพียงว่าเป็นเบาหวานที่ตัวเองเป็นนั้น เป็นเพราะตับอ่อนเกิดมาแล้วแก่ ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เลยต้องฉีดอินซูลินทุกวัน

พอมาได้ฟังคุณหมออธิบายโดยละเอียดแบบนี้แล้ว ทำให้รู้มากขึ้นว่ากลไกการทำงานของร่างกายมหัศจรรย์และซับซ้อนมาก ฟังแล้วอยากจะกรีดร้องด่าตัวเองว่าโง่มาก (ก ไก่ล้านตัว) เมื่อก่อนนี้ไปหลงเชื่อพวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองหวังดี มาแนะนำ มาพาไปซื้อ ไปลอง ไปกิน อาหารเสริมเอย สมุนไพรทั้งไทย ทั้งจีนเอย น้ำสารพัด ผงสกัด อะไรต่อมิอะไรที่อ้างว่าลดน้ำตาลได้ รักษาเบาหวานให้ดีขึ้นได้ ไปเชื่อคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน แต่ละคนที่แนะนำมาไม่เคยมีใครหน้าไหนอธิบายที่มาที่ไปของโรคเบาหวานได้อย่างที่คุณหมออธิบายเลยสักคน!)

 

ภาพตารางเปรียบเทียบยาลดน้ำตาลแต่ละชนิดที่คุณหมอต้องจำเพื่อเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกต้อง และปริมาณให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเบาหวาน

ยาเบาหวานที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากกว่า 30 ชนิด แล้วหมอจะเลือกยาชนิดไหนให้กับคนที่เป็นเบาหวานแต่ละคน?

อาจารย์ได้อธิบายถึงยากลุ่มต่างๆ ทั้ง 7 กลุ่มโดยอธิบายถึงการออกฤทธิ์ ข้อดีและข้อเสียของยา พร้อมทั้งเปิดตารางเปรียบเทียบลดน้ำตาลแต่ละชนิดให้ดูว่าอาจารย์และหมอทุกท่านที่รักษาเราจะต้องจำคุณสมบัติและข้อควรระวังของยาทุกชนิดโดยคุณ้หมอที่รักษาผู้ป่วยจะดูรายละเอียดของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น อายุ เพศ น้ำหนักตัว มีโรคหัวใจหรือไม่  มีปัญหาเรื่องทางเดินอาหารหรือไม่ อ้วนหรือผอม มีตับไตผิดปกติหรือเปล่า มีภาวะเรื่องหลอดเลือดร่วมหรือไม่ แล้วจึงจะเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถนับได้ว่าเป็นการเลือกยาให้แบบเจาะจงเฉพาะคนสำหรับผู้ป่วยโดยสังเกตจากลักษณะชองผู้ป่วยเป็นหลัก

ภาพหลักพื้นฐานของการรักษาแบบเฉพาะรายบุคคลตามลักษณะพันธุกรรม ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และในอนาคตอันใกล้ที่การแพทย์พัฒนาไปถึงขั้นตรวจพันธุกรรมได้อย่างละเอียด แพทย์จะยิ่งสามารถให้ยาที่ออกฤทธิ์ได้ตรงจุดได้ทันที โดยวิธีนี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยาต่อตัวผู้ป่วยน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันในการรักษาโรคมะเร็งเริ่มใช้วิธีตรวจพันธุกรรมในการรักษาแล้ว

(ยิ่งฟังการบรรยายก็ยิ่งรู้สึกว้าววววววว่าเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันนี้ก้่วหน้าไปมาก เมื่อ 100 กว่าปีก่อนคนเป็นโรคเบาหวาน จะถือว่าเป็นโรคแห่งความตายเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับใครแล้ว ตายทุกรายแน่นอน แต่หลังจากมีการค้นพบอินซูลิน มีการค้นคว้าและวิจัยจนค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงได้อย่างไร และมีการผลิตยาขึ้นมาเพื่อรักษาอาการได้ตรงจุดและดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตยังจะสามารถหาสาเหตุของแต่ละคนได้อย่างชัดเจนทันทีด้วยผลจากการตรวจหาพันธุกรรม … แบบนี้ต้องเรียกว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกับการรักษาเฉพาะคนแบบ Thailand 5.0 แน่ๆ …. เพราะฉะนั้นเราทุกคนที่เป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง อย่าหลงอยู่ในยุค Thailand 0.44 ที่ยังคิดว่ายาผีบอกที่คนเอามาหลอกว่ากินแล้วรักษาได้ อาหารเสริม สมุนไพรไทย-จีน สารสกัด หรือวิธีการรักษาที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ จะรักษาเบาหวานให้หายขาดได้เป็นอันขาดนะ)

แนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่สมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาประกาศ

จากนั้นอาจารย์ได้เล่าถึงมาตรฐานของการรักษาเบาหวานที่ประกาศโดยสมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกที่แพทย์ทุกคนต้องอ่านเพื่อให้แพทย์รู้ถึงเป้าหมายของการรักษาเบาหวานว่าค่าระดับน้ำตาลที่แสดงว่าการควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ ระดับ HbA1C(ฮีโมโกลบินเอวันซี) ต้องน้อยกว่า 7%  ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะปลายนิ้วก่อนรับประทานอาหาร 80-130 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. และแนวทางการรักษาเบาหวานที่สำคัญคือให้ยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพราะการรักษาเบาหวานจะได้ผลดีหรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอแต่ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยจึงต้องรับฟังผู้ป่วย ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย ที่สำคัญคือต้องให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะดูแลรักษาอย่างไร

ภาพความสำคัญของการลดระดับ HbA1C ได้ทุก 1%

และอาจารย์ได้อธิบายถึงความสำคัญของระดับ HbA1C ว่าเป็นค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การควบคุมระดับ HbA1C ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจะลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวานได้

โดยทุกๆ 1% ของ HbA1C ที่ลดได้ สามารถลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ 14% ลดอัตราการตายจากเบาหวานได้ถึง 21% และสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ถึง 37% ถ เพราะฉะนั้นการรักษาระดับ HbA1C ให้ต่ำกว่า 7% จึงเป็นเรื่องที่ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนควรใส่ใจและให้ความสำคัญ

คำถาม-คำตอบหลังการบรรยาย

สมาชิก : ขอถามเกี่ยวกับตับว่า มีทางรักษาพังผืดที่ตับเพื่อไม่ให้เป็นตับแข็งหรือมะเร็งได้ไหม?

อ.สมพงษ์ :  พังผืดก็คือแผลเป็น เราไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่อยู่ในตับให้หายขาดได้ แต่มีวิธีการรักษาคือรักษาตามอาการ สิ่งที่เราทำได้ไม่ให้ตับเป็นพังผืดคือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ต้องรักษาก่อนที่จะเป็นพังผืดคือเมื่อคุณหมอแจ้งว่าเรามีไขมันพอกตับ/ไขมันเกาะตับ/ไขมันคั่งในตับแล้วเราต้องรีบรักษาอย่าปล่อยให้เกิดบาดแผลจนเป็นพังผืด เพราะเมื่อตับเป็นแผลเป็นหรือมีพังผืดที่ตับแล้ว โอกาสที่จะเป็นตับแข็งก็สูง และมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงตามไปด้วยเพราะฉะนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาล และควบคุมไขมันให้ดีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

สมาชิก : วิธีรักษาแบบพันธุกรรมที่คุณหมออธิบายมามีโอกาสใช้ประกันสังคมหรือไม่

อ.สมพงษ์ : ยังตอบไม่ได้ เพราะปัญหาอยู่ที่เงิน ในส่วนของโรคมะเร็งที่ทำได้เพราะมีความคุ้มค่า เพราะยารักษามะเร็งอยู่ที่หลักแสนบาท การตรวจหาพันธุกรรมใช้เงินหลักหมื่นบาท เป็นความคุ้มค่าในการรักษาเพื่อจะได้เลือกใช้ยาที่จะได้ผลในการรักษา แต่ในโรคเบาหวานยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเพื่อให้การตรวจพันธุกรรมได้ผลนั้นมีราคาถูกลง

สมาชิก :  ยาทุกชนิดที่กินผ่านตับจะทำลายตับใช่ไหมคะ?

อ.สมพงษ์ : มียาบางชนิดที่ผ่านตับ มียาบางชนิดที่ผ่านไต ไม่ใช่ยาทุกชนิด ยาเบาหวานที่ไม่ได้ผ่านตับก็มี ไม่ได้ผ่านไตเลยก็มี เพียงแต่ว่ายาส่วนใหญ่จะมีการผ่านตับ และผ่านไต เนื่องจาก 2 อวัยวะนี้เป็นตัวกรองของเสีย

สมาชิก : ไปตรวจ Ultrasound มาพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรผ่าตัดหรือไม่?

อ.สมพงษ์ : น้ำดีในร่างกายเอาไว้ช่วยย่อยไขมัน  และคนเราทุกคนมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ผู้หญิงมักจะเป็นมากกว่าผู้ชาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีแล้วต้องทำการผ่าตัด แต่คนที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคือ คนที่มีอาการ

1 กินอาหารแล้วมีการท้องอืด ปวดท้อง  คนที่มีอาการคือมีนิ่วเป็นจำนวนมากและก้อนใหญ่แล้ว

2 ก้อนนิ่วหลุดออกมาอุดทางเดินน้ำดีจนปวดท้อง เกิดอาการตาเหลือง ตัวเหลืองจากถุงน้ำดีคั่ง

3 เกิดภาวะติดเชื้อจากการอักเสบ

4 พบติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แล้วหมอเป็นกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้นจะต้องผ่าตัดหรือไม่ หมอที่จะรักษาจะเป็นผู้พิจารณา แต่ถ้าเป็นเบาหวานและคุมได้ไม่ดีด้วย อาจจะเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่ภาวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น คุณหมออาจจะพิจารณาให้ผ่าตัดได้

สมาชิก : ตอนนี้ภาวะเท้าบวมและชามาก ไม่ทราบว่าเกิดจากยาเบาหวาน Metformin กับ  Glipizide ที่กินอยู่หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ยาเบาหวาน 2 ตัวนี้ไม่ทำให้เท้าบวม ไม่ทราบว่ามีกินยาอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่? มีกินยาความดันอยู่หรือเปล่า? ยาความดันที่ใช้ ใช่ชื่อแอมโรพีนมั้ย? เพรั้าะฉะนั้นในความบวมที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดจากยาความดัน อาจจะเกิดจากเบาหวานได้ และอาจจะเกิดจากโรคไตได้ จำเป็นต้องไปแจ้งให้คุณหมอผู้รักษาทราบเพื่อให้คุณหมอปรับยาให้เหมาะสมกับอาการและโรคที่เป็นอยู่

สมาชิก : ทำไมน้ำตาลหลังอาหารจึงน้อยกว่าก่อนอาหาร ผิดปกติหรือไม่? โดยกิจวัตรประจำวันคือ ในตอนเช้าจะเจาะน้ำตาลได้ 100-110 มก./ดล. ปั่นจักรยาน 1 ชม. กินอาหาร และปั่นจักรยานกลับ อีก 1 ชม. และเมื่อตรวจ น้ำตาลจะอยู่ที่ 80-90 มก./ดล.

อ.สมพงษ์ : ผลที่ได้มาจากการออกกำลังกายด้วยการให้กล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลา เมื่อกล้ามเนื้อทำงานจะมีความไวต่ออินซูลินมากขึ้น ทำให้ใช้น้ำตาลมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงแล้วต้องการไปออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ตีเทนนิส ปั่นจักรยาน วิ่ง จึงจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อเป็นพลังงานเสริมเข้าไป  เพราะฉะนั้นค่าน้ำตาลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ค่าน้ำตาลหลังอาหารตามปกติ แต่เรียกว่าเป็นค่าน้ำตาลหลังออกกำลังกาย ค่าจึงต่ำกว่าได้

สมาชิก : เป็นเบาหวานมานาน มีอาการช้าที่เท้าเหมือนสวมถุงเท้าตลอดเวลามีวิธีรักษาให้หายได้หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ในลักษณะของการชาเท้านั้นชาเพราะเส้นประสาททำงานไม่ได้ปกติ แต่เส้นประสาทยังมีอยู่ เส้นประสาทยังไม่ตายแต่ทำงานไม่ได้ จะมีอาการชาแบบเป็นๆ หายๆ  หรือถ้าเราไม่รู้สึกอะไรเลย เส้นประสาทอาจจะตายแล้ว ซึ่งในส่วนนั้นก็จะกลับมาไม่ได้ แต่เส้นประสาทก็ไม่ได้ตาย 100% แต่ยังจะเหลือเป็นหย่อมๆ เส้นประสาทที่เหลือเป็นหย่อมๆ อาจจะแผ่ขยายขึ้นมาใหม่ได้ เราต้องคุมเบาหวานของเราให้ดี เพราะอาจจะทำให้เรากลับมารู้สึกขึ้นมาได้บ้าง แม้จะไม่ได้ดีเหมือนเดิม  แต่สำหรับคนที่ไม่มีความรู้สึกเลยเหมือนเท้าเดินบนเกี๊ยะตลอดเวลา เส้นประสาทที่ตายไป 100% แล้วก็จะกลับมาไม่ได้

สมาชิก : ผมเป็นเบาหวานที่ฟอกไตแล้ว อยากจะถามว่าเบาหวานหายไปไหน? เพราะจากเอวันซีของผมที่เคยสูง 13 ตอนนี้เหลือ 5

อ.สมพงษ์ : คนที่เป็นไตวายสภาวะจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ความอยากอาหารจะลดลง การกินอาหารจะถูกจำกัดโดยหมอไตว่าอันนั้นก็กินไม่ได้ อันนู้นก็กินไม่ได้ และถ้าเรากินแบบไม่จำกัด เราจะฟอกไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่พอ  เมื่อเราคุมอาหารดีขึ้น ระดับน้ำตาลเราก็จะดีขึ้นด้วย ผอมลงกว่าแต่ก่อนใช่ไหม? 15 กิโลที่หายไปนั้น มีผลต่อระดับน้ำตาลที่หายไปด้วย โรคเบาหวานไม่ได้หายไป ถ้าเรากินจนน้ำหนัก 15 กิโลกลับคืนมาเหมือนเดิม HbA1C เราก็จะกลับมาสูงเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะการล้างไตทำให้เบาหวานหายไป แต่เป็นเพราะตอนนี้เราปรับตัวเราเข้าสู่สภาพใหม่ ทำให้ระดับน้ำตาลของเราดีขึ้นเลยเหมือนกับว่าเบาหวานเราหายไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่าบางส่วน ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 150 เดือนเมษายน 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : ถาม-ตอบ เรื่องตับคั่งไขมัน

กิจกรรมเสวนายามสาย สไตล์เบาหวาน โดยรศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ รศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข

เรื่อง     “ถาม-ตอบ เรื่องตับคั่งไขมัน”

อาจารย์เริ่มต้นการเสวนาด้วยการเล่นเกมเพื่อแจกหนังสือด้วยคำถาม “ใครมีดัชนีมวลกายเกิน 30 บ้าง?” พร้อมกับมอบหนังสือให้จำนวน 8 เล่ม ซึ่งประธานชมรมจะนำมาจับฉลากเพื่อความยุติธรรมแก่สมาชิกชมรมทุกท่านในเดือนมีนาคม

ข้อมูลในอดีตที่เรารู้กันโดยทั่วไปว่า โรคตับแข็งจะเกิดกับคนที่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ หรือเกิดจากไวรัสบี ไวรัสซีจนตับอักเสบ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคตับแข็งล่าสุดคือ คนที่เป็นโรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI เกิน 30) และคนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคตับแข็ง และเมื่อเป็นโรคตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับก็เพิ่มขึ้นด้วย

อาจารย์ได้อธิบายว่าตับแข็ง คือ ตัวเนื้อตับไม่ดี  พร้อมทั้งเปรียบเทียบให้เห็นภาพของตับปกติ เนื้อจะมีสีแดงเรียบเมื่อผ่าออกมาด้านในก็ยังเรียบเนียน ส่วนภาพของตับแข็งจะเป็นตะปุ่มตะป่ำทั้งด้านนอกและด้านในเมื่อผ่าออกมาแล้วซึ่งเป็นสภาพของเนื้อตับที่ไม่ดี (การเลือกซื้อตับหมูที่ตลาดจึงควรเลือกที่เรียบสวย ที่เป็นตะปุ่มตะป่ำนั้นเป็นภาวะตับคั่งไขมันในหมู)

โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับมีพังผืดและตับแข็งต่างกันอย่างไร?

  1. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบ โดยดูได้จากผลเลือดค่าการทำงานของตับ SGOT SGPT ค่าปกติจะไม่เกิน 40 หน่วย ถ้าได้ค่า 41 ก็ถือว่าเกินและมีภาวะอักเสบแล้ว ช่วงที่ดีที่สุดควรอยู่ในช่วง 20-30 หน่วย
  2. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบมาก เป็นการอักเสบเรื้อรังคือ ตรวจซ้ำแล้วค่าการทำงานของตับเกิน 40 หน่วยเป็นระยะเวลานานเกิน 6 เดือนถือเป็นภาวะเรื้อรัง และเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนเกิดบาดแผล เป็นเส้นนูน จะเป็นภาวะที่เรียกว่าพังผืด
  3. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบและพังผืด เมื่อปล่อยให้ตับมีแผลเป็น มีพังผืด จนรวมตัวกันไปทั่วตับ ก็จะทำให้ตับมีสภาพกลายเป็นตับแข็ง นั่นคือสภาพเนื้อตับเริ่มทำงานได้ไม่ดีแล้ว และจะมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

วิธีการตรวจตับอักเสบ และ ตับอักเสบเรื้อรังทำได้ด้วยการเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับ แต่ถ้าตับอักเสบและเป็นพังผืดต้องตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น การ Ultrasound การเจาะเนื้อตับ

สาเหตุของตับคั่งไขมัน

  1. ดื่มแอลกอฮอล์
  2. ตับอักเสบซี
  3. โรคเบาหวาน
  4. ภาวะอ้วน ค่า BMI 30 เรียกว่าอ้วนไม่ดี BMI 35ขึ้นไป เรียกว่าอ้วนอันตราย BMI 40 เรียกว่าอ้วนใกล้ตาย (มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Morbid Obesity) ถ้าค่า BMI 35 ร่วมกับโรคเบาหวานก็ถืออยู่ในเกณฑ์อ้วนใกล้ตาย
  5. ไขมันในเลือดสูง
  6. การรับประทานยาบางชนิด

อาการแสดงของผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ผู้ชายจะมีเต้านมโต โดยจะมีลักษณะแข็งเป็นดาน เมื่อจับจะเจ็บ ที่ท้องจะมีเส้นเลือดดำโป่งพองยิ่งมีมากและเห็นชัดเป็นตับแข็งแน่นอน สะดือจุ่น ฝ่ามือแดง ท้องบวม ท้องมาน เมื่อเจาะเอาน้ำในท้องออกจะเป็นน้ำสีเหลือง ซึ่งลักษณะอาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่บ่งบอกถึงโรคตับแข็งในระยะท้ายแล้ว

โรคตับในระยะต่างๆ

หมอตับพยากรณ์โรคตับ

  1. ตับแข็งระยะต้น (ระยะที่ 1, 2) ถ้าเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องจะไม่มีภาวะที่ร่างกายทรุดลงได้ภายใน 10 ปี อัตราการเสียชีวิตในระยะที่ 1 ภายใน 1 ปี คือ 1% ในระยะที่ 2 คือ 4% (น้อยพอๆ กับเกิดอุบัติเหตุ)
  2. ตับแข็งระยะท้าย (ระยะที่ 3, 4) ตับแข็งไม่ใช่มะเร็ง ตับแข็งคือตับที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้แล้ว คนไข้จะท้องบวมหรือท้องมาน อาเจียนเป็นเลือดสดในปริมาณเยอะ เมื่อมีอาการท้องมานและเส้นเลือดโป่งพอง อัตราการเสียชีวิตใน 1 ปี ของระยะที่ 3 คือ 20% แต่ถ้ามีอาการท้องมาน และอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งเป็นระยะที่ 4 อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี คือ 57%

เราจะตรวจพบโรคตับในระยะแรกได้อย่างไร? ตรวจค่าการทำงานของตับ หากผลเลือดเกิน 40 ก็ควรพบหมอตับแล้ว โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง คือ เป็นโรคเบาหวาน และ ผู้ที่มีภาวะอ้วนอย่าปล่อยทิ้งไว้โดยคิดว่าไม่เป็นอะไร

อาจารย์หมอได้อธิบายคำศัพท์ที่อยากให้เราทุกคนเข้าใจตรงกัน ตับคั่งไขมันเป็นศัพท์ที่ราชบัณฑิตกำหนดมาเป็นความหมายที่ชัดเจนที่สุดแต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับคำว่าไขมันพอกตับ ซึ่งลักษณะของการพอกคืออยู่ด้านนอก แต่คั่งคือสภาพที่ไขมันแทรกตัวไปในทุกอณู  ซึ่งจากการนำตับของผู้ที่เสียชีวิตมาผ่าออกแล้วส่องกล้องพบว่าไขมันได้แทรกตัวอยู่จนเนื้อตับไม่เหลือ อาจารย์ไม่ชอบคำศัพท์ว่าพอก แต่เพื่อการสื่อสารที่จะทำให้คนไข้เข้าใจ อาจารย์จึงได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องคำศัพท์ที่ถูกต้องด้วย

สาเหตุของการเกิดภาวะตับคั่งไขมัน หรือที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าไขมันพอกตับ หรือไขมันเกาะตับ

 

กลุ่มผู้มีความเสียงต่อภาวะตับคั่งไขมัน

  1. คนที่เป็นโรคเบาหวาน
  2. คนที่มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) มากกว่า 30
  3. มีภาวะอ้วนลงพุง ผู้ชายเอวมากกว่า 36 นิ้ว ผู้หญิงเอวมากกว่า 32 นิ้ว
  4. คนที่มีภาวะไขมันสูง
  5. คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง

งานวิจัยโรคตับคั่งไขมันในฮ่องกงพบว่า ใน 100 คนมีคนเป็นโรคตับคั่งไขมัน 13.5% แต่ถ้าเอาคนที่มีครบทั้งหมดคือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน และอ้วนลงพุง พบว่ามีคนเป็นโรคตับคั่งไขมัน  50%

งานวิจับจากฮ่องกง ทำให้เห็นว่าคนที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคตับคั่งไขมัน ตับแข็ง เพิ่มขึ้น

คนที่เป็นเบาหวานที่มีภาวะตับคั่งไขมันแล้ว คนไหนมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็ง และ มะเร็งตับ?

หมอจะหาจากกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่เบาหวานเกิน 10 ปีเพราะเส้นเลือดที่ตา ไต หัวใจ สมองเริ่มเกิดความเสื่อมสภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานและมีภาวะอ้วน ผู้ที่เป็นเบาหวานอายุเกิน 45 ยิ่งเสี่ยงจากร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ ดูค่าการทำงานของตับ SGOT หารด้วย SGPT เกิน 1 ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ภาวะเสี่ยงต่อตับแข็งยิ่งเพิ่มมากขึ้น หมอจะนัดตรวจเร็วขึ้น เพราะจะทำให้ตรวจเจอโรคตับแข็งในระยะต้นเร็วขึ้น ตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่รักษาได้ทัน

หลักการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยตับแข็งด้วยตนเองเบื้องต้น ทำอย่างไร?

  1. งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ลงจนเลิกดื่ม
  2. งดอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาที่ไม่จำเป็น หน้าที่หนึ่งของตับคือรับอาหารมาแล้วกลั่นกรองถ้ามีอาหารที่เป็นพิษ ก่อนที่จะส่งไปที่ไตเพื่อกรองอีกชั้น จึงไม่ควรกินอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด และหลายครั้งที่คนไข้ถูกส่งมาหาหมอตับ โดยไม่รู้สาเหตุ ร้อยทั้งร้อยจะพบว่าเกิดจากการกินสมุนไพรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปลองกินสมุนไพรให้ตับอักเสบมีปัญหาเลย
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ มีผลลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของชมรม เราสามารถเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัยกับสภาพร่างกายได้ เช่น การแกว่งแขนโดยแกว่งไม่เกิน 30 องศาเพื่อความปลอดภัยสำหรับข้อหัวไหล่ แกว่งครั้งละ 5 นาที ทำวันละ 3 ครั้ง ทำตอนดูโทรทัศน์ก็ได้ การแกว่งแขนถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ที่ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์อะไรเลย

เรื่องสำคัฐที่คนลดน้ำหนักจำเป็นต้องเรียนรู้คือ การคำนวณแคลอรี่อาหาร

  1. อาหาร ควบคุมปริมาณพลังงาน การลดอาหารได้ 3500 กิโลแคลอรี คือ น้ำหนักที่ลดได้ 1 กิโลกรัม (กาแฟใส่วิปครีม 1 แก้ว = ข้าวมันไก่ 1 จาน = 500 กิโลแคลอรี กินทุกวันวันละแก้วน้ำหนักขึ้น 1 กิโลกรัม) ถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 3-5 จะเริ่มเห็นค่าการทำงานตับดีขึ้น และปริมาณไขมันตับเริ่มลดลง
  2. อารมณ์ บริหารจัดการให้ดี

เรื่องสำคัญที่เราควรรู้ อ่านฉลากแล้วต้องเข้าใจ

HFCS คืออะไร? สำคัญไฉน?

ตัวย่อ HFCS (High Fructose Corn Syrup) นี้ที่ติดอยู่บนฉลากคือ น้ำตาลที่ผลิดมาจากข้าวโพด  พบมากในน้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ ขนม คุ้กกี้ ซอสมะเขือเทศ น้ำหวาน เป็นน้ำตาลมีค่าความหวานสูงมาก กินแล้วทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากด้วย ซึ่งเมื่อไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงยาวนานจะถูกดึงไปเก็บไว้ที่ตับ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคตับคั่งไขมันเร็วขึ้น

เป้าหมายของการลดน้ำหนักต่อโรคตับคั่งไขมัน

เป้าหมายของการลดน้ำหนัก

น้ำหนักลด 3% ไขมันจะลดลง 35-100%

น้ำหนักลด 5% การอักเสบของตับจะลดลง 41+%

และเป้าหมายสูงสุดของการลดน้ำหนักต่อโรคตับคั่งไขมันคือ

น้ำหนักลด 7% การอักเสบตับสามารถลดลงได้ 64-90%

ถ้าน้ำหนักลด 10% พังพืดในตับสามารถลดลงได้ถึง 45%

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 149 เดือนมีนาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : โรคกระดูกพรุน

 

กิจกรรมเสวนา "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

กิจกรรมเสวนา “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

เรื่อง     “โรคกระดูกพรุน”

เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ติดภารกิจกะทันหัน ทางชมรมฯ จึงได้เรียนเชิญอ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา มาบรรยายในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) แก่สมาชิก โดยทางชมรมฯ ได้เชิญอาจารย์มาในหัวข้อ “โรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ” แต่อาจารย์ได้อธิบายว่า “โรคกระดูกพรุน” นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ตาม

กระดูกของเรานั้นมีรูและช่องว่างอยู่ แต่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกจะบางจนรูหรือช่องว่างที่มีอยู่นั้นเกิดเป็นรูกว้าง เป็นช่องว่างกว้างขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกหักได้ง่ายทั้งที่ไม่ได้เกิดจากเหตุที่รุนแรง

กระดูกของคนเราจะเติบโตขึ้นตามวัยจนถึงช่วงอายุ 20-30 ก็จะหยุด (ยกเว้นคนที่มีภาวะผิดปกติกระดูกจะไม่หยุดโต) เพราะฉะนั้นในวัยเด็กหากได้กินอาหารอย่างเต็มที่และถูกสุขลักษณะก็จะทำให้กระดูกของคนๆ นั้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดูกหยุดเติบโตก็จะนิ่งจนถึงวัย 40 หลังจากนั้นมวลกระดูกจะเริ่มบางลงตามธรรมชาติ

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ในเพศชายกระดูกจะเติบโตได้มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่นิ่งก็นานกว่าเพศหญิง และเมื่อถึงเวลาที่มวลกระดูกลดลงก็จะลดลงช้ากว่าของเพศหญิง โดยในเพศหญิงจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงที่ฮอร์โมนหมดหรือที่เรียกว่าวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย เพศหญิงจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูพรุนมากกว่าเพศชาย

โรคกระพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรตรวจร่างกายและพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

เกณฑ์ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุนในคนปกติ เพศหญิงควรตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เพศชาย 70 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจก่อนเกณฑ์ที่กำหนด

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนคือ

  1. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือ หักบ่อยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน
  2. ประวัติของตัวเราเองว่าเคยเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วกระดูกหักง่าย เช่น หกล้มแล้วเอามือยันแล้วกระดูกข้อมือหักถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ อุบัติเหตุรุนแรงคือ รถชน ตกจากที่สูง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เพราะมีความรุนแรง กระดูกหักจากอุบัติเหตุรุนแรงถือว่าเป็นภาวะปกติ
  3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิง หากใครมีประวัติการตัดรังไข่และหรือมดลูกก่อนวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ มวลกระดูกจะตกลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
  4. ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
  5. คนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวน้อย ค่า BMI ต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  7. การออกกำลัง ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า

วิธีคัดกรองผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. หากเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม.จากตอนหนุ่มสาว หรือ เตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ถือว่าผิดปกติ
  2. ตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก โดยตรวจจากกระดูกสันหลังและสะโพก
  3. ตรวจเลือด

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน (เป็นการแบ่งเพื่อรักษาให้ถูกต้องตามอาการ)

  1. ปกติ
  2. บาง คือ ไม่ปกติ เริ่มลดลง
  3. พรุน คือ ไม่ปกติ กระดูกบางลงไปเยอะ
  4. พรุนด้วยหักด้วย มีความบางของกระดูกสูง มีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกสูง ควรได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มมวลกระดูก

วิธีป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

  1. ได้รับแคลเซียมเพียงพอ (1,000 มก./วัน) แคลเซียมจากธรรมชาติคือ ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก, นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ในผู้สูงอายุควรเลือกนมไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วและธัญพืช
  2. ได้รับ Vit D เพียงพอ ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติผ่านแสงแดดที่มีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่ทำปฎิกริยากับไขมัน Cholesterol ที่อยู่ในผิวหนังของเราและผลิตเป็น Vit D ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกของเรา
  3. หยุดเหล้า หยุดบุหรี่
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. สำคัญที่สุดคือ การป้องกันระวังอย่าให้หกล้ม ไม่ว่ากระดูกจะบางแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหกล้มเมื่อไหร่ปัญหาจะตามมามากมาย ควรระวังท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวกดชักโครก ไม่นั่งยองๆ

คำถาม              คุณหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด กินแคลเซียมจะช่วยได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             ไม่เกี่ยวข้องกัน การกินแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้ข้อเข่าหายเสื่อมได้

คำถาม              การกินแคลเซียมสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             การกินแคลเซียมไม่ได้ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการช่วยไม่ให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ในการรักษา การกินยาแคลเซียม และ Vit D ที่มากเพียงพอจึงจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกขึ้นได้

คำถาม               บ้านเรามีสมุนไพรดีๆ ทำไมหมอถึงห้ามและไม่นำมาใช้?
อ.ลลิตา              สำหรับตัวหมอเองไม่เคยห้ามเลย พร้อมจะบอกคนไข้เสมอว่าให้เลือกที่น่าเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นของอภัยภูเบศร์ ที่มีการค้นคว้าวิจัยและทดลองจริง ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่าแบบที่ เขาบอกมาว่า ซึ่งจากประสบการณ์แล้วที่เขาบอกมาไม่สามารถรักษาได้จริง และหมอจะบอกคนไข้ว่าอย่างดกินยาที่หมอให้เอง อยากจะทดลองกินอะไรให้บอกหมอด้วย จะได้ช่วยดูแลกัน

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 148 เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปล. โดยส่วนตัวลักข์ตั้งแต่มีโอกาส ขอมาทำหน้าที่ฟังเสวนาแล้วเขียนสรุปและพิมพ์ลงในจดหมายข่าวส่งให้สมาชิกชมรมฯ เบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์นั้น ทำให้เข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงเข้าใจผิด และถูกหลอกได้ง่ายว่าเป็นของดีที่ไม่มีพิษภัยมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้ลงมือทำอาหารและขนมให้หม่าม้า ยิ่งทำให้รู้ว่าของสดจากธรรมชาติ และรสจากธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดเลือกดึงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุดนั้น … มีคุณค่า  มีความแตกต่าง และ เป็นสิ่งที่ดีจริง โดยมีเงือนไขว่า  “คุณค่าของธรรมชาติ” ไม่สามารถบรรจุให้เป็นแบบสำเร็จรูปขายได้เลย

อีกเรื่องสำคัญคือ สมุนไพรที่หลายคนหลงเชื่อว่าดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ มีโทษได้สำหรับคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และ เป็นโทษอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะที่จะได้รับสมุนไพร โดยเฉพาะที่บอกต่อกันมาให้กินในปริมาณมากอย่างไม่เหมาะสมด้วย เช่น คนที่มีภาวะของคนที่มีโรคไต และ โรคหัวใจ สมุนไพรจะเป็นตัวเร่งให้อาการของโรครุนแรงขึ้น

ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (2)

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

เรื่อง “อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ” ครั้งที่ 2

ทางชมรมเบาหวานฯ ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อาจารย์ปรียา เป็นอย่างสูงในการจัดกิจกรรมและการเสวนาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2

ในครั้งนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกับอาจารย์ในครั้งที่แล้ว ต้องเดินทางมาถึงรพ.ตั้งแต่เวลา 0700 น. เช่นเดิมเพื่อเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน แบบเดือนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการติดตามผลหลังจากที่อาจารย์ได้ให้เทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองไปแล้ว โดยมีสมาชิกได้รับรางวัลการดูแลตัวเองได้ดีที่สามารถลดเปอร์เซนต์เนื้อเยื่อไขมัน และ ลดระดับน้ำตาลได้ จำนวน 5 ท่าน

ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ปรียาได้เสริมเรื่องแนวทางการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากสมาชิกของชมรมฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนทั้ง 4 แนวทางนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

• ให้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
อาหารแคลเซียมสูงที่แนะนำให้กินคือ นมสด โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เนยแข็ง เต้าหู้ขาวแข็ง เต้าหู้ขาวอ่อน ไม่แนะนำให้กินแคลเซียมเม็ด เนื่องจากอาหารที่แนะนำเหล่านี้มีเกลือแร่อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย เช่น ฟอสฟอรัส (แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต จำเป็นต้องจำกัดอาหารที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง)

การกินอาหารแคลเซียมสูงสำหรับคนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี คือกินเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่สำหรับผู้ที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง คือ การกินเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเพียงพอ ไม่ไปดึงแคลเซียมจากร่างกายมาใช้

การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้นั้น ต้องดื่มครั้งละน้อยๆ (ไม่เกิน 250 ซีซี) การดื่มครั้งละเยอะๆ (มากกว่า 250 ซีซี) ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไม่ทัน ไขมันในร่างกายจะไปจับแคลเซียมแล้วขับออกมาทางอุจจาระแทน

• ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาเป็นประจำในผู้สูงอายุนั้น จะเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

• ให้ถูกแสงแดดในช่วงเช้าหรือเย็น
ในแสงแดดมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (หรือที่เรียกว่ารังสี UV) ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นตัวกระตุ้นให้ไขมัน Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนังนั้น สร้างวิตามินดีได้โดยธรรมชาติ ซึ่งวิตามินดีนี้มีประโยชน์กับกระดูกของเรา
เพราะฉะนั้นคนที่ไม่โดนแดดเลย ร่างกายจะไม่สามารถผลิตวิตามินดีได้เลย

• ได้รับฮอร์โมนทดแทน
สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนเพราะมีการสลายแคลเซียมในปริมาณมาก แพทย์อาจจะเสริมด้วยฮอร์โมนทดแทนให้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อหามากินเอง

นอกจากเรื่องภาวะกระดูกพรุนแล้ว สิ่งที่อาจารย์ได้เน้นกับสมาชิกคือเรื่อง ไขมันคอเรสเตอรอล (Cholesterol)

ไขมันคอเรสเตอรอลนั้นมาจากร่างกายผลิตได้ตามธรรมชาติเอง และ การกินอาหารจากสัตว์เท่านั้น

อาหารจากพืชไม่มีไขมันคอเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัว เช่น มะพร้าวไม่มีไขมันโคเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เมื่อกินเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลให้ไปขัดขวางการทำงานของตับ ไขมันคอเรสเตอรอลผ่านเข้าไปไม่ได้ทำให้เกิดภาวะไขมันคอเรสเตอรอลในเลือดสูง และเกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับ

อาหารที่มีปริมาณคอเรสเตอรอลสูงที่สุดเมื่อเทียบในปริมาณ 100 กรัมที่เท่ากันคือ สมองหมู รวมทั้งอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ทุกชนิดจะมีปริมาณไขมันคอเรสเตอรอลสูงมาก

อีกรวมทั้งในเครื่องในยังมีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์

นอกจากนั้นแล้วเครื่องในสัตว์ยังเป็นตัวกรองสารพิษ ซึ่งในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดมีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคระบาดในสัตว์ และอีกสารพัดสารเคมีซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงสัตว์ในอดีตที่ปล่อยให้สัตว์เจริญเติบโตตามธรรมชาติ

ด้วยสาเหตุของการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน อีกทั้งในเครื่องในยังมีสารที่ก่อให้เกิดโรคเก๊าท์ และในเครื่องในมีไขมันคอเรสเตอรอลในปริมาณสูง ทั้ง 3 เหตุผลนี้น่าจะเพียงพอให้เราเลิกกินเครื่องในสัตว์ได้นะคะ

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 147 เดือนมกราคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

การจัดกิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ในครั้งนี้สามารถจัดได้ว่ามีความพิเศษมากที่สุดเพราะเราเริ่มต้นกิจกรรมกันตั้งแต่เวลา 0700 น. ด้วยการเชิญชวนให้สมาชิกมาเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน ที่อาจารย์ปรียาได้จัดทีมมาเพื่อให้สมาชิกชมรมของเราได้รู้จักระดับความอ้วนและระดับน้ำตาลของตัวเอง

และหลังจากกิจกรรมการตรวจวัดและประเมินแล้ว อาจารย์ได้บรรยายถึงเทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองต่างๆ ดังนี้

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันในร่างกาย
พยายามชั่งน้ำหนักทุกวัน และให้ตั้งใจลดน้ำหนักให้ได้วันละ 1 ขีด ด้วยการ
• ลดปริมาณอาหารทุกอย่างที่กินลง เช่น ปกติเคยกินข้าว 2 ทัพพี ให้ลดลงเหลือ 1 ทัพพี ขนม 2 ชิ้น เหลือ 1 ชิ้น
• อาหารที่เป็นน้ำแกงมันๆ หรืออาหารที่ผัดด้วยน้ำมันในปริมาณมาก ให้กินเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ
• อาหารที่เป็นน้ำกะทิ ให้กินแต่ส่วนที่เป็นเนื้อ
• กินเนื้อสัตว์เฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อ ไม่กินส่วนที่เป็นหนังและไขมันของสัตว์
• ไม่กินขนมหวาน ให้กินผลไม้แทน
• กินเนื้อปลา เนื้อไก่ เต้าหู้ นมพร่องมันเนยเป็นหลัก

สำหรับคนที่ระดับไขมันโคเลสเตอรอลเลว(LDL)สูงในเลือด ให้คุมอาหารด้วยวิธี
1. ไม่กินไข่แดงและเครื่องในทุกชนิด
2. ไม่กินหนังสัตว์และมันสัตว์
3. กินเบเกอรี่ให้น้อยลง เช่น เคยกินขนมปังทุกวัน ให้ลดลงเป็นวันเว้นวัน
4. งดอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม ปู
5. ไม่กินน้ำแกงกะทิและขนมหวานที่มีกะทิ

น้ำตาลในเลือด ไม่ควรมากกว่า 100 มก./ดล.
ถ้ามากกว่า 100 แสดงว่า มีภาวะพร่องต่อการใช้กลูโคส
ถ้ามากกว่า 126 เป็นเบาหวาน ควร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ขนมปัง ผลไม้หวานจัด ขนมและน้ำหวานต่างๆ น้ำผลไม้ ลูกอม

ปรับตัวอย่างไรไม่ให้อ้วน
1. เวลาหิวๆ อยากกินอะไรก็กินเถอะ แต่เริ่มทีละน้อย เช่น 1 จานเล็กๆ แล้วหยุดสักนิด ความอยากจะลดลง แล้วความรู้สึกอิ่มจะค่อยๆ มา ทำให้กินน้อยลงได้ แต่ถ้าเริ่มทีละมากๆ จะทำให้คุณกินได้เยอะมาก มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ลองสังเกตดู เวลาหิวไปถึงร้านอาหารสั่งมามากมาย ตาถ้าอาหารทยอยมาแล้วขาดตอนไปสักนิด คุณจะรู้สึกอิ่มพอดี พออาหารที่เหลือมาเสริฟก็กินไม่ลงแล้ว

2. อย่าไปเสียดายอาหารเหลือด้วยการเข้าใจว่า กระเพาะของเราเป็นเครื่องกำจัดขยะ หลังรับประทานอาหารแล้วอาหารที่เหลือจัดเก็บให้เรียบร้อย อย่าวางล่อตาล่อใจ

3. ถ้าจะมีเพื่อนช่างกินก็ดีนะ ได้กินของอร่อยๆ ไปด้วยกันได้พอสนุก แต่กินนิดหน่อย นึกถึงเวลาแต่งตัวมากๆ หรือเลือกไปเฉพาะบางงานที่ชอบมากๆ หรือกำหนดไว้เลยว่าเดือนนี้จะไป 2 ครั้งเท่านั้น

4. ถ้าคุณเป็นประเภทกินก่อนพรุ่งนี้ค่อยลด ควรเปลี่ยนเป็นลดก่อนพรุ่งนี้ค่อยกินดีกว่านะได้ผล 100% เช่น พรุ่งนี้นัดกันไปกินบุฟเฟ่ต์ กลางวันและเย็นวันนี้กินลดลงจากที่เคย หรือเย็นนี้ออกกำลังกายมากเป็นพิเศษ

5. ถ้าเป็นคนชอบมีของขบเคี้ยว ใส่ปาดเสมอๆ ควรเปลี่ยนเป็นน้ำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า น้ำสมุนไพรต่างๆ หรืออมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลแทน

6. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหาร ช่างทำ ช่างชิม ฟังดูแล้วลำบากนะ ทำเองถ้าไม่ชิมเองก็คงไม่มั่นใจนักว่าอร่อยจริง แต่ถ้าต้องชิมอาหารตลอดควรต้องลดอาหารมื้อหลักลงสัก 1 มื้อ ก็คงช่วยได้ดีเลย

7. ถ้าคุณชอบหวานชอบมัน สองรสนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะทำให้อาหารอร่อยมาก รสกลมกล่อม กินได้เพลิน เทคนิคควบคุมคือ ลดปริมาณที่เคยกินลง กินให้น้อยลงกว่าเดิม เหลือ 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ก็ยังพออร่อยได้ และลดน้ำหนักลงได้ด้วย

8. คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ต้องดื่มน้ำที่มีรสหวานตลอดแบบนี้ต้องลองเปลี่ยน เคร็องดื่มที่มีรสหวานแต่เป็นชนิดที่ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลทราย ก็จะได้เครื่องดื่มไม่มีพลังงาน หรืออาจลองปรับตัวเป็นการทำให้เครื่องดื่มนั้นเจือจางลง เช่น เติมน้ำแข็งมากขึ้น

9. ถ้าคิดจะเติมน้ำตาลในอาหารที่กำลังจะกิน ลองตั้งใจลดปริมาณน้ำตาลลงจาก 2 ช้อนชา เป็น 1 ช้อนชา คิดจะเติมครีมเทียม ก็ลดปริมาณลงเช่นกัน หรือหาอย่างอื่นมาแทน เช่น ใส่นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียม พลังงานจะลดลง แต่ได้โปรตีนและแคลเซียมจากนมเพิ่มขึ้นด้วย

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 146 เดือนธันวามคม 2559

ลักข์ฟังมาเล่า โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

อาการหลงลืมที่จะถูกจัดว่าเป็นปัญหาความจำในผู้สูงอายุก็ต่อเมือ ความจำที่หลงลืมไปนั้นมีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลืมไปว่าได้กินข้าวไปแล้วหรือยังซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะของโรคสมองเสื่อม

ภาวะโรคสมองเสื่อม (Dementia) เป็นกลุ่มอาหารที่แสดงถึงความเสื่อมหรืถดถอยของการทำงานของสมอง การรู้คิด (cognition) และ เชาว์ปัญญา เป็นความผิดปกติในส่วนของความจำ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ อารมณ์ปรวนแปร และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรม และการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการดูแลตนเองและหน้าที่การงาน

การรู้คิด (Cognition) หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ

  1. สมาธิ
  2. ความสามารถในการบริหารจัดการ การตัดสินใจ
  3. การเรียนรู้และความจำ
  4. ภาษา
  5. ความสามารถด้านการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ เช่น เรื่องของทิศทาง การมองภาพ 3 มิติ
  6. ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว

ตัวอย่างของการรู้คิด ในขณะที่สมาชิกชมรมฯ ฟังอาจารย์พูดมีสิ่งเร้าคือ ภาพที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน ถ้าเราไม่มีสมาธิ เราก็จะไม่ได้ยินเสียง หรือเห็นภาพก็ไม่จดจำ แต่ถ้าเรามีสมาธิเราจะตอบสนองด้วยการฟังภาษาแล้วเข้าใจ จากนั้นก็จะสามารถจดจำระยะสั้นได้ แต่หากต้องการให้สมองเก็บเป็นความทรงจำระยะยาวสมองก็ต้องมีกระบวนการหรือวิธีในการจัดการ เช่น ด้วยการจดบันทึก ซึ่งเราต้องมีความสามารถทางด้านการจัดการด้วย เพราะฉะนั่นอาจจะสรุปได้สั้นๆ ว่าการรู้คิด คือ การจัดการกับข้อมูล

ปัญหาความจำเสื่อมและสมองเสื่อม

คนสูงอายุปกติ จะมีภาวะของการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน

คนที่มีภาวะสมองเสื่อม ภาวะของการรู้คิดมีปัญหา มีผลต่อชีวิตประจำวันจนไม่สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่และกิจวัตรได้

การประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living ADL)

ความสามารถขั้นพื้นฐาน (Basic ADL) กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ

ความสามารถที่ซับซ้อน (Instrumental  ADL) การเดินทาง ไปจ่ายตลาด ทำอาหาร กินยา การเงิน งานบ้าน

ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะไม่สามารถดูแลเรื่องความสามารถขั้นพื้นฐานของตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแล

กลุ่มอาการของสมองเสื่อม

  1. โรคอัลไซเมอร์
  2. โรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  3. โรคสมองเสื่อมชนิดลิววี่ บอร์ดี้
  4. โรคสมองเสื่อมจากการดื่มสุรา
  5. เนื้องอกในสมอง
  6. อุบัติเหตุ โรคพาร์กินสัน

การดำเนินของโรคสมองเสื่อมจะเริ่มต้นตั้งอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ระยะเวลาหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว 2-16 ปี สาเหตุการตายจะมาจากการติดเชื้อ ปอดบวม ขาดสารอาหาร ขาดน้ำ เพราะการนอนติดเตียง

ระยะต่างๆ ของโรค

  1. ระยะเริ่มต้น จะมีภาวะหลงลืม หลงทิศทาง อารมณ์แปรปรวน
  2. ระยะรุนแรงปานกลาง ความจำเสื่อม เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ อารมณ์เศร้า มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม มีอาการหลงผิด มีภาวะประสาทหลอน บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  3. ระยะรุนแรงมาก จะมีปัญหาทางด้านภาษาการสื่อสาร การขับถ่าย ระดับการรับรู้สติ และการเคลื่อนไหว

ยาที่ใช้บำบัดรักษา

  1. ยาปรับเพิ่มความจำ
  2. ยาจิตเวช รักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ ยารักษาอาการหลงผิด หวาดระแวง ยาปรับอารมณ์ก้าวร้าว
  3. ยาลดไขมัน statin
  4. ยารักษาปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด

กลยุทธการป้องกันภาวะสมองเสื่อม คือ การจัดกิจกรรมกระตุ้นสมองด้วยการเล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอก่อนวัยสูงอายุ การไม่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด(แอลกอฮอล์ บุหรี่) และระวังอุบัติเหตุทางสมอง การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยถือหลักกินให้สมดุล กินได้ทุกอย่างในปริมาณน้อย และควรหลีกเลี่ยงการกินไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงเรื่องเครียดหรือหากมีภาวะเครียดหรือซึมเศร้าต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษา นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้อุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมลดลง และลดช่วงระยะเวลาที่มีอาการสมองเสื่อมให้เกิดขึ้นช้าลงได้ และยังไม่มีอาหาร อาหารเสริม สารอาหารใดในโลกนี้ที่ป้องกันโรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ได้ มีเงินแล้วจะซื้ออาหารเสริมหรือ Vitamin ต่างๆ กินก็ได้แต่ต้องรู้ว่าเป็นยาขายฝันไม่สามารถรักษาโรคได้ตามที่โฆษณาและในอาหารเสริมประเภท Vitamin E พบว่าการกินในปริมาณที่มากเกินไปทำให้เสียชีวิตจากโรคหัวใจได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 145 เดือนพฤศจิกายน 2559