ลักข์ฟังมาเล่า : “ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”

ศ.ดร.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียรบรรยายในช่วง “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ของชมรมเบาหวาน เดือนตุลาคม 2560 เรื่อง “ความรู้เรื่องโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง”

อาจารย์ได้อธิบายถึงหัวข้อที่ได้รับมอบหมายมาบรรยายในวันนี้ อาจารย์จะแบ่งพูดเป็น 2 ส่วนคือ โรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นบ่อยในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กับ การให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเพื่อเป็นการป้องกัน

การติดเชื้อในมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่าง คือ

  1. ตัวเราเอง (Host)
  2. เชื้อที่ก่อให้เกิดโรค และ
  3. การสัมผัสเชื้อโรค

ร่างกายของคนเราอ่อนแอได้ด้วยหลายสาเหตุ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลงจากการกินยากดภูมิ เป็นผู้สูงอายุ เป็นเด็กเล็ก(ในขวบปีแรกของเด็กเล็กยังสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี) วัยรุ่นจะเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันสร้างได้เต็มที่ เมื่อเป็นผู้สูงอายุภูมิคุ้มกันจะลดลงตามวัย เพราะฉะนั้นต่อให้เชื้อโรคไม่รุนแรงแต่ถ้าร่างกายเราอ่อนแอ ก็สามารถที่จะทำให้ติดเชื้อได้ หรือถ้าเชื้อโรครุนแรงอย่างอีโบล่าหรือ SARS แม้จะอยู่ในวัยหนุ่มแข็งแรงแต่ถ้าไปสัมผัสก็ทำให้ติดเชื้อได้

ในองค์ประกอบทั้ง 3 อย่าง เราแก้ไขความรุนแรงของเชื้อโรคที่มีอยู่ตามธรรมชาติไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ที่จะต้องแก่ตามวัยเราแก้ไขไม่ได้ แต่มีวิธีการแก้อีกทางหนึ่งคือ การฉีดวัคซีน ซึ่งมีบทบาทคือสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น และการสัมผัสเชื้อโรค เราแก้ไขได้ด้วยการไม่สัมผัสโรค ไม่สัมผัสคนเป็นโรค ไม่ไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอยู่

การติดเชื้อในผู้สูงอายุในปัจจุบันเป็นปัญหาสังคม เป็นปัญหาทางการแพทย์ เพราะประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นภูมิคุ้มกันในต่อสู้กับเชื้อโรคในผู้สูงอายุจะลดต่ำลงตามธรรมชาติ รวมทั้งระบบกลไกในร่างกายของผู้สูงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ระบบขับปัสสาวะไม่สามารถทำงานได้ดีเหมือนเดิม ร่างกายไม่รับรู้หรือตอบสนองได้ดีเหมือนเดิม และผู้สูงวัยส่วนใหญ่มีโรคเรื้อรังติดตัวมาด้วย เวลาติดเชื้อจึงรุนแรงแต่ความรู้สึกกลับไม่ชัดเจน และมักมีปัญหาเชื้อดื้อยาเยอะ รวมทั้งมีข้อจำกัดเยอะเนื่องจากการกินยาของโรค เพราะฉะนั้นในผู้สูงอายุเราต้องรู้ว่าการติดเชื้อนั้นป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และต้องไม่ไปอยู่ในพื้นที่ที่จะต้องสัมผัสโรค

การติดเชื้อแบ่งออกเป็น การติดเชื้อในโรงพยาบาลและการติดเชื้อนอกโรงพยาบาล การติดเชื้อนอกโรงพยาบาลที่สูงสุดคือ การติดเชื้อทางเดินหายใจ-ปอดบวม ซึ่งมักเกิดในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ แต่โอกาสของการเสียชีวิตเกิดในผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นปัญหาปอดบวมจึงเป็นปัญหาสำคัญ ปอดบวมเกิดขึ้นได้จากไข้หวัดใหญ่

วัคซีนคือสิ่งที่มนุษย์เตรียมขึ้นโดยการเอามาจากเชื้อจุลินทรีย์มาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง หรือเอาบางส่วนแล้วมาฉีดเข้าร่างกายคนทำให้เกิดภูมิป้องกันในร่างกายขึ้นมา วัคซีนจึงไม่ใช่ยา เพราะยาต้องฆ่าเชื้อ แต่วัคซีนคือเชื้อที่ทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาสู้กับเชื้อโรค)

องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนทำให้โรคบางโรคหายไปคือ smallpox โรคที่ 2 ที่กำลังจะหายไปจากโลกนี้คือ โปลิโอ และโรคที่ 3 คือ หัด วัคซีนสำหรับเด็กต้องถือว่ามีครอบคลุมโรคทุกโรคหมดแล้วจนสามารถหยุดการเกิดของโรคได้หลายโรค ดังนั้นวัคซีนในอนาคตจึงเป็นวัคซีนเพื่อผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และคนท้อง   มีโรคหลายๆ โรคที่สามารถป้องกันได้สำหรับผู้สูงอายุ เช่น ไข้หวัดใหญ่ มะเร็งปากมดลูก งูสวัด เนื่องจากในวัยเด็กที่เราเคยฉีดวัคซีนนั้นพอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ภูมิคุ้มกันเราตกลดลง อย่างวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ในเด็กเราป้องกันได้หมดแล้ว แต่ปัจจุบันเราพบว่าผู้ใหญ่เกิดบาดทะยักเพิ่มสูงขึ้น 6-70%  การฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิในผู้ใหญ่จึงจำเป็น และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่พบว่าสามารถลดการมาพบแพทย์ได้

การฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป) และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรฉีด 1.บาดทะยัก คอตีบ 2.ไข้หวัดใหญ่ 3.ป้องกันปอดบวม 4.ตับอักเสบบี (เฉพาะในผู้ที่มีโรคเรื้อรัง) และวัคซีนทางเลือกอีกอย่างคือ วัคซีนงูสวัด

แต่วัคซีนที่สำคัญที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องฉีดเป็นประจำทุกปีคือ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะคนกลุ่มนี้จะเวลาเป็นหวัดแล้วจะเกิดอาการติดเชื้อทางเดินหายใจและต้องนอนรพ.

ไข้หวัดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่มีชนิด A สายพันธ์ H1N1 และH3N2 และชนิด B สายพันธ์ยามากาตะ และวิคอตอเรีย ไข้หวัดใหญ่จะเกิดขึ้นทุกปีเป็นฤดูกาล ในอดีตฤดูแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่เมืองไทยคือ เดือนกรกฏาคม-สิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม (พีคใหญ่) แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมามีการแพร่ระบาดในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม (พีคเล็ก) ด้วย ทำให้เมืองไทยมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2 ช่วง ในแต่ละปีการระบาดจะไม่เหมือนกัน เช่น ในปี 2009, 2013 ชนิด A สายพันธ์H1N1  ปี 2016 ชนิด B  ปี 2017 H3N2  เชื้อที่ค่อนข้างจะรุนแรงเมื่อเป็นแล้วต้องนอนโรงพยาบาลคือ ชนิด A H1N1สายพันธ์2009 และ H3N2  การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลของทุกปีสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว จึงควรฉีดประมาณเดือนพฤษาคม-มิถุนายน-กรกฏาคม หรือ ตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม

ไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นมากใน 2 ช่วงอายุ อายุที่เป็นมากที่สุดคือในเด็ก แต่อาการจะไม่รุนแรง 3-5 วันหายได้เอง และรองลงมาในผู้สูงวัย ที่ตามมาคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เบาหวาน มะเร็ง ไตวาย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการกินยากดภูมิ ผู้ที่มีปัญหากับการหายใจต้องเจาะคอ และหญิงตั้งครรภ์ คนกลุ่มหลังนี้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลงเวลาเกิดโรคจึงรุนแรงและถึงขั้นเสียชีวิตได้ การป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน และการดูแลเรื่องอนามัยส่วนบุคคลไม่ให้สัมผัสโรค

พีคปอดบวมในเมืองไทยตรงกับพีคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่มีส่วนทำให้เป็นปอดบวม ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่หมอกลัว เราจึงเน้นการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนคือการติดเชื้อ ปอดอักเสบ ปอดบวมที่จะทำให้เกิดเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

หลังจากเกิดการระบาดไข้หวัดใหญ่ในปี 2009 ทำให้เกิดการตื่นตัวในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ฉีดฟรีแก่ ผู้ที่มีอาชีพแพทย์ หญิงมีครรภ์ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว คนที่มีอายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ผู้พิการทางสมอง ผู้มีน้ำหนักเกิน 100 กก.หรือ BMI เกิน 35

การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ แม้จะป้องกันการเป็นไข้หวัดใหญ่ได้เพียง 30-50% แต่การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อเป็นไข้หวัดใหญ่นี้นั้น เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่ก็จะเป็นแต่ไม่รุนแรง เป็นแล้วไม่ต้องนอนซมหลายวัน และจุดประวงค์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุไม่ใช่เพื่อไม่ให้เป็นไข้หวัดใหญ่ แต่คนที่ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แล้วนั้น สามารถลดอุบัติการณ์การไปโรงพยาบาลได้มากถึง 75% และลดการที่ต้องไปนอนโรงพยาบาลได้มากถึง 67% และลดการเป็นปอดบวมได้ถึง 97% และมีการศึกษาว่าลดอาการเส้นเลือดอุดตันในสมอง(Stroke) และลดอาการเจ็บหน้าอกของผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญของผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 157 เดือนพฤศจิกายน 2560

Advertisements

ลักข์ฟังมาเล่า : สัมภาษณ์ปูชนียบุคคลของชมรมเบาหวานโดย รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของชมรมเบาหวาน สัมภาษณ์คุณสัญญา เมฆสุวรรณ และคุณอุไร พันธุมโพธิ์ ปูชนียบุคคลของชมรม

อาจารย์สมพงษ์กล่าวว่าตำราเรียนที่ดีที่สุดของแพทย์คือ ประสบการณ์ของผู้ป่วย วันนี้อาจารย์จึงขอทำการสัมภาษณ์ปูชนียบุคคลของชมรมเบาหวานที่อาจารย์ให้ความนับถือ ท่านแรกคือ คุณสัญญา เมฆสุวรรณ ซึ่งเป็นคนร่วมก่อตั้งชมรมเบาหวานของรพ.จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่เริ่มแรก และท่านที่สองคือ คุณอุไร พันธุมโพธิ์ ที่สามารถดูแลตัวเองได้ดีกราฟระดับน้ำตาลไม่เคยพุ่งขึ้นสูงเลย อาจารย์ขอสัมภาษณ์เพื่อที่จะได้เป็นการแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนสมาชิกถึงการก่อตั้งชมรม และวิธีการดูแลตัวเองของผู้สูงอายุยังไงให้แข็งแรงและสุขภาพดี

คุณสัญญาได้เล่าถึงอดีตเมื่อ 20 ปีที่ได้เข้าค่ายเบาหวานเป็นครั้งที่ 5  แล้วอาจารย์สมพงษ์ได้บอกข่าวดีกับทุกคนถึงเรื่องการก่อตั้งชมรมเบาหวาน เพราะทุกครั้งที่กลับจากค่ายเบาหวานต่างก็กระจัดกระจายกันไป ไม่มีการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือความคิดเห็น ระหว่างกันเลย การมีชมรมทำให้พวกเราได้รวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราเริ่มต้นจากศูนย์โดยคณะกรรมการชุดแรกล้วนมีแนวคิดตรงกันว่าเราจะทำอะไรเพื่อชมรมเบาหวานของเราได้บ้าง ที่อยากจะกล่าวถึงคือ อาจารย์ปรียา ศิริปิ่นเพ็ชร เป็นหนึ่งในกรรมการรุ่นแรกที่ทำงานอย่างแข็งขันแต่ปัจจุบันท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว และอีกท่านที่ร่วมเหนื่อยกันมาตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันก็ยังทำหน้าที่มาตลอด 20 ปีคือ อาจารย์พันธ์ทิพย์ ไชยสังข์ ที่มีหน้าที่ประสานงานระหว่างโรงพยาบาลกับชมรม และตำแหน่งในปัจจุบันคือเหรัญญิกของชมรม ส่วนตัวคุณสัญญาได้ทำหน้าที่ออกแบบโลโก้ของชมรม โดยมีรูปกาชาดอยู่กึ่งกลางของประกายดาวที่เป็นรูปของศิลปะไทย มีความหมายถึงความต้องการให้ชมรมของเราไปสู่ดวงดาว ซึ่งก็คือความเป็นเลิศของชมรม ซึ่งเราได้ทำสำเร็จแล้ว

คุณอุไร อายุ 89 ปี 8 เดือน เป็นเบาหวานมา 37 ปีแล้ว เดิมเป็นอาจารย์และ 9 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณได้มาทำงานที่วิเทศสัมพันธ์ สภากาชาดไทย โดยส่วนตัวมีความสนใจที่จะเข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการพยาบาลต่างๆ ที่จัดขึ้นในกรมกองต่างๆ เพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและครอบครัว ซึ่งปัจจุบันก็ได้นำความรู้มาดูแลสามีที่ป่วยนอนติดเตียงมา 4 ปีแล้ว การมาเป็นสมาชิกที่ชมรมเบาหวาน ทำให้รู้ว่าชมรมนี้มีพลังแม่เหล็กที่ดึงดูดให้มาเป็นประจำ เพราะการเดินทางมาร่วมกิจกรรมเสวนานอกจากจะได้ความรู้ในด้านต่างๆ แล้วยังทำให้ตัวเองได้เคลื่อนไหวออกจากบ้าน ต้องแต่งตัว ต้องคิดวางแผนที่จะเดินทางมาขึ้นรถ ซึ่งนับเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีค่า มาชมรมแล้วรู้สึกเบิกบาน มาแล้วทำให้รู้จักโรคเบาหวานอย่างถูกต้องจากที่เมื่อก่อนรู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ

คุณสัญญา เห็นชมรมเบาหวานก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา สมดังที่ปรารถนาว่าอยากจะเห็นชมรมของเราจะเดินถึงดวงดาวแม้หนทางจะอยู่ไกลและยากลำบากก็ตาม ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกก็ได้พัฒนาตามเทคโนโลยีทันด้วยการมีไลน์กลุ่มของชมรมเบาหวาน ทั้งแบบวิชาการที่ตั้งโดยอ.พิสนธ์เพื่อให้สมาชิกชมรมเบาหวานถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องยา เรื่องโรค ทั้งแบบเป็นกลุ่มที่เอาไว้คุยทักทายกันตามอัธยาศัย รวมถึงเรายังคงมีจดหมายข่าวของชมรม ที่แจ้งข่าวสารการเคลื่อนไหวของชมรมตลอดเวลา และหากสมาชิกท่านใดที่พลาดการเสวนาประจำเดือน ในจดหมายข่าวของเราก็ยังมีการบอกเล่าเรื่องราวความรู้ของงานเสวนาที่ผ่านมาอีกด้วย

อาจารย์สมพงษ์ กล่าวชื่นชมความสามารถของคุณสัญญาที่แม้จะอยู่ในวัย 80 แต่ยังคงความสามารถในการแต่งกลอนและเพลงในระยะเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งคุณสัญญาได้แต่งเพลงให้กับชมรมเป็นจำนวนหลายเพลงอีกด้วย

และได้กล่าวชื่นชมคุณอุไรว่า เป็นคนมีวินัย ทุกครั้งที่ไปค่ายเบาหวานคุณอุไรจะชนะการประกวดผลน้ำตาลในค่ายเสมอ

คุณอุไรบอกเคล็ดลับในการดูแลตัวเองว่า การมาฟังเสวนาทำให้มีความรู้ และความรู้ของการเสวนาทุกครั้งก็เป็นความรู้ใหม่ที่ทันสมัย ชวนให้มาติดตามทุกครั้ง ด้วยความอยากรู้ว่าจะทำยังไงให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นภาระของคนอื่น เรื่องอาหารการกิน ก็เป็นคนกินของหวานแต่เรื่องสำคัญที่ได้เรียนรู้จากการมาฟังเสวนาที่ชมรมคือ หลักโภชนาการ ทำให้รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกิน สิ่งที่กินได้ควรกินแค่ไหนถึงจะพอดี แล้วทุกครั้งที่มาหาหมอ คุณอุไรมาด้วยความศรัทธาในตัวหมอที่รักษา เมื่อหมอให้คำแนะนำอะไรมาก็จะปฏิบัติตาม แต่ถ้าสงสัยก็จะถามเพื่อความเข้าใจก่อนปฏิบัติ เมื่อหมอนัดก็จะไปตามนัดอย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง กินยาครบตามเวลาที่คุณหมอให้มา ทำงานบ้านเป็นประจำ ออกกำลังกายทุกวัน ใช้เวลาในชีวิต 24 ชม.ให้มากกว่า 24 ชม.ตลอดเวลา

คุณศุภะลักษณ์ประธานชมรมตั้งคำถามว่า การมีชมรมช่วยอะไร หรือให้ประโยชน์อะไรกับสมาชิกได้บ้าง?

คุณสัญญา ช่วยให้เรามีชีวิตยืนยาว ปลอดจากโรคแทรกซ้อนได้ ถ้าเราเชื่อคำแนะนำของหมอ และเรามีเพื่อนที่เราแบ่งปันสิ่งต่างๆ ได้เหมือนสมาชิกในครอบครัว

คุณอุไร ได้หลักธรรมะจากอาจารย์หมอคือ ได้รู้กิเลส คือ ความอยากกิน ถ้าเราคุมกิเลสความอยากกินนี้ได้ การควบคุมรักษาเบาหวานก็จะทำได้ง่ายขึ้น การควบคุมสติได้ เราก็จะรู้จักระมัดระวังตัว แต่การคุมสตินี้ต้องทำอย่างไม่เคร่งเครียดเพราะจะทำให้เกินผลร้ายกับตัวเอง การคลายเครียดสามารถทำได้โดยชื่นชมต้นไม้ ดอกไม้ เสียงดนตรี หาเพื่อนที่รู้ใจพูดคุย การไปค่ายเบาหวานทำให้รู้ทันกิเลสของตัวเอง ถ้าคุมสติได้ก็จะได้ อารมณ์ดี ออกกำลังกายได้ คุณอุไรไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่ยาวนาน แต่อยากให้การมีชีวิตอยู่สามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัย พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของใคร สุขภาพของเราจะดีได้ เราต้องเป็นคนลงมือทำเอง

อาจารย์สมพงษ์กล่าวในตอนท้ายว่า ชมรมเบาหวานของเราเริ่มต้นมาจากการจัดค่ายเบาหวาน พอเราจัดค่ายเบาหวานได้ครบ 5 ค่ายก็สามารถรวบรวมสมาชิกได้ 100 กว่าคน ครั้งแรกที่จัดค่ายอาจารย์ถูกปรามาสว่าการจัดค่ายให้กับผู้สูงอายุจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร? แต่ทุกคนก็ทำให้เห็นว่า คำสุภาษิตที่บอกว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ไม่เป็นความจริง สมาชิกทุกคนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม้ยิ่งแก่ยิ่งดี ยิ่งเก๋า ยิ่งมีประสบการณ์ ไม้แก่ต้องค่อยๆ ดัด แต่ยิ่งดัดยิ่งสวย

สิ่งที่ชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ทำมาโดยตลอดคือ ได้สร้างสิ่งดีงามให้กับสถาบันแห่งนี้  และอยากให้ทุกคนช่วยกันต่อไปเพื่อเป็นแรงให้เกิดชมรมเบาหวานขึ้นในที่ต่างๆ กระจายเป็นวงกว้างออกไป เพราะยังมีคนเป็นเบาหวานอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจว่า โรคเบาหวานคืออะไร เขารู้แต่ว่าเป็นเบาหวาน มาหาหมอ เจาะเลือด ปรับยา แล้วกลับไปบ้าน แล้วก็ทำให้คนไข้เบาหวานจำนวนมากในบั้นปลายต้องล้างไต ต้องตัดขา การกระจายสิ่งเรามี ที่เราโชคดีที่เป็นเบาหวานแล้วมีความรู้ เราต้องสนับสนุนคนอื่นๆ  เพื่อขยายชมรมเบาหวานให้กระจายไปในวงกว้าง อย่างที่ประธานชมรมของเราทำอยู่ร่วมกับสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะจัดตั้งเครือข่ายสมาพันธ์ชมรมเบาหวานทั่วประเทศ  โดยมีชมรมเบาหวานของเราเป็นต้นแบบของชมรมเบาหวานอื่นๆ ในประเทศไทย

สมาชิกชมรมรู้สึกเหมือนอย่างที่ลักข์รู้สึกไหมคะว่า ถ้าทีมบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโรคเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ได้มีหัวใจดวงเดียวกัน ชมรมเบาหวานของเราก็คงจะไม่สามารถถือกำเนิดเกิดขึ้น และเติบโตอย่างสง่างามเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้?

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 15ุ7 เดือนพฤศจิกายน 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : เรื่อง “การรู้จักตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต”

 

อ.นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร บรรยายหัวข้อเรื่อง “การรู้จักตนเองและความไม่ประมาทในชีวิต” ให้กับชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

อาจารย์ได้แนะนำตัวเองว่าเป็นแพทย์โดยจบสาขาจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นี้เอง และได้ไปเรียนต่อทางด้านพันธุกรรมสารเสพติดที่สหรัฐอเมริกา โดยระหว่างนั้นก็ได้ศึกษาแพทย์ทางเลือกของทางตะวันออกคือการฝังเข็ม และได้เคยนำวิธีการฝังเข็มไปฝังให้เพื่อนฝรั่งที่มีอาการแพ้ท้อง โดยเพื่อนได้บอกว่าหลังจากฝังเข็มแล้วอาการแพ้ท้องดีขึ้น แล้วได้ตั้งข้อสงสัยว่าการฝังเข็มมีพลังทำให้หายจากอาการแพ้ท้องได้จริงหรือ? ซึ่งอาจารย์ได้อธิบายว่าไม่ใช่เข็มที่เก่งหรือมีพลัง แต่เป็นเจ้าตัวเองที่เก่งเพราะในขณะที่เข็มกำลังจะฝัง จิตจะไปอยู่ที่เข็ม และจิตก็จะปล่อยวางตามเส้นลมปราณที่เข็มวางอยู่ เพียงเท่านั้นการรักษาก็เข้าสู่อวัยวะภายในได้แล้ว สิ่งนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของจิตและกายที่มีปฏิสัมพันธ์กันอยู่

หลังจากที่อาจารย์เรียนจบกลับมาก็มาทำงานอยู่ในแผนกศูนย์ชีวาภิบาล ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้ายของชีวิต การเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับความตายไม่ใช่เรื่องน่าหดหู่เพราะการตายดีคือการเกิดใหม่ดี ถ้าเราเตรียมตัวตายให้ดีก็คือการเตรียมตัวเพื่อการเกิดใหม่ที่ดี หรือเพื่อไม่เกิดก็ได้แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคน

เคสผุ้ป่วยในโรงพยาบาลที่อาจารย์ดูแลอยู่มี 4 เคสคือ เคสตายได้ ตายดื้อ ตายด่วน และตายทั้งเป็น อีกเคสพิเศษคือ ตายดี ซึ่งหลายครั้งคนที่ตายดีก็ไม่ได้ป่วยตาย หรือถ้าป่วยก็ไม่ทุกข์ สามารถที่จะอยู่กับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่มีจนหมดลมหายใจ

โรคเรื้อรังพื้นฐานที่เรียกว่าโรค 3 สหายคือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน ซึ่งโรคทั้ง 3 นี้สามารถดูแลได้ด้วย อาหาร อากาศ และอารมณ์ด้วยการพักผ่อน และออกกำลังกายที่เหมาะสม

พันธุกกรมคือ กรรมเก่าที่พ่อแม่ให้มาอย่างละครึ่ง แต่อาหาร ข้าวสุกและขนมสดทำให้เราเติบโต เราทุกคนมีกรรมเก่าเป็นตัวขับเคลื่อน มีกรรมใหม่เป็นตัวสะสมจะอ้วนหรือผอม

กฎธรรมชาติคือ เป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ กฎตามดินน้ำลมไฟ ภูมิอากาศต่างๆ เรียกว่าอุตุนิยาม กฎของการสืบพันธุ์ดำรงการสืบต่อเรียกว่าพีชนิยาม กรรมนิยามคือกระบวนการให้ผลของการกระทำของมนุษย์หรือของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าทำอะไรจะไม่มีวันหายไป เป็นพลังงานที่เดี๋ยวก็จะสะท้อนกลับมา กรรมนิยามเป็นกฎอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ การเป็นเหตุเป็นผล

ธรรมชาติในจักรวาลสามารถแบ่งได้เป็นหยินและหยางซึ่งเป็นลักษณะ 2 ประการที่หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกัน เกื้อหนุนกัน แข่งขันกัน หรือจะทำลายกันก็ได้ เช่น กลางวันกับกลางคืนหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันตลอด กลางวันเป็นหยางเพราะสว่างและมีอุณหภูมิสูงกว่า กลางคืนเป็นหยิน นิ่ง สงบ เย็นกว่า สมองของเรา คนที่ถนัดภาษาและการจดจำรายละเอียดเป็นหยิน คนที่ชอบศิลปะและความเข้าใจ ไม่เอารายละเอียดเยอะเป็นหยาง ผู้หญิงอยู่กับที่ ทำงานในบ้านเป็นหยิน ผู้ชายเคลื่อนไหว ทำงานนอกบ้านเป็นหยาง

เราสามารถเปรียบเทียบหยินหยางได้ในสภาวะใดหนึ่งในชั่วขณะใดหนึ่ง เช่น น้ำเปล่า 1 แก้ว กับน้ำเปล่าใส่น้ำแข็ง น้ำเปล่าใส่น้ำแข็งมีความเป็นหยินเพราะเย็นกว่า โมเลกุลของน้ำเคลื่อนไหวน้อยกว่า น้ำอีกแก้วเป็นหยาง โมเลกุลเคลื่อนไหวเร็วกว่า สมาชิกชมรมฯที่นั่งฟังอยู่เป็นหยิน อาจารย์ที่กำลังพูดอยู่เป็นหยาง คนนั่งกับคนยืน คนนั่งเป็นหยิน คนยืนเป็นหยาง คนยืนกับคนเดิน คนยืนเป็นหยิน คนเดินเป็นหยาง คนนอนกับคนนั่ง คนนอนเป็นหยิน คนนั่งเป็นหยาง

อิริยาบถทั้ง 4 นอน นั่ง ยืน เดิน นี้ถ้าแบ่งเป็นคู่ คู่ที่เป็นหยินคือ นอนนั่ง คู่ที่เป็นหยางคือ ยืนเดิน ปรัชญาขงจื๊อบอกว่า มีหยินในหยินคืออิริยาบถนอน มีหยางในหยินคืออิริยาบถนั่ง  อิริยาบถยืนคือหยินในหยาง และอิริยาบถเดินคือหยางในหยาง ในดิน น้ำ ลม ไฟ อิริยาบถนอน เป็นดิน นั่งเป็นน้ำ ยืนเป็นลม เริ่มเดิน วิ่งได้เป็นไฟ แล้วก็กลับมายืนใหม่ กว่าจะประคองตัวยืนได้เป็นลม นั่งเป็นน้ำ นอนติดเตียงเป็นดิน และตายจากกลับสู่ดิน จากดินสู่ดินครบ 1 รอบชีวิต นี่คือปรัชญาของดิน น้ำ ลม ไฟ

หยินคือคนชอบความรู้ เป็นพหูสูต ชอบจด ชอบจำ แต่อาจจะไม่เข้าใจ หยางคือคนที่เน้นความเข้าใจ ไม่ต้องจด แต่เข้าใจอย่างเดียวโดยไม่มีความรู้ไม่ได้ สมองซีกซ้ายเป็นหยินมักใช้ความจำ ภาษา พิทักษ์สิทธิ์ มีเมตตาสูงให้หมด พูดเก่ง เน้นรูปธรรม ชอบความท้าทายต้องชนะให้ได้ เน้นรายละเอียด สมองซีกขวาเป็นหยาง เน้นเสรีภาพ ไม่รุกล้ำผู้อื่น รักษาศีล ให้เฉพาะคนที่เดือดร้อน พูดน้อยทำเต็มที่ เน้นนามธรรม เวลามีปัญหามองเป็นโอกาสชนะก็ได้ไม่ชนะก็ได้ การฝึกมองโลกเป็นทั้ง 2 ด้าน (หยิน-หยาง) จะมองโลกได้ครบทั้งใบ

เป้าหมายในชีวิต คนที่อยากร่ำรวย, ดูดี เป็นหยิน เพราะจับต้องได้ คนที่อยากฉลาด เป็นอมตะ เป็นหยาง คนรวยคือคนที่ให้ผู้อื่นได้โดยไม่ติดค้างหรือหวังสิ่งตอบแทน แต่คนที่ให้คนอื่นไม่ได้หรือคาดหวังสิ่งตอบแทนถือว่ายังจนอยู่ เวลาค่ามากโดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาเหลือไม่มาก

ความปรารถนาสูงสุดก่อนตาย มีคนบอกว่าอยากมีคนรักรายล้อม, อยากมีสติรู้ตัว สามสารสื่อสารได้ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ทรมาน, บางคนบอกกลัวเป็นภาระของครอบครัวญาติพี่น้อง, กลัวค่ารักษาพยาบาล, กลัวเจ็บปวดทรมาน, แต่ถ้าเราตายได้ก่อนตาย ความกลัวต่างๆ จะเป็นเพียงแค่การศึกษา การสังเกต ไม่ต้องทุกข์กับความรู้สึกเหล่านี้เลย

การยอมรับความตายจะตามมาหลังจากที่ความกลัวเราลดลง จะยอมรับอย่างไม่ผลักไส ไม่เจ็บปวดไปกับความตาย เคยมีงานวิจัยถามคนที่จะมีชีวิตต่อไปได้อีก 6 เดือน สิ่งที่คนตอบมากที่สุดตามลำดับคือ ฉันอยากอยู่กับคนที่ฉันรัก, ฉันอยากไปเที่ยว, ฉันอยากจะเติมเต็มชีวิต, ฉันอยากใช้ชีวิตให้สนุกสนาน, ฉันจะหยุดงาน, ฉันจะกิน เที่ยว มีความสุขตามที่ต้องการ, ฉันอยากใช้ชีวิตตามปกติ, ฉันอยากเข้าวัดหรืออ่านคัมภีร์มากขึ้น, ฉันอยากอยู่กับบ้าน, ฉันอยากใช้เงินที่มีเพื่อสังคมให้เกิดประโยชน์ ให้เราถามตัวเองว่าถ้าเราเหลือชีวิตอีกเพียง 6 เดือน เราอยากทำอะไร ซึ่งเป็นการยอมรับความจริง

กำลังใจในชีวิตมี 4 ระดับ ระดับแรกคือ ครอบครัวเป็นกำลังใจขั้นต้นที่สำคัญมาก เป็นกำลังใจทีเกิดมาก็มีอยู่แล้วขอเพียงแค่อย่าทะเลาะกัน เรียกว่าเราต้องรักกันในแบบที่กรรมเก่าให้มา กำลังใจระดับที่สองคือ เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน การมีเพื่อนทำให้มีพลัง กำลังใจระดับ 3 คือ ความเชื่อมั่นในความดีงามของตัวเอง หรือเชื่อมั่นในความดีของคนที่เรารักและศรัทธา กำลังใจระดับ 4 คือ การอยู่กับปัจจุบัน รู้ตัวทั่วพร้อม  ไม่ยึดอดีต

ตอนที่ได้สัมภาษณ์เรื่องเกี่ยวกับชีวิตว่าอะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิต 70% ตอบว่าครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รัก เมื่อไปสัมภาษณ์คนที่ใกล้ตาย อะไรที่เสียดายที่สุด การได้ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารักน้อยเกินไป คนเรามักใช้เวลาไปกับงาน การหาเงิน และเทคโนโลยี จึงขออยากฝากไว้ให้ทุกคนใช้เวลากับปัจจุบันให้ได้ ให้ดีที่สุด ให้มีค่าที่สุด

ฝากแง่คิดของพระอาจารย์ประสงค์เอาไว้ ฉันต้องการความสุข ถ้าฉันต้องการความสุขที่ใหญ่ ความสุขจะเล็กลง ถ้าฉันต้องการมันเล็ก ความสุขจะใหญ่ขึ้นมาเอง พร้อมกับให้พร 3 ประการ ขอให้ไม่มีอนาคต คือ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน ขอให้หมดเนื้อหมดตัว คือ ขอให้ละความยึดมั่นถือมั่นได้ ขออย่าได้ผุดได้เกิด คือ ขอให้ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 156 เดือนตุลาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : เรื่อง “ไวรัสตับอักเสบบี-ซี และการรักษาแนวใหม่”

ผศ.ดร.นพ.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ บรรยายเรื่อง “ไวรัสตับอักเสบบี-ซี และการรักษาแนวใหม่” ให้กับชมรมเบาหวานโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

หลังจากที่อาจารย์ได้กล่าวทักทายสมาชิกแล้ว อาจารย์อธิบายกว่าก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซีนั้น อาจารย์อยากจะใช้เวลาในการอธิบายเรื่องตับอักเสบให้กับสมาชิกให้เข้าใจมากกว่า เพราะเป็นปัญหาที่สมาชิกควรเข้าใจให้ถูกต้องก่อน เพราะสมาชิกในวันนี้จำนวน 75 คน มีโอกาสที่จะเป็นโรคตับ 10 คนหรือมากกว่า มีโอกาสที่จะเป็นโรคไขมันคั่งตับ 1 ใน 3 คือ 25 คนหรือมากกว่า ส่วนโอกาสที่จะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี หรือโรคไวรัสตับอักเสบซีเพียง 5-7 คนเท่านั้น การทำความเข้าใจเรื่องตับอักเสบอย่างถูกต้องสามารถที่จะทำให้สมาชิกที่เป็นเบาหวานที่เป็นโรคตับอักเสบ สามารถที่จะมีชีวิตอยู่กับโรคตับได้อย่างยาวนาน

อวัยวะที่เรียกว่า ตับ ของคนเรามี 1 อัน แบ่งได้เป็นด้านซ้ายและขวา ซึ่งถ้าหากมีความจำเป็นต้องตัดเนื้อตับออกไปบางส่วน ตับก็สามารถที่จะงอกขึ้นมาใหม่ได้ แตกต่างจากอวัยวะอื่นอย่าง หัวใจ และปอด ที่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีก ตับของคนเราจะขับของเสียออกมาทิ้งที่ท่อน้ำดี น้ำดีจะไหลจากตับแล้วลงมาเก็บในถุงน้ำดี เมื่อเรากินอาหารมันๆ เข้าไปในท่อน้ำดี ก็จะเกิดการกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบน้ำดีออกมาไหลลงไปในลำไส้ไปปนกับอาหารมันๆ ทำให้ไขมันแตกตัวแล้วย่อยดูดซึมไปได้ ถึงแม้น้ำดีจะเป็นของเสียแต่ก็มีของดีอยู่ด้วยคือสำหรับย่อยไขมันที่เรากินเข้าไปให้แตกตัว เราจึงเรียกว่าน้ำดี

ถุงน้ำดีมีหน้าที่เก็บน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดีคือการตะกอนของไขมันคอเรสเตอรอลหรือเกลือแร่ต่างๆ ใน 100 คน จะมีคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี 20-30 คนเป็นเรื่องปกติ นิ่วในถุงน้ำดีจะก่อให้เป็นปัญหา ถ้าก้อนนิ่วไหลไปอุดตันท่อน้ำดีจนทำให้ถุงน้ำดีอักเสบเกิดการติดเชื้อในท่อน้ำดีและในกระแสเลือดได้

ตับมีหน้าที่อะไรบ้าง? หน้าที่ของตับเหมือนเป็นโรงงานของร่างกาย

  1. รับสารอาหารและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม เมื่อเรากินอาหาร จนอาหารย่อยเสร็จ ลำไส้ดูดซึมผ่านเส้นเลือด เลือดที่ผ่านจากทางเดินอาหารทั้งหมดจะต้องผ่านมาที่เนื้อตับ ตับจึงมีหน้าที่รับอาหารต่างๆ เข้ามา ตับก็จะดูว่าเหมาะกับร่างกายไหม แล้วจึงย่อยปรับเปลี่ยนให้เป็นโมเลกุลที่ใช้ได้
  2. สะสมไว้ใช้เมื่อต้องการ เมื่อเรากินอาหาร จนอาหารย่อยเสร็จได้เป็นกลูโคส ลำไส้ดูดซึมผ่านเส้นเลือดเข้าสู่ตับ ถ้าเรายังไม่ได้ใช้พลังงาน กลูโคสที่ผ่านตับก็จะถูกนำไปเก็บในรูปของกลัยโคเจนอยู่ที่ตับ
  3. ส่งต่อสู่อวัยวะอื่นๆ เมื่อตับจะใช้น้ำตาลก็สลายกลับโคเจนออกมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่สมอง ไปที่กล้ามเนื้อ เพื่อใช้เป็นพลังงาน
  4. ปรับเปลี่ยนและขับออกมาทางน้ำดีเมื่อร่างกายมีการใช้พลังงาน ย่อมมีของเสีย ของเสียต่างๆ ก็จะวิ่งมาที่ตับ ตับมีหน้าที่เปลี่ยนของเสียไม่ให้เสียจนทำอันตรายต่อร่างกายแล้วก็ขับทิ้งออกทางท่อน้ำดี เช่น การกินยาลดไขมัน ตับมีหน้าที่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม แต่บางทีปรับเปลี่ยนแล้วเป็นอันตรายต่อตับก็มี อย่างการกินพาราเซตามอนในปริมาณมากเกินไป ตับก็เปลี่ยนเป็นสารที่ไปสะสมในร่างกายทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะฉะนั้นหลายครั้งที่หมอเจอว่ามีคนกินอาหารเสริมที่บอกว่าเป็นของดี ปลอดภัย ไม่มีอันตราย หรือบอกว่าเป็นสมุนไพรแล้วกินเข้าไป ตับไม่รู้หรอกว่าเป็นของดี ของแพง ทุกอย่างคือสารที่ตับจะต้องเปลี่ยนแปลงสารนั้นตามกระบวนการทางธรรมชาติ ถ้าเปลี่ยนแล้วขับทิ้งได้ก็ปลอดภัย แต่ถ้าปลี่ยนแล้วสะสมก็กลายเป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะกินอะไรขอให้รู้และเข้าใจว่าตับจะเป็นทางผ่านของทุกอย่าง ตับเหมือนเป็นแบตเตอรี่ของร่างกาย ถ้าตับพัง เราจะไม่มีแรง

หลายคนคงเคยได้ยินว่าเป็นโรคตับอักเสบต้องกินน้ำหวาน ซึ่งถ้าหากใครเป็นโรคตับในระดับรุนแรงจนตับไม่สามารถเก็บสะสมพลังงานในรูปแบบของกลัยโคเจนได้แล้ว ก็จะมีภาวะน้ำตาลต่ำ คุณหมอก็จะแนะนำให้กินน้ำหวานเพื่อเป็นพลังงาน แต่ถ้าเป็นโรคตัวคั่งไขมัน หรือ ไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การกินน้ำหวานไม่ได้ช่วยอะไรเลย

โรคตับอักเสบ การอักเสบคือการมีภาวะ บวม แดง ร้อน เจ็บ ปวด ทางการแพทย์จะมีคำอธิบายของการอักเสบคือ การที่มีเม็ดเลือดขาวออกมาจับกินเชื้อโรค ตัวอย่างแผลมีดบาดเลือดออก ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการบวม แดง ร้อน เจ็บ เราเรียกว่ามีการอักเสบตรงบริเวณที่มีดบาด เมื่อเวลาผ่านไป จะเกิดเป็นแผลเป็นขึ้นมาหรือที่เรียกว่าพังผืด ประโยชน์ของแผลเป็นหรือผังพืดคือเป็นกระบวนการการชนกันของผิวหนังเพื่อทำให้แผลหาย

ตับของคนเรามีขนาด 1 กิโลกรัม ตับไม่มีเส้นประสาททำให้ไม่มีความรู้สึก เมื่อตับเกิดการอักเสบเจ้าของตับจึงไม่รู้ว่าอักเสบ เนื้อตับคนปกติจะเป็นสีแดงสวย แต่ถ้าคนที่มีตับอักเสบเนื้อตับจะมีเม็ดเลือดขาวออกมาจับกินเชื้อโรคเต็มไปหมดทำให้เนื้อตับมีสีดำ และเมื่อเกิดการอักเสบเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะมีพังผืดหรือแผลเป็นที่เนื้อตับทำให้เป็นตะปุ่มตะป่ำหากมีเป็นจำนวนมากก็จะทำให้ตับแข็ง เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็งแล้วหมายความว่าตับแข็งไปทั้ง 100% แต่เพราะตับเป็นอวัยวะที่งอกขึ้นมาใหม่ได้ เมื่อเกิดภาวะตับอักเสบจะมีเนื้อตับใหม่งอกขึ้นมาแทรกระหว่างแผลพังผืด เนื้อตับที่ดีที่แทรกตัวอยู่ไปทั่ว ก็ยังทำงานได้อยู่ทำให้คนที่เป็นโรคตับแข็งส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคตับแข็ง

โรคตับอักเสบแบบเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้ทั้งจากการกินยาแผนปัจจุบันเช่นยาลดไขมันบางชนิด และจากการกินยาสมุนไพร ไทย-จีน-ฝรั่งยุโรป-อเมริกา วิตามิน อาหารเสริม และจากการกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบอี ซึ่งล้วนแต่มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นสารพิษต่อตับทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงเฉียบพลันได้ทั้งนั้น เมื่อหยุดยาหรืออาหารที่เป็นสาเหตุแล้ว ตับจะสามารถหายจากการอักเสบได้ภายใน 6 เดือน แต่ถ้าหยุดสาเหตุไม่ได้หรือหยุดช้าเกินไป ตับก็จะวายเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้

ผศ.ดร.นพ.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ บรรยายเรื่อง “ไวรัสตับอักเสบบี-ซี และการรักษาแนวใหม่” ให้กับชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

โรคตับอักเสบเรื้อรัง จะเกิดขึ้นได้จากโรคไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี โรคไขมันตับ และการตื่มแอลกอฮอล์ ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี-ซีแล้วไม่รักษา ปล่อยให้อักเสบซ้ำๆ จนเรื้อรัง การเป็นตับอักเสบเรื้อรังจะใช้ระยะเวลา 10-20 ปี จนกลายเป็นตับแข็ง ใช้ระยะเวลาอีก 10-15 ปี จนเป็นโรคตับแข็งระยะท้าย คนเรามีเวลาร่วม 30 ปี ในการที่จะรักษาโรคตับก่อนที่จะเป็นโรคตับแข็งในระยะท้าย ที่เมื่อเป็นแล้วก็มีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1-3 ปีเท่านั้น

วิธีตรวจเพื่อหาตับแข็ง ดูลักษณะภายนอก เจาะเลือดดูค่าการอักเสบตับ ตรวจค่าไวรัสตับอักเสบบี-ซี ดูค่ามะเร็งตับ ทำ ultrasound และที่แน่นอนที่สุดคือ การเจาะตับ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า Fibro-scan ที่ใช้คลื่นเสียงตรวจ สามารถตรวจได้ว่ามีพังผืดในตับเยอะไหม มีไขมันในตับหรือเปล่า

วิธีป้องกันโรคตับที่ดีที่สุดคือ การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าแพทย์จะมียาหลายชนิดที่จะช่วยให้ตับหายอักเสบได้ แต่ถ้าเราสามารถกินไม่เกิน กินไม่ขาด นอนไม่มาก นอนไม่น้อย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายนอกจากจะช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มการเผาผลาญรักษาไขมันในตับแล้ว คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ร่างกายสามารถทำลายไวรัสด้วยภูมิต้านทานของร่างกายที่แข็งแรงได้ด้วย และสำหรับคนที่มีโรคตับไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดต้องไปตรวจตามนัดทุกๆ 6 เดือนเพื่อเป็นการคัดกรองโรคมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 155 เดือนกันยายน 2560

ลักข์ฟังมาเล่า “โรคเบาหวานขึ้นตา, การเสื่อมของวุ้นลูกตา :การป้องกันและรักษา”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฎาคม 2560 รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธ์
เรื่อง “โรคเบาหวานขึ้นตา, การเสื่อมของวุ้นลูกตา :การป้องกันและรักษา”

พบกันวันนี้อาจารย์ได้เริ่มต้นตั้งคำถามว่า ระหว่างน้ำเปล่ากับน้ำหวานอะไรอร่อยกว่ากัน? น้ำหวานจะมีรสชาติอร่อยกว่าทำให้คนนิยมกินมากกว่า ยิ่งในปัจจุบันมีร้านชา-กาแฟเป็นจำนวนมาก แต่รู้กันไหมว่าประโยชน์ที่เราคิดว่าจะได้จากคุณสมบัติของชา- กาแฟนั้นน้อยมากแต่สิ่งที่ได้กันมาเต็มๆ ก็คือ น้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนในปัจจุบันเป็นเบาหวานกันได้ง่ายขึ้นเพราะการกินน้ำตาลในปริมาณมากในปัจจุบัน ทำให้คนได้รับแคลอรี่เข้าไปในร่างกายมากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้ทัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนและโรคเบาหวานตามมาได้ง่าย

สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน เมื่อร่างกายมีปริมาณน้ำตาลมากในเลือดมาก ก็จะทำให้เลือดในร่างกายข้นเหนียวมากขึ้น เลือดไหลเวียนยากขึ้น ซึ่งในเลือดที่มีน้ำตาลมากนี้จะไปทำลายเซลที่บุผนังเส้นเลือดในร่างกายของเรา  ดังนั้นโรคเบาหวานขึ้นตา จึงไม่ใช่เฉพาะเพียงเส้นเลือดที่ตาเท่านั้น แต่เส้นเลือดที่สมอง ที่ไต ที่หัวใจ ก็ถูกทำลายไปด้วย

คนที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตาแล้ว สิ่งสำคัญที่หมอทุกคนจะแนะนำให้ทำคือ ต้องคุมระดับน้ำตาลให้ได้ มีหลายคนตั้งใจคุมน้ำตาลได้พร้อมกับมีคำถามว่าคุมน้ำตาลได้แล้วทำไมตายังไม่เห็นดีขึ้น? อาจารย์อธิบายว่าการที่เส้นเลือดเสียจนมีภาวะเบาหวานขึ้นตาได้นั้น ไม่ใช่เกิดจากการปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงแค่วันหรือสองวัน แต่ปล่อยให้น้ำตาลในเลือดสูงนานนับปี เป็นเวลาหลายปี เพราะฉะนั้นการควบคุมน้ำตาลได้เพียง 3 เดือน 6 เดือนแล้วจะให้อาการเบาหวานขึ้นตาดีขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือนจึงเป็นไปไม่ได้ คนเป็นเบาหวานต้องควบคุมน้ำตาลให้ดี สม่ำเสมอทุกวันอย่างต่อเนื่องไปตลอดถึงจะเห็นผล

และนอกจากน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดเบาหวานขึ้นตาได้เร็วคือ

  1. คนที่ปล่อยให้ระดับไขมันในเลือดสูงจะเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาเร็วกว่าคนที่ควบคุมไขมันได้
  2. ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดของคนอายุ 60 กับ 80 ใครจะนุ่มนวลกว่ากัน? ตามธรรมชาติแล้วคนอายุน้อยกว่าเส้นเลือดจะยืดหยุ่น นุ่มนวลกว่าคนอายุ 80 แต่คนอายุ 80 บางคนเส้นเลือดอาจจะดีกว่าก็ได้เพราะร่างกายคนเรามีความเสื่อมไม่เท่ากัน โดยหลักแล้วเมื่ออายุเยอะขึ้นเส้นเลือดที่มีอายุการใช้งานมานานจะมีความเปราะ แข็ง ไม่ยืดหยุ่นนุ่มนวล ทำให้แรงดันเลือดต้องปั๊มแรงๆ เรียกว่าความดันโลหิตสูง

เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเบาหวานที่ปล่อยให้น้ำตาลสูงก็จะทำให้เซลไม่แข็งแรง ถ้าปล่อยให้มีไขมันเกาะทำให้เส้นเลือดตีบ การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก ความดันสูงทำให้แรงดันเลือดต้องปั๊มแรง ถ้าปั๊มแรงมากๆ เข้าก็ทำให้เส้นเลือดแตก ถ้าเส้นเลือดที่ตาแตกเลือดจะไหลไปท่วมจอประสาทตา(เรตินา-จอรับภาพ) ถ้าเลือดออกน้อยก็ทำให้ตามัว มองเห็นได้เป็นหย่อมๆ แต่ถ้าเลือดออกมาเป็นลิ่มออกมามากก็ทำให้มองไม่เห็นเลย แต่เลือดสามารถดูดซึมกลับไปได้แต่ก็จะทิ้งพังผืดไว้เป็นปัญหาในอนาคตต่อไป แต่ถ้ามีแต่น้ำเหลืองออกมา ทำให้จอประสาทตาบวมทำให้การมองเห็นภาพบิดเบี้ยว และมัว

คนเป็นเบาหวานแล้วการมองเห็นแย่ลงเพราะไม่ควบคุมระดับน้ำตาล การคุมระดับน้ำตาลจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องให้ดีไปตลอดตั้งแต่วันนี้ ทำทุกวัน ทำอย่างต่อเนื่อง แล้วเราจะได้รับผลดีไปอีกหลายเดือน หลายปี หลายสิบปีข้างหน้า แต่ถ้าคุมไม่ดีเบาหวานก็จะขึ้นตาแม้จะรักษาบรรเทาอาการได้แต่ก็จะไม่สามารถหายดีได้เหมือนเดิม

ถ้าเบาหวานขึ้นตาแล้วเส้นเลือดแตก นอกจากจะไหลเข้าท่วมจอประสาทตาแล้วยังมีโอกาสไหลเข้าวุ้นตาอีกด้วย วุ้นตาเป็นส่วนประกอบที่เยอะที่สุดในลูกตาคนมีปริมาตร 4 ซีซี ลูกตากลมๆ ของเราส่วนใหญ่บรรจุไปด้วยวุ้นตา วุ้นตาเป็นน้ำอยู่ในตา อยู่ด้านหลังเลนส์ วุ้นตานาบติดอยู่กับจอประสาทตาหรือเรตินา 99% ของวุ้นตาเป็นน้ำ 1% ไม่ใช่น้ำแต่เป็นสารที่เรียกว่า HA (Hyaluronic Acid) เป็นสารที่อุ้มน้ำ คนเราเมื่ออายุมากขึ้นปริมาณน้ำในร่างกายลดลง ผิวจะเหี่ยวขึ้น น้ำในวุ้นตาก็เช่นเดียวกัน น้ำในวุ้นตาจะมีการหดตัวเมื่ออายุเยอะมากขึ้นทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวุ้นตากับจอประสาทตา เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่มีอายุยืนมากพอจะต้องมีภาวะวุ้นตาเสื่อมทุกคน แม้กระทั่งตัวอาจารย์เองก็เสื่อม ต่อให้เป็นหมอร่างกายก็เสื่อม เราป้องกันการเสื่อมไม่ได้ เราหยุดการเสื่อมของร่างกายไม่ได้ (หากใครหยุดการเสื่อมได้แปลว่าชนะกฎธรรมชาติได้ซึ่งเป็นไปไม่ได้ สังขารเสื่อมเป็นเรื่องธรรมดา) แต่เราสามารถชะลอการเสื่อมของลูกตาได้

ตัวเลขสำคัญที่ถ้าคนเป็นเบาหวานทำได้จะทำให้โอกาสเกิดเบาหวานขึ้นตาน้อย หรือเบาหวานขึ้นตาแล้วก็จะเกิดการเสื่อมน้อย เกิดความรุนแรงน้อย น้ำตาลสะสมไม่ให้เกิน 7% ไปตลอด เมื่อไหร่ที่เรากินมาก ตัวเลขน้ำตาลสะสมจะสูง ยิ่งตัวเลขนี้สูง ก็ยิ่งเป็นอันตรายกับตัวคนเป็นเบาหวานเอง ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเบาหวานจะต้องมีเบาหวานขึ้นตา แต่คนเป็นเบาหวานจำนวนมากมีเบาหวานขึ้นตา ใครที่เป็นเบาหวานต้องตรวจตาทุกคน อย่ารอให้เส้นเลือดแตก จอประสาทตาบวมแล้วค่อยมาหาหมอ มาตรวจตาเพื่อให้หมอประเมินว่าเบาหวานขึ้นตาหรือยัง

การรักษาเบาหวานที่จอประสาทตา ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมากขนาดไหน แต่วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการคุมระดับน้ำตาลที่ต้องทำโดยตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง ถ้าคนไข้มาด้วยเส้นเลือดตีบ หมอจะให้ไปคุมไขมัน คุมน้ำตาลในเลือดเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดแตกในอนาคต แต่ถ้าปล่อยให้มีเส้นเลือดแตกจนมีจุดเลือดออกแล้ว ก็จะประเมินว่าเลือดออกเยอะหรือน้อย  ซึ่งมีวิธีการรักษา 2 อย่างตามอาการคือ 1.การรักษาด้วยการเลเซอร์ เพื่อหยุดการแตกและไม่ให้เกิดการงอกใหม่ของเส้นเลือดที่ไม่แข็งแรง เพื่อป้องกันเส้นเลือดตันเพราะถ้าตันแล้วจอประสาทตาจะไม่ทำงานการมองเห็นจะหายไป

และ 2. การฉีดยาเข้าไปในลูกกะตา ถ้าหมอตรวจแล้วว่าการเลเซอร์เอาไม่อยู่ก็จะต้องฉีดยาเพื่อบังคับเส้นเส้นเลือดไม่ให้รั่ว โดยต้องฉีดทุกเดือนเป็นเวลา 6 เดือนและห่างไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 4 ปี ยาเข็มละ 2,000-50,000 บาท ค่าใช้จ่ายตลอดการฉีดหลักแสน ถ้าไม่มีเงินจะทำยังไง? การป้องกันด้วยการคุมน้ำตาลเป็นวิธีที่ดีกว่าไหม?

เรื่องที่หมออยากเตือนคือ ห้ามนวดตาเด็ดขาด! เพราะอันตรายทำให้วุ้นตาเสื่อมได้ ที่แชร์กันเรื่องการนวดตาเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้น และเวลาเราฟังจากคนอื่นว่าโรคของเราต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ บางทีไม่เกี่ยวกับโรคของเราเลยก็ได้  โรคตาของเราไปหาหมอของเราแล้วถามคำถามของเราจะดีที่สุด จะได้คำตอบที่ตรงกับโรคของเราที่สุด

สมาชิกถาม :  คุณพ่อเคยฉีดยามา 5 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ติดเตียงจึงไม่ได้มาหาหมออีก จะทำอะไรได้บ้าง?

อจ.หมอตอบ : ฉีดเพราะเบาหวานขึ้นตาหรือจอประสาทตาเสื่อม? ถ้าฉีดเพราะเบาหวานขึ้นตาจะมีวันหยุดหากควบคุมน้ำตาลได้ แต่ถ้าฉีดเพราะโรคจุดศูนย์กลางรับภาพเสื่อมในผู้สูงอายุหรือ AMD ต้องฉีดต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงการมองเห็น ถ้าหยุดฉีดก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ ตามอายุ แต่ถ้ามารพ.ไม่ได้แสดงว่าระบบอื่นในร่างกายอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถ้าระบบอื่นพอไหวให้พามาตรวจ แต่ถ้าเดินทางมาไม่ไหวแล้ว บางที่เราก็ยอมรับว่าเราไม่สามารถชนะได้ตลอด เรามีแพ้เป็น

สมาชิกถาม : เพิ่งตรวจพบเบาหวานขึ้นตา นอกจากควบคุมน้ำตาลแล้วทำอะไรได้อีกบ้าง?

อจ.หมอตอบ : เบาหวานแบบที่ 1 เกิดในคนอายุน้อยเพราะอินซูลินไม่สร้าง โดยยังไม่รู้ว่าตับอ่อนถูกโจมตีด้วยอะไรอินซูลินจึงหายไป ต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน คุมอาหาร ออกกำลังกาย รวมทั้งต้องควบคุมไขมัน ความดันให้ดี

สมาชิกถาม : อายุ 89 ปี เป็นเบาหวานมา 37 ปี ไม่มีเบาหวานขึ้นตา ผ่าตัดต้อกระจกเรียบร้อยแล้วเมื่อ 14-15 ปีที่แล้ว ตรวจจอประสาทตาเป็นประจำ หลังจากนี้จะมีอะไรที่จะเกิดขึ้นได้อีก?

อจ.หมอตอบ : อาจารย์ชื่นชม แสดงว่าเป็นคนมีวินัยและติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จะมีอะไรในอนาคตก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่ไปอีกกี่ปี สมมติว่าอีกสัก 10 ปี ก็ต้องมีความเสื่อมเกิดขึ้นตามอายุ จอประสาทตาก็เสื่อมได้ หนังตาก็ตกได้ แต่ก็เป็นเหมือนกับการตรวจโรคทุกโรค ถ้าเจอเร็ว วินิจฉัยได้เร็ว รักษาได้เร็ว มีโอกาสหยุดโรคได้มากกว่าคนที่เจอช้า

สมาชิกถาม :  เป็นพังผืดที่จอตา ดูแลตัวเองยังไงได้บ้าง?

อจ.หมอตอบ : พังผืดที่จอตาเป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจน การรักษาจึงคลุมเครือ แต่เชื่อว่ามีการอักเสบ มีการรั่วของเส้นเลือด ซึ่งคนไข้ทำอะไรได้น้อยมาก นอกจากการรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี เป็นมากหมอก็ผ่าตัด เป็นน้อยก็ติดตามอาการ

สมาชิกถาม : เบาหวานขึ้นตาแล้วจะหายไหม?

อจ.หมอตอบ : เบาหวานขึ้นตาคือมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ตา เมื่อเส้นเลือดมีการเปลี่ยนแปลงแล้วไม่สามารถกลับมาได้เหมือนเดิม แต่สามารถที่จะรักษาไม่ให้เป็นเพิ่มได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 154 เดือนสิงหาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า “อาหารและการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน 2560  อ.นพ.วิทวัส  แนววงศ์

เรื่อง     “อาหารและการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

เนื่องด้วยอาจารย์ลลิตา วัฒนะจรรยา ติดภารกิจราชการด่วนจึงไม่สามารถมาบรรยายในหัวข้อโรคกระดูกพรุนตามที่แจ้งแก่สมาชิกได้ แต่ทางชมรมเบาหวานก็ยังได้รับความกรุณาจาก อาจารย์ นพ.วิทวัส แนววงศ์ หน่วยต่อมไร้ท่อฯ รพ.จุฬาลงกรณ์มาบรรยายให้สมาชิกแทนในหัวข้อเรื่อง “อาหารและการอออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

โดยอาจารย์วิทวัสได้นำภาพการออกกำลังกาย ที่แบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ประเภทคือ

PhotoGrid_1498742046062

  1. Cardiovascular การออกกำลังกายที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง จักรยาน ว่ายน้ำ ฯลฯ

ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้หรือที่เรียกว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) คือ ช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และหากออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยชะลอปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานได้ โดยควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์หรือแบ่งเป็น 5 วันวันละ 30 นาที ถ้าหากต้องการลดน้ำหนักให้เพิ่มเป็น 225-300 นาที/สัปดาห์

  1. Strength การออกกำลังกายที่เน้นเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เช่น ยกดัมเบลล์ ยกขวดน้ำ วิดพื้น  ซิตอัพ ฯ

ซึ่งประประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้คือ ช่วยให้รูปร่างกระชับดูดี จิตใจผ่องใส กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ และยังลดไขมันในเลือดได้ด้วย รวมทั้งการออกกำลังกายประเภทนี้ยังควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างเดียว ควรออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งให้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้ง 8 มัด (คอ หน้าอก ไหล่ หลัง สะโพก แขน ขา ลำตัว) มัดละ 1-3 เซ็ต โดยนับ 10-15 ครั้งเป็น 1 เซ็ต (ให้ทำจนล้า)

  1. Flexibility การออกกำลังกายที่เน้นเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆเช่น โยคะ ไทชิ  ชี่กง ฯลฯ

แม้การออกกำลังกายประเภทนี้จะไม่ช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ประประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้คือ ช่วยให้ข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น ทรงตัวดีขึ้นและลดการหกล้มในผู้สูงอายุได้ โดยควรออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

กฎการออกกำลังกายในคนที่เป็นเบาหวาน

  1. ควรออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยังไงก็ไม่ควรเว้นนานเกิน 2 วัน เพราะการออกกำลังกายหนึ่งครั้ง จะทำให้เบาหวานดีขึ้นจากการตอบสนองต่ออินซูลิน (insulin sensitivity) ดีขึ้น กลไกคือ glucose uptake ในกล้ามเนื้อยาวนานขึ้น โดยผลนี้ยาวนาน 2 วัน ดังนั้นถ้าเว้นเกิน 2 วันก็จะเสียประโยชน์อันนี้
  2. ถ้านั่งเกิน 30 นาทีให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย

การเตรียมตัวก่อนและหลังการออกกำลังกาย

  1. แนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย
  • น้ำตาลน้อยกว่า 90 mg/dl และ ต้องออกกำลังกายเกิน 30นาที ให้กิน 1-2 คาร์บ
  • ถ้าออกกำลังกายนานๆแบบมาราธอน ต้องเติม 1-2 คาร์บ ต่อ ชั่วโมง
  • ถ้าเจาะน้ำตาลเกิน 250 ต้องเจาะคีโตนและระวังในการออกกำลังกาย
  1. ถ้าฉีดอินซูลินแนะนำปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย และไม่ฉีดอินซูลินบริเวณกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ออกกำลังกาย
  2. นำยาที่กินอยู่ทั้งหมดให้แพทย์ดูก่อนออกกำลังกาย เพราะยาบางกลุ่มทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้ง่าย
  3. ถ้าเป็นเบาหวานขึ้นตาให้แจ้งแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะกิจกรรมการออกแรงหนัก หรือ ท่าห้อยศรีษะอาจจะไม่ควรทำ

ปัญหาที่พบบ่อยในการออกกำลังกาย

  • ถ้ามีลุกขึ้นหน้ามืด มีระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ หรือ สงสัยมีโรคหัวใจ ควรตรวจประเมินทางหัวใจเพิ่มเติมก่อนการออกกำลังกาย เพราะภาวะนี้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด และ เสียชีวิตจากโรคหัวใจ
  • อาการน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน มักเกิดหลังจากออกกำลังกายตอนเย็น 6-15 ชั่วโมง ป้องกันโดยการลด basal insulin 20% หรือ เสริม snack ก่อนนอน และอย่าลืมตรวจน้ำตาลก่อนนอน

สรุปแนวทางออกกำลังกาย

  • จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 50-70%ของอัตราเต้นสูงสุด
  • โดยออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังปานกลาง 75 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือจะออกกำลังทั้งสองแบบ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน และหยุดการออกกำลังกายไม่เกิน 2 วัน
  • ให้ออกกำลังกายโดยการออกกำลังต่อต้านแรง resistant training โดยเน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สัปดาห์ละ 2 วัน เช่นการยกน้ำหนัก เป็นต้น
  • สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ aerobic แนะนำให้ออกกำลังกายแบบการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 วันโดยออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 5 กลุ่ม

อาหารในผู้ป่วยเบาหวาน

Carb counting การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและการใช้อาหารแลกเปลี่ยน เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เคล็ดลับกินให้อิ่ม และ สุขภาพดี

กินผักผลไม้ ไฟเบอร์สูง ในทุกๆมื้อ + กินโปรตีนไม่ติดมัน + กินไขมันจากพืช + กินคาร์บที่ดี+ ปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ

กฎการออกกำลังกายในคนที่เป็นเบาหวาน

  1. ควรออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยังไงก็ไม่ควรเว้นนานเกิน 2 วัน เพราะการออกกำลังกายหนึ่งครั้ง จะทำให้เบาหวานดีขึ้นจากการตอบสนองต่ออินซูลิน (insulin sensitivity) ดีขึ้น กลไกคือ glucose uptake ในกล้ามเนื้อยาวนานขึ้น โดยผลนี้ยาวนาน 2 วัน ดังนั้นถ้าเว้นเกิน 2 วันก็จะเสียประโยชน์อันนี้
  2. ถ้านั่งเกิน 30 นาทีให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย

การเตรียมตัวก่อนและหลังการออกกำลังกาย

  1. แนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย
  • น้ำตาลน้อยกว่า 90 mg/dl และ ต้องออกกำลังกายเกิน 30นาที ให้กิน 1-2 คาร์บ
  • ถ้าออกกำลังกายนานๆแบบมาราธอน ต้องเติม 1-2 คาร์บ ต่อ ชั่วโมง
  • ถ้าเจาะน้ำตาลเกิน 250 ต้องเจาะคีโตนและระวังในการออกกำลังกาย
  1. ถ้าฉีดอินซูลินแนะนำปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย และไม่ฉีดอินซูลินบริเวณกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ออกกำลังกาย
  2. นำยาที่กินอยู่ทั้งหมดให้แพทย์ดูก่อนออกกำลังกาย เพราะยาบางกลุ่มทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้ง่าย
  3. ถ้าเป็นเบาหวานขึ้นตาให้แจ้งแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะกิจกรรมการออกแรงหนัก หรือ ท่าห้อยศรีษะอาจจะไม่ควรทำ

ปัญหาที่พบบ่อยในการออกกำลังกาย

  • ถ้ามีลุกขึ้นหน้ามืด มีระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ หรือ สงสัยมีโรคหัวใจ ควรตรวจประเมินทางหัวใจเพิ่มเติมก่อนการออกกำลังกาย เพราะภาวะนี้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด และ เสียชีวิตจากโรคหัวใจ
  • อาการน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน มักเกิดหลังจากออกกำลังกายตอนเย็น 6-15 ชั่วโมง ป้องกันโดยการลด basal insulin 20% หรือ เสริม snack ก่อนนอน และอย่าลืมตรวจน้ำตาลก่อนนอน

สรุปแนวทางออกกำลังกาย

  • จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 50-70%ของอัตราเต้นสูงสุด
  • โดยออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังปานกลาง 75 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือจะออกกำลังทั้งสองแบบ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน และหยุดการออกกำลังกายไม่เกิน 2 วัน
  • ให้ออกกำลังกายโดยการออกกำลังต่อต้านแรง resistant training โดยเน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สัปดาห์ละ 2 วัน เช่นการยกน้ำหนัก เป็นต้น
  • สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ aerobic แนะนำให้ออกกำลังกายแบบการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 วันโดยออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 5 กลุ่ม

อาหารในผู้ป่วยเบาหวาน

Carb counting การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและการใช้อาหารแลกเปลี่ยน เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เคล็ดลับกินให้อิ่ม และ สุขภาพดี

กินผักผลไม้ ไฟเบอร์สูง ในทุกๆมื้อ + กินโปรตีนไม่ติดมัน + กินไขมันจากพืช + กินคาร์บที่ดี+ ปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 153 เดือนกรกฏาคม 2560

รายละเอียดการบรรยายของชมรมเบาหวานในครั้งหน้า 

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลา 10.30 น. -12.00 น.

ณ ห้องประชุม ชั้น 15 อาคารจอดรถ 3 รพ.จุฬาลงกรณ์

เสวนาเรื่อง “โรคตาเสื่อม,เบาหวานขึ้นตา:การป้องกันและรักษา”
โดย รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธ์ ภาคจักษุวิทยา

 

ลักข์ฟังมาเล่า “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน ผศ.นพ.สมเกียรติ  แสงวัฒนาโรจน์

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

เรื่อง     “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

โรคติดต่อคือ โรคที่มีสาเหตุจากเชื้อโรคและสามารถติดต่อสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่โรคไม่ติดต่อคือ โรคตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเป็น และเป็นยาวนานจึงเรียกว่าเรื้อรัง NCD มาจากคำว่า Non แปลว่า ไม่ Communicable แปลว่าติดต่อ  Diseaseแปลว่าโรค NCD จึงหมายถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

NCD โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, ติดบุหรี่, ภาวะอ้วนพีมีพุง, อัมพาต, หลอดเลือดหัวใจ, มะเร็ง, โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็น NCD แล้วมักจะไม่เป็นเพียงโรคเดียว ยิ่งดูแลตัวเองไม่ดีก็ยิ่งเพิ่มจำนวนโรค และเป็นเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะหลายอวัยวะเสื่อม แล้วจะส่งผลให้อายุสั้น

ทางสถิติจำนวนคนไทยเป็นโรค NCD เพิ่มขึ้นและ NCD เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ทำให้พิการและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในคนไทย วัยหลังเกษียณพบว่าคนไทยเป็นเบาหวานมากในช่วงอายุ 60-70 ปี โรคหัวใจ (ที่พบอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจขาดเลือด)อายุ 62-68 ปี โรคอัมพาต อายุ 62.2 ปี โรคมะเร็งอายุ 50-70 ปี

สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่ดูแลรักษา NCD ก็จะเพิ่มขึ้น เป็นโรคความดันสูง ไขมันสูง หากสูบบุหรี่ด้วย ก็จะเร่งให้อวัยวะทั้ง 5 คือ สมอง (หัว)ใจ ไต ตา ตีน เสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้อายุสั้นลง

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร? สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง?

  1. เรากินอาหารประเภทแป้ง หรือของหวานมากเกินไปหรือเปล่า?
  2. ในทุกมื้ออาหารเราได้กินผักใบเขียว ที่จะเป็นใยอาหารช่วยลการดูดซึมน้ำตาลบ้างไหม?
  3. เราได้ออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อของเราหลังจากที่เรากินอาหารหรือไม่?

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นสาเหตุทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดข้นก็ทำให้เลือดเกิดเป็นก้อนลิ่มเลือดได้ง่าย เมื่อลิ่มเลือดไปอุดตันตามหลอดเลือดก็ทำให้เกิด NCD ต่างๆ และอวัยวะต่างๆ เสื่อมตามมา

เป็นเบาหวานแล้วทำไมถึงเป็นอัมพาต? เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เลือดจะข้นเกิดเป็นลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่สมอง ร่วมกับการมีภาวะไขมันสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย ทำให้หลอดเลือดตีบตัน และการมีโรคความดันสูงทำให้หลอดเลือดถูกกระแทกบ่อยๆ ทำให้หลอดเลือดสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ภาพอธิบาย คาร์โบไฮเดรต & น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

การกินอิ่มแล้วใช้ชีวิตโดยการนั่ง นอนเป็นส่วนใหญ่ อินซูลินจะนำน้ำตาลที่ได้จากการกินอาหารไปสะสมเป็นไขมัน ไว้ที่พุง  (เพราะพุงเป็นอวัยวะที่ขยับน้อยที่สุดในร่างกาย) และที่ตับ ทำให้เป็นโรคตับคั่งไขมัน นานเข้าตับก็จะเสื่อมและอักเสบ กลายเป็นโรคตับแข็งตามมา (ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคตับแข็งเพิ่มมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้กินเหล้า)

รู้ไหมว่า ชูชกไม่ได้กินจนท้องแตกตายและไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่กินแล้วท้องแตกตาย? ชูชกตายเพราะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย แล้วหัวใจวาย ตายทันที จากการกินอิ่มมากเกินไป

เมื่อเรากินอิ่ม เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากขึ้น ในขณะที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจส่วนต่างๆ น้อยลง การกินอิ่มมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาล ไขมันสูง และความดันสูง ซึ่งเป็นผลให้เลือดเป็นลิ่ม หลอดเลือดหัวใจปริแตกเป็นแผลเกิดการอุดตันได้ง่าย การกินอิ่มมากเกินไปจึงเป็นตัวกระตุ้นหรือจุดชนวนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายทันทีได้ คนเป็นเบาหวานจึงควรกินพออิ่ม ไม่ควรกินอิ่มมากเกินไปแล้วเป็นอย่างชูชก!

เมื่อรู้สาเหตุและผลเสียของระดับน้ำตาลสูงแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงได้ ด้วยวิธีง่ายๆ 4 วิธีคือ

  1. เลี่ยง งด ลดของหวาน ขนม เครื่องดื่ม รสหวานจัด รสชาติหวานพอดีคือ รสชาติหวานจากการเคี้ยวข้าวรสชาติหวานพอเพียง เป็นรสหวานตามธรรมชาติ
  2. ทานผักใบเขียว ต้องกินผักอย่างน้อย 1 ฝ่ามือในทุกมื้ออาหาร ผักใบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
  3. เคี้ยวจนเพลิน ใน 1 คำอาหารให้เคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน
  4. เดินหลังอาหาร หลังจากที่พัก 15 นาทีหลังกินข้าวเสร็จ ควรเคลื่อนไหวใช้พลังงานด้วยการเดิน 15 นาที เมื่อเราใช้กล้ามเนื้อ พลังงาน(น้ำตาล)จะถูกนำไปใช้ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารก็จะไม่สูงเกินไป (กล้ามเนื้อขาใหญ่กว่าแขน กล้ามเนื้อใหญ่กว่าใช้พลังงานมากกว่า จึงแนะนำให้เดินไม่ใช่แกว่งแขน)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินอาหารมากเกินไป  มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด?

  1. ให้ดูว่าเราสะสมจน “น” น้ำหนักมากเกินหรือเปล่า? (น้ำหนัก < (ส่วนสูง)2 หาร 400)
  2. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ค” ความดัน สูงขึ้นหรือเปล่า? (ความดัน < 135/85)
  3. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ร” รอบเอว ของเราใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? (รอบเอว < ส่วนสูงหาร 2)

    ภาพการบรรยายถึงเกณฑ์ตัวเลขที่เราสามารถวัดเองได้เพื่อดูแลตัวเอง

    ถ้า “นคร” ของเราใหญ่แปลว่าเรากินมากเกินไป ทำให้เป็นโรคร้ายจากการพอกพูนสะสม เพราะไขมันจะไปสะสมในทุกส่วนของร่างกาย ทุกๆ 1 นิ้วของรอบเอวที่ขยายขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสของโรค 2 โรคคือ เบาหวาน และ หลอดเลือดหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตาย

    การลดไขมันที่พอกอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อให้หลอดเลือดตีบน้อยลงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ ต้องทำให้ทำให้ระดับค่า LDL ลงมาเหลืออยู่ที่ 70-80 mg/dl ด้วยการออกกำลังกายจนร่างกายขาดไขมันแล้วดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ไขมันในหลอดเลือดจึงจะลดลงได้ การกินยาลดไขมันเป็นการชะลอไม่ให้ไขมันไปพอกในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญไม่มียาลดไขมันใดในโลกนี้ที่จะล้างไขมันที่พอกอยู่ในหลอดเลือดให้สะอาดเหมือนการล้างท่อได้

    โรคความดันสูงเกิดจากอะไร? เกิดจากการที่เรามีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายมากเกิน

    ภาพบรรยายถึงสาเหตุที่ทำให้ความดันสูง

    ธาตุดินเกิน คือ คนที่มีลักษณะตัวอ้วนใหญ่ คนลักษณะนี้จะมีความดันสูง

    ธาตุน้ำเกิน จากเกลือนำน้ำตาม การกินน้ำเยอะสามารถปัสสาวะออกมาได้ไม่ทำให้ความดันสูง แต่การกินของที่มีโซเดียมมากเกินไป (โซเดียมคือ เกลือชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส ผงฟู ขนม ของกินสำเร็จรูปที่มีอายุยาว) โซเดียมที่ตกค้างในร่างกายเพราะไตขับออกไม่หมดจะดึงน้ำเก็บไว้ในร่างกาย การมีโซเดียมและน้ำมากเกินไปในร่างกาย ส่งผลให้ความดันสูง

    ธาตุไฟเกิน เป็นเรื่องของคนที่มีอารมณ์โกรธ คนโกรธง่ายหายเร็วความดันจะขึ้นสูงครู่เดียว คนที่โกรธแล้วเก็บความโกรธไว้กับตัวความดันจะสูงอยู่ตลอดเวลา การที่ความดันสูงอยู่เป็นประจำทำให้เส้นเลือดโป่งและแตกได้ง่าย

    ธาตุลมเกิน ช่วงเวลาที่สมองได้หยุดพักคือ เวลานอน ช่วงเวลาที่ความดันต่ำที่สุด จึงเป็นเวลาก่อนเข้านอนและเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า แต่คนที่มีนิสัยทำอะไรรวดเร็วแข่งกับเวลาเสมอ เครียดตลอดเวลาไม่ให้สมองได้หยุดพัก การตื่นและการใช้สมอง เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงสมองทำให้ความดันสูงขึ้น

    ยาลดความดันที่เรากินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

    1. ยาขับน้ำปัสสาวะ ที่เป็นยาขับทั้งโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมและน้ำออกจากร่างกายก็ทำให้ความดันลดลง การหยุดยาขับปัสสาวะแล้วความดันเพิ่มเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เรากินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป ถ้าเราลดปริมาณการกินโซเดียมลงครึ่งหนึ่งภายใน 7 วันความดันก็จะลดลงได้โดยที่เราไม่ต้องกินยา

    ยาขับปัสสาวะ เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเลือกใช้เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันสูง สาเหตุมาจากการกินโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไปประมาณ 5-7 เท่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูงอยู่ที่ 24.7%

    อาหารที่มีโซเดียมสูงคือ เครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปที่เก็บไว้ได้นานหลายวัน อาหารที่มีโซเดียมต่ำคือ อาหารสดที่เก็บไม่ได้นาน และผักผลไม้สดที่มีโปแตสเซียมที่ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายได้อีกด้วย ถั่วอบกะทิ ขนมปัง ซาลาเปา มีโซเดียมมากกว่า  ถั่วต้ม หรือ ข้าว  5 เท่า

    1. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาขยายหลอดเลือด การออกกำลังกายเป็นการทำให้หลอดเลือดเราขยายตัวตามธรรมชาติ และทำให้หลอดเลือดเราแข็งแรงอีกด้วย
    2. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง อาหารที่มีคาเฟอีนจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ

    สาเหตุของโรค NCD มาจากพฤติกรรม 3 อ. 2 ส. คือ

    • อ อร่อยเกิน กินอาหารรสชาติหวานเกินทำให้เป็นเบาหวาน มันเกินทำให้ไขมันเกิน เค็มเกินทำให้ความดันสูงและเป็นโรคไต กินสัตว์เนื้อแดงและเนื้อปรุงแต่งมากเกินทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งและไขมัน
    • อ อยู่สบายเกิน ตัวชี้วัดของการอยู่สบายเกินคือ ในแต่ละวันถ้าเรานั่งมากกว่าวันละ 10 ชม. แปลว่าเรานั่งๆ นอนๆ มากเกินไป ในแต่ละวันเถ้าเราเดินไม่ถึงวันละ 5,000 ก้าว แปลว่าเราอยู่สบายเกิน
    • อ เอาแต่ใจเกิน ให้สังเกตตัวเองว่าเราเครียดบ่อยไหม? ถ้าเครียดบ่อยแปลว่าเรามีแต่เรื่องไม่ถูกใจ เราเอาแต่ใจตัวเอง พอไม่ดั่งใจตัวเองก็ทำให้เครียด
    • ส สูบบุหรี่
    • ส เสพสุรา

    NCD 4.0 หมายถึงอะไร?

    NCD 1.0 คือ หายป่วยไว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาหมอแล้วได้รับการรักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วย

    NCD 2.0 คือ ให้เหมือนเดิม คือการรักษาให้กลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงเหมือนก่อนที่จะป่วย

    NCD 3.0 คือ ไม่ป่วยอีก เมื่อรักษาหายแล้วต้องรู้ว่าทำไมหรืออะไรที่ทำให้ป่วย เมื่อรู้จะป้องกันไม่ให้ป่วยอีก

    NCD 4.0 คือ การไม่เพิ่มโรค เราต้องดูแลป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 151 เดือนพฤษภาคม 2560