ลักข์ฟังมาเล่า : โรคกระดูกพรุน

 

กิจกรรมเสวนา "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

กิจกรรมเสวนา “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

เรื่อง     “โรคกระดูกพรุน”

เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ติดภารกิจกะทันหัน ทางชมรมฯ จึงได้เรียนเชิญอ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา มาบรรยายในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) แก่สมาชิก โดยทางชมรมฯ ได้เชิญอาจารย์มาในหัวข้อ “โรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ” แต่อาจารย์ได้อธิบายว่า “โรคกระดูกพรุน” นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ตาม

กระดูกของเรานั้นมีรูและช่องว่างอยู่ แต่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกจะบางจนรูหรือช่องว่างที่มีอยู่นั้นเกิดเป็นรูกว้าง เป็นช่องว่างกว้างขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกหักได้ง่ายทั้งที่ไม่ได้เกิดจากเหตุที่รุนแรง

กระดูกของคนเราจะเติบโตขึ้นตามวัยจนถึงช่วงอายุ 20-30 ก็จะหยุด (ยกเว้นคนที่มีภาวะผิดปกติกระดูกจะไม่หยุดโต) เพราะฉะนั้นในวัยเด็กหากได้กินอาหารอย่างเต็มที่และถูกสุขลักษณะก็จะทำให้กระดูกของคนๆ นั้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดูกหยุดเติบโตก็จะนิ่งจนถึงวัย 40 หลังจากนั้นมวลกระดูกจะเริ่มบางลงตามธรรมชาติ

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ในเพศชายกระดูกจะเติบโตได้มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่นิ่งก็นานกว่าเพศหญิง และเมื่อถึงเวลาที่มวลกระดูกลดลงก็จะลดลงช้ากว่าของเพศหญิง โดยในเพศหญิงจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงที่ฮอร์โมนหมดหรือที่เรียกว่าวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย เพศหญิงจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูพรุนมากกว่าเพศชาย

โรคกระพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรตรวจร่างกายและพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

เกณฑ์ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุนในคนปกติ เพศหญิงควรตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เพศชาย 70 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจก่อนเกณฑ์ที่กำหนด

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนคือ

  1. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือ หักบ่อยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน
  2. ประวัติของตัวเราเองว่าเคยเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วกระดูกหักง่าย เช่น หกล้มแล้วเอามือยันแล้วกระดูกข้อมือหักถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ อุบัติเหตุรุนแรงคือ รถชน ตกจากที่สูง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เพราะมีความรุนแรง กระดูกหักจากอุบัติเหตุรุนแรงถือว่าเป็นภาวะปกติ
  3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิง หากใครมีประวัติการตัดรังไข่และหรือมดลูกก่อนวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ มวลกระดูกจะตกลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
  4. ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
  5. คนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวน้อย ค่า BMI ต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  7. การออกกำลัง ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า

วิธีคัดกรองผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. หากเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม.จากตอนหนุ่มสาว หรือ เตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ถือว่าผิดปกติ
  2. ตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก โดยตรวจจากกระดูกสันหลังและสะโพก
  3. ตรวจเลือด

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน (เป็นการแบ่งเพื่อรักษาให้ถูกต้องตามอาการ)

  1. ปกติ
  2. บาง คือ ไม่ปกติ เริ่มลดลง
  3. พรุน คือ ไม่ปกติ กระดูกบางลงไปเยอะ
  4. พรุนด้วยหักด้วย มีความบางของกระดูกสูง มีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกสูง ควรได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มมวลกระดูก

วิธีป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

  1. ได้รับแคลเซียมเพียงพอ (1,000 มก./วัน) แคลเซียมจากธรรมชาติคือ ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก, นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ในผู้สูงอายุควรเลือกนมไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วและธัญพืช
  2. ได้รับ Vit D เพียงพอ ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติผ่านแสงแดดที่มีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่ทำปฎิกริยากับไขมัน Cholesterol ที่อยู่ในผิวหนังของเราและผลิตเป็น Vit D ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกของเรา
  3. หยุดเหล้า หยุดบุหรี่
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. สำคัญที่สุดคือ การป้องกันระวังอย่าให้หกล้ม ไม่ว่ากระดูกจะบางแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหกล้มเมื่อไหร่ปัญหาจะตามมามากมาย ควรระวังท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวกดชักโครก ไม่นั่งยองๆ

คำถาม              คุณหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด กินแคลเซียมจะช่วยได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             ไม่เกี่ยวข้องกัน การกินแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้ข้อเข่าหายเสื่อมได้

คำถาม              การกินแคลเซียมสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             การกินแคลเซียมไม่ได้ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการช่วยไม่ให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ในการรักษา การกินยาแคลเซียม และ Vit D ที่มากเพียงพอจึงจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกขึ้นได้

คำถาม               บ้านเรามีสมุนไพรดีๆ ทำไมหมอถึงห้ามและไม่นำมาใช้?
อ.ลลิตา              สำหรับตัวหมอเองไม่เคยห้ามเลย พร้อมจะบอกคนไข้เสมอว่าให้เลือกที่น่าเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นของอภัยภูเบศร์ ที่มีการค้นคว้าวิจัยและทดลองจริง ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่าแบบที่ เขาบอกมาว่า ซึ่งจากประสบการณ์แล้วที่เขาบอกมาไม่สามารถรักษาได้จริง และหมอจะบอกคนไข้ว่าอย่างดกินยาที่หมอให้เอง อยากจะทดลองกินอะไรให้บอกหมอด้วย จะได้ช่วยดูแลกัน

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 148 เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปล. โดยส่วนตัวลักข์ตั้งแต่มีโอกาส ขอมาทำหน้าที่ฟังเสวนาแล้วเขียนสรุปและพิมพ์ลงในจดหมายข่าวส่งให้สมาชิกชมรมฯ เบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์นั้น ทำให้เข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงเข้าใจผิด และถูกหลอกได้ง่ายว่าเป็นของดีที่ไม่มีพิษภัยมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้ลงมือทำอาหารและขนมให้หม่าม้า ยิ่งทำให้รู้ว่าของสดจากธรรมชาติ และรสจากธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดเลือกดึงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุดนั้น … มีคุณค่า  มีความแตกต่าง และ เป็นสิ่งที่ดีจริง โดยมีเงือนไขว่า  “คุณค่าของธรรมชาติ” ไม่สามารถบรรจุให้เป็นแบบสำเร็จรูปขายได้เลย

อีกเรื่องสำคัญคือ สมุนไพรที่หลายคนหลงเชื่อว่าดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ มีโทษได้สำหรับคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และ เป็นโทษอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะที่จะได้รับสมุนไพร โดยเฉพาะที่บอกต่อกันมาให้กินในปริมาณมากอย่างไม่เหมาะสมด้วย เช่น คนที่มีภาวะของคนที่มีโรคไต และ โรคหัวใจ สมุนไพรจะเป็นตัวเร่งให้อาการของโรครุนแรงขึ้น

ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (2)

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

กิจกรรม จิบกาแฟยามสาย สไคล์เบาหวาน เสวนาในหัวข้อเรื่อง อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

เรื่อง “อ้วนแล้วหวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ” ครั้งที่ 2

ทางชมรมเบาหวานฯ ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อาจารย์ปรียา เป็นอย่างสูงในการจัดกิจกรรมและการเสวนาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2

ในครั้งนี้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกับอาจารย์ในครั้งที่แล้ว ต้องเดินทางมาถึงรพ.ตั้งแต่เวลา 0700 น. เช่นเดิมเพื่อเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน แบบเดือนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการติดตามผลหลังจากที่อาจารย์ได้ให้เทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองไปแล้ว โดยมีสมาชิกได้รับรางวัลการดูแลตัวเองได้ดีที่สามารถลดเปอร์เซนต์เนื้อเยื่อไขมัน และ ลดระดับน้ำตาลได้ จำนวน 5 ท่าน

ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ปรียาได้เสริมเรื่องแนวทางการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน เนื่องจากสมาชิกของชมรมฯ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุนทั้ง 4 แนวทางนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ

• ให้กินอาหารที่มีแคลเซียมสูง
อาหารแคลเซียมสูงที่แนะนำให้กินคือ นมสด โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เนยแข็ง เต้าหู้ขาวแข็ง เต้าหู้ขาวอ่อน ไม่แนะนำให้กินแคลเซียมเม็ด เนื่องจากอาหารที่แนะนำเหล่านี้มีเกลือแร่อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย เช่น ฟอสฟอรัส (แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคไต จำเป็นต้องจำกัดอาหารที่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง)

การกินอาหารแคลเซียมสูงสำหรับคนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี คือกินเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง แต่สำหรับผู้ที่อายุเกิน 18 ปีแล้ว การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง คือ การกินเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเพียงพอ ไม่ไปดึงแคลเซียมจากร่างกายมาใช้

การดื่มนมเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้นั้น ต้องดื่มครั้งละน้อยๆ (ไม่เกิน 250 ซีซี) การดื่มครั้งละเยอะๆ (มากกว่า 250 ซีซี) ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไม่ทัน ไขมันในร่างกายจะไปจับแคลเซียมแล้วขับออกมาทางอุจจาระแทน

• ให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกาเป็นประจำในผู้สูงอายุนั้น จะเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

• ให้ถูกแสงแดดในช่วงเช้าหรือเย็น
ในแสงแดดมีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (หรือที่เรียกว่ารังสี UV) ซึ่งเป็นรังสีที่เป็นตัวกระตุ้นให้ไขมัน Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของผิวหนังนั้น สร้างวิตามินดีได้โดยธรรมชาติ ซึ่งวิตามินดีนี้มีประโยชน์กับกระดูกของเรา
เพราะฉะนั้นคนที่ไม่โดนแดดเลย ร่างกายจะไม่สามารถผลิตวิตามินดีได้เลย

• ได้รับฮอร์โมนทดแทน
สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนเพราะมีการสลายแคลเซียมในปริมาณมาก แพทย์อาจจะเสริมด้วยฮอร์โมนทดแทนให้ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อหามากินเอง

นอกจากเรื่องภาวะกระดูกพรุนแล้ว สิ่งที่อาจารย์ได้เน้นกับสมาชิกคือเรื่อง ไขมันคอเรสเตอรอล (Cholesterol)

ไขมันคอเรสเตอรอลนั้นมาจากร่างกายผลิตได้ตามธรรมชาติเอง และ การกินอาหารจากสัตว์เท่านั้น

อาหารจากพืชไม่มีไขมันคอเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัว เช่น มะพร้าวไม่มีไขมันโคเรสเตอรอล มีแต่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เมื่อกินเข้าไปในปริมาณมากจะส่งผลให้ไปขัดขวางการทำงานของตับ ไขมันคอเรสเตอรอลผ่านเข้าไปไม่ได้ทำให้เกิดภาวะไขมันคอเรสเตอรอลในเลือดสูง และเกิดเป็นภาวะไขมันพอกตับ

อาหารที่มีปริมาณคอเรสเตอรอลสูงที่สุดเมื่อเทียบในปริมาณ 100 กรัมที่เท่ากันคือ สมองหมู รวมทั้งอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ทุกชนิดจะมีปริมาณไขมันคอเรสเตอรอลสูงมาก

อีกรวมทั้งในเครื่องในยังมีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้กรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเก๊าท์

นอกจากนั้นแล้วเครื่องในสัตว์ยังเป็นตัวกรองสารพิษ ซึ่งในปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดมีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโต ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคระบาดในสัตว์ และอีกสารพัดสารเคมีซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงสัตว์ในอดีตที่ปล่อยให้สัตว์เจริญเติบโตตามธรรมชาติ

ด้วยสาเหตุของการใช้สารเคมีในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในปัจจุบัน อีกทั้งในเครื่องในยังมีสารที่ก่อให้เกิดโรคเก๊าท์ และในเครื่องในมีไขมันคอเรสเตอรอลในปริมาณสูง ทั้ง 3 เหตุผลนี้น่าจะเพียงพอให้เราเลิกกินเครื่องในสัตว์ได้นะคะ

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 147 เดือนมกราคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล็เบาหวาน เรื่อง อ้วนแล้ว หวานแล้ว ลดได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

การจัดกิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ในครั้งนี้สามารถจัดได้ว่ามีความพิเศษมากที่สุดเพราะเราเริ่มต้นกิจกรรมกันตั้งแต่เวลา 0700 น. ด้วยการเชิญชวนให้สมาชิกมาเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว วัดเปอร์เซ็นต์ไขมัน และวัดความดัน ที่อาจารย์ปรียาได้จัดทีมมาเพื่อให้สมาชิกชมรมของเราได้รู้จักระดับความอ้วนและระดับน้ำตาลของตัวเอง

และหลังจากกิจกรรมการตรวจวัดและประเมินแล้ว อาจารย์ได้บรรยายถึงเทคนิค วิธีการลดความอ้วน และลดระดับน้ำตาลที่สามารถทำได้ด้วยตนเองต่างๆ ดังนี้

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันในร่างกาย
พยายามชั่งน้ำหนักทุกวัน และให้ตั้งใจลดน้ำหนักให้ได้วันละ 1 ขีด ด้วยการ
• ลดปริมาณอาหารทุกอย่างที่กินลง เช่น ปกติเคยกินข้าว 2 ทัพพี ให้ลดลงเหลือ 1 ทัพพี ขนม 2 ชิ้น เหลือ 1 ชิ้น
• อาหารที่เป็นน้ำแกงมันๆ หรืออาหารที่ผัดด้วยน้ำมันในปริมาณมาก ให้กินเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อ
• อาหารที่เป็นน้ำกะทิ ให้กินแต่ส่วนที่เป็นเนื้อ
• กินเนื้อสัตว์เฉพาะในส่วนที่เป็นเนื้อ ไม่กินส่วนที่เป็นหนังและไขมันของสัตว์
• ไม่กินขนมหวาน ให้กินผลไม้แทน
• กินเนื้อปลา เนื้อไก่ เต้าหู้ นมพร่องมันเนยเป็นหลัก

สำหรับคนที่ระดับไขมันโคเลสเตอรอลเลว(LDL)สูงในเลือด ให้คุมอาหารด้วยวิธี
1. ไม่กินไข่แดงและเครื่องในทุกชนิด
2. ไม่กินหนังสัตว์และมันสัตว์
3. กินเบเกอรี่ให้น้อยลง เช่น เคยกินขนมปังทุกวัน ให้ลดลงเป็นวันเว้นวัน
4. งดอาหารทะเล เช่น กุ้ง ปลาหมึก หอยนางรม ปู
5. ไม่กินน้ำแกงกะทิและขนมหวานที่มีกะทิ

น้ำตาลในเลือด ไม่ควรมากกว่า 100 มก./ดล.
ถ้ามากกว่า 100 แสดงว่า มีภาวะพร่องต่อการใช้กลูโคส
ถ้ามากกว่า 126 เป็นเบาหวาน ควร ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ขนมปัง ผลไม้หวานจัด ขนมและน้ำหวานต่างๆ น้ำผลไม้ ลูกอม

ปรับตัวอย่างไรไม่ให้อ้วน
1. เวลาหิวๆ อยากกินอะไรก็กินเถอะ แต่เริ่มทีละน้อย เช่น 1 จานเล็กๆ แล้วหยุดสักนิด ความอยากจะลดลง แล้วความรู้สึกอิ่มจะค่อยๆ มา ทำให้กินน้อยลงได้ แต่ถ้าเริ่มทีละมากๆ จะทำให้คุณกินได้เยอะมาก มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ลองสังเกตดู เวลาหิวไปถึงร้านอาหารสั่งมามากมาย ตาถ้าอาหารทยอยมาแล้วขาดตอนไปสักนิด คุณจะรู้สึกอิ่มพอดี พออาหารที่เหลือมาเสริฟก็กินไม่ลงแล้ว

2. อย่าไปเสียดายอาหารเหลือด้วยการเข้าใจว่า กระเพาะของเราเป็นเครื่องกำจัดขยะ หลังรับประทานอาหารแล้วอาหารที่เหลือจัดเก็บให้เรียบร้อย อย่าวางล่อตาล่อใจ

3. ถ้าจะมีเพื่อนช่างกินก็ดีนะ ได้กินของอร่อยๆ ไปด้วยกันได้พอสนุก แต่กินนิดหน่อย นึกถึงเวลาแต่งตัวมากๆ หรือเลือกไปเฉพาะบางงานที่ชอบมากๆ หรือกำหนดไว้เลยว่าเดือนนี้จะไป 2 ครั้งเท่านั้น

4. ถ้าคุณเป็นประเภทกินก่อนพรุ่งนี้ค่อยลด ควรเปลี่ยนเป็นลดก่อนพรุ่งนี้ค่อยกินดีกว่านะได้ผล 100% เช่น พรุ่งนี้นัดกันไปกินบุฟเฟ่ต์ กลางวันและเย็นวันนี้กินลดลงจากที่เคย หรือเย็นนี้ออกกำลังกายมากเป็นพิเศษ

5. ถ้าเป็นคนชอบมีของขบเคี้ยว ใส่ปาดเสมอๆ ควรเปลี่ยนเป็นน้ำอะไรก็ได้ที่ไม่ให้พลังงาน เช่น น้ำเปล่า น้ำสมุนไพรต่างๆ หรืออมลูกอม เคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลแทน

6. ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหาร ช่างทำ ช่างชิม ฟังดูแล้วลำบากนะ ทำเองถ้าไม่ชิมเองก็คงไม่มั่นใจนักว่าอร่อยจริง แต่ถ้าต้องชิมอาหารตลอดควรต้องลดอาหารมื้อหลักลงสัก 1 มื้อ ก็คงช่วยได้ดีเลย

7. ถ้าคุณชอบหวานชอบมัน สองรสนี้เวลาอยู่ด้วยกันจะทำให้อาหารอร่อยมาก รสกลมกล่อม กินได้เพลิน เทคนิคควบคุมคือ ลดปริมาณที่เคยกินลง กินให้น้อยลงกว่าเดิม เหลือ 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ก็ยังพออร่อยได้ และลดน้ำหนักลงได้ด้วย

8. คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ต้องดื่มน้ำที่มีรสหวานตลอดแบบนี้ต้องลองเปลี่ยน เคร็องดื่มที่มีรสหวานแต่เป็นชนิดที่ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาลทราย ก็จะได้เครื่องดื่มไม่มีพลังงาน หรืออาจลองปรับตัวเป็นการทำให้เครื่องดื่มนั้นเจือจางลง เช่น เติมน้ำแข็งมากขึ้น

9. ถ้าคิดจะเติมน้ำตาลในอาหารที่กำลังจะกิน ลองตั้งใจลดปริมาณน้ำตาลลงจาก 2 ช้อนชา เป็น 1 ช้อนชา คิดจะเติมครีมเทียม ก็ลดปริมาณลงเช่นกัน หรือหาอย่างอื่นมาแทน เช่น ใส่นมพร่องมันเนยแทนครีมเทียม พลังงานจะลดลง แต่ได้โปรตีนและแคลเซียมจากนมเพิ่มขึ้นด้วย

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 146 เดือนธันวามคม 2559

ลักข์ฟังมาเล่า โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

โรคสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ

อาการหลงลืมที่จะถูกจัดว่าเป็นปัญหาความจำในผู้สูงอายุก็ต่อเมือ ความจำที่หลงลืมไปนั้นมีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลืมไปว่าได้กินข้าวไปแล้วหรือยังซึ่งเรียกว่าเป็นภาวะของโรคสมองเสื่อม

ภาวะโรคสมองเสื่อม (Dementia) เป็นกลุ่มอาหารที่แสดงถึงความเสื่อมหรืถดถอยของการทำงานของสมอง การรู้คิด (cognition) และ เชาว์ปัญญา เป็นความผิดปกติในส่วนของความจำ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ อารมณ์ปรวนแปร และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาทางพฤติกรรม และการเคลื่อนไหว ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาในการดูแลตนเองและหน้าที่การงาน

การรู้คิด (Cognition) หมายถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ

  1. สมาธิ
  2. ความสามารถในการบริหารจัดการ การตัดสินใจ
  3. การเรียนรู้และความจำ
  4. ภาษา
  5. ความสามารถด้านการรับรู้ด้านมิติสัมพันธ์ เช่น เรื่องของทิศทาง การมองภาพ 3 มิติ
  6. ความสามารถในการรับรู้เกี่ยวกับสังคมรอบตัว

ตัวอย่างของการรู้คิด ในขณะที่สมาชิกชมรมฯ ฟังอาจารย์พูดมีสิ่งเร้าคือ ภาพที่เห็นกับเสียงที่ได้ยิน ถ้าเราไม่มีสมาธิ เราก็จะไม่ได้ยินเสียง หรือเห็นภาพก็ไม่จดจำ แต่ถ้าเรามีสมาธิเราจะตอบสนองด้วยการฟังภาษาแล้วเข้าใจ จากนั้นก็จะสามารถจดจำระยะสั้นได้ แต่หากต้องการให้สมองเก็บเป็นความทรงจำระยะยาวสมองก็ต้องมีกระบวนการหรือวิธีในการจัดการ เช่น ด้วยการจดบันทึก ซึ่งเราต้องมีความสามารถทางด้านการจัดการด้วย เพราะฉะนั่นอาจจะสรุปได้สั้นๆ ว่าการรู้คิด คือ การจัดการกับข้อมูล

ปัญหาความจำเสื่อมและสมองเสื่อม

คนสูงอายุปกติ จะมีภาวะของการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน

คนที่มีภาวะสมองเสื่อม ภาวะของการรู้คิดมีปัญหา มีผลต่อชีวิตประจำวันจนไม่สามารถปฏิบัติภาระหน้าที่และกิจวัตรได้

การประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (Activity of Daily Living ADL)

ความสามารถขั้นพื้นฐาน (Basic ADL) กินข้าว อาบน้ำ แต่งตัว เข้าห้องน้ำ

ความสามารถที่ซับซ้อน (Instrumental  ADL) การเดินทาง ไปจ่ายตลาด ทำอาหาร กินยา การเงิน งานบ้าน

ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะไม่สามารถดูแลเรื่องความสามารถขั้นพื้นฐานของตัวเองได้ จำเป็นต้องมีผู้ดูแล

กลุ่มอาการของสมองเสื่อม

  1. โรคอัลไซเมอร์
  2. โรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  3. โรคสมองเสื่อมชนิดลิววี่ บอร์ดี้
  4. โรคสมองเสื่อมจากการดื่มสุรา
  5. เนื้องอกในสมอง
  6. อุบัติเหตุ โรคพาร์กินสัน

การดำเนินของโรคสมองเสื่อมจะเริ่มต้นตั้งอายุ 65 ปีขึ้นไป จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ระยะเวลาหลังจากได้รับการวินิจฉัยแล้ว 2-16 ปี สาเหตุการตายจะมาจากการติดเชื้อ ปอดบวม ขาดสารอาหาร ขาดน้ำ เพราะการนอนติดเตียง

ระยะต่างๆ ของโรค

  1. ระยะเริ่มต้น จะมีภาวะหลงลืม หลงทิศทาง อารมณ์แปรปรวน
  2. ระยะรุนแรงปานกลาง ความจำเสื่อม เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ อารมณ์เศร้า มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม มีอาการหลงผิด มีภาวะประสาทหลอน บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  3. ระยะรุนแรงมาก จะมีปัญหาทางด้านภาษาการสื่อสาร การขับถ่าย ระดับการรับรู้สติ และการเคลื่อนไหว

ยาที่ใช้บำบัดรักษา

  1. ยาปรับเพิ่มความจำ
  2. ยาจิตเวช รักษาภาวะซึมเศร้า ยานอนหลับ ยารักษาอาการหลงผิด หวาดระแวง ยาปรับอารมณ์ก้าวร้าว
  3. ยาลดไขมัน statin
  4. ยารักษาปัจจัยเสี่ยงด้านหลอดเลือด

กลยุทธการป้องกันภาวะสมองเสื่อม คือ การจัดกิจกรรมกระตุ้นสมองด้วยการเล่นเกม หรือทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน และการออกกำลังกายสม่ำเสมอก่อนวัยสูงอายุ การไม่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด(แอลกอฮอล์ บุหรี่) และระวังอุบัติเหตุทางสมอง การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยถือหลักกินให้สมดุล กินได้ทุกอย่างในปริมาณน้อย และควรหลีกเลี่ยงการกินไขมันอิ่มตัวสูง หลีกเลี่ยงเรื่องเครียดหรือหากมีภาวะเครียดหรือซึมเศร้าต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษา นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะทำให้อุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมลดลง และลดช่วงระยะเวลาที่มีอาการสมองเสื่อมให้เกิดขึ้นช้าลงได้ และยังไม่มีอาหาร อาหารเสริม สารอาหารใดในโลกนี้ที่ป้องกันโรคสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ได้ มีเงินแล้วจะซื้ออาหารเสริมหรือ Vitamin ต่างๆ กินก็ได้แต่ต้องรู้ว่าเป็นยาขายฝันไม่สามารถรักษาโรคได้ตามที่โฆษณาและในอาหารเสริมประเภท Vitamin E พบว่าการกินในปริมาณที่มากเกินไปทำให้เสียชีวิตจากโรคหัวใจได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 145 เดือนพฤศจิกายน 2559

ลักข์ฟังมาเล่า ยาเม็ดลดน้ำตาล

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน นพ.ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

“จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับอาจารย์ปฏิณัฐ อาจารย์จึงเตรียมความพร้อมมาอย่างดีสำหรับสมาชิกชมรมฯ ด้วยการบรรยาย  30 นาทีและให้เวลาสมาชิกชมรมฯ ได้ถามเป็นเวลาถึง 1 ชม.

ในช่วงถาม-ตอบ มีคำตอบของอาจารย์ที่เป็นเรื่องสำคัญในเรื่องเวลาของการกินยา อาจารย์บอกว่าเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกินยาคือ “เวลาที่ไม่ลืมกิน”

หมอจะไม่แนะนำให้ใช้ยาเม็ดเมื่อ

  1. เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้แล้ว ไม่สามารถกินยาได้จำเป็นต้องใช้ยาฉีดเท่านั้น
  2. เจ็บป่วยหนัก
  3. หญิงตั้งครรภ์ (ในประเทศสหรัฐอเมริกาห้ามใช้ยาเม็ดเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด ต้องใช้อินซูลินเท่านั้น)
  4. มีโรคตับแข็ง หรือไตวาย

ยาเม็ดลดน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวานมีทั้งหมด  7 กลุ่ม และไม่มียากลุ่มไหนใน 7 กลุ่มนี้ที่จะทำให้ไตวายได้เลย การไม่กินยาแล้วปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงต่างหากที่จะทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยและไตวายได้ และผู้ที่มีภาวะไตวายแล้วยาเม็ดจะไม่เหมาะอีกต่อไปเพราะยาเม็ดต้องมีการขับออกทางปัสสาวะด้วย ซึ่งถ้าขับออกมาไม่ได้ก็จะทำให้เลือดเป็นกรดได้

ยากลุ่มที่ 1 Metformin 500 mg 850 mg เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเบาหวานทั่วโลกแนะนำ มีชื่อเล่นว่า ยาเบื่อข้าว จึงเป็นยาที่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก แต่ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ผอมเพราะจะทำให้กินข้าวไม่ลง ปริมาณสูงสุดที่กินได้ต่อวันคือ 3,000 มก. สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไตทำงานได้ 60% กินได้ไม่เกิน 2,000 มก. หากไตทำงานได้ 45% ไม่เกิน 1,000 มก.ต่อวัน

ยากลุ่มที่ 2 Chiorpropamide (Diabiness), Minidiab, Glibenclamide(Daonil), Dioazide, Gliclazide(Diamicron) 30 mg MR, 60 mg MR, 80 mg, Glimepiride(Amaryl) 1 mg, 2 mg, 3 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร 30  นาที  ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งอินซูลิน มีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ ถ้าหากมีภาวะกินไม่ลงหรือกินผิดเวลาจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้จึงไม่เป็นที่นิยมแล้วในปัจจุบัน

ยากลุ่มที่ 3 Repaglinide (Novonorm) 0.5 mg 1 mg 2 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร  15 นาที ยาตัวนี้จะหมดฤทธิ์ภายใน 3-4 ชม. ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุที่กินข้าวไม่แน่นอน สามารถปรับการกินยาเพิ่มได้หากกินได้เยอะ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะตับไม่ดี แต่ผู้ป่วยไตวายใช้ได้

ยากลุ่มที่ 4 Pioglitazone (Actos) ยากลุ่มนี้จะดึงเกลือกลับเข้าสู่ร่างกายห้เกิดภาวะหัวใจวายได้ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการดูดน้ำและเกลือกลับทางไตและเพิ่มไขมันที่ผิวหนัง ขนาดยา 30 มก./วัน จะลดระดับน้ำตาลได้ 70-80% ของขนาด ไม่แนะนำให้ใช้เกิน 45 มก./วัน และควรหยุดยาเมื่อพบภาวะตาเหลืองหรือค่าตับเพิ่มขึ้น >3 เท่า

ยากลุ่มที่ 5 Acarbose (Glucobay) หากค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 30% ไม่ควรกิน, Voglibose (Basen) กินได้แม้มีภาวะไตวาย ยากลุ่มนี้ทานพร้อมอาหารคำแรก ช่วยชะลอการย่อยแป้งที่ลำไส้เล็ก อาการข้างเคียงของการกินยานี้คือ ภาวะคลื่นไส้, อาเจียน, ตดเยอะ และท้องเสียได้เพราะการกินแป้งเยอะทำให้แบคทีเรียทำงานเยอะ ต้องใช้วิธีค่อยๆ เพิ่มขนาดยาจะทำให้ลดอาการข้างเคียงเหล่านี้ลงได้

ยากลุ่มที่ 6 Sitagliptin (Januvia) เป็นยากลุ่มกระตุ้นการหลั่งอินซูลินแต่ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ ปัญหาของการใช้ยาตัวนี้คือราคาแพง

ยากลุ่มที่ 7 Dapaglifloxin (Forxiga) Empaglifloxin (Jardiance) เรียกง่ายๆ ว่ายาฉี่หวาน เป็นยาที่ดีสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงโดยประมาณ 2 กก. ลดความดันลงได้ และสามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ผู้ที่มีค่าการทำงานของไตน้อยกว่า  45-60 ml/min จะไม่ได้ผล รวมทั้งผู้ที่ใช้ยานี้มักติดเชื้อราที่อวัยวะเพศหรือติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งก่อให้เกิดอาการเลือดเป็นกรดได้

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           คุณหมอที่รักษาเพิ่มปริมาณยา Metformin จาก 3 เป็น 4 เม็ด กินได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ต้องดูปริมาณยาที่กินอยู่เดิมว่ากี่มิลลิกรัม ถ้าเป็น 500 มก.ก็กินได้ เพราะไม่เกิน 3,000 มก. แต่ถ้า 850 มก.ก็ไม่ได้ และต้องดูค่าไตประกอบว่าไม่เกิน 45% ก็ปลอดภัยที่จะกิน

สมาชิก :            กินสมุนไพรคู่ไปกับยาที่คุณหมอให้ได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ถ้าจะกินสมุนไพรให้บอกหมอที่รักษาด้วย เพราะหมอจะได้ตรวจค่าตับกับไตให้ และสมุนไพรที่กินอาจจะมีปริมาณยาที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ใบไม้สมุนไพรต่างๆ นั้น 10 ใบก็มีขนาดใบไม่เท่ากัน ใบแก่-อ่อนไม่เท่ากัน ทำให้ออกฤทธิ์ก็ไม่สม่ำเสมอ ไม่เท่ากันทุกครั้งที่กิน รวมทั้งยังไม่มีงานวิจัยถึงผลข้างเคียงของการกินสมุนไพรว่าผ่านไป 10 ปีแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย
สมาชิก :            ผลข้างเคียงของยา กับ แพ้ยาต่างกันยังไง?

อ.ปฏิณัฐ :         การแพ้ยาในความหมายคือ มีผื่นขึ้น ปากบวม ตาบวม การมีภาวะบวมจะไม่ปลอดภัย เพราะสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ผลข้างเคียงของยาไม่ทำอันตรายถึงชีวิต เช่น กิน Metformin แล้วเบื่ออาหาร บางคนท้องเสีย หรือ ยากลุ่ม Acarbose กินแล้วทำให้ผายลมบ่อย

สมาชิก :            ได้อ่านงานวิจัยมาว่า Metformin ใช้ในแง่ยาอายุวัฒนะได้ จริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ไม่เป็นความจริง ควรเลือกอ่านงานวิจัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะงานวิจัยที่อ้างว่าทำการทดลองในสัตว์แล้วได้ผลนั้น เป็นที่รู้ในกลุ่มคนอ่านงานวิจัยว่าเขาทำการทดลองกับพยาธิคือไส้เดือนดิน ยังไม่มีการทดลองกระทังในสัตว์ใหญ่เลย แล้วเราเป็นคนไม่ใช่ไส้เดือน และการอ้างว่ามีการทำการทดลองก็ไม่ได้เขียนวิธีการทดลองว่าทำการทดลองอย่างไร และยังไม่มีงานสรุปการทดลองออกมาเป็นผลงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ในความเห็นของหมอคนที่ยังกินยา Metformin ได้แสดงว่าสภาพไตยังดีย่อมอายุยืนกว่าคนที่กินยา Metformin ไม่ได้เพราะมีภาวะไตวาย หรือโรคหัวใจแล้ว

สมาชิก :            ยาชะลอไตเสื่อมมีจริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ยากลุ่มฉี่หวาน มีผลวิจัยว่าชะลอไตเสื่อมได้ ยาความดัน ที่กินป้องกันไตเสื่อมหลั่งจากมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะแล้วช่วยได้ และการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันเป็นการชะลอไตเสื่อมได้ดีที่สุด และยาลดไขมันที่หมอให้สามารถลดการเกิดโรคหัวใจได้ คนที่คิดค้นยาลดไขมันกลุ่ม  Statin ได้รับรางวัล Noble Prize เพราะเป็นยาที่ช่วยชีวิตคนได้ ลดอัตราการตายของคนได้จริง

ลักข์ฟังมาเล่า คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

งานเสวนาครั้งนี้ อาจารย์ รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล หลักสูตรโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้เกียรติเดินทางมาบรรยายให้กับสมาชิกชมรมเบาหวานของเรา

คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

อาจารย์เริ่มอธิบายเรื่องของเบาหวานด้วย การคัดกรองโรคเบาหวานตามหลักเกณฑ์ของสมาคมโรคเบาหวาน

  1. ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่อ้วน โดยมีค่า BMI >25 และมีพ่อ แม่ พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  4. มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
  5. มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม
  6. เคยได้รับการตรวจพบว่ามีภาวะความทนทานต่อกลูโคสบกพร่อง
  7. มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  8. มีกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่

และมีตารางการให้คะแนนในแต่ละหัวข้อ เช่น อายุยิ่งเยอะโอกาสเป็นเบาหวานยิ่งสูง เอวยิ่งใหญ่โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งมาก มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวาน โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งเยอะ ยิ่งคะแนนรวมสูงมากเท่าไหร่ แสดงว่ามีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานสูงมากขึ้นเท่านั้น

ตัวเลขค่าไขมัน LDL ที่เราควรรู้ :   ระดับไขมัน LDL ไม่ควรเกิน 130 มก./ดล. และถ้าค่าเกิน 160 มก./ดล. “ต้องกินยา” และในผู้สูงอายุควรควบคุมความดันไม่ให้เกิน 140/90 มม.ปรอท

ทำไมคนเป็นเบาหวานจึงควรกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ?

  1. การกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน จะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้
  2. อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ สามารถช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักและยังช่วยให้น้ำหนักลดได้อีกด้วย

อาหารแช่แข็ง ควรกินหรือไม่? :     อาหารแช่แข็งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อเอาออกมาคลายความเย็นแล้วรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าผู้ผลิตต้องใส่สารเพื่อให้อาหารนั้นคงสภาพได้ โดยเฉพาะต้องมีการใช้เกลือในปริมาณมหาศาล อาหารแช่แข็งเก็บได้นานนั้นคุณค่าทางอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร่จะสลายไป อาจารย์จึงไม่แนะนำ แต่ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องกินเป็นครั้งคราวก็ขอให้กินน้อยครั้งที่สุด

เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าอ้วน? :          การมองเห็นด้วยสายตาแปลว่าอ้วนมากเกินไปแล้ว เพราะสายตาคือสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เรารู้ตัวว่าอ้วน โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุงที่มีการสะสมไขมันในช่องท้องในปริมาณมากนั้น ลักษณะการอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุสำคัญของ “ไขมันคั่งตับ”

น้ำหนักของคนเราที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มขึ้นของไขมัน 75% และจากกล้ามเนื้อเพียง 25% เท่านั้น อาจารย์ให้ดูภาพว่าเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่น้ำหนักเท่ากันคนไหนสุขภาพดีกว่า? ระหว่างคนที่มีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กับ คนที่มีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย จากนั้นอาจารย์จึงแนะนำเทคนิคในการลดน้ำหนักที่ได้ผลมาแล้วกับคนไข้ของอาจารย์ คือ

  1. ให้ชั่งน้ำหนักตอนตื่นขึ้นมาทุกเช้า โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักลดลงวันละ 1 ขีด 30 วัน อย่างน้อยก็ต้องได้ 2 กิโลกรัม ด้วยการกินอาหารได้เหมือนเดิมในปริมาณที่น้อยลงจากเดิมเท่านั้น
  2. เลือกชนิดของอาหารที่กินจะช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมายได้สูง เช่น ไม่เลือกกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปเพราะมีปริมาณเกลือสูงมาก เช่น ไส้กรอก (เนื้อ+ไขมัน 30%) หมูแฮม (เนื้อล้วน) ควรงดการดื่มน้ำผลไม้และหันมาเลือกการกินผลไม้เป็นลูกๆ แทนเพราะจะทำให้กินได้ในปริมาณน้อยกว่าและได้เส้นใยมากกว่า ให้ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มจากปกติวันละ 8 แก้ว เป็น 12 แก้ว มีงานวิจัยว่าการดื่มน้ำช่วยเร่งการเผาผลาญเพิ่มขึ้นโดยควรดื่มทีละแก้วดีกว่า การดื่มทีละเยอะๆ ร่างกายจะดูดซึมไม่ทันทำให้ถูกขับออกมาเร็ว เครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม มีคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง ผักที่อยู่ในดิน มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพราะสะสมพลังงานในรูปของแป้ง เช่น มันฝรั่ง แครอท ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น ผักใบเขียว ผักกาดขาว ผักกะหล่ำปลี

อาจารย์ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเราทุกคนมีเซลมะเร็งสิงอยู่ในตัวทุกคน การเลือกกินอาหารที่ถูกต้องสามารถลดการเกิดมะเร็งได้ถึง 30% ควรหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งอย่างของปิ้งย่างจนไหม้ ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น กะหล่ำปลี หอม กระเทียม ผลไม้รสเปรี้ยว ขมิ้นชัน ชาเขียวแท้ๆ (ไม่ใช่ชาเขียวบรรจุขวด)

คนที่มีภาวะอ้วน จะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน คนที่กินคาร์โบไฮเดรตเยอะ ทำให้อินสุลินหลั่งออกมาเยอะ อินสุลินนอกจากจะเอาน้ำตาลไปใช้แล้ว ยังเอาไปสะสมเป็นไขมันด้วย ถ้าไม่อยากให้อินสุลินออกมาเยอะ ต้องควบคุมปริมาณอาหารทั้งในเรื่องปริมาณ และการเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ (อาหารค่า GI ต่ำ น้ำตาลจะขึ้นช้า และอิ่มนานกว่าอาหารค่า GI สูง ที่จะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้หิวเร็ว)

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           กินใบแปะก้วยดีไหม? ช่วยในเรื่องความจำได้จริงหรือไม่? ควรกินอาหารเสริมวิตามินหรือไม่?

อาจารย์ปรียา :    ใบแปะก้วยที่มีขายอยู่ในบ้านเป็นแบบอัดเม็ดซึ่งอาจารย์ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่สำหรับสมาชิกที่จิบกาแฟดำ ซึ่งกาแฟนั้นช่วยขยายหลอดเลือดดำทำให้ช่วยความจำได้อยู่แล้วสามารถกินแทนใบแปะก้วยได้  ที่สำคัญการกินอาหารเพื่อรักษาโรคหรือป้องกันโรค อยากแนะนำให้กินอาหารหลากหลายและประปรายไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเราได้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วน บางคนกินอาหารซ้ำๆ เพียงชนิดเดียวหรือการกินสมุนไพรต่างๆ อัดเม็ดเพียงชนิดเดียวในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จนตับรับไม่ไหวทำให้กลายเป็นดีซ่านอาจารย์ก็เคยพบมาแล้ว  ในเรื่องของอาหารเสริมวิตามินต่างๆ นั้นหลายอย่างที่ขึ้นทะเบียนอย.ว่ากินได้ แต่ไม่มีงานวิจัยรองรับที่มากพอว่ากินแล้วจะได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง แต่ถ้าอยากลอง และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะเป็นอันตราย อาจารย์จะแนะนำให้เจาะเลือดตรวจก่อน เพื่อดูผลว่าหลังจากกินแล้วมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่ให้คนไข้ทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจเองว่าควรเสียเงินซื้ออาหารเสริมวิตามินเหล่านั้นต่อหรือไม่เอาเอง

สมาชิก :            เห็ดหลินจือกินแล้วช่วยลดระดับน้ำตาลหรือไม่?

อาจารย์ปรียา  :   จากงานวิจัยเห็ดหลินจือสามารถช่วยในเรื่องภูมิต้านทานได้ในคนที่มีภูมิต้านทานน้อย แต่สำหรับคนที่มีภูมิต้านทานในร่างกายปกติไม่ได้ช่วยอะไร และในเรื่องการลดระดับน้ำตาลที่อาจารย์เคยทำวิจัยให้กับองค์การเภสัชพบว่า เห็ดหลินจือสกัดสามารถลดระดับน้ำตาลได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาเบาหวาน รวมทั้งกระเทียมสกัดก็เช่นกัน สามารถลดระดับไขมันได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาลดไขมัน การกินยาในปริมาณที่แพทย์ระบุจึงได้ผลและปลอดภัยกว่า

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 143 เดือนกันยายน 2559

ลักข์ฟังมาเล่า เรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฏาคม อ.พญ.อรอุมา ชุติเนตร

เรื่อง     “การป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง”

โรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้

โรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้ และแก้ไขได้ รู้ให้ไวแก้ไขได้ทัน

ก่อนงานเสวนาไม่กี่วัน มีข่าวอุบัติเหตุที่เกิดจากภาวะโรคหลอดเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญที่ทางชมรมฯ ได้เรียนเชิญ อ.พญ.อรอุมา ชุติเนตร มาบรรยายเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ได้รู้จักโรคอย่างทันเหตุการณ์

จากการจัดอันดับสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรไทย โรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตเป็นลำดับที่ 1 คือ โรคหลอดเลือดสมอง เพราะฉะนั้นเราจึงยิ่งควรทำความรู้จักโรคหลอดเลือดสมองกันว่าคืออะไร ป้องกันได้หรือไม่

โรคหลอดเลือดสมอง คือ ความผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้น “อย่างรวดเร็ว” ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันที่ส่งผลให้สมองขาดเลือด ไม่ทำงาน และ โรคหลอดเลือดสมองแตก การแตกของหลอดเลือดสมอง ทำให้มีเลือดออกมาคั่งและทำลายเนื้อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองส่วนที่อยู่ใกล้เคียงทำให้สมองทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ และ/หรือรวมทั้งทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง มี 2 แบบคือ แบบที่เราสามารถป้องกันแก้ไขได้คือ คนที่มีโรคประจำตัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หลอดเลือดที่คอตีบ หรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน คนที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ ต้องควบคุมโรคที่เป็นให้อยู่ในเกณฑ์ที่คุณหมอยอมรับได้ ด้วยการกินยาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าหากมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ควรงด การเลิกสูบบุหรี่นาน 5 ปีขึ้นไปสามารถลดความเสี่ยงเท่ากับคนไม่สูบได้ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ แม้การดื่มในปริมาณที่กำหนดจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ แต่การดื่มเกินปริมาณที่กำหนดจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองอีกหลายเท่าตัว ซึ่งไม่คุ้ม การไม่ดื่มจึงเป็นการลดความเสี่ยงที่ดีกว่า การออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอทำให้ระบบหลอดเลือดในร่างกายไหลเวียนดีและกล้ามเนื้อแข็งแรง

และแบบที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้คือ เรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น เพศหญิงที่มีโอกาสเกิดมากกว่าเพศชาย เชื้อชาติทางแถบเอเชียเกิดมากกว่าทางยุโรป ประวัติการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัวที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวนั้นก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีประวัติ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง จะมีอาการของภาวะอ่อนแรงของร่างกายครึ่งซีก ชาครึ่งซีก เวียนศรีษะหรือเดินเซ ตามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัดลิ้นแข็ง ปวดศีรษะ อาเจียน ซึม ไม่รู้สึกตัว โดยจะเกิด “รวดเร็วทันทีทันใด!!!”  เมื่อเกิดอาการต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เมื่อเกิดอาการของโรคแล้ว 15-20% จะทำให้เสียชีวิต 20-30% จะมีความพิการขั้นรุนแรง 50% มีความพิการเล็กน้อยหรือหายเป็นปกติได้

อ.พญ.อรอุมา ย้ำกับสมาชิกชมรมฯ หลายครั้งว่า เมื่อเราหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าเราจัดการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เราจัดการได้คือ ควบคุมเบาหวาน ไขมัน และความดันให้อยู่ในเกณฑ์ ควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย งดการสูบบุหรีและการดื่มแอลกอฮอล์ กินยาตามที่แพทย์สั่งและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ลดการเกิดของโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างแน่นอน

สมาชิก :            ความดันตัวล่างต่ำ อันตรายหรือไม่?

อ.พญ.อรอุมา :   ให้สังเกตอาการเป็นหลัก ถ้าไม่มีอาการก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีอาการผิดปกติต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แล้วแก้ที่สาเหตุ  ยาเพิ่มความดันไม่มี วิธีเดียวที่จะแก้เรื่องความดันต่ำได้คือ การออกกำลังกาย

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 142 เดือนสิงหาคม 2559