ดูแลเบาหวานยังไงไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน

รูปภาพ
คนเป็นโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย) จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นโรคแทรกซ้อน?

ไม่จำเป็นเลยค่ะ มีคนจำนวนน้อย(!?) ที่เป็นโรคเบาหวานแล้วสามารถดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ  และมีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่เป็นโรคเบาหวานแล้วมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ได้ การที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำกว่าเกณฑ์จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

จากภาพที่ลักข์ทำขึ้นมา ลักข์แบ่งระดับน้ำตาลเป็นโซนต่างๆ
โซนสีเขียว คือ ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัย หากเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์นี้ไว้ตลอด ชีวิตย่อมปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานอย่างแน่นอน

โซนสีเหลือ คือ ระดับน้ำตาลที่เริ่มไม่ปลอดภัย หากทิ้งไว้นานก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

โซนสีแดง คือ ระดับน้ำตาลที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกาย หรืออาจจะทำให้ถึงแก่่ชีวิตได้

การที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์โดยปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์เป็นระยะเวลานานหลายปี จะส่งผลต่อระบบหลอดเลือดภายในร่างกายอย่างแน่นอน ซึ่งผลสุดท้ายจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ทำให้ตาบอดได้ ทำให้หัวใจมีปัญหาได้ ทำให้ไตวายได้ ทำให้ระบบปลายประสาทไม่มีความรู้สึกได้ (ระดับน้ำตาลสูงอย่างรุนแรงจะทำให้เลือดเป็นกรด เหนื่อยหอบ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ระดับความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดที่ชื่อว่าโปแตสเซียม สามารถจะทำให้หัวใจหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้)

ส่วนการที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เรามึนงง หมดสติ หรืออาจจะทำให้เสียชีวิตได้ (ระดับน้ำตาลต่ำแบบรุนแรงสามารถส่งผลให้หมดสติ และหากไม่ได้รับการช่วงเหลือได้ทันท่วงทีระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจนถึงขั้นเสียชีวิตได้)

แล้วเราคนที่เป็นโรคเบาหวานจะดูแลตัวเองยังไงดี ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ได้ มีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน?

การจะมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานให้ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนจำเป็นที่ต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ต้องรู้ระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้อย่างจริงจัง จนสามารถที่จะยอมรับว่าเบาหวานคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องดูแลตลอดไป ถ้าเรามีวิธีคิดและความรู้ความเชื่อเช่นนี้ เราก็จะเป็นเบาหวานได้อย่างปลอดภับโดยปราศจากโรคแทรกซ้อนอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน คือ
1. โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมได้ แต่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะไปหาหมอผี กินยาผีบอก จ่ายเงินให้กับคนที่มาหลอกสักแค่ไหนก็ตาม โรคเบาหวานก็จะอยู่กับเราเสมอ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะควบคุมได้ แต่ถ้าเราเผลอไม่ดูแล ระดับน้ำตาลก็พร้อมที่จะสูงขึ้นมาทุกเมือ

นอกจากไม่ควรเชื่อหมอเถื่อนหมอผีแล้ว การรักษากับบุคคลากรทางการแพทย์ การไปพบแพทย์ตามนัดหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ (สถานที่ไหนสามารถรักษาเบาหวานโดยไม่มีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เชื่อถือไม่ได้นะคะ) การไปพบแพทย์นั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องประจำทุกๆ 2 เดือน(อย่างมากแล้ว) แต่ถ้าเราดูแลตัวเองได้ดี เราก็จะได้ใบนัดแบบทุกๆ 3 หรือ 4 เดือน ซึ่งเท่ากับปีละ 3-6 วันจาก 365 วันเป็นอย่างมาก การไปพบแพทย์ก็เพื่อตัวเราเองนะคะ อย่าถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อเลยนะคะ

2. ยาที่คุณหมอให้นั้น ไม่ส่งผลทำลายหรือทำร้ายตับไตหรอกค่ะ ยารักษาที่นำมาใช้นั้นผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากมีการค้นพบว่าตัวยามีปัญหายาก็จะถูกถอนออกจากทะเบียนทันที

ปัญหาเรื่องยาที่จะไปทำลายตับ ทำลายไต เท่าที่พบเกิดจาก 2 สาเหตุคือ การปล่อยให้ระดับน้ำตาลควบคุมไม่ได้ จนหลอดเลือดของเราถูกทำลาย และ 2 คือการกินยาผีบอก หรือยาที่คนเขาเอามาหลอกขายต่างหากที่จะทำให้อวัยวะเราถูกทำลาย(จนหลายคนต้องกลายไปเป็นผี ที่กลับมาบอกความจริงไม่ได้เสียชีวิตเพราะคนด้วยกันนี่แหละหลอก)

เพราะฉะนั้นยาที่คุณหมอในรพ.จ่ายให้เป็นยาที่มีความปลอดภัยมากพอ และมีผลในการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อให้ชีวิตการเป็นเบาหวานของเรานั้นมีความปลอดภัยมากพอ ดังนั้นจึงต้องกินยา/ฉีดอินสุลินตามที่คุณหมอแนะนำนะคะ ระดับน้ำตาลจึงจะสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ได้

3. สิ่งที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด คือ อาหาร ถ้าเราเรียนรู้ว่าอาหารชนิดไหนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกายเรายังไง จะทำให้เราเลือกกินอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ความจริงที่คนเป็นเบาหวานหลายคนไม่รู้คือ คนที่เป็นโรคเบาหวานทานอาหารได้ทุกอย่างที่อยากกิน เรื่องปริมาณต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ข้าว 1 ทัพพี เท่ากับ การกินขนมปัง 1 แผ่น หรือเท่ากับการกินเค้ก 1/3 ชิ่น หรือเท่ากับการกินมะม่วงสุกหรือดิบก็ตาม 1/2 ลูก เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรามีความสุขกับการกินอาหารทุกชนิดโดยที่เรายังสามารถควบคุมระดับน้ำตาลของเราได้ด้วย

4. เครื่องเจาะเลือด เป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนเป็นเบาหวาน แต่ก็ต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องเป็นด้วยจึงจะมีประโยชน์ ระดับน้ำตาลบอกอะไรเราได้บ้าง? ระดับน้ำตาลสามารถบอกเราได้ว่า ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราจะเจาะเลือด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการกินอาหาร หรือการออกกำลังกาย หรือยาส่งผลต่อเราอย่างไร รวมที้งเป็นตัวกำหนดให้เราตัดสินใจที่จะกินอาหาร ทำกิจกรรม อย่างไรต่อไปในอนาคต

5. การออกกำลังกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องระวังเสมอคือ
1. ข้อมูลหลอกลวงเกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวานในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้รักษาเบาหวานได้ดีขึ้น หรือรักษาเบาหวานได้จนหายขาด … ข่าววันนี้ (26 กย. 55) ที่มีน้องเบาหวานต้องเสียชีวิตเพราะไปรักษากับหมอเถื่อน จนกระทั่งทำให้น้องต้องเสียชีวิตลง ลักข์เชื่อว่ามีเด็กเบาหวานจำนวนมากที่ต้องสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตลงเพราะความเชื่อ ความหวังที่จะหาวิธีรักษาให้หายจากโรคเบาหวานแล้วไปรักษาผิดวิธี

2. โรคเบาหวานเป็นโรคที่มองไม่เห็นด้วยภายนอก (ไม่เหมือนกับโรคสายตาสั้น ต้องใส่แว่น คนภายนอกสามารถรับรู้ได้) รวมถึงไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน (ไม่เหมือนแผลมีดบาดเลือดออกเจ๊บแน่ๆ) การตรวจสอบโรคเบาหวาน จึงต้องใช้เครื่องมือ อย่าใช้เพียงความรู้สึก การไปหาหมอตามนัดเป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น (ลักข์เจาะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วงเรียนรู้ปริมาณอาหารกับระดับน้ำตาลเจาะวันละ 14 หน)

โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายได้ แม้จะไม่สามารถหายขาดก็ตาม  เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามเรียนรู้ระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวันของเรา พยายามควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ มั่นใจได้เลยค่ะว่าเราจะเป็นอีก 1 พลังของคนในส่วนน้อยที่ดูแลตัวเองได้ดี …. ถ้าในอนาคต คนเป็นเบาหวานและไม่มีโรคแทรกซ้อนเป็นคนส่วนมากของสังคมคงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยทีเดียว

เป็นกำลังใจให้กับคนเป็นเบาหวาน และผู้ดูแลเบาหวานทุกคนนะคะ

Advertisements

Hypoglycemia vs Hyperglycemia

คนที่เป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเคยพบกับภาวะที่เรียกว่า ไฮโป หรือ น้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) และ ไฮเปอ หรือ น้ำตาลสูง (Hyperglycemia)  อย่างแน่นอน แต่รู้กันไหมว่าภาวะไหนอันตรายกว่ากัน?

Hypoglycemia คือ ภาวะของน้ำตาลในเลือดต่ำ (ต่ำกว่า 70 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยามากกว่าปกติ อาจจะด้วยเหตุผลของการลืม เลยกินยาหรือฉีดยาซ้ำ (อ่ะนะ คนเราก็ต้องมีลืมกันบ้าง แต่เมื่อก่อนนี้ลักใช้วิธีฉีดซ้ำไปเลย ไฮโปยับเยิน เดี๋ยวนี้ใช้วิธี รอประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วดูผลเลือดว่าลืมฉีดยาไปจริงหรือเปล่า)

2. กินยา หรือ ฉีดยาแล้วไม่กินข้าวตรงตามเวลา ยาจะออกฤทธิ์ตรงตามเวลาเผง ถ้าเราไม่กินข้าว ย่อมเกิดภาวะน้ำตาลต่ำอย่างแน่นอน

3. ปริมาณอาหาร (ประเภทคาร์โบไฮเดรต)ที่กิน น้อยกว่าปริมาณยาที่ได้รับ (ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม สามารถให้นักโภชนาการคำนวณให้ได้) หรือกินน้อยเกินไปนั่นเอง

4. ดื่มแอลกอฮอลล์ แอลกอฮอลล์บางชนิดกินแล้วมีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำ (ส่วนจะเป็นชนิดไหน ไปถามคุณหมอเอาเอง แต่ถ้าจะให้ดี ไม่กินดีกว่า เพราะแอลกอฮอลล์มีฤทธิ์ทำให้เราขาดสติ)

5. ออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือ นานกว่าปกติ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะมีสัญญาณเตือนเป็นอาการต่างๆ เช่น หิว มือสั่น ใจสั่น(ลั่นตุ้บๆ แทบทะลุออกจากอก) เหงื่อออก ตัวเย็น มีนงง สับสน คิดอะไรไม่ออก ถ้านอนหลับอยู่ก็จะฝันร้าย รู้สึกหงุดหงิดนอนไม่ได้ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะถึงขั้นเป็นลม หมดสติ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันการณ์

Hyperglycemia คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (สูงกว่า 200 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยาน้อยกว่าปกติ (นึกเอาเองว่าค่าน้ำตาลที่ไปหาหมอมาดีแล้ว เลยลดยาเอง หรือ ไม่อยากกินยาเพราะมีความเชื่อว่ายาเบาหวานส่งผลเสียต่อตับ ต่อไตเลยงดยาเอง)

2. กินข้าว แต่ไม่กินยา หรือ ฉีดยาตามเวลา โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ผลิตอินสุลินได้ตามปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยา หรือ อินสุลินช่วยทำหน้าที่ แต่ถ้าเราไม่กินยา หรือ ฉีดอินสุลิน ย่อมทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม