ลักข์ฟังมาเล่า : การรักษาเบาหวานยุคใหม่ “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

กิจกรรมเสวนา “จิบการแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ โดย รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     การรักษาเบาหวานยุคใหม่  “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

หลังจากที่อาจารย์สมพงษ์แสดงความยินดีที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จากการประกวดชมรมเบาหวานทั่วประเทศแล้ว อาจารย์เริ่มต้นการบรรยายด้วยการบอกจุดประสงค์ของการบรรยายแก่สมาชิกคือ ต้องการให้สมาชิกชมรมมีความรู้ทันยุค ทันสมัย ทันข้อมูลข่าวสารของโลกเบาหวานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าโรคเบาหวานนั้นเป็นโรคเฉพาะคน เพราะแต่ละคนที่เป็นเบาหวานนั้นไม่เหมือนกันสักคน ดังนั้นการรักษาเบาหวานจึงเป็นเรื่องเฉพาะแต่ละบุคคล ยารักษาเบาหวานที่เรากินแล้วได้ผลดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีกับคนอื่นด้วย เพราะสาเหตุที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงของแต่ละคนแตกต่างกัน การแบ่งยาให้กับคนอื่นกินจึงเป็นสิ่งที่ผิดไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานสูง (Hyperglycemia) ได้อย่างไร? น้ำตาลที่สูงนั้น มาจากไหน?

ภาพกลไกของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในคนที่เป็นเบาหวาน (Hyperglycemia)

ระดับน้ำตาลสูงจากอาหารที่เรากินเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ยังไม่ทั้งหมด เพราะในขณะที่เราไม่ได้กิน น้ำตาลก็ไม่ได้หมดไปจากร่างกายเรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากการกินแล้ว กลไกการทำงานของร่างกายก็สามารถสร้างน้ำตาลขึ้นมาได้เอง

ร่างกายของเรามีกระบวนการสร้างน้ำตาลเองอย่างไร?

ตับอ่อน ในตับอ่อนของเรามีเซล 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เรียกว่าเบต้า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่ออินซูลิน ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่พาน้ำตาลเข้าสู่เซลต่างๆ หรือที่เรารู้กันดีว่า อินซูลินมีหน้าที่ลดน้ำตาลนั่นเอง ชนิดที่ 2 เรียกว่า อัลฟ่า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนกลูคากอน ซึ่งทำหน้าที่ตรงข้ามกับฮอร์โมนอินซูลินคือ เพิ่มระดับน้ำตาล เซลทั้ง 2 อย่างนี้ทำหน้าที่ตรงข้ามกันแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย เช่น เมื่อน้ำตาลในร่างกายตกเพราะมีฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป แม้ร่างกายจะหยุดสร้างอินซูลินทันที แต่กว่าที่น้ำตาลเราจะขึ้นได้ก็ต้องใช้เวลา อัลฟ่าเซลจะสร้างฮอร์โมนกลูคากอนให้ร่างกายมีน้ำตาลขึ้นมาได้ทันที หรือถ้าร่างกายมีน้ำตาลสูง การจะรอให้เบต้าเซลสร้างฮอร์โมนอินซูลินขึ้นมาก็ไม่ทัน แต่การที่อัลฟ่าเซลหยุดสร้างกลูคากอนก็สามารถทำให้น้ำตาลลงได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าฮอร์โมนอินซูลิน และ กลูคากอนจะทำงานตรงข้ามกัน แต่ก็เป็นไปเพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันเพื่อให้ร่างกายเราปลอดภัย คนที่เป็นเบาหวานจึงเป็นคนที่มีฮอร์โมนอินซูลินลดลง และมีฮอร์โมนกลูคากอนมากเกินไป

นอกจากตับอ่อนแล้วร่างกายเรายังมี “เซลไขมัน” ไว้กักเก็บน้ำตาล เรามี “กล้ามเนื้อ” ไว้เก็บน้ำตาล และ “ตับ” เป็นตัวเก็บน้ำตาลได้อีกด้วย สาเหตุที่กลไกของร่างกายมีอวัยวะหลายอย่างไว้เก็บน้ำตาลก็เพราะ คนเราไม่ได้กินอาหารตลอด 24 ชม. เรากินเป็นมื้อแล้วหยุดพัก ซึ่งในแต่ละมื้อหลังจากที่เราเพิ่งกินเสร็จ น้ำตาลในร่างกายของเราจะขึ้นสูงและในขณะที่ร่างกายยังไม่นำไปใช้ ร่างกายก็จำเป็นจะต้องมีที่เก็บพลังงานที่ได้จากอาหารนี้เอาไว้ก่อน ซึ่งโดยกลไกธรรมชาติของร่างกายเรา จะนำพลังงานสำรองเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้กินอาหาร เช่น ในขณะที่นอนหลับ เซลไขมัน กล้ามเนื้อ ตับก็จะมีกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลกลับคืนเพื่อให้ร่างกายเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลไว้ได้คงที่ตลอดเวลา

ในกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลจากเซลไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนี้เอง ที่เป็นคำตอบให้กับคนเป็นเบาหวานที่สงสัยว่า ทำไมค่าน้ำตาลตอนเช้าถึงสูงกว่าตอนก่อนนอนทั้งที่ไม่ได้กินอะไรตลอดทั้งคืน ซึ่งสำหรับคนที่เป็นเบาหวานกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปอย่างไม่สมดุล การสร้างและปล่อยน้ำตาลออกมามากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูง

นอกจากนั้นแล้ว กระเพาะและลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการดูดซึมอาหาร เราพบว่าคนที่อ้วนมากเมื่อได้รับการรักษาด้วยการตัดกระเพาะบางส่วนออกไป นอกจากจะทำให้ผอมลงได้แล้ว โรคเบาหวานที่เป็นก็ยังหายด้วย เพราะฉะนั้นกระเพาะและลำไส้จึงเป็นอีกอวัยวะที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกาย อีกอวัยวะหนึ่งคือ ไต ไตทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสีย โดยเอาของเสียออกไปทางปัสสาวะและดึงส่วนที่ดีกลับคืนสู่ร่างกาย ส่วนที่ดีที่ไตส่งกลับคืนสู่ร่างกายคือ น้ำตาลและโปรตีน

จะเห็นได้ว่าความรู้ในปัจจุบันทำให้เรารู้ว่าอวัยวะที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงได้นั้นมีหลายอวัยวะ ยาเบาหวานจึงถูกผลิตขึ้นมาให้ออกฤทธิ์แตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น บางคนน้ำตาลสูงจากลำไส้ทำงานเยอะเกินไป บางคนจากตับทำงานไม่ดีเก็บน้ำตาลไม่ได้ บางคนเพราะอ้วนมีไขมันเยอะ บางคนเป็นเพราะไม่ออกกำลังกายเซลกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี บางคนไตทำงานไม่ดี ถ้าเรารู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าตำแหน่งไหนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูง เราก็จะสามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมได้ให้ออกฤทธิ์ถูกตำแหน่งได้

(ฟังการบรรยายแค่สไลด์แรกของคุณหมอ ทำเอาสตั้นไปหลายวินาที  เพราะถึงแม้จะเป็นโรคเบาหวานมา 30 ปี ก็รู้และจำได้แต่เพียงว่าเป็นเบาหวานที่ตัวเองเป็นนั้น เป็นเพราะตับอ่อนเกิดมาแล้วแก่ ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เลยต้องฉีดอินซูลินทุกวัน

พอมาได้ฟังคุณหมออธิบายโดยละเอียดแบบนี้แล้ว ทำให้รู้มากขึ้นว่ากลไกการทำงานของร่างกายมหัศจรรย์และซับซ้อนมาก ฟังแล้วอยากจะกรีดร้องด่าตัวเองว่าโง่มาก (ก ไก่ล้านตัว) เมื่อก่อนนี้ไปหลงเชื่อพวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองหวังดี มาแนะนำ มาพาไปซื้อ ไปลอง ไปกิน อาหารเสริมเอย สมุนไพรทั้งไทย ทั้งจีนเอย น้ำสารพัด ผงสกัด อะไรต่อมิอะไรที่อ้างว่าลดน้ำตาลได้ รักษาเบาหวานให้ดีขึ้นได้ ไปเชื่อคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน แต่ละคนที่แนะนำมาไม่เคยมีใครหน้าไหนอธิบายที่มาที่ไปของโรคเบาหวานได้อย่างที่คุณหมออธิบายเลยสักคน!)

 

ภาพตารางเปรียบเทียบยาลดน้ำตาลแต่ละชนิดที่คุณหมอต้องจำเพื่อเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกต้อง และปริมาณให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเบาหวาน

ยาเบาหวานที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากกว่า 30 ชนิด แล้วหมอจะเลือกยาชนิดไหนให้กับคนที่เป็นเบาหวานแต่ละคน?

อาจารย์ได้อธิบายถึงยากลุ่มต่างๆ ทั้ง 7 กลุ่มโดยอธิบายถึงการออกฤทธิ์ ข้อดีและข้อเสียของยา พร้อมทั้งเปิดตารางเปรียบเทียบลดน้ำตาลแต่ละชนิดให้ดูว่าอาจารย์และหมอทุกท่านที่รักษาเราจะต้องจำคุณสมบัติและข้อควรระวังของยาทุกชนิดโดยคุณ้หมอที่รักษาผู้ป่วยจะดูรายละเอียดของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น อายุ เพศ น้ำหนักตัว มีโรคหัวใจหรือไม่  มีปัญหาเรื่องทางเดินอาหารหรือไม่ อ้วนหรือผอม มีตับไตผิดปกติหรือเปล่า มีภาวะเรื่องหลอดเลือดร่วมหรือไม่ แล้วจึงจะเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถนับได้ว่าเป็นการเลือกยาให้แบบเจาะจงเฉพาะคนสำหรับผู้ป่วยโดยสังเกตจากลักษณะชองผู้ป่วยเป็นหลัก

ภาพหลักพื้นฐานของการรักษาแบบเฉพาะรายบุคคลตามลักษณะพันธุกรรม ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และในอนาคตอันใกล้ที่การแพทย์พัฒนาไปถึงขั้นตรวจพันธุกรรมได้อย่างละเอียด แพทย์จะยิ่งสามารถให้ยาที่ออกฤทธิ์ได้ตรงจุดได้ทันที โดยวิธีนี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยาต่อตัวผู้ป่วยน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันในการรักษาโรคมะเร็งเริ่มใช้วิธีตรวจพันธุกรรมในการรักษาแล้ว

(ยิ่งฟังการบรรยายก็ยิ่งรู้สึกว้าววววววว่าเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันนี้ก้่วหน้าไปมาก เมื่อ 100 กว่าปีก่อนคนเป็นโรคเบาหวาน จะถือว่าเป็นโรคแห่งความตายเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับใครแล้ว ตายทุกรายแน่นอน แต่หลังจากมีการค้นพบอินซูลิน มีการค้นคว้าและวิจัยจนค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงได้อย่างไร และมีการผลิตยาขึ้นมาเพื่อรักษาอาการได้ตรงจุดและดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตยังจะสามารถหาสาเหตุของแต่ละคนได้อย่างชัดเจนทันทีด้วยผลจากการตรวจหาพันธุกรรม … แบบนี้ต้องเรียกว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกับการรักษาเฉพาะคนแบบ Thailand 5.0 แน่ๆ …. เพราะฉะนั้นเราทุกคนที่เป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง อย่าหลงอยู่ในยุค Thailand 0.44 ที่ยังคิดว่ายาผีบอกที่คนเอามาหลอกว่ากินแล้วรักษาได้ อาหารเสริม สมุนไพรไทย-จีน สารสกัด หรือวิธีการรักษาที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ จะรักษาเบาหวานให้หายขาดได้เป็นอันขาดนะ)

แนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่สมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาประกาศ

จากนั้นอาจารย์ได้เล่าถึงมาตรฐานของการรักษาเบาหวานที่ประกาศโดยสมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกที่แพทย์ทุกคนต้องอ่านเพื่อให้แพทย์รู้ถึงเป้าหมายของการรักษาเบาหวานว่าค่าระดับน้ำตาลที่แสดงว่าการควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ ระดับ HbA1C(ฮีโมโกลบินเอวันซี) ต้องน้อยกว่า 7%  ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะปลายนิ้วก่อนรับประทานอาหาร 80-130 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. และแนวทางการรักษาเบาหวานที่สำคัญคือให้ยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพราะการรักษาเบาหวานจะได้ผลดีหรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอแต่ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยจึงต้องรับฟังผู้ป่วย ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย ที่สำคัญคือต้องให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะดูแลรักษาอย่างไร

ภาพความสำคัญของการลดระดับ HbA1C ได้ทุก 1%

และอาจารย์ได้อธิบายถึงความสำคัญของระดับ HbA1C ว่าเป็นค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การควบคุมระดับ HbA1C ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจะลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวานได้

โดยทุกๆ 1% ของ HbA1C ที่ลดได้ สามารถลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ 14% ลดอัตราการตายจากเบาหวานได้ถึง 21% และสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ถึง 37% ถ เพราะฉะนั้นการรักษาระดับ HbA1C ให้ต่ำกว่า 7% จึงเป็นเรื่องที่ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนควรใส่ใจและให้ความสำคัญ

คำถาม-คำตอบหลังการบรรยาย

สมาชิก : ขอถามเกี่ยวกับตับว่า มีทางรักษาพังผืดที่ตับเพื่อไม่ให้เป็นตับแข็งหรือมะเร็งได้ไหม?

อ.สมพงษ์ :  พังผืดก็คือแผลเป็น เราไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่อยู่ในตับให้หายขาดได้ แต่มีวิธีการรักษาคือรักษาตามอาการ สิ่งที่เราทำได้ไม่ให้ตับเป็นพังผืดคือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ต้องรักษาก่อนที่จะเป็นพังผืดคือเมื่อคุณหมอแจ้งว่าเรามีไขมันพอกตับ/ไขมันเกาะตับ/ไขมันคั่งในตับแล้วเราต้องรีบรักษาอย่าปล่อยให้เกิดบาดแผลจนเป็นพังผืด เพราะเมื่อตับเป็นแผลเป็นหรือมีพังผืดที่ตับแล้ว โอกาสที่จะเป็นตับแข็งก็สูง และมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงตามไปด้วยเพราะฉะนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาล และควบคุมไขมันให้ดีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

สมาชิก : วิธีรักษาแบบพันธุกรรมที่คุณหมออธิบายมามีโอกาสใช้ประกันสังคมหรือไม่

อ.สมพงษ์ : ยังตอบไม่ได้ เพราะปัญหาอยู่ที่เงิน ในส่วนของโรคมะเร็งที่ทำได้เพราะมีความคุ้มค่า เพราะยารักษามะเร็งอยู่ที่หลักแสนบาท การตรวจหาพันธุกรรมใช้เงินหลักหมื่นบาท เป็นความคุ้มค่าในการรักษาเพื่อจะได้เลือกใช้ยาที่จะได้ผลในการรักษา แต่ในโรคเบาหวานยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเพื่อให้การตรวจพันธุกรรมได้ผลนั้นมีราคาถูกลง

สมาชิก :  ยาทุกชนิดที่กินผ่านตับจะทำลายตับใช่ไหมคะ?

อ.สมพงษ์ : มียาบางชนิดที่ผ่านตับ มียาบางชนิดที่ผ่านไต ไม่ใช่ยาทุกชนิด ยาเบาหวานที่ไม่ได้ผ่านตับก็มี ไม่ได้ผ่านไตเลยก็มี เพียงแต่ว่ายาส่วนใหญ่จะมีการผ่านตับ และผ่านไต เนื่องจาก 2 อวัยวะนี้เป็นตัวกรองของเสีย

สมาชิก : ไปตรวจ Ultrasound มาพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรผ่าตัดหรือไม่?

อ.สมพงษ์ : น้ำดีในร่างกายเอาไว้ช่วยย่อยไขมัน  และคนเราทุกคนมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ผู้หญิงมักจะเป็นมากกว่าผู้ชาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีแล้วต้องทำการผ่าตัด แต่คนที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคือ คนที่มีอาการ

1 กินอาหารแล้วมีการท้องอืด ปวดท้อง  คนที่มีอาการคือมีนิ่วเป็นจำนวนมากและก้อนใหญ่แล้ว

2 ก้อนนิ่วหลุดออกมาอุดทางเดินน้ำดีจนปวดท้อง เกิดอาการตาเหลือง ตัวเหลืองจากถุงน้ำดีคั่ง

3 เกิดภาวะติดเชื้อจากการอักเสบ

4 พบติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แล้วหมอเป็นกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้นจะต้องผ่าตัดหรือไม่ หมอที่จะรักษาจะเป็นผู้พิจารณา แต่ถ้าเป็นเบาหวานและคุมได้ไม่ดีด้วย อาจจะเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่ภาวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น คุณหมออาจจะพิจารณาให้ผ่าตัดได้

สมาชิก : ตอนนี้ภาวะเท้าบวมและชามาก ไม่ทราบว่าเกิดจากยาเบาหวาน Metformin กับ  Glipizide ที่กินอยู่หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ยาเบาหวาน 2 ตัวนี้ไม่ทำให้เท้าบวม ไม่ทราบว่ามีกินยาอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่? มีกินยาความดันอยู่หรือเปล่า? ยาความดันที่ใช้ ใช่ชื่อแอมโรพีนมั้ย? เพรั้าะฉะนั้นในความบวมที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดจากยาความดัน อาจจะเกิดจากเบาหวานได้ และอาจจะเกิดจากโรคไตได้ จำเป็นต้องไปแจ้งให้คุณหมอผู้รักษาทราบเพื่อให้คุณหมอปรับยาให้เหมาะสมกับอาการและโรคที่เป็นอยู่

สมาชิก : ทำไมน้ำตาลหลังอาหารจึงน้อยกว่าก่อนอาหาร ผิดปกติหรือไม่? โดยกิจวัตรประจำวันคือ ในตอนเช้าจะเจาะน้ำตาลได้ 100-110 มก./ดล. ปั่นจักรยาน 1 ชม. กินอาหาร และปั่นจักรยานกลับ อีก 1 ชม. และเมื่อตรวจ น้ำตาลจะอยู่ที่ 80-90 มก./ดล.

อ.สมพงษ์ : ผลที่ได้มาจากการออกกำลังกายด้วยการให้กล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลา เมื่อกล้ามเนื้อทำงานจะมีความไวต่ออินซูลินมากขึ้น ทำให้ใช้น้ำตาลมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงแล้วต้องการไปออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ตีเทนนิส ปั่นจักรยาน วิ่ง จึงจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อเป็นพลังงานเสริมเข้าไป  เพราะฉะนั้นค่าน้ำตาลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ค่าน้ำตาลหลังอาหารตามปกติ แต่เรียกว่าเป็นค่าน้ำตาลหลังออกกำลังกาย ค่าจึงต่ำกว่าได้

สมาชิก : เป็นเบาหวานมานาน มีอาการช้าที่เท้าเหมือนสวมถุงเท้าตลอดเวลามีวิธีรักษาให้หายได้หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ในลักษณะของการชาเท้านั้นชาเพราะเส้นประสาททำงานไม่ได้ปกติ แต่เส้นประสาทยังมีอยู่ เส้นประสาทยังไม่ตายแต่ทำงานไม่ได้ จะมีอาการชาแบบเป็นๆ หายๆ  หรือถ้าเราไม่รู้สึกอะไรเลย เส้นประสาทอาจจะตายแล้ว ซึ่งในส่วนนั้นก็จะกลับมาไม่ได้ แต่เส้นประสาทก็ไม่ได้ตาย 100% แต่ยังจะเหลือเป็นหย่อมๆ เส้นประสาทที่เหลือเป็นหย่อมๆ อาจจะแผ่ขยายขึ้นมาใหม่ได้ เราต้องคุมเบาหวานของเราให้ดี เพราะอาจจะทำให้เรากลับมารู้สึกขึ้นมาได้บ้าง แม้จะไม่ได้ดีเหมือนเดิม  แต่สำหรับคนที่ไม่มีความรู้สึกเลยเหมือนเท้าเดินบนเกี๊ยะตลอดเวลา เส้นประสาทที่ตายไป 100% แล้วก็จะกลับมาไม่ได้

สมาชิก : ผมเป็นเบาหวานที่ฟอกไตแล้ว อยากจะถามว่าเบาหวานหายไปไหน? เพราะจากเอวันซีของผมที่เคยสูง 13 ตอนนี้เหลือ 5

อ.สมพงษ์ : คนที่เป็นไตวายสภาวะจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ความอยากอาหารจะลดลง การกินอาหารจะถูกจำกัดโดยหมอไตว่าอันนั้นก็กินไม่ได้ อันนู้นก็กินไม่ได้ และถ้าเรากินแบบไม่จำกัด เราจะฟอกไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่พอ  เมื่อเราคุมอาหารดีขึ้น ระดับน้ำตาลเราก็จะดีขึ้นด้วย ผอมลงกว่าแต่ก่อนใช่ไหม? 15 กิโลที่หายไปนั้น มีผลต่อระดับน้ำตาลที่หายไปด้วย โรคเบาหวานไม่ได้หายไป ถ้าเรากินจนน้ำหนัก 15 กิโลกลับคืนมาเหมือนเดิม HbA1C เราก็จะกลับมาสูงเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะการล้างไตทำให้เบาหวานหายไป แต่เป็นเพราะตอนนี้เราปรับตัวเราเข้าสู่สภาพใหม่ ทำให้ระดับน้ำตาลของเราดีขึ้นเลยเหมือนกับว่าเบาหวานเราหายไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่าบางส่วน ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 150 เดือนเมษายน 2560

Advertisements

เมล็ดลิ้นจี่ เซี่ยงจี้ ใครว่ารักษาโรคไตวายได้?

ใครเคยได้รับบทความเรื่องเมล็ดลิ้นและเซี่ยงจี๊รักษาโรคไตบ้าง?

ใครเคยส่งต่อบทความนั้นบ้าง?

แล้วรู้กันหรือเปล่าว่า การส่งต่อบทความนั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อคนที่เป็นโรคไตวาย

ทำไมถึงว่าอันตราย … ลองอ่านบทความที่คุณหมอเขียนอธิบายนะคะ แล้วจะรู้ว่าเมล็ดลิ้นจี่และเซี่ยงจี๊ไม่ได้มีปาฎิหารย์ที่จะรักษาคนเป็นโรคไตวายให้หายได้จริง
con renal lyncheeข้อมูลและรูปภาพบทความนี้มาจาก  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=497321500327306&set=a.235403873185738.57902.100001483828461&type=1&theater

คุณแชร์ – หมอแมวแฉ

เมล็ดลิ้นจี่ ไตหมู(เซี่ยงจี้) รักษาโรคไตวายเรื้อรังได้หรือไม่

ปล.ผมได้เห็นฟอร์เวิร์ดเมล์นี้มาระยะหนึ่ง จริงๆมีคนไข้มาถามนานแล้ว แต่เห็นว่าไร้สาระพอสมควรและอันตรายในบางประเด็น ก็แนะนำไปตามจริง
จนหลังๆมีคนเอามาฟอร์เวิร์ดบ่อยๆ แชร์บ่อยๆ ก็ชักรำคาญ เคยเขียนบอกไปแพลมๆ เอาที่อาจารย์ทางด้านไตตอบไว้มาลง แต่ก็เฉยๆไป คนก็ยังแชร์เรื่องตำราบ้าบอนี่ต่ออยู่ดี
ล่าสุดมาปรี๊ดแตก ตรงที่คนที่ส่งต่อบอกว่าได้ผลไม่ได้ผลไม่รู้ แต่จะแชร์ เพราะมันคือการสร้างความหวังให้คนโรคไต และยังมีการบอกว่าการเอาเมล็ดลิ้นจี่+เซ่งจี้+น้ำซาวข้าว ไม่มีอันตรายกับคนที่ฟอกไตจากไตวาย

จะบอกว่าไอ้สูตรบ้านี่เป็นอันตรายนะครับ

เหตุผลคนที่ฟอกไตแบบต่อเนื่อง แปลว่าค่าการทำงานของไตลดต่ำลงเหลือต่ำกว่า 30%ของปกติ มีปัญหาในการขับของเสีย ขับน้ำ หรือขับเกลือแร่
คนเป็นโรคไต จะมีปัญหาเรื่อง ฟอสเฟตคั่ง – โปแตสเซี่ยมคั่ง – น้ำเกิน
โปแตสเซี่ยมคั่ง – หัวใจเต้นผิดจังหวะตายได้
น้ำเกิน – น้ำท่วมปอด หัวใจวายได้เมล็ดลิ้นจี่ จัดอยู่ในกลุ่มยาจีนที่ช่วยลดอาการปวด อุดมโปแทสเซี่ยม ใช้ในคนที่ขาดโปแทสเซี่ยม และใช้ในการรักษาโรคของกระเพาะปัสสาวะ
ฤทธิ์ทางยาที่พอมีของมัน คือขับปัสสาวะอย่างอ่อน

ไตหมู เซ่งจี้ แต่ละข้างหนักประมาณ 200กรัม มีโปแทสเซี่ยม 500มิลลิกรัม โซเดียม 300มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 500มิลลิกรัม

ถ้ากินตามสูตรที่ว่านี้ ต้องกินน้ำซาวข้าวจำนวน 2 ชาม (ราวๆ1ลิตร) กับน้ำที่ต้มเคี่ยวจากเม็ดลิ้นจี่7เมล็ด ไตหมูหนึ่งข้าง

คนที่ล้างไตฟอกไตอยู่ ปกติต้องระวังเรื่องการดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณมากๆ เพราะเค้าต้องฟอกไตทุก2-3วัน ถ้าดื่มมากไปจะเกิดน้ำท่วมปอดได้
เกลือแร่ หากได้ไตหมูที่อุดมโปแทสเซี่ยมกับเมล็ดลิ้นจี่ ก็เกินไปกันใหญ่

ถ้าหากโชคดี กินแล้วไม่เกิดอาการ ไปฟอกไตตามนัด ก็ไม่เป็นไร
แต่ถ้าโชคไม่ดี ก็ถึงตายได้ไม่ว่าจะน้ำเกิน หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ

*******************
แล้วสูตรที่ว่านี้มาจากไหน
สูตรที่ว่านี้ เมื่อก่อนผมเจอ
มีทั้งบอกว่าเป็นสูตรยาจีน
สูตรยาไทย
สูตรยาจากนครปฐม
มีคนที่อ้างว่าใช้แล้วได้ผล หรือมีคนที่ยืนยัน
จากการตรวจสอบเท่าที่ทำได้ ทุกคนที่ยืนยัน “ฟังเค้าเล่ามาอีก 1 ต่อ”
ไม่มีคนที่เป็นคนไข้โรคไตแล้วได้ผลจริง หายจริง มีผลเลือดจริงมายืนยัน
ไม่มีคนที่คนในครอบครัวเป็นไตวายต้องฟอกไต หายจริง มายืนยัน

แล้วสูตรมันมาจากไหน
สูตรที่ว่านี้มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ เรื่อง 避免洗腎的秘方 หรือ เรื่องราวของผู้ป่วยฟอกไต
เป็นเมล์ที่เริ่มแพร่ในไต้หวันเมื่อ 7 ปีก่อน
จากนั้นเริ่มแพร่หลายมากขึ้นเพราะมีการส่งforwardเป็น slide power point
http://www.slideboom.com/presentations/184863/擺脫洗腎秘方
แบบนี้

เมล์มีเนื้อความแบบนี้
http://www.philcheung.com/Health/KDRR_e.htm
(กดดูเวอร์ชั่นจีนได้)

และต่อมามีคนเอาไปทำเป็นคลิปลงYoutubeแต่ดังไม่เท่า

เมื่ออ่านแล้วก็เลยกระจ่าง … ตอนแรกเป็นเมล์จากไต้หวัน แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นภาษาไทย ก็ค่อยๆโดนเปลี่ยนไป บางอันก็อ้างสูตรแบบตำราไทย บางอันก็อ้างเรื่องประสบการณ์ตรงที่ปลูกลิ้นจี่ในบ้านและเสียดายที่ไม่รู้มาก่อน
แต่ไม่ว่าอันไหน … เนื้อความถอดออกมาแล้วตรงกับฟอร์เวิร์ดเมล์ไต้หวันทั้งสิ้น

สรุปแล้วที่มา มาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ไต้หวันครับ
***********************
และสำหรับคนที่บอกว่าพวกหมออย่ามาสอด คนเป็นโรคไตวายเค้าต้องการกำลังใจต้องการความหวัง
คุณไปอ่านความเห็ฯของคนที่ป่วยเป็นโรคไตจริง ต้องอยู่กับโรคนี้ ว่าเค้าคิดเห็นอย่างไร
กับคนที่เอาสูตรเฉียดตายพวกนี้มาให้เค้าทดลองและไม่ได้ผลครับ

http://www.thaikidneyclub.org/home/index.php?option=com_kunena&Itemid=27&func=view&catid=4&id=2775
********************
ปล.ใครมีประสบการณ์ตรง ไตวายถึงขั้นdialysisแล้ว ใช้สูตรนี้แล้วได้ผลจนหยุดฟอกไต ขอให้แจ้งด้วยครับ
ปอ. ไม่เอาผลเลือดดีขึ้นแต่ยังต้องฟอกไตนะครับ เพราะว่าเราไม่ใช้ค่าCreatinineและBUNที่ลดลงในคนที่ยังฟอกไตอยู่ มาประเมินการทำงานของไต

หมอดู(แล)ไม่ใช่หมอเดา หมอคนเดียวรักษาไม่ได้ทุกโรค

รูปภาพ

เรื่องน่าเบื่อที่สุดอย่างหนึ่งของคนที่เป็นโรคเบาหวาน ก็คือการไปหาหมอตามนัด ซึ่งถ้่านับจริงๆ แล้วก็คือ ทุกๆ 3 เดือนบ้าง 4 เดือนบ้าง ขึ้นอยู่กับการดูแลเบาหวานของคนๆ นั้น และจำนวนคนไข้ที่รอพบคุณหมอ ซึ่งนับวันมีแต่จำนวนเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดและที่น่าสังเกตก็คือ อายุของคนที่มาหาหมอน้อยลงทุกที

แต่เมื่อเทียบกับการที่คุณแม่เป็นโรคไตจากเบาหวานแล้ว การหาหมอจะถี่ขึ้นมากมายมหาศาล และถ้าเป็นเบาหวานจนมีโรคแทรกซ้อนที่ไตแล้ว หัวใจก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะฉะนั้นการไปหาหมอทุกเดือนนับว่าเป็นเรื่องปกติ และถ้าหากเกิดความผิดปกติกับร่างกาย การไปหาหมอทุกอาทิตย์ หรืออาทิตย์ละหลายวันก็เกิดขึ้นได้ นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา

การไปหาหมอบ่อยๆ เป็นเรื่องที่ไม่สนุก ยิ่งตอนที่คุณแม่เจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ซ้ำหนักเข้าไปอีกว่าครั้งนี้จะผ่านไปได้ไหม ร่างกายจะสู้ไหวหรือเปล่า

หลายครั้งที่มีคนติดต่อมาหาด้วยความปรารถนาดีว่าเขาได้ยินมาว่า รับรู้มาว่า มีสมุนไำพรดี มีน้ำดี มีหมอเก่ง เชี่ยวชาญรักษาให้คนหายจากโรคต่างๆ ได้ ที่รู้สึกเซ็งมากคือ การได้เจอคนขายอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ได้รับอย. และขายไปทั่วโลก ไม่มีผลข้างเคียง เงินไม่กี่พัน แลกกับการหายจากโรคเบาหวานมันคุ้มค่ามาก  และที่รู้สึกเซ็งที่สุดคือ มีคนเชื่อและซื้อมากินด้วยนี่สิ

โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ก็เหมือนกับการที่เราสายตาสั้นที่เกิดจากสายตาเสื่อมลงนั่นแหละ เพียงแต่โรคเบาหวานต้องรักษาด้วยการกินยาไปตลอดเท่านั้น และยิ่งลักข์มาดูแลคุณแม่ ต้องพาไปหาคุณหมอเพื่อรักษาสารพัดโรค ยังไม่มีหมอคนไหนกล้ารับรักษาทุกโรคเลย คุณหมอรักษาเบาหวานผ่าตัดไม่ได้ การดูแลแผลและการติดตามผลก็ต้องให้หมอผ่าตัดดูแล หมอโรคไตรักษาหัวใจไม่ได้ ยังต้องส่งตัวต่อไปให้คุณหมอรักษาหัวใจคอยดูแลให้เลย การไปหาหมอที่โรงพยาบาล ยาที่คุณหมอจ่ายให้มีผลข้างเคียงได้ทุกอย่าง รวมทั้งอาหารและน้ำที่กินทุกวันก็ส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุลได้ คุณหมอจึงให้คุณแม่ตรวจด้วยการเจาะเลือดเพื่อดูค่าต่างๆ ว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลหรือเปล่า  หากไม่สมดุลจะใช้ยารักษาหรือปรับด้วยอาหารก็ว่ากันไปขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยของโรค

ใครที่เป็นโรคเบาหวาน และถ้ามีภาวะของอาการไตเสื่อมแล้ว ระวังเรื่องการไปหมอเดาที่ไม่รู้วิธีการดูแลเราอย่างถูกต้อง ยิ่งการเชื่อเรื่องยาชนิดเดียวป้องกันรักษาได้ทุกโรคด้วย เงินไม่กี่พัน แลกกับตับ ไตที่จะต้องเสียไปยังไงก็ไม่มีทางคุ้มค่า และสำหรับคนขายของถ้าหากทำเพื่อกำไรและเงินในกระเป๋าก็เข้าใจ แต่ถ้าจะบอกว่าเพื่อประโยชน์สุขของร่างกาย ก็ต้องบอกว่าข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย นะคะ

เบาหวาน VS โรคเบาหวาน

ตั้งแต่คุณแม่เกิดอาการหัวใจหวั่นไหว ความดันสั่นสะเทือน จนดูเหมือนว่าระบบในร่างกายเริ่มเรรวน ทำให้มีโอกาสได้ทักทายสวัสดีกับคุณหมออีกหลายคน นอกจากหมอรักษาเบาหวานแล้ว ยังมีหมอรักษาไต หมอรักษาตา ที่ไปมาหาสู่ทักทายกันเป็นประจำสม่ำเสมอ ตอนนี้ยังมีเพิ่มมาอีกทั้งหมอโรคหัวใจ หมอระบบหลอดเลือด … เป็นเบาหวานแล้วไม่ดูแล เมื่อถึงเวลาที่เบาหวานทนไม่ไหว เขาก็พาทุกโรคมาให้ครบเครื่องจริงๆ

คุณหมอที่รักษาเบาหวาน เคยบอกไว้ว่า เบาหวานไม่ใช่โรค แต่เป็นภาวะเสื่อมของร่างกาย ซึ่งดูแลรักษาได้เพียงแต่ต้องดูแลรักษาทุกวัน เพราะเมื่อร่างกายเกิดความเสื่อมแล้วร่างกายไม่สามารถกลับมาอยู่ในสภาวะเหมือนเดิมได้ เราจึงต้องดูแล แต่ถ้าหากเราไม่ดูแลจนเกิดโรคต่างๆ ในภาวะเช่นนี้หมอจึงเรียกว่าโรคเบาหวาน

มองย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ความรู้เรื่องเบาหวานในสมัยนั้นแตกต่างจากปัจจุบันมาก กระทั่งเกณฑ์วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานก็มีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวนี้ใครมีระดับน้ำตาลเกิน 99 มก./ดล. แต่ไม่เกิน 125 มก./ดล. ก็ถือว่ามีภาวะเสี่ยงของโรคเบาหวานแล้ว หรืออาจจะเป็นโรคเบาหวานก็ได้ ต้องตรวจด้วยวิธีการอื่น หรือ ค่าตัวอื่นอีกที แต่ถ้าได้ค่าตั้งแต่ 126 มก./ดล. เป็นเบาหวานแน่ๆ แล้ว ต้องเริ่มดูแลตัวเองให้ดีทันทีเลยทีเดียว

ความรู้ในอดีตเรื่องโภชนาการของคนเป็นเบาหวาน คือ ให้กินแป้งน้อย แต่กินเนื้อสัตว์ได้ไม่จำกัดจำนวน เมื่อเวลาผ่านไปงานวิจัยก็ทำให้พบว่าหลอดเลือดของคนที่กินเฉพาะเนื้อสัตวืเต็มไปด้วยตะกรันคราบไขมัน ทำให้หลอดเลือดตีบ อันตรายก็เกิดขึ้นกับร่างกายตามมา จนได้ค้นพบว่าการกินอาหาร 5 หมู่ ตามสัดส่วนการคำนวณของกิจกรรม การใช้ชีวิตในแต่ละวัน คือหลักโภชนาการที่เหมาะสมกับคนเป็นเบาหวานมากกว่า

และตลกร้ายที่สุดของคนที่เป็นเบาหวานคือ การมีวัฒนธรรมควาเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับยารักษาเบาหวาน คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่มีความเชื่อว่ากินยาเบาหวานเป็นระยะเวลานานๆ แล้วทำให้ตับเสื่อมไตวาย โดยที่คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ไม่เคยรู้สาเหตุที่แท้จริงว่า ที่คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ต้องเป็นโรคไต เพราะควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ด้วยสาเหตุหนึ่งที่มาจากการงดกินยาเอง

ตอนที่มีภาวะเบาหวานขึ้นตา ลักข์ว่าน่ากลัวแล้ว การเผชิญกับโรคหัวใจ ไตวาย ปลายประสาทเสื่อม สั่นประสาทได้มากกว่ากันเยอะเลย การมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ความใส่ใจที่จะดูแลตัวเอง

คงจะเป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย ถ้าคนที่เป็นเบาหวาน สามารถรักษาเบาหวานได้ จนไม่ต้องเกิดเป็นโรคเบาหวาน เพราะมันทุกข์และทรมานกว่าที่จะจินตนาการกันออกเลยทีเดียว

และคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากว่าคนที่เป้นเบาหวานในยุคปัจจุบัน ต้องเป็นโรคเบาหวานอนาคต เสียดายที่มีโอกาสแต่ไม่หาความรู้ และไม่ลงมือทำ

Hypoglycemia vs Hyperglycemia

คนที่เป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเคยพบกับภาวะที่เรียกว่า ไฮโป หรือ น้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) และ ไฮเปอ หรือ น้ำตาลสูง (Hyperglycemia)  อย่างแน่นอน แต่รู้กันไหมว่าภาวะไหนอันตรายกว่ากัน?

Hypoglycemia คือ ภาวะของน้ำตาลในเลือดต่ำ (ต่ำกว่า 70 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยามากกว่าปกติ อาจจะด้วยเหตุผลของการลืม เลยกินยาหรือฉีดยาซ้ำ (อ่ะนะ คนเราก็ต้องมีลืมกันบ้าง แต่เมื่อก่อนนี้ลักใช้วิธีฉีดซ้ำไปเลย ไฮโปยับเยิน เดี๋ยวนี้ใช้วิธี รอประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วดูผลเลือดว่าลืมฉีดยาไปจริงหรือเปล่า)

2. กินยา หรือ ฉีดยาแล้วไม่กินข้าวตรงตามเวลา ยาจะออกฤทธิ์ตรงตามเวลาเผง ถ้าเราไม่กินข้าว ย่อมเกิดภาวะน้ำตาลต่ำอย่างแน่นอน

3. ปริมาณอาหาร (ประเภทคาร์โบไฮเดรต)ที่กิน น้อยกว่าปริมาณยาที่ได้รับ (ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม สามารถให้นักโภชนาการคำนวณให้ได้) หรือกินน้อยเกินไปนั่นเอง

4. ดื่มแอลกอฮอลล์ แอลกอฮอลล์บางชนิดกินแล้วมีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำ (ส่วนจะเป็นชนิดไหน ไปถามคุณหมอเอาเอง แต่ถ้าจะให้ดี ไม่กินดีกว่า เพราะแอลกอฮอลล์มีฤทธิ์ทำให้เราขาดสติ)

5. ออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือ นานกว่าปกติ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะมีสัญญาณเตือนเป็นอาการต่างๆ เช่น หิว มือสั่น ใจสั่น(ลั่นตุ้บๆ แทบทะลุออกจากอก) เหงื่อออก ตัวเย็น มีนงง สับสน คิดอะไรไม่ออก ถ้านอนหลับอยู่ก็จะฝันร้าย รู้สึกหงุดหงิดนอนไม่ได้ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะถึงขั้นเป็นลม หมดสติ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันการณ์

Hyperglycemia คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (สูงกว่า 200 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยาน้อยกว่าปกติ (นึกเอาเองว่าค่าน้ำตาลที่ไปหาหมอมาดีแล้ว เลยลดยาเอง หรือ ไม่อยากกินยาเพราะมีความเชื่อว่ายาเบาหวานส่งผลเสียต่อตับ ต่อไตเลยงดยาเอง)

2. กินข้าว แต่ไม่กินยา หรือ ฉีดยาตามเวลา โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ผลิตอินสุลินได้ตามปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยา หรือ อินสุลินช่วยทำหน้าที่ แต่ถ้าเราไม่กินยา หรือ ฉีดอินสุลิน ย่อมทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

ยา อาหารเสริม เบาหวานและไตของเรา

เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กๆ มีความรู้สึกว่า การหาหมอหลายๆ ที่ ตามความเก่งของหมอน่าจะเป็นเรืองดี หาหมอเบาหวานที่โรงพยาบาล ไปหาหมอกระดูกที่คลีนิก หาหมอผิวหนังที่คลีนิก หาหมอจีน กินยาสมุนไพรจากหมอแมะ รวมทั้งยาสมุนไพรไทย แถมสารพัดอาหารเสริมอีก เรียกว่าครบเครื่องเลยทีเดียว แทบจะยังไม่มีอะไรที่ไม่เคยลองมาก่อน -_-”

เคยคิดว่าการหาหมอหลายหมอเป็นเรื่องดี และยิ่งบอกมาว่าดีว่าเก่งไม่ว่าหมออะไรก็ลองมาหมด (หมอดู หมอเข้าทรงยังไปเลย เผื่อโรคที่มีอยู่จะหาย เพราะเขาบอกต่อกันมาว่างั้น -__-‘) แต่โรคเบาหวานก็ยังอยู่เสมอ และยิ่งตอนนี้ได้ดูแลคุณแม่ที่มีภาวะโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ….. ทำให้รู้ซึ้งว่าที่ไตเสื่อมเพราะสาเหตุจากการกินยา สมุนไพร และอาหารเสริมที่เรากินลงไป ทุกอย่างมีผลทำลายไตของเราโดยเราไม่รู้!

การหาหมอ โดยที่หมอไม่รู้ว่าเราเป็นเบาหวาน เพราะเราปกปิด ไม่ยอมบอกความจริง …. ยาบางชนิดที่เหมาะสมสำหรับคนทั่วไป แต่อาจจะมีผลข้างเคียงต่อเบาหวานได้ หากเราไม่สามารถไปหาหมอที่รพ. หรือ คลีนิคเดียวกัน เราควรแจ้ง และเอายาที่เรากินอยู่ปัจจุบันให้คุณหมอดูด้วย คุณหมอจะได้เลือกกลุ่มยาที่เหมาะสมให้กับร่างกายและโรคของเรา

การไปหาหมอที่ไม่ใช่แผนปัจจุบัน ลองกินสมุนไพรต่างๆ ทั้งไทย จีน และฝรั่ง ที่เขาว่ากินแล้วเบาหวานจะหาย  …. หมอที่ไหนดี ที่ไหนเก่ง ลักลองไปมาหมดแล้ว กินเป็น 1,000 หม้อ เพราะทดลองทุกครั้งก็ลองเป็นเดือนๆ สรุปว่า เบาหวานยังอยู่ แถมตอนไปตรวจกับหมอแผนปัจจุบันพบว่ามีภาวะแทรกซ้อน คือ ไตเริ่มเสื่อมอีกต่างหาก   >_<

ส่วนอาหารเสริม…. ที่คุยนักคุยหนาว่าได้รับตรา อย. กว่าจะรู้ว่าตราอย.ที่บอกว่าได้มานั้นมีความหมายว่าอาหารเสริมที่ซื้อมากินนั้น จัดเป็นอาหารที่ปลอดภัยมากพอที่จะ กินได้ตามปริมาณที่กำหนดอยู่ในฉลาก แต่ไม่มีสรรพคุณในการรักษา ถ้าไม่เช่นนั้นต้องขึ้นทะเบียนว่าเป็น ยา ….  ซึ่งกว่าจะรู้ความหมายที่แท้จริง ก็หมดเงินไปหลาย เฮ้ออ หมดเงินและไม่ได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาเลย นอกจากภาวะไตเริ่มเสื่อมจนหมอต้องให้ลดปริมาณเนื้อสัตว์ที่กิน และต้องระมัดระวังเรื่องความเค็มในอาหาร มิฉะนั้นโรคไตมาแน่ในอนาคต

จะว่าไปเรื่องอาหารเสริมสำหรับคนที่เป็นเบาหวานและไม่เป็นเบาหวาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินในกระเป๋าของแต่ละคน ส่วนลักที่เคยกินอาหารเสริมมาตั้งแต่ปี 1990 เพราะเชื่อคำเขาบอกว่าได้ อย. กินแล้วดี โดยไม่รู้ความหมายว่าเป็นอาหารธรรมดาไม่มีคุณค่าพิเศษอะไร พบว่าบริษัทอาหารเสริมรวยเอาๆ มีผลิตภัณฑ์เยอะเอาๆ แปลกๆ ทั้งนั้น กินแล้วแทบจะกลายเป็นคนเกินธรรมดาทั้งนั้น แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ กระเป๋าตังค์เราแบนลงๆ เพราะหมดเงินไปซื้ออาหารที่ไม่มีคุณค่าอะไร เพราะเราก็ยังเป็นคนธรรมดา ที่เบาหวานก็ยังอยู่เหมือนเดิม รู้งี้เอาเงินไปซื้อสตริปเจาะเลือดยังมีประโยชน์ต่อชีวิตมากกว่า

เคยคุยกับคุณหมอผู้ใจดี มีเมตตา และความอารี หมอบอกว่า คนไข้จะไปทดลองกินอะไรก็ได้ แต่ถ้าบอกหมอด้วยก็จะเป็นเรื่องดี เพราะจะได้ช่วยกันดูว่ามีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่ หมอจะได้ให้ตรวจเลือดดูค่าไต ค่าตับเสมอๆ (ถ้าไม่กินก็ตรวจเป็นระยะๆ ก้เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเจ็บตัวเจ็บตังค์)  เพราะสิ่งสำคัญที่หมอห่วงคือ ร่างกายของคนที่เป็นเบาหวานนั้น (หรือโรคอื่นๆ ก็ตาม) มีค่ามากเกินกว่าที่จะเอาชีวิตและสุขภาพไปทดลอง แต่หมอก็ห้ามเรื่องความเชื่อ เรื่องความหวังไม่ได้ ก็ได้แต่ทำหน้าที่ของหมอให้ดีที่สุด ทั้งๆ ที่หมอรู้อยู่เต็มหัวใจว่าชีวิตของผู้ป่วยทุกคนไม่ได้มีไว้ให้เป็นหนูทดลองยาของใคร และไม่ได้มีไว้ให้ทดลองบ่อยๆ ที่สำคัญผู้ป่วยอาจจะไม่โชคดีมากพอที่จะมีชีวิตรอดก็ได้ ซึ่งหมอไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ว่า กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว

ลักคงไม่ห้ามหากใครอยากทดลองสารพัดยา สมุนไพร และอาหารเสริมต่างๆ แต่จากประสบการณ์ตรงที่ได้พบเจอมาทั้งจากตัวเอง สมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมโรคเบาหวานทั้งที่มีชีวิตอยู่ และที่จากโลกนี้ไปแล้ว ขอบอกว่าอย่าไปทดลองเลย ชีวิตและเงินทองของเรามีค่าเกินกว่าจะไปทดลองของพวกนี้

วิธีเก็บปัสสาวะ 24 ชม.

Urine

คุณหมอสั่งตรวจ Urine Microalbumin เพื่อดูโปรตีนที่รั่วออกมาทางปัสสาวะโดยจะต้องเก็บปัสสาวะ 24 ชม.

เคยไปตรวจเช่นนี้ที่โรงพยาบาลเอกชน ได้ชวดมาเรียบร้อย เรามีหน้าที่เก็บปัสสาวะทุกครั้งลอดรอบ 24 ชม.เท่านั้น แต่คราวนี้พาคุณแม่ไปตรวจที่รพ.รัฐบาล สิ่งที่ได้รับมาคือ สารกันบูดเป็นผงๆ

เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ต้องไปหาขวดสำหรับเตรียมเก็บปัสสาวะเอาเอง หาขวดที่ใหญ่มากพอที่จะเก็บปัสสาวะทั้งวัน โดยจะต้องให้แห้งและสะอาด

จัดการเดินเข้าร้านที่มีขายน้ำขวดลิตร เอามาเทใส่หม้อน้ำที่บ้าน ทำความสะอาด เอาผ้าเช็ดจนแห้ง และผึ่งลมเก็บไว้ถึงวันที่จะต้องเก็บปัสสาวะ ก็เอาสารกันบูดใส่ลงไป (ปัสสาวะ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ จะเสีย) จากนั้นในรอบ 24 ชม. เวลาปัสสาวะก็เก็บปัสสาวะไว้ทุกครั้ง ครบ 24 ชม. ก็นำไปส่งที่ห้อง Lab ของรพ.ในเช้าวันรุ่งขึ้น

ปัสสาวะของคุณแม่จะมีฟองเยอะมาก คุณหมอบอกว่านี่คือสัญญาณของการรั่วของโปรตีนออกมาทางปัสสาวะ ถ้าใครสังเกตุพบว่าปัสสาวะของตัวเองมีฟอง อาจจะต้องไปปรึกษาคุณหมอดูบ้างนะคะ ว่ามีอวัยวะใดผิดปกติไปบ้างหรือเปล่า

สิ่งสำคัญ สำหรับคนเป็นเบาหวาน นอกจากจะควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละวันแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่มีรสชาติเค็มด้วย รักษาอวัยวะของเรากันให้ดีนะคะ