ปณิธานเบาหวานสำหรับปีใหม่

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลัย่างเข้ามา หลายคนมีปณิธานสำหรับปีใหม่ ลักข์เองก็เช่นกัน เป็นปณิธานปีใหม่ที่ตั้งใจทำมาได้หลายปีแล้ว

หลังจากที่ลักข์เป็นเบาหวานแบบเกเรอยู่นาน 10 ปี เมื่อเหลียวมองเพื่อนรอบข้างที่อยู่ในวัย 20 กว่าปีเหมือนกัน รู้สึกได้เลยว่าทุกคนมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย ลักข์เองก็ทำได้แต่รู้สึกว่าต้องใช้พลังงานมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัว เหนื่อยมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัวกว่าจะได้เห็นความสำเร็จแต่ละอย่างที่ตั้งใจทำ และที่รู้สึกมากคือหลอกตัวเองต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ต้องยอมรับความจริงว่าคนเป็นเบาหวานถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดีก็คงไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปแน่ๆ

และก่อนที่จะขึ้นปีใหม่ ลักข์ได้ตั้งปณิธานไว้ในใจตัวเองว่าจะพยายามหาทางดูแลรักษาเบาหวานของตัวเองให้ได้ ให้ดี ปีนั้นได้ไปหาหมอในวันสุดท้ายของปีพอดี 31 ธันวาคม 2540my dm resolutionแค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ลักข์ดูแลเบาหวานได้ดีอย่างที่คาดหวัง
แค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ความสำเร็จไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้อย่างที่จินตนาการเอาไว้
นอกจากคิด นอกจากความตั้งใจ ลักข์ต้องใส่พลังความมุ่งมั่นจนสุดหัวใจในการลงมือทำเลยทีเดียว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลักข์ชอบที่จะไปหาหมอในวันทำการวันสุดท้ายของปี เพื่อให้ตัวลักข์เองได้ทบทวนปณิธานที่ตั้งไว้ของต้นปี และเพื่อตั้งปณิธานใหม่สำหรับปีที่กำลังจะมาถึง และสำหรับปีนี้ลักข์ได้ไปหาหมอมาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 (ผลการตรวจอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านได้ ไม่นับว่าดีเท่าไหร่นัก) ระหว่างที่รอพบคุณหมก็เลยได้เปิดแฟ้มดูประวัติการมารักษาเบาหวานของตัวเอง ไม่เคยนับจำนวนปีที่ผ่านมาสำหรับการตั้งปณิธานเบาหวาน แต่พอได้เห็นตัวเลขปีพ.ศ.ในแฟ้ม ยังจำความรู้สึกแรกเมื่อ 15 ปีที่แล้วได้เลย ก็เลยได้มีโอกาสทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างของหลายๆ ปีที่ผ่านมา …

ในช่วงปีแรกๆ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน การควบคุมระดับน้ำตาลก็ยังเป็นไปได้ยากอย่างมากมาย จนแทบอยากที่จะถอดใจ แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบยอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามจนถึงที่สุด อีกรวมทั้งการที่ได้เจอกับประสบการณ์ตรงของโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตายิ่งทำให้รู้สึกว่า จะต้องหาวิธีดูแลเบาหวานของตัวเองให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

my DM history

ประสบการณ์ของเบาหวานขึ้นตาเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ทำให้ลักข์เกิดความรู้สึกว่า ถ้ายังมีโอกาสมองเห็น ถ้ามีโอกาสที่จะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องโรคแทรกซ้อนของเบาหวานให้กับสมาชิกใหม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ลักข์จะทำ ลักข์ไม่อยากให้คนที่เป็นเบาหวานต้องเจอกับโรคแทรกซ้อนอย่างที่ลักข์เจอเลย …. จำได้ว่าจุดดำที่เห็นลอยไปมาในตาข้างซ้าย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลายเป็นปื้นดำ และในที่สุดเหลือพื้นที่ที่มองเห็นก็เหลือเพียงนิดเดียว …. เป็นครั้งแรก(แน่นอนว่ายังเหลือตาอีกข้างที่ตามมา)กับความรู้สึกที่หวาดกลัวจนขนหัวลุกเพราะเฉียดที่จะตาบอด นอกจากกลัวจนขนหัวลุกแล้ว ยังได้เจอกับประสบการณ์การเลเซอร์ตาที่เจ็บมากกว่าการที่ต้องเจาะเลือดและฉีดอินสุลินอีกหลายร้อยพันหมื่นเท่าเลยทีเดียว

การที่ได้เป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ทำให้มีโอกาสได้เจอบุคคลากรทางการแพทย์มาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่น่ารัก และไม่น่าเชื่อว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ลักข์รักษาในรพ.รัฐมาโดยตลอด (เคยเปลี่ยนรพ.แต่ก็เป็นรพ.รัฐทั้งหมด และหมอทุกคนก็พูดตรงกันว่าลักข์เป็นเบาหวาน ดูแลควบคุมได้แต่รักษาไม่หายขาด ฮาาา) ตอนที่ตาเลือดออก ลักข์ได้รับทั้งการปฏิเสธที่จะรักษาเพราะคิวการรักษาเต็ม รวมทั้งลักข์ได้รับการรักษาอย่างทันทีแค่ขอให้มีจังหวะเครื่องที่ใช้รักษาว่าง (โดยที่คุณหมอออกรักษาทั้งที่ไม่ใช่วันออกตรวจ) และยังมีอีกหลายเหตุการณ์มากมายที่ลักข์รู้สึกว่าบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์นั้นมีปริมาณที่มากกว่าคนที่ไม่น่ารักเยอะมาก

ลักข์คิดว่า ถ้าคนไข้ทุกคนหันมาชื่นชมและขอบคุณบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ด้วยหัวใจ ด้วยความทุ่มเท จะเป็นการให้กำลังใจที่ดีสำหรับคนเหล่านี้มากกว่าการมุ่งตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่ที่ไม่น่ารัก เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องเสียเวลา เสียอารมณ์ของตัวเราเองแล้ว ยังทำให้บรรยากาศของการรักษาไม่ดีด้วย นอกจากจะขอบคุณและชื่นชมบุคคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเราอย่างดีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้บุคคลากรทางการแพทย์หายเหนื่อยได้ก็คือ การตั้งใจที่จะดูแลตัวเองให้ดี

ทุกวันนี้นอกจากลักข์จะดูแลตัวเองเพื่อตัวเองแล้ว ลักข์ยังดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้มาลักข์ต้องดูแลให้ดี รวมทั้งลักข์ดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อเป็นการตอบแทนบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ของเขาด้วยหัวใจที่ทุ่มเท

จะว่าไปหน้าที่ของการดูแลระดับน้ำตาลเป็นของคนที่เป็นเบาหวานนะ เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง คนรอบข้างเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้นเอง

ลักข์ดูแลตัวเองแบบมึนๆ อยู่หลายปี กว่าที่ลักข์จะควบคุมดูแลระดับน้ำตาลได้ด้วยความรู้ ด้วยความเข้าใจ ก็คือช่วงหลังเมษายน ปี 2546 ที่ลักข์มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายเบาหวานกับโรงพยาบาลศิริราช (อายุ 30 ปีพอดีเป๊ะ!)

การที่ได้มีโอกาสไปค่ายเบาหวานทำให้ลักข์รู้ว่าทุกตัวเลขของระดับน้ำตาลมีเหตุและผล มีที่มาที่ไปเสมอ ระดับน้ำตาลไม่มีทางที่จู่ๆ ก็สูงแบบไม่มีสาเหตุ หรือต่ำโดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อรู้หลักการและเหตุผลของที่มาที่ไปของระดับน้ำตาลทำให้ลักข์รู้ว่าลักข์จะจัดการระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ยังไง

หลังจากที่ลักข์ดูแลควบคุมรักษาระดับน้ำตาลของลักข์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้แล้ว ลักข์มีเหตุให้ต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง คือ จากอุบัติเหตุเดินลื่นหกล้มจนขาหักต้องผ่าตัดดามเหล็กเข้าไปในกระดูก (กลายเป็นมนุษย์มีเหล็กแล้ว ฮาาาา) และการตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมขนาดไม่เล็ก (ถึงแม้จะมีการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจว่าเป็นเนื้อดีไม่ใช่เนื้อร้ายแต่คุณหมอก็บอกว่าขนาดใหญ่เกินไปที่จะวางใจว่ามันจะไม่กลายพันธุ์ไปในอนคต ตัดมันออกไปมั่นใจกว่ากันเยอะ)
My DM history01เสียงเล่าลือเล่าอ้างมาเป็นเวลานานว่าเป็นเบาหวานแล้วผ่าตัดไม่ได้!? หรือผ่าตัดแล้วจะเป็นอันตรายมาก!? ลักข์เถียงขาดใจเลยว่าหากมีเหตุจำเป็นการผ่าตัดสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่จะไม่ปลอดภัยสำหรับคนเป็นเบาหวานที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงอยู่ตลอดเวลา (คำเล่าลือเล่าอ้างคงมาจากคนที่ไม่ดูแลตัวเองแล้วไม่โทษตัวเองแต่โทษว่าเป็นเพราะโรคเบาหวานแน่เลย ว่ามั้ย?) ผลการผ่าตัดของลักข์ดีทั้ง 2 ครั้งแผลสวย หายแห้งสนิทภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยที่นอนพักหลังผ่าตัดแค่คืนเดียวเอง

จะว่าไปตั้งแต่ลักข์ตั้งปณิธานเบาหวานก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานกับลักข์นั้นดีขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ทุกมิตรภาพที่เกิดเพราะโรคเบาหวานนั้นล้วนเป็นเรื่องดีในชีวิตทั้งสิ้น (ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องดี แต่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนดี)

เพราะนอกจากลักข์จะมีความรู้ในการดูแลตัวเองได้แล้ว ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลักข์มีโอกาสได้แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์กับเพื่อนร่วมโรค และได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างแก่เพื่อนร่วมโรคในหลายวาระและหลากโอกาสมาโดยตลอด
Slide1 และที่สำคญที่สุดความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ลักข์สามารถต่อยอดความรู้เพื่อนำมาดูแลคุณแม่ที่เป็นโรคไตในระยะสุดท้ายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ปณิธานที่ลักข์ได้ตั้งไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ลักข์ตั้งใจและคาดหวังไว้ให้ตัวเองจะมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้เป็นอย่างดีและมีความสุข …. วันนี้ลักข์มาไกลกว่าที่คาดหวังไว้มาก ลักข์เป็นที่พึ่ง ลักข์ได้เป็นกำลังใจให้กับหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน … คงจะดีไม่ใช่น้อย ถ้าหากคนเป็นเบาหวานทุกคนมีความรู้มากพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้ ให้ดี ตะได้ไม่มีใครต้องเป็นทุกข์จากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานเลย

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก (ตอนเป็นโรคเดียวก็ฟุมฟายว่ายาก จนกระทั่งได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นเบาหวานและเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย โรคเบาหวานนี่กลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย)

การดูแลโรคเรื้อรังสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือหลักความรู้ที่ถูกต้อง (และต้องมีสติให้มาก ไม่หลงเชื่อทั้งคนและโฆษณาเกี่ยวกับอาหารเสริมทุกประเภทที่จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลดีขึ้น หรือทำให้ไตดีขึ้นอย่างเด็ดขาด ลักข์นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ตีลังกายันเลยว่าหลอกลวง 100% เพราะถูกหลอกมาครบทุกชนิด ทุกเชื้อชาติ ทุกสัญชาติแล้วฮาาาา อ้อ รวมทั้งยาผีบอกที่ข้ามภพข้ามชาติก็เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้นนะเออ)

อ้อ ความรู้จะมีประโยชน์กับชีวิตของเราก็ต่อเมื่อเราลงมือทำด้วย และต้องทำด้วยความมุ่งมั่นจริงจังด้วย ไม่ใช่รู้แต่หลักการ ท่องวิธีการได้แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องของความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด โทษว่าเป็นเพราะความร้ายกาจของโรคแต่ลืมว่าความผิดเกิดขึ้นจากตัวเอง ว่าแต่ดูแลโรคแล้วก็ต้องรักษาสมดุลการมีชีวิตอยู่บนโลกให้ได้ด้วยถึงจะเรียกว่าดูแลตัวเองได้ดี เพราะหลายคนใช้วิธีกลายร่างตัวเองเป็นหุ่นยนต์เสียจนขาดชีวิตที่สดใสของความเป็นมนุษย์ไป

หลังจากลักข์ได้ทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ กับปณิธานในปีเก่าๆ ที่ผ่านมา และภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาของวันใหม่ ปีใหม่แล้ว ปณิธานเบาหวานยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลักข์เหมือนเคยในปีหน้า เพราะลักข์เชื่อว่าเมื่อลักข์สามารถดูแลตัวเองให้ดีได้ ลักข์ก็จะมีแรงและกำลังในการดูแลคนอื่น รวมถึงดูแลหน้าที่การงาน และดูแลเรื่องราวอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตลักข์ได้ด้วย (แต่จะทำได้ดีแค่ไหนก็แล้วแต่เหตุปัจจัยและจังหวะเวลาที่เข้ามานะ ฮาา)

ลักข์ขอพรปีใหม่ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี และดูแลสุขภาพให้ดีตลอดปี 2013 นะ สวัสดีปีใหม่ 2013 ค่ะ

Advertisements

เมื่อลูกเป็นเบาหวาน เมื่อพ่อเป็นโรคไต

เราจะต้องยอมแพ้โรคไตเหรอคะ? …. อาจจะไม่ใช่คำถามที่จริงจังของคุณ Weeya แต่ก็ทำให้ลักข์ต้องคิดต่อ

พ่อหนูก็ยังดื้้อ ทานนู่นทานนี่ไม่ระวัง ไม่รู้จะหาวิธีพูดยังไงให้พ่อยอมฟัง … คุณ Aoy อาจจะไม่ต้องการคำตอบ แต่ก็ทำใ้ห้ลักข์ต้องคิดถึงคำตอบของคำถามนี้

น้องจะเติบโตได้อย่างเป็นปกติไหม มีอายุยืนไหม มีเรื่องอะไรบ้างที่ควรระวัง น้องพูดเป็นประจำว่าทำไมเขาถึงโชคร้ายแบบนี้  … คุณแม่ของน้องวัย 7 ขวบที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน สอบถามมา

สิ่งที่ลักข์ได้ตอบคุณแม่ของน้องไปคือ น้องจะเติบโตได้อย่างเป็นปกติ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยืนยาวได้ แต่จะจะยืนยาวอย่างปลอดภัยหรือเปล่านั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาโรคเบาหวานว่าทำได้ดีแค่ไหน เพราะเรื่องที่ควรระวังสำหรับโรคเบาหวานคือ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนเป็นโรคเบาหวานไม่ดูแลระดับน้ำตาลให้ดี

การปล่อยให้ไฮโป … หากหมดสติไม่รู้ตัวแก้ไขไม่ทันก็เสียชีวิตได้อย่างฉับพลันทันที

การปล่อยให้ไฮเปอ … กว่าจะเห็นผลว่าไฮเปอเป็นเรื่องอันตราย ก็ต่อเมื่อต้องสูญเสียอวัยวะภายในของร่างกายแล้ว อาจจะมีอยู่บ้างที่ระดับน้ำตาลขึ้นสูงจนร่างกายน็อคต้องนำส่งรพ.ทันที แต่ส่วนใหญ่แล้วจะค่อยเป็นค่อยไป เส้นเลือดภายในถูกทำลายลงไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้อีกที ไตวายเสียแล้ว ตาบอดเสียแล้ว หรือเป็นโรคหัวใจเสียแล้ว

ได้แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปรพ.รัฐ อาจจะต้องใช้เวลารอหมอนาน อาจจะต้องเสียเวลาไปทั้งวันกับการไปหาหมอแต่ละครั้ง แต่สิ่งที่จะได้พบคือ การได้รู้จักกับเพื่อนร่วมโรค ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเด็กถึงต้องเป็นเบาหวาน ทำไมเบต้าเซลล์ในตับอ่อนของเด็กถึง เกิดอาการไม่สามารถทำงานตามหน้าที่หลั่งอินสุลินตามปกติได้ ลักข์หาคำตอบมานานก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา เพียงแต่ ณ ปัจจุบันพอจะเข้าใจได้แล้วว่า เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเป็นเบาหวานตั้งแต่เด็ก มีน้องเล็กกว่าเราอีก เขาเป็นตั้งแต่เกิดมาไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนแล้ว การได้พบกับเพื่อนร่วมโรค ก็อาจจะทำให้น้องในวัย 7 ขวบรู้ว่า ไม่ใช่มีเขาคนเดียวที่เป็น ยังมีเพื่อนร่วมโรคจำนวนมากมายบนโลกใบนี้   น้องไม่ได้โดดเดี่ยวเลย

บอกคุณแม่ว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ที่สำคัญอย่ายอมแพ้โรคเบาหวาน จนทำให้ต้องเกิิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นมา

คนที่เป็นโรคเบาหวาน แล้วไม่ได้ดูแลตัวเอง จนเกิดโรคแทรกซ้อน …. ก็เท่ากับว่ายอมแพ้โรคเบาหวานเสียแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อต้องเป็นโรคไต เราจะอยู่กับโรคที่เพิ่มขึ้นมานี้อย่างไรดี

แน่นอนว่า เมื่อเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่การคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องตายแล้วไม่ทำอะไร ก็ดูเหมือนว่าน่าเสียดายที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ในโลกยุคปัจจุบันที่ความรู้ is in the air แค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส โลกไร้สายก็สามารถนำความรู้มาส่งถึงตรงหน้า

การดูแลผู้ป่วยโรคไต ต้องใช้ทั้งความรู้ และกำลังใจที่มากมายพอดู

อ้อ … ความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริง เชื่อถือได้ พิสูจน์ได้ด้วยนะ พวกข้อมูลลับๆ ล่อๆ กินแล้วไม่กล้าบอกหมอ ขออย่าได้ไปลอง ข้อมูลประเภทเป็นความคิดเห็น ลอกๆ ต่อกันมาโดยไม่มีใครพิสูจน์ เขาว่าดี ฉันก็บอกว่าดี เธอลองทำสิ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก สมุนไำพรทั้งนั้น (แต่หากไตเธอวาย หรือ เธอตายขึ้นมา ฉันไม่เกี่ยวนะ เพราะเธอเอาเข้าปากของเธอเอง …  ความจริงที่ไม่มีใครเคยพูดให้ได้ยิน เป็นเพียงความจริงในความรู้สึกนึกคิดของลักข์คนเดียว)  เพราะข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต  มีทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ หากเรียนรู้ และค้นคว้าสักนิด สิ่งที่จะได้จากโลกอินเตอร์เน็ตก็มีค่ามากมายมหาศาล

ความรู้ที่หาได้ง่ายมากขึ้น หากยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โลกนี้เปลี่ยนแปลงด้วยอินเตอร์เน็ต ใครๆ ก็สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากโลกอินเตอร์เน็ตได้ และความรู้ที่มีการเผยแพร่จากบุคคลากรทางการแพทย์ที่มากขึ้น … เรื่องความรู้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขอเพียงให้เรามีความตั้งใจกันจริงก็พอ

ส่วนเรื่องกำลังใจนั้น ต้องพยายามกันหน่อยล่ะ

อาจจะเพราะช่วงนี้ลักข์อยู่ในโหมดเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน ทำให้มองเห็นความรักที่มากมายมหาศาล ความรักที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาแต่ต้องสัมผัสจากหัวใจ ความรักที่ถูกถ่ายทอดแล้วก็ยังโอบล้อมรอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา

ลูกจ๋า อย่าร้อง ลูกไม่เข้าใจ ลูกไม่เชื่อฟัง ลูกจะร้องไห้โยเย ลูกจะร้องไห้งอแง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำ คืออุ้มลูกน้อยขึ้นมาป้อนนม พูดปลอบประโลมใจ โอบกอดเอาไว้และสัญญาว่าจะคอยดูแล …. ตอนเราเกิดมาได้ 1 วัน 1 เดือน 1 ปี พ่อแม่เลี้ยงดูเราด้วยความรู้ ความรักและกำลังใจมากมายแค่ไหนหนอ กว่าเราจะเติบโตเป็นผู้เป็นคนที่รู้เรื่อง

คุณพ่อ คุณแม่ ไม่ได้ดื้อกับเราหรอก เพียงแต่ว่าคุูณพ่อ คุณแม่ เป็นทุกข์กับโรคที่เป็นอยู่ คุณพ่อ คุณแม่ อยู่กับความไม่รู้ว่าควรจะต้องดูแลโรคที่เป็นอยู่อย่างไร (ความรู้ รู้แบบรู้ข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก) คุณพ่อ คุณแม่ อยู่กับความกลัว กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความทุกข์ทรมาน กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนที่เคย และอาจจะกลัวที่จะได้มีลมหายใจอยู่เป็นวันสุดท้าย

มีบ่อยครั้ง ทีในชีวิตเราต้องเผชิญกับคนไร้ความปรานี มีหัวใจที่โหดเหี้ยม ตัวเราเองต้องระวังอย่าให้เรารับเอาความใจร้าย และโหดเหี้ยมนั้นมาอยู่ในหัวใจของเราเลย ดูแลคุณพ่อ คุณแม่ด้วยความรัก และความเมตตา รวมทั้งก็ต้องมีอุเบกขาด้วย (เพราะเวลาหลานร้องงอแงหิว เราก็หาให้หลานกิน แต่ถ้าร้องงอแงง่วงนอน ก็ต้องยอมให้หลานร้องบ้าง ปอดจะได้ทำงาน ฮ่าาา)

คนเป็นลูก เวลาดูแลพ่อแม่ที่เป็นโรคเรื้อรัง ก็ขอให้ดูแลด้วยความหวังเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่กับเราไปให้ยาวนานที่สุด พร้อมไปกับความเข้าใจกฏของธรรมชาติด้วยว่า เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และการจากลา

เมื่อแพ้โรคเบาหวานมาครั้งหนึ่งแล้ว จนวันนี้มีโรคไตมาอยู่เป็นเพื่อน ลักข์หวังว่าทุกคนจะมีกำลังใจ ที่จะดูแลโรคไตอย่างดีที่สุด ด้วยความรู้ และกำลังใจที่ดี หวังว่าบทความนี้ จะเป็นกำลังใจใ้ห้คุณ weeya และพี่สาวสู้กับโรคไตให้ดีที่สุดนะคะ

อาจจะไม่มีคำตอบให้กับคุณ Aoy ถึงวิธีพูดกับคุณพ่อ แต่หวังว่าคุณ Aoy จะสามารถหาวิธีสื่ือสารกับคุณพ่อได้ ด้วยความรักและความเข้าใจและความกตัญญูที่มีอยู่ในหัวใจนะคะ

Hyperglycemia ทำให้เกิดโรค (1)

Hyperglycemia,ไฮเปอกลัยซีเมีย, ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

โรคที่จะเกิดขึ้น ก็คือ โรคที่เราคุ้นเคยในชื่อ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน (ตา ไต หัวใจ ปลายประสาท) ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

เพราะฉะนั้นHyperglycemai หรือ ระดับน้ำตาลสูง จึงหมายความว่าระดับน้ำตาลที่สูงกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ซึ่งมีผลทำให้เราเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ที่เรียกกันว่าโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานนั่นเอง  เช่น โรคไต  คนที่เป็นโรคไตนั้น เป็นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคไต คือ โรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลสูง จะทำให้เกิดโรคได้จริงๆ หรือ?

หลายคนอาจจะยังสงสัย ไม่เข้าใจ เพราะตรวจกี่ครั้งน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์เป็นประจำ ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ยังมีชีวิตอยู่ได้ ใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เรียนหนังสือ เล่นวิชาพละ ทำงาน ออกกำลัง เดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ทำไมต้องเชื่อคำเตือนเรื่องการดูแลระดับน้ำตาล เพราะการหม่ำ หม่ำ หม่ำ ตามใจปาก ตามที่ร่างกายต้องการ ตามใจที่อยากก็ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

ภาวะระดับน้ำตาลสูง หรือ Hyperglycemia ทำให้เกิดผลใน 2 รูปแบบ คือ

1. เห็นผลทันตา รู้สึกได้ทันใจ เกิดอาการทันที นั่นคือ ความรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน อ่อนเพลีย (เจาะเลือดตอนเกิดอาการดูนะคะ ไม่มีต่ำกว่า 200 มก./ดล.แน่นอน) หิวน้ำ ปัสสาวะบ่อย ถ้าในระดับรุนแรงมากขึ้น คลื่นไว้ อาเจียน หมดสติ ต้องนำส่งรพ.ทันที เพราะเลือดของเราที่อยู่ภายในเสียสมดุล กลายเป็นกรด อันตรายถึงชีวิตได้ (พบภาวะกรดคีโตนคั่งได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1)

ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลไม่ถึงขั้นสูงปรี๊ดจนเลือดเป็นกรดน๊อคเข้ารพ. ระดับน้ำตาล 200-300 อาจจะทำให้รู้สึกเพียงง่วงนอน อ่อนเพลีย แต่ใช้ชีวิตไปตามปกติได้ ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดว่าจะมีภัยอะไรตามมา … แต่ระดับน้ำตาลสูงจะเพียงแค่อ่อนเพลียและง่วงนอนแค่นั้นหรือเปล่า?

2. เห็นผล ณ เวลาใด เวลาหนึ่งในอนาคต อาจจะเป็น 5 ปี 10 ปี 15 ปี เต็มที่ก็ 20 ปี สารพัดโรคจะมารุมเร้า โรคต่างๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที แต่แอบซ่อนอยู่ภายในร่างกายไม่ให้เรารู้ตัว โดยมีสาเหตุจากเลือดที่หวานเพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้อวัยวะภายในร่างกายของเราที่เกิดปฏิกริยาบางอย่าง  …. เหมือนกล้วยเชื่อมสิคะ ที่ถูกเคี่ยวอยู่ในน้ำตาลและความร้อน ทำให้กล้วยนั้นนุ่ม นิ่ม เปื่อยยุ่ย … เส้นเลือดและอวัยวะภายในของเราที่อยู่แช่อยู่ในน้ำเลือดที่หวานก็จะค่อยๆ ถูกทำให้เปราะบาง เปื่อย ยุ่ย คล้ายๆ กันค่ะ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคที่เกิดขึ้นกับดวงตา .. อวัยวะสำหรับการมองเห็นของเรา

หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน หลอดเลือดเล็กๆ ที่ส่งไปเลี้ยงจอรับภาพที่ทำให้เรามองเห็นจะเกิดความผิดปกติ เกิดการรั่วไหลของน้ำเลือด น้ำเหลือง ออกมาที่จอรับภาพ ทำให้การมองเห็นมัวลง และมองเห็นเป็นจุดดำ เส้นดำ เป็นหย่อม เป็นปื้นดำ หากไม่ได้รับการรักษาได้ทันเวลา ก็จะนำไปสู่ความพิการทางสายตา คือ ตาบอดได้

                                     ภาพที่มองเห็นจากจอรับภาพที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ดวงตาภายนอกนั้นยังดูเป็นปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

ตอนได้ยินได้ฟังเรื่องโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ก็คิดเสมอว่าจะเป็นจริงได้ยังไง ในเมื่อเรายังอยู่ได้ อยู่ดีไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงเวลาใดหนึ่ง ณ ในอนาคต ระดับน้ำตาลที่เราคิดว่าไม่ส่งผลอะไร จะมาอย่างรวดเร็ว รุนแรงแบบที่ไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจเลย … เคยได้ฟังคุณหมอเล่าว่า มีคนไข้เบาหวานมาทักทายหมอ พร้อมกับบอกข่าวดีว่าหนูมีลูกแล้ว แต่ข่าวร้ายของหนูคือ หนูไม่มีโอกาสได้เห็นลูกอีกต่อไปแล้ว … ส่องกระจกมองไม่เห็นหน้าตัวเอง น้ำตายังไม่ไหลเท่ากับมองไม่เห็นหน้าแม่เลย …. นึกถึงคำคุณหมอ คิดถึงคนที่ไม่มีโอกาสมองเห็นหน้าคนที่รักอีกต่อไป …

ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้หรือเปล่า? ถ้าดูแลตัวเองได้ดีจริง เบาหวานก็ไม่สามารถนำพาโรคใดมาได้อีก แต่ถ้าปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง ยังมีอีกหลายโรคที่พร้อมใจกันมาโดยเราไม่เคยถามหา  ไม่เคยคาดหวัง

ถ้าเราไม่อยากเจอกับเหตุการณ์เบาหวานขึ้นมา เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันกันดีกว่า

วิธีป้องกันที่สำคัญและจำเป็น คือ  ดูแลรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ไปพบจักษุแพทอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้คุณหมอตรวจดวงตาว่า จอประสาทตาของเรายังอยู่สบายดีหรือเปล่า

ถ้าหากดวงตามีแววสบายดี คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตาปีละครั้ง แต่ถ้ามีแววว่าไม่สบาย คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตากันบ่อยครั้งขึ้น โดยจะเน้นย้ำให้เรากระชับระดับน้ำตาลให้เข้าเขตพื้นที่ที่ปลอดภัย หรือถ้าเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน คุณหมอก็จะทำการรักษา ถึงแม้ว่าการรักษาจะไม่สามารถทำให้ดวงตากลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม แต่ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดการสูญเสียดวงตาและการมองเห็นได้ แต่ความโชคดีที่คุณหมอรักษาการมองเห็นของเราไว้ได้ ก็จะไม่อยู่กับเราไปตลอด หากเรายังไม่ดูแลระดับน้ำตาลของตัวเองให้ดี

พอจะจินตนาการออกบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า Hyperglycemia ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร……