ลักข์ฟังมาเล่า : ไตกับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน 2562 รศ.ดร.พญ.ปวีณา  สุสัณฐิตพงษ์

เรื่อง     “ไตกับเบาหวาน”

โรคไตเป็นภัยเงียบ และในที่นี้ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยเป็นโรคไตจนถึงขั้นต้องล้างไตกันแล้ว เรามาทำความรู้จักกับอวัยวะที่เรียกว่า “ไต” ให้มากขึ้นกัน

ไต (Kidney) มี 2 ข้าง รูปร่างคล้ายถั่วแดง มีขนาดประมาณ 10-11 ซม. (ขนาดขึ้นอยู่กับความสูงของร่างกาย) ไตจะอยู่ตำแหน่งที่บั้นเอวด้านหลังของร่างกาย น้ำหนักของไตไม่ถึง 2 ขีด นับว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย ในผู้ที่บริจาคไต แผลผ่าตัดจึงเล็กมากสามารถผ่าตัดด้วยกล้องแล้วในปัจจุบันนี้

อาการปวดหลัง ใช่เป็นอาการของโรคไตหรือไม่?

คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการปวดหลังแถวบั้นเอวนั้นจะต้องเป็นโรคไตเพียงโรคเดียว ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ 80-90% ของการปวดหลัง ปวดเอวจะไม่ใช่โรคไต แต่เป็นอาการปวดของกล้ามเนื้อที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้กระดูกของเราบางลงและมีอาการทรุดตัวของกระดูก กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำหน้าที่พยุงไม่ให้กระดูกทรุดลงมา ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหลังมีอาการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังกัน

สำหรับคนที่เป็นโรคไต จนมีอาการปวดหลังแสดงออกมานั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อ อย่างเช่น กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ หรือมีนิ่วไปอุดตันที่ท่อไต

การตรวจวัดขนาดของไต ทำได้ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจที่เรียกว่า Ultrasound การตรวจวิธีนี้ช่วยหมอไตใหhสามารถพยากรณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับไตได้

59616094_10217566346404794_2391713188010786816_n

ภาพของไตจากการทำ Ultrasound ของคนปกติจะมีภาพไตเป็นสีดำ แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตภาพเป็นสีขาว ที่แสดงให้เห็นถึงขนาดที่เล็กกว่าไตปกติ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของไตว่าไตนั้นมีการฝ่อ เหี่ยว มีพังผืด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี

ในคนไข้เบาหวานบางคน ขนาดของไตจากการ Ultrasound อาจจะไม่เล็กลงเนื่องจากมีแร่ธาตุอื่นไปเกาะ แต่ภาพที่ออกมาจะขาวซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของไตอยู่ดี   แต่ถ้ามีขนาดเล็กและขาวด้วย แสดงว่าไตอยู่ในสภาพที่ไม่ดี

การตรวจไตด้วย Ultrasound ยังสามารถตรวจพบถุงน้ำในไตได้อีกด้วย หากเป็นถุงน้ำเล็กๆ รูปร่างปกติ ก็แสดงว่ามีพังผืดที่ไต แต่ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีโอกาสเพียง 1% เท่านั้นที่จะกลายเป็นมะเร็งที่ไต แต่หากเป็นถุงน้ำขนาดใหญ่ หรือมีรูปร่างของถุงน้ำที่ผิดปกติ โอกาสของการกลายเป็นมะเร็งที่ไตจะสูงขึ้น

หน้าที่ของไต

  1. ขจัดของเสียจากอาหารและยาทุกชนิดที่เรากินเข้าไปที่ร่างกายไม่ต้องการ ไตก็จะขับของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปของปัสสาวะ

ในคนที่ไตทำงานได้ปกติจะต้องไม่มีน้ำตาลปนเปื้อนออกในปัสสาวะโดยเด็ดขาด ถ้ามีน้ำตาลออกมา แปลว่า 1. คนๆ นั้นเป็นเบาหวาน และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ จนมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเกินกว่า 180 มก./ดล. ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรค การที่มีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะจึงทำให้ติดเชื้อได้ง่าย คนที่มีน้ำตาลล้นในปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย 2. การกินยาบางชนิดจนทำให้ท่อไตไม่สามารถเก็บกักของดีเอาไว้ได้ (ไม่เป็นเบาหวานแต่มีน้ำตาลในปัสสาวะจากการกินยาบางชนิด)

คนไข้โรคไตที่ไตวายจนถึงระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถทำหน้าที่ขับปัสสาวะต่อไปได้ คนไข้ไตวายจึงไม่มีปัสสาวะและต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง

ไตจะกรองของเสียออกมาในท่อปัสสาวะแล้วมาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ คนเราจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ 2-300 ซีซี ปวดระดับทนไม่ไหวจนเล็ดออกมาคือ 500 ซีซี บางคนมีโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็จะมีการกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยกว่าปกติก่อน 200 ซีซีได้

เส้นเลือดที่มาเลี้ยงไตมีเพียง 2 เส้นคือ มีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ เมื่อหัวใจปั๊ม 1 ทีก็มีเลือดมาเลี้ยงไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียแล้วส่งกลับไปที่เส้นเลือดดำ ในการปลูกถ่ายอวัยวะไตนั้น จึงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่เพราะเป็นเพียงการต่อเส้นเลือดเพียง 2 เส้น ใช้เวลาไม่กี่ชม. แต่เปลี่ยนตับใช้เวลานานกว่าเพราะเส้นเลือดเยอะกว่า

59723306_10217582231441910_2642938984933621760_n.jpg

แม้ไตจะมีเส้นเลือดมาเชื่อมต่อเพียง 2 เส้นและมีขนาดเล็กมาก แต่ไตก็เป็นอวัยวะสำคัญมากสำหรับร่างกายเพราะทำงานตลอด 24 ชม. ไตที่มีขนาดเล็กนี้มีหน่วยการทำงานในไตข้างละ 2 ล้านหน่วย เมื่อไตเราเสื่อมหน่วยทำงานเราจะถูกทำลายให้ตายลงและหน่วยการทำงานจะลดลงจาก หลักล้าน เป็นหลักแสน เป็นหลักหมื่น ลงไปเรื่อยๆ ไตของเราจะฝ่อเล็กลงเรื่อยๆ

คนไทยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง คือ ไตที่เป็นพังผืดแล้ว ฝ่อเล็กลงไปแล้ว จะไม่มีทางรักษาให้หายกลับคืนมาได้เหมือนเดิมอีกแล้ว การรักษาของหมอโรคไตคือ หยุดหรือชะลอภาวะเสื่อมของไตไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมจนถึงขั้นต้องล้างไตได้เท่านั้น โดยจะต้องร่วมมือกันกับคนไข้ ในการควบคุมอาหาร และปรับยาตามสภาพ

หน่วยการทำงานของไตที่มีอยู่ข้างละ 1 ล้านหน่วยตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาและไตจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันตาย เมื่อเราอายุ 30 ปี การทำงานของไตก็จะเริ่มทยอยเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเราอายุ 80 ค่าการทำงานของไตอาจจะเหลือเพียง 40-50% ซึ่งก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติโดยไม่มีอาการอะไร คนที่เป็นโรคไตที่ต้องทำการบำบัดทดแทนการทำงานของไตนั้น เพราะไตทำงานได้ต่ำกว่า 10% แล้ว

ไตเสื่อมตามอายุเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ไม่กินยาตามที่แพทย์สั่ง เท่ากับไปเร่งให้ไตเสื่อมก่อนเวลา การซื้อยา อาหารเสริม สมุนไพรกินเองก็ยิ่งไปเสริมเร่งให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

หมอโรคไต ไม่มียาบำรุงฟื้นฟูไต มีแต่ยาที่จะลดอาการแทรกซ้อนที่ผิดปกติของคนไข้เท่านั้น เช่น ยาบำรุงเลือด เมื่อคนไข้มีภาวะซีด ยาลดความผิดปกติของค่าเกลือแร่ การที่หมอไตไม่จ่ายยาอะไรให้เลยแต่ให้คนไข้กินยาควบคุมเบาหวานและความดันเหมือนเดิม ถือว่าเป็นเรื่องดีแสดงว่าร่างกายคนไข้ยังอยู่ในสภาพดี

ความน่ากลัวของอาหารเสริมที่คนไข้ชอบไปซื้อกินเองโดยเฉพาะคนไข้เบาหวานคือ การกินยาที่ซื้อเองแล้วตรวจพบว่าระดับน้ำตาลดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เมื่อเจาะเลือดเพื่อดูค่าไตแล้ว คุณหมอพบว่าการทำงานของไตแย่ลงทุกราย

ทำไมไตทำงานแย่ลงแล้วคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น? เพราะอาหารเสริมสมุนไพรที่ซื้อกินเองมีกลไกบางอย่างที่จะไปสะสมและค้างอยู่ที่ไตมากขึ้น เมื่อไตถูกทำลายระบบการทำงานของร่างกายแย่ลง คนไข้ที่ไม่มีการควบคุมการกินอาหาร แต่ระดับน้ำตาลดีขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าไตกำลังแย่ลง แต่หากระดับน้ำตาลดีขึ้น จากการควบคุมพฤติกรรมการกิน ถึงจะเป็นการดูแลรักษาสภาพไตของตัวเองอย่างแท้จริง

เวลากินอาหารหมอไม่แนะนำให้กินน้ำซุปจนหมด เพราะในน้ำซุปส่วนใหญ่จะมีเกลือในปริมาณที่มากเกินไป การใช้วิธีเติมน้ำเพื่อเจือจางรสชาติโดยหลักการแล้วหมอไม่แนะนำ เนื่องจากปริมาณเกลือที่ได้ร่างกายได้รับยังเป็นปริมาณที่มากเกินไป ในคนที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกันควรลดปริมาณการกินน้ำตาลให้น้อยลง ไม่ใช่ใช้วิธีเจือจางด้วยน้ำเพื่อให้รสชาติจืดลง แต่ร่างกายยังคงได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป

อาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกายโดยหลักมี 3 อย่างคือ แป้ง โปรตีน และไขมัน การขับของเสียจากแป้งที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์คือ ปอด ส่วนของเสียจากโปรตีนเป็นหน้าที่ของไต ไขมันไม่มีตัวขจัดเพราะเป็นรูปของการเก็บสะสมพลังงานไว้ในร่างกายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจะขึ้นอยู่กับอาหารประเภทโปรตีน เมื่อไตเสื่อมจึงจำเป็นต้องจำกัดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนนั่นเอง

  1. ขจัดน้ำส่วนเกินที่มีในร่างกายมากเกินไป โดยจะปรับปริมาณน้ำในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้มีน้ำในร่างกายมากไปหรือน้อยเกินไป

ในคนปกติเมื่อดื่มน้ำเข้าไปเยอะ ก็จะปัสสาวะออกมาเยอะ และจะไม่มีอาการบวมน้ำ แต่ในคนที่มีภาวะไตเสื่อม ไตจะไม่สามารถขับน้ำออกมาได้ตามปกติ ทำให้มีน้ำค้างในร่างกายจนเกิดภาวะบวมน้ำ หรือน้ำท่วมปอดได้

การที่เราหิวน้ำบ่อยและปัสสาวะบ่อยผิดปกติมาจาก 1. ร่างกายมีน้ำตาลมากเกินไป 2. เรากินเกลือเยอะเกินไป (เดี๋ยวนี้หมอจะไม่ใช้คำว่าเค็มแล้ว เพราะลิ้นแต่ละคนมีความชินและทนทานต่อรสเค็มไม่เท่ากัน) เกลือในที่นี้ หมายถึงเครื่องปรุงรสที่มีเกลือเป็นส่วนผสม เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ซุปก้อน โชยุ ฯ เมื่อเรากินเกลือเยอะเกินไป ไตก็จะขับเกลือออกมาทางปัสสาวะ เกลือจะกระตุ้นให้เรารู้สึกหิวน้ำบ่อย ทำให้เราปัสสาวะบ่อย คนเป็นเบาหวานและเป็นโรคไตจึงต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลและเกลือที่กินเข้าไปไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ

59747308_10217589402301177_7628657422948630528_o

ดื่มน้ำเท่าไหร่ดี? ปัสสาวะออกมาเท่าไหร่ ก็ดื่มน้ำเท่านั้น โดยใช้หลักปฏิบัติง่ายๆ คนเราจะปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะ 200-300 ซีซี เมื่อเราปัสสาวะเสร็จ เราก็ควรดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือถ้าในหน้าร้อน ออกกำลังกายที่เหงื่อออกเยอะ ก็ควรดื่มน้ำเพิ่มเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทางเหงื่อด้วย

คนที่ปัสสาวะสีเข้มตลอดเวลา เกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปซึ่งจะทำให้เกิด การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย และเกิดโรคนิ่วในปัสสาวะได้

  1. ไตมีหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต คนที่เป็นโรคไต จะเริ่มมีความดันสูงเพราะมีเกลือค้างในร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้การความคุมความดันทำได้ยากขึ้น ความดันที่คุมได้แย่มากๆ จะทำให้เกิดภาวะไตวายได้

โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง (ราว 40-50%) ของคนฟอกไต และโรคความดันโลหิตสูงในคนที่คุมได้ไม่ดี คือ สาเหตุอันดับที่สองที่ทำให้คนต้องฟอกไต

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดจะถูกส่งมาเลี้ยงที่ไตมากที่สุด หากความดันสูงเกิน 140 ขึ้นไป เท่ากับทุกครั้งที่เลือดถูกปั้มมาอย่างแรงจะกระแทกมาที่ไต หน่วยการทำงานของไตก็จะเสียหายถูกทำลายไปเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้นหากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องรักษาให้ความดันอยู่ในเกณฑ์ คือ ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท

ยิ่งกินเกลือมาก ยิ่งคุมความดันยาก ลดการกินเกลือ จะควบคุมความดันได้ง่ายขึ้น

พันธุกรรมของบางครอบครัวกินเค็มเพียงนิดเดียวก็ทำให้ความดันโลหิตสูงได้ บางครอบครัวอาจจะกินได้มากกว่า ความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย

เมื่อกินเค็มแล้วมีอาการบวม คุณหมอจะช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยการให้กินยาขับปัสสาวะ ที่มีฤทธิ์ในการช่วยขับทั้งเกลือและน้ำออกจากตัวให้คนไข้ได้ แต่การกินยาขับปัสสาวะในระยะยาว โดยที่คนไข้ไม่ยอมคุมอาหารเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ไตต้องทำงานหนักตลอดเวลา

การกินยาขับปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะเยอะขึ้นกว่าปกติ หากกินน้ำไม่พอ จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำจนไม่มีเลือดไปเลี้ยงไตได้ ทำให้ไตเสียหายได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหมอจึงอยากเน้นเรื่องการลดการกินเกลือในของคนไข้ มากกว่าการให้ยา แต่ถ้าคนไข้ไม่ควบคุมอาหาร ยาก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตคนไข้

คนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรมีเครื่องวัดความดันที่บ้าน ควรวัดความดันในตอนเช้าหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอน จดบันทึกค่าที่ได้มาให้เหมอไตเพื่อที่หมอจะได้มีข้อมูลสำหรับการปรับยารักษาให้เหมาะสมกับความเป็นจริงของชีวิตคนไข้ การวัดค่าเดียวในขณะที่มาโรงพยาบาลเป็นข้อมูลที่น้อยเกินไปและไม่ใช่สภาพตามความเป็นจริงในชีวิตของคนไข้ด้วย

ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะได้พัก ผ่อนคลายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความดันจะต่ำที่สุด หากความดันหลังตื่นนอนมีค่าสูง แสดงว่าร่างกายไม่ได้พักและผ่อนคลายเลย คนที่มีความดันหลังตื่นนอนสูงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนที่ได้พักผ่อน

  1. ไตมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง เพราะฉะนั้นในคนที่เป็นโรคไตจึงมีภาวะเลือดจาง

เมื่อไตทำงานได้น้อยกว่า 30 %     จะเริ่มมีภาวะซีด แต่สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานและเป็นโรคไตจะเกิดภาวะซีดได้เร็วกว่าคนที่เป็นโรคไตจากสาเหตุอื่น

  1. ไตช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง วิตามินดีทำให้กระดูกแข็งแรง และไตเป็นอวัยวะที่ทำให้วิตามินดีทำงานได้

แม้จะไปตากแดดจนตัวดำแต่ถ้าหากไตทำงานไม่ได้ร่างกายก็จะขาดวิตามินดี คนที่เป็นโรคไตคุณหมอจึงให้กินวิตามินดีเสริมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกบางและหักง่าย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับไตของเรา

ทุกๆ 1 นาทีจะมีเลือด 1,200 ซีซี ถูกส่งไปที่ไตทั้ง 2 ข้าง จะเห็นได้ว่าไตทำงานหนักและเลือดต้องส่งไปเลี้ยงเยอะมากใน 1 นาที หากจู่ๆ มีคนความดันตกจนต้องส่งรพ. จะเกิดภาวะไตวายขึ้น เพราะเมื่อความดันตกก็จะไม่มีเลือดถูกปั๊มส่งไปเลี้ยงที่ไต ไตถูกปิดสวิทช์แบบฉับพลันทันที ภาวะนี้เรียกว่า ไตวายแบบฉับพลัน ต้องทำการล้างไต ไปจนกว่าไตจะฟื้นคืนตัวขึ้นมา

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดในร่างกาย 20% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดจะถูกส่งมาที่ไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหลายหน้าที่ ที่เหลือก็ส่งไปตามอวัยวะต่างๆ

ใน 1 วันมีเลือด 1,700 ลิตรถูกส่งไปที่ไต ร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 7-8 ลิตร เลือดในร่างกายจะไหลเวียนซ้ำไปซ้ำมาถึง 400 รอบต่อวัน จะเห็นได้ว่าไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก ทำงานตลอดเวลา เราจึงควรดูแลอวัยวะนี้ให้ดี เพื่อให้ไตจะได้อยู่กับเราในสภาพที่ดีไปได้ยาวนาน

วิธีการดูแลรักษาไตที่ดีที่สุดคือ การเลือกกินอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกาย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอาหารหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มาก เพียงเรากินอาหารตามฤดูกาลตามธรรมชาติ กินให้ครบหมู่ กินให้หลากหลาย ร่างกายของเราก็ได้สารอาหารครบเพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปกินวิตามินอาหารเสริมสมุนไพรทำลายไตใดๆ เพิ่มอีกแล้ว

หน่วยการทำงานของไต 2 ข้าง มีจำนวน 2 ล้านหน่วย หากเอามาเรียงต่อกันจะได้ความยาวถึง 16 กิโลเมตร ซึ่งหน่วยการทำงานของไตมีจำนวนมากขนาดนี้ เรายังมีคนไข้โรคไตจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคไต 7-8 ล้านคน ต้องทำการบำบัดทดแทนไต จำนวน 100,000 คน เครื่องล้างไต, น้ำยาล้างไต เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ค่าล้างไตโดยเฉลี่ย 2-3,000 บาท/ครั้ง ล้างไต 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ไปตลอดชีวิต นี่เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลที่เกิดขึ้น ที่เงินภาษีของเราส่วนหนึ่ง รัฐบาลได้นำมาช่วยเหลือคนไข้โรคไตด้วย

เราทุกคนควรมาช่วยกันดูแลป้องกันไม่ให้ตัวเอง คนในครอบครัว และคนรู้จักเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเองและประเทศชาติ

เราอยู่ได้หรือไม่ถ้าหากเรามีไตเพียงข้างเดียว? อยู่ได้ โดยคนที่มีไตข้างเดียวจะต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตได้ในอนาคต การดูแลตัวเองทำได้โดยการควบคุมอาหาร กินยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ซื้อยากินเอง วัดความดันสม่ำเสมอ มาตรวจสุขภาพเป็นประจำ

โรคไตวายเรื้อรังจึงเป็นภัยเงียบ เป็นเหมือนภูเขาธารน้ำแข็ง คนเป็นโรคไตวายในระยะแรกๆ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ ปรากฏให้เห็นเลย การทำงานของไตลดลงไป 50% ก็ยังไม่ปรากฏอาการ การทำงานของไตต่ำกว่า 30% จะเริ่มมีอาการเพลียปรากฏให้เห็น เรียกได้ว่าคนเป็นโรคไตกว่าจะรู้ตัวก็แทบไม่เหลือเวลาให้หมอรักษามากแล้ว และเมื่อการทำงานของไตเหลือ 10% ต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต? รู้ได้จากการเจาะเลือดตรวจ และจากการตรวจปัสสาวะเท่านั้น

โรคไตมี 5 ระยะ เปรียบเหมือนการลงบันได ไม่มีใครอยากไปอยู่ในบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งในส่วนของหมอนั้นที่ทำได้คือ ช่วยคนไข้เบรกไม่ให้ไตเสื่อมลงไปกว่าเดิม

Save Kidney, Save Health เมื่อรักษาไต ก็จะรักษาสุขภาพของร่างกายได้ด้วย เมื่อไหร่ไตทำงานแย่ลง ของเสียอยู่ในเลือดมากขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเลย เมื่อไตทำงานแย่ลง ของเสียในร่างกายสะสมมากขึ้น จะส่งผลให้มีอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เกิดความผิดปกติได้กับทุกระบบของร่างกายเลย ไม่ว่าจะซึม ชักกระตุก สับสน หัวใจโต น้ำท่วมปอด คัน ผิวดำ เมื่อไตดี สุขภาพจะแข็งแรง

เมื่อไหร่ที่ไตทำงานน้อยกว่า 15% จะถูกจัดว่าเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย มีโอกาสต้องล้างไตแล้ว ปัจจุบันเราจะเริ่มล้างไตเมื่อไตเหลือการทำงาน 6% แต่ถ้ามีอาการก่อนก็ล้างก่อน ในระยะนี้ถ้าหากเริ่มล้างไตแล้ว เมื่อหยุดล้างไต ก็จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์สองอาทิตย์

การบำบัดทดแทนไตมี 3 แบบคือ การล้างด้วยเครื่องไตเทียม ต้องทำที่สถานพยาบาล สัปดาห์ละ 1-2-3 ครั้งขึ้นอยู่กับสภาพของคนไข้, การล้างไตผ่านทางช่องท้อง ทำที่บ้านด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเข้าไปทางช่องท้องวันละ 4 ครั้ง มารพ.เพื่อพบแพทย์ 2-3 เดือนครั้ง, และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ การผ่าตัดเปลี่ยนไต จะเอาไตใหม่ใส่ไว้ที่ช่องท้อง ส่วนไตเก่าก็จะปล่อยไว้อย่างนั้น

60386807_10217665849572311_7629111280732733440_n

วิธีทำให้ไตของเรามีสุขภาพที่ดี มีกฎสำคัญ 8 ข้อ คือ

  • Keep Fit & Active ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนอ้วน เพราะคนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคไตมากกว่าคนผอม
  • Eat Healthy Food เลือกกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มีคุณค่าทางโภชนาการ และควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ลดโปรตีนและเกลือ
  • Monitor Blood Pressure วัดความดันเป็นประจำ เพราะความดันสูง ทำให้เส้นเลือดในสมองเราแตกและตีบ หัวใจโต จากขนาดของหัวใจปกติ เมื่อความดันสูง หัวใจมีแรงดันมากขึ้นๆ ก็ทำให้หัวใจมีขนาดโตขึ้นๆ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ความดันสูงขึ้นตา ทำให้ตาบอด เป็นโรคความดันนานๆ ทำให้หลอดเลือดที่ขามีปัญหา ปวดขา เมื่อยขาเมื่อเดินนานๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ
  • Eat healthy and keep your weight in check กินอาหารถูกสุขลักษณะแล้วต้องหมั่นชั่งน้ำหนักด้วย
  • Maintain a healthy fluid intake ดื่มน้ำให้พอกับที่ร่างกายต้องการ น้ำในที่นี้คือ น้ำเปล่า น้ำสะอาด
  • Do not smoke ใครที่สูบบุหรี่ต้องหยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายเร็วกว่าปกติ
  • Do not take over-the-counter pills on a regular basic ไม่แนะนำให้ไปซื้อยาตามเคาน์เตอร์กินเอง ทั้งยา อาหารเสริม สมุนไพร ไม่แนะนำให้กินทั้งสิ้น และไม่ควรหาซื้อยาแก้ปวดชนิด NSAID มากินเองโดยเด็ดขาด
  • Move your feet for screening your health and kidney ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคไต คนที่เป็นเบาหวาน, คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง. คนอ้วนน้ำหนักเกิน, คนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไตเพราะโรคไตเป็นพันธุกรรม ควรตรวจเช็คไตด้วยการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ

คนที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่มีไข่ขาวในปัสสาวะที่บ่งบอกถึงภาวะไตเสื่อม จะมีอัตราการรอดชีวิตและมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่มีภาวะไตเสื่อม

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน แต่จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างเส้นเลือดในสมอง, ตา, หัวใจ, ชาตามปลายมือปลายเท้า และโรคไตที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเป็นเบาหวานเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตของคนที่เป็นเบาหวานจะมากขึ้นเมื่อมีโรคร่วม

เมื่อเราสามารถลดระดับ A1C ลง 1% สามารถลดความเสี่ยงที่จะโดนตัดขาได้ 43% ลดอัตราการเป็นโรคไตได้ 37% ลดอัตราการตายลง 21% ลดโรคหัวใจได้ 14% ลดโรคเกี่ยวกับสมองได้ 12% ระดับน้ำตาลที่ดี ทำให้ลดการเกิดโรคร่วมให้น้อยลงได้ โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถึง 40% ของคนไข้ล้างไต

ระดับน้ำตาลมีผลต่ออันตราการตายของคนที่เป็นเบาหวาน คนที่ควบคุมระดับ A1C ต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 8% จะมีอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น

คนที่ล้างไตแล้ว ก็ยังต้องควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เกิน 8% เพราะยังมีโรคสมอง และโรคหัวใจอีก การควบคมระดับน้ำตาลไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับคนที่เป็นเบาหวานเสมอ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลตกหรือต่ำทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อน้ำตาลตกจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ เมื่อน้ำตาลตกการทำงานของสมองเราจะแย่ลง ความจำจะแย่ลง เมื่อน้ำตาลตกเราอาจเป็นลม ล้มกระดูกหักได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 175 เดือนพฤษภาคม 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม 2562 รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ไขปริศนา ถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการบรรยาย อาจารย์ได้ขอชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกที่เตรียมตัวไปค่ายเบาหวานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ สำหรับชาวค่ายใหม่ไปเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ สำหรับชาวค่ายเก่าเพื่อไปเรียนรู้ข้อมูลความรู้ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และอยากให้ทุกคนเตรียมตัวดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมเดินทาง และจัดเตรียมยาของตัวเองไปให้เพียงพอสำหรับการไปอยู่ที่ค่าย รวมทั้งควรแจ้งลูกหลานญาติพี่น้องไว้ด้วย

เรื่องสำคัญเรื่องที่ 2 คือ เกี่ยวกับภัยฝุ่นควัน PM 2.5 ที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพปอดของทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้สูงอายุ เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถเล็ดลอดผ่านโพรงจมูกของเราลงไปในปอดและกรแสเลือดเราได้สามารถทำให้เกิดปัญหากับปอด และในระยะยาวทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้อาจารย์แนะนำให้สมาชิกหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่กลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดและควรถูบ้านวันละ 2-3 เวลาเพื่อลดปริมาณฝุ่นภายในบ้าน

จากนั้นเป็นเวลาให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาของโรคที่ตัวสมาชิกเองกำลังเผชิญอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี อาจารย์เปิดโอกาสให้ถามได้ทุกคำถามโดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานก็ได้

สมาชิกถาม       :  เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรจัดการอาหารการกินอย่างไร เพราะระดับน้ำตาลสวิงขึ้นลงเป็นอย่างมาก

อาจารย์หมอตอบ : โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคสมัยใหม่ที่ค้นพบเมื่อมีการส่องกล้องลงไปในหลอดอาหาร ทำให้พบว่าหลอดอาหารส่วนล่างที่ติดกับกระเพาะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะ ในกระเพาะของเรามีเยื่อเมือกพิเศษที่เคลือบกระเพาะของเราทำให้กระเพาะของเราทนกรดในกระเพาะของตัวเองได้ ปลายหลอดอาหารในร่างกายของคนที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหารนี้ มี “หูรูด” ที่ปิดแน่น จะเปิดเมื่อมีอาหารไหลผ่านลงมาและปิดแน่นทันที แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีอาการหูรูดหย่อน และอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้นเพราะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น เมื่อเราล้มตัวลงนอน กรดที่มีอยู่เต็มกระเพาะสามารถที่จะไหลย้อนขึ้นมาได้เพราะหูรูดหย่อน อาการของโรคกรดไหลย้อนจึงพบได้บ่อยในช่วงเวลากลางคืน อาการของโรคกรดไหลย้อนมีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่ากรดไหลย้อนขึ้นมาสูงถึงไหนในหลอดอาหาร ถ้าหากปล่อยให้เป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงควรปรับวิธีการกินอาหาร ก่อนล้มตัวลงนอนไม่ควรมีอาหารในกระเพาะมื้อเย็นจึงควรกินให้น้อย หากเป็นโรคกรดไหลย้อนต้องกินยาลดกรด และกินติดต่อกันต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ไขทุกปัญหา

สมาชิกถาม       : ระดับน้ำตาลในช่วงหลังสูงถึง 150-160 ทำไมคุณหมอที่รักษาถึงบอกว่าเพราะเราอายุเยอะแล้ว ตัวเลขนี้จึงไม่น่ากังวล แล้วก็ไม่ยอมเพิ่มยาให้

อาจารย์หมอตอบ         :  คุณหมอจะดูค่าระดับน้ำตาล HbA1C (ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม 3 เดือน) ประกอบการรักษาไม่ได้ดูเพียงค่าน้ำตาลตอนเช้าเพียงค่าเดียว ถ้าระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าหมายความว่าส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่เรากิน และอีกส่วนเกิดจากร่างกายของเราที่สร้างขึ้นเอง เมื่อเรากินอาหารแล้วระดับน้ำตาลของเรามีมากเกินไปร่างกายก็จะนำไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ ไขมัน ดังนั้นคนที่ระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าอาจจะเกิดได้จากการที่ตับสร้างน้ำตาลออกมาเยอะเกินไป  กล้ามเนื้อและไขมันปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาเยอะเกินไป การที่คุณหมอยังไม่ปรับยา

ให้ทันทีเพราะระดับน้ำตาลเฉลี่ยทั้งวันดีแล้ว แต่ค่าน้ำตาลตอนเช้าสำหรับคนเป็นเบาหวานก็ควรจะอยู่ในระดับ 90-130 ถ้าสูงกว่านี้ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเรากินมื้อกลางคืนมากเกินไปหรือเปล่า หรือจำเป็นที่จะต้องปรับยาจริงๆ

สมาชิกถาม       : ทำไมคุณหมอถึงให้ยาโซดามิ้นท์ เป็นยาแก้อะไร?

อาจารย์หมอตอบ         : โซดามิ้นท์เป็นยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง คุณหมอจะจ่ายให้สำหรับคนไข้เบาหวานที่มีภาวะของโรคไตและเลือดมีภาวะเป็นกรด เนื่องจากคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่ขับของเสียออกไปได้มากพอ ร่างกายของคนเราเวลากินแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) แป้งจะกลายเป็นกลูโคส ร่างกายนำไปใช้ให้เกิดพลังงาน ที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ น้ำเราปัสสาวะออกมา ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์เราจะหายใจออกมา เพราะฉะนั้นแป้งจึงเป็นพลังงานสะอาด อาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้วร่างกายจะนำไปสร้างโปรตีนที่เรียกว่าอัลบูมินเพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกาย อีกส่วนจะกลายเป็นกรดที่เป็นของเสียเรียกว่ากรดอะมิโน ซึ่งจะขับออกทางไต เพราะฉะนั้นคนที่มีภาวะของโรคไตจะไม่สามารถรักษาสมดุลค่าเกลือแร่ในร่างกายนี้ได้ ทำให้ร่างกายมีภาวะความเป็นกรดสูงเกินค่าที่ปลอดภัยซึ่งก่อนให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย คุณหมอจ่ายยาตัวนี้ให้รักษากาวะเลือดที่มีกรดเกิน

สมาชิกถาม       : ช่วงนี้ไปจับของหรือใครมาโดนตัวแล้วเหมือนมีไฟฟ้าช้อต

อาจารย์หมอตอบ         : ภาวะนี้เรียกว่าไฟฟ้าสถิต เกิดขึ้นต่อเมือของแห้งกับของแห้งเจอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาอากาศที่มีความแห้ง แต่ถ้าร่างกายของเรามีความชุ่มชื้นจะไม่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าสถิตหรือรู้สึกเหมือนไฟช้อตเวลาจับต้องสิ่งของ แต่ภาวะนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

สมาชิกถาม      : อยากรู้ประโยชน์ของการกินโปรไบโอติค

อาจารย์หมอตอบ         : เรื่องโปรไบโอติคยังเป็นเรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้อีกเยอะ สิ่งที่เรารู้คือ คนที่มีภาวะท้องเสียแบบท้องเสียเรื้อรัง พบว่าเป็นเพราะเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง มีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาอยู่ในร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค การกินโปรไบไฮติคคือการกินเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายใส่เข้าไปในร่างกายเพื่อเอาเชื้อไปฆ่าเชื้อ เอาเชื้อที่มีประโยชน์ไปแย่งพื้นที่เชื้อที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีภาวะท้องเสียเรื้อรังหายจากอาการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ยาคูลส์ได้เอาเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ของเด็กอ่อนที่ไม่ก่อเกิดอันตรายใดๆ ในคนมาเพาะเลี้ยงในนมแล้วเติมน้ำตาลเข้าไปทำให้กลายเป็นโยเกิร์ตชนิดหนึ่งขึ้นมา การกินทุกวันทำให้เกิดกระบวนการลดของเสียในร่างกายได้ กระบวนการนี้เรียกว่า โปรไบไอติค คือการเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดี การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะคนในปัจจุบันกินยาฆ่าเชื้อกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้สารตกค้างอยู่เยอะมาก เมื่อเรากินเข้าไปในร่างกายทำให้เชื้อแบคทีเรียมีการเปลี่ยนแปลงและอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีปนเข้ามาในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ หากเราหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ก็ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ หรือบางคนก็ใช้วิธีรักษาด้วยกระบวนการโปรไอโอติค คือการกินเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเข้าไป ร่างกายเรามีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากอาศัยอยู่ ทั้งน้ำลาย ในลำไส้ใหญ่ จนกลายมาเป็นอุจจาระ เพียงแต่เป็นแบคที่เรียที่อยู่กับเราได้ ไม่ก่อให้เกิดโรค

เรื่องที่อยากย้ำเตือนให้ทุกคนตระหนักคือ หลายคนเวลาไม่สบายเจ็บคอ มักจะขอยาฆ่าเชื้อคุณหมอ หรือไปหาซื้อกินเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด! การกินยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้น สุดท้ายจะเป็นการทำร้ายตัวเราเอง เราต้องรู้ว่ายาฆ่าเชื้อไม่ได้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ดีเท่านั้น มันออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อเองโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราเกิดภาวะของเชื้อโรคดื้อยาได้ในที่อนาคตซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายมาก คุณหมอขอนะครับว่าหากเป็นหวัด อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเอง ร่างกายเรามีภูมิต้านทานที่จะสามารถรักษาตัวเองให้หายได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 172 เดือนกุมภาพันธ์ 2562

 

เป็นโรคไตกินอะไรดี? เครื่องปรุงสำหรับคนที่มีภาวะของโรคไต

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตราอาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ยังจำความรู้สึก ช้อคและตกใจ เมื่อครั้งที่คุณหมอที่รักษาโรคเบาหวานของคุณแม่บอกว่า ไตของคุณแม่อยู่ในระยะที่ 4 แล้ว จำเป็นต้องหาคุณหมอโรคไต เพื่อให้คุณหมอโรคไตช่วยดูแลคุณแม่อีกคน

คุณหมอแนะนำคุณแม่ให้ลดอาหารเค็มลง กินโซเดียมให้ลดลง เมื่อ 10 กว่า 20 ปีก่อน ตอนที่หมอบอกไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารโรคไตเลย รู้แต่ว่าลดเค็ม ไม่รู้เรื่องโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส การกินอาหารตามผลเลือดเลย

การพบกับคุณหมอในครั้งที่ 2 ได้นำเครื่องปรุงรสที่ซื้อมาไปให้คุณหมอเพื่อสอบถามว่า ใช้เครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ในการปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงรสเดิมได้ไหม? คุณหมอบอกว่าไม่ได้ ไม่ควรใช้ เพราะเครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ ได้เติมโพแทสเซียมเพื่อเพิ่มความเค็มลงไปแทน ซึ่งจะส่งผลกับหัวใจ ในคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว หัวใจก็จะมีความไม่ปกติเกิดขึ้น เป็นความสงสัย เป็นคำถามในใจว่าทำไมถึงไม่มีเครื่องปรุงรสที่โซเดียมน้อยและไม่เติมโพแทสเซียม สำหรับคนที่เป็นโรคไตบ้าง?

คำแนะนำของคุณหมอในวันนั้นคือ ให้ลดปริมาณการใช้เครื่องปรุงลง  รับรู้ในเรื่องที่คุณหมอบอกแต่ในทางปฏิบัติก็ทำได้ยากมาก เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องโซเดียมข และความไม่คุ้นชินกับรสชาติสำหรับคุณแม่ในเวลานั้น

ประสบการณ์การดูแลคุณแม่ในฐานะผู้ดูแล ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคไต ซึ่งไม่ยาก ไม่ง่าย เพราะถือว่าตัวเองมีความรู้เรื่องโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็น เป็นพื้นฐานอยู่ การทำความรู้จักยาที่คุณแม่ต้องกิน ยาที่คุณแม่จำเป็นต้องฉีด ทำไมต้องวัดความดันเป็นประจำ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลเลือดแล้วปรับอาหารตามผลเลือด เรียนรู้เรื่องอาหารว่าในอาหารแต่ละประเภทจะส่งผลต่อผลเลือดได้อย่างไรบ้าง เรียนรู้การล้างไตทางหน้าท้อง ต้องดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด ฯลฯ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ ที่สามารถบอกเล่าได้ไม่รู้จบ สำหรับการดูแลชีวิตของจนที่เรารัก การได้ดูแลคุณแม่อย่างสุดความสามารถจนถึงวาระสุดท้าย เป็นสิ่งที่่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีเรื่องที่น่าเสียดาย หรือ เสียใจอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกแล้ว

จากประสบการณ์และการเรียนรู้ในฐานะผู้ดูแล และเป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปี เรื่องสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพนอกจากประเภทอาหารที่ใครๆ ก็รู้ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่มีความสำคัญมาก คือ เรื่องปริมาณของประเภทอาหารที่แต่ละคนควรกินในแต่ละมื้อ ในแต่ละวัน

การที่ใครก็ตามจะใส่น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด ไซรัป ในอาหารคาว อาหารหวาน หรือ เครื่องดื่ม “ปริมาณ” คือ เรื่องสำคัญ

ชนิดของน้ำตาล แหล่งที่มาของน้ำตาล กลายเป็นสิ่งที่คนอ้างว่า “สุขภาพ” เพราะมีค่า GI น้อยกว่าน้ำตาลทราย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน การใส่น้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังคงจะสูง แต่จะสูงไม่เร็วและไม่แรงเท่ากับน้ำตาลทรายเท่านั้น

ถ้าเรารู้และเข้าใจว่า “ปริมาณ” ที่ใส่หรือมีอยู่ในอาหารมีอยู่แค่ไหน  เราจะรู้ได้ทันทีว่า คำว่า “เพื่อสุขภาพ” ที่มีการอ้างถึงนั้น ปลอดภัยมากพอสำหรับสุขภาพของเราหรือไม่

ในการใช้เครื่องปรุงรสประเภทที่ให้ความเค็ม ที่มีโซเดียมก็ใช้หลักการเดียวกัน รสเค็ม ไม่ว่าจะมาจากการปรุงด้วยเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ เต้าเจี้ยว ซอสต่างๆ ฯลฯ “ปริมาณ” คือ เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่า แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับสุขภาพและร่างกายของเรา

โดยทั่วไปแล้ว  ใน 1 วัน เราควรกินโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

การกินโซเดียมในปริมาณที่มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาหนึ่ง จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และนำไปสู่โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ตีบ ตัน แตก และตายได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า 2,000 มิลลิกรัมคือแค่ไหน?

การอ่านฉลากโภชนาการ การหาข้อมูลโภชนาการ เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และจดจำ

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ เครื่องปรุงรส ในการปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เรารู้ว่า ในแต่ละมื้ออาหารนั้น เรากินโซเดียมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ การใช้เครื่องปรุงรสในช่วงแรกก็จะยากหน่อย เพราะเราไม่คุ้นชิน แต่ถ้าเราได้เริ่มต้น และชั่ง ตวง วัด ทุกมื้อ ใช้เวลาไม่นานเราก็จะคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการดูแลสุขภาพของตัวเอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

หากใครยังไม่คุ้นชินกับรสชาติของการลดปริมาณเครื่องปรุงแบบเดิม ในวันนี้ลักข์มีเครื่องปรุงใหม่มานำเสนอ เป็นเครื่องปรุงรสที่ลักข์สามารถตอบคำถามเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วได้แล้วว่า มีเครื่องปรุงรสอาหารที่โซเดียมและไม่เติมโพแทสเซียมแล้ว โดยมีลักข์เป็นเจ้าของแบรนด์เอง

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำจากหัวใจ ให้เป็นเครื่องปรุงรสที่มีความหอมและอร่อย และปลอดภัยสำหรับชีวิตของคนที่เรารัก ที่มีข้อจำกัดในการกินอาหารอยู่มากมาย

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำด้วยความรัก ที่ต้องการให้คนที่มีโรครู้ว่ามีคนที่ปรารถนาอยากให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขกับการมีชีวิต แม้จะเป็นโรค แม้จะมีโรค แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนป่วย

เครื่องปรุงรสนี้ทำมาจากหอยเป๋าฮื้อ ที่สามารถมาช่วยเติมเต็มรสชาติให้อร่อย เป็นเครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมน้อย โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ #หอยเป๋าฮื้อ มาผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติ จนกระทั่งได้ #สีน้ำตาลทอง และ #กลิ่นหอม จึงนำมาสกัดออกมาเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องปรุงรสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม มีกลิ่นหอมมาก แต่มีปริมาณน้ำตาล และโซเดียมน้อย และปราศจากไขมัน
.
เพราะ ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์ ทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุด
.
หอยเป๋าฮื้อ 40%
ไม่ใช้ MSG (โมโนโซเดียมกลูตาเมท)
ไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์
โซเดียม 210 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไม่เติมโพแทสเซียม
มีน้ำตาลน้อยกว่า 1 กรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไขมัน 0%

Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

สนใจสอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่
Line : @abaliciousbyluck

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการเปิดโอกาสให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจารย์ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานวันเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารภูมิสิริ โดยปีนี้ได้มีการชวนบริษัทที่มีนวัตกรรมการวัดค่าระดับน้ำตาลแบบใหม่คือ ตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมงมาแสดงในงานด้วย เครื่องนี้จะที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กติดไว้กับตัวตลอดเวลา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณให้ตรงกับอุปกรณ์ก็สามารถรู้ค่าระดับน้ำตาลของตัวเองได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเลย

และอาจารย์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมให้ไปค่ายเบาหวานที่ทางชมรมฯ ไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยค่ายเบาหวานครั้งที่ 13 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองแล้ว อาจารย์จะให้บริษัทที่นำเข้าเครื่องวัดระดับน้ำตาล 24 ชั่วโมงมาให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้ในระหว่างที่อยู่ที่ค่ายในครั้งนี้ด้วย

ช่วงถาม-ตอบ

สมาชิกถาม : ได้รับการเปลี่ยนอินซูลิน อยากทราบเหตุผลที่ถูกเปลี่ยนแปลง และวิธีการใช้ของอินซูลินตัวใหม่?

อาจารย์ตอบ : เนื่องจากอินซูลินตัวที่สมาชิกเคยใช้ พบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดอาการน้ำตาลต่ำได้ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาไม่ควรทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำ และการออกฤทธิ์ของยามีระยะเวลายาวกว่าที่ควร ทำให้บริษัทยาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของยาตัวเก่า และผลิตตัวใหม่ออกมา จึงเป็นเหตุผลที่คุณหมอต้องเปลี่ยน สำหรับวิธีการใช้งานคือ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องเวลาในการฉีด และปริมาณที่ต้องฉีด

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

สมาชิกถาม : อยากทราบอาการเมื่อเวลาน้ำตาลต่ำ และอาการน้ำตาลสูงมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ตอบ :  เวลาที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็จะมีอาการรู้สึกหิว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลบ่อยๆ จนร่างกายคุ้นชินก็อาจจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่มีอาการก็ได้ ส่วนอาการของระดับน้ำตาลสูงได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว แต่ไม่ว่าจะมีอาการอย่างไร อาจารย์อยากให้เจาะเลือดตรวจด้วย อย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 167 เดือนกันยายน 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : มะเร็งตับ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฎาคม 2561 รศ. นพ.บุญชู  ศิริจินดากุล

เรื่อง     “มะเร็งตับ”

การบรรยายครั้งนี้อาจารย์มาพูดเรื่องมะเร็งตับ โดยจะเน้นสาเหตุของมะเร็งตับที่มาจากความอ้วน เพราะมะเร็งตับมีหลายแบบ

ในตับของคนเรามีทั้งเซลตับ เซลเส้นเลือด เซลท่อน้ำดี และเซลอื่นๆ อีกเป็นจนวนมาก การที่ตับของเรามีหลายๆ เซลล์นี้ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ทั้งหมด

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารในกระบวนการของร่างกาย และรับเลือดทั้งหมดมาทางระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ม้าม ตับอ่อน ดังนั้นมะเร็งในช่องท้องเองก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ ทะเร็งเต้านม มะเร็งปอดก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ เพราะฉะนั้นมะเร็งที่พบมากที่สุดที่ตับคือ มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่ตับ ซึ่งเรียกว่ามะเร็งทุติยภูมิคือเป็นการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่เซลตับ

ในวันนี้อาจารย์จะเน้นบรรยายเกี่ยวกับมะเร็งตับ ที่เกิดจากเซลตับเอง ที่เรียกว่ามะเร็งปฐมภูมิ  ตับคนเรากว่าที่จะเป็นมะเร็งได้ต้องมีภาวะตับแข็ง ตับแข็งไม่ใช่เนื้อของตับแข็ง แต่ตับแข็งในทางการแพทย์คือ การมีอาการบาดเจ็บที่ตับจนกระทั่งกระบวนการทางร่างกายมีการซ่อมแซมที่ตัวตับ จนเนื้อตับกลายเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังคางคกและภาวะตับแข็งนี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็งตับ

ตับ

ตับอยู่ตรงไหนในร่างกาย? ตับอยู่ตรงชายโครงด้านขวาด้านบนใต้ราวนมของเราลงมา ด้านขวาของเราเป็นตับ ด้านซ้ายจะเป็นกระเพาะอาหาร สภาพตับของคนเราก็เหมือนตับหมู ควรมีสีชมพูแดง และมีผิวที่เรียบ ขอบคมเป็นสภาพตับที่มีคุณภาพดี

สมาชิกชมรมเบาหวานที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ หากท่านใดมีอาการจุก เสียด แน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวา ไปหาหมอแล้วถ้าหากหมอไม่ตรวจโดยละเอียด แล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอาจารย์แนะนำให้เปลี่ยนหมอเพราะวัยนี้เป็นโรคกรเพาะยากแล้ว  แต่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งตับได้ หากไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ถึงขั้นมีอาการตาเหลืองก็เป็นหนักมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

  1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี คนเชื้อสายจีนติดเชื้อไวรัสบีสูงที่สุดในโลก คนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นจะเป็นเชื้อไวรัสซี
  2. คนอ้วน คนตัวเล็กพุงป่องมีไขมันในช่องท้องเยอะ หากก้มมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตัวเองจัดว่าอ้วน และคนที่เป็นเบาหวานในชนิดที่ใช้ยากิน
  3. กินเชื้อรา Aflatoxin ที่พบมากในพริกป่น ถั่วลิสง ซึ่งต้องกินเป็นกระสอบถึงเป็น
  4. โรคทางพันธุกรรม Alpha 1-antitrypsin ที่พบได้น้อยในเมืองไทย
  5. การดื่มสุรา จนตับพังเป็นตับแข็ง

อุบัติการณ์ของความอ้วน ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาทุพโภชนาการที่พบมากที่สุดในโลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลกในปี 2557 พบว่าร้อยละ 39 ของผู้ใหญ่ในโลกนี้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคของระบบต่างๆ มากมาย ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ(นอนกรน) คนอ้วนจะหลับง่ายแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเนื่องจากการนอนกรนทำให้สมองขาดอากาศ มีออกซิเจนในสมองต่ำ ตื่นมาจะมึนงงเวียนหัวเพราะคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ระบบทางเดินอาหาร เช่น นิ่วในถุงน้ำดี โรคกรดไหลย้อน ไขมันเกาะตับ ระบบต่อมไร้ท่อและนรีเวช เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ระบบข้อและกล้ามเนื้อ เช่น ข้อเสื่อม เก๊าท์ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เนื่องจากไขมันเช่น เต้านม มดลูก/ปากมดลูก (เหตุผลที่ผู้หญิงอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะไขมันที่เยอะๆ จะเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยที่หมดประจำเดือนแล้วทำให้เกิดการกระตุ้นเซลที่ควรจะฝ่อตามวัยแล้วมาแบ่งตัวใหม่ทำให้กลายเป็นมะเร็ง) ลำไส้ใหญ่ ตับ ไต รวมไปถึงสุขภาพจิต เช่น รู้สึกเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม ภาวะซึมเศร้าเป็นต้น

เหตุผลที่ทำให้คนอ้วนเป็นมะเร็งตับ

  1. คนอ้วนตะเกิดแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเกิดการผลิตสารที่ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
  2. คนอ้วนจะมีไขมันเยอะทำให้มีภาวะไขมันเกาะตับ จนเกิดการอักเสบของเซลตับที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ
  3. คนเป็นเบาหวานที่ไม่ควบคุมปริมาณการกินของตัวเอง แต่ใช้วิธีเพิ่มปริมาณยาแทน การกินเยอะทำให้ร่างกายต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีฤทธิ์กดให้ระดับน้ำตาลลงออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นตับให้แบ่งตัวกลายเป็นมะเร็งตับซึ่งจะใช้เวลา 10-20 ปีในการก่อให้เกิดเป็นมะเร็ง คนไข้เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งตับในอนาคตร่วมด้วย
  4. คนอ้วนจะมีภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งตับได้ด้วยเช่นกัน

ความอ้วนไม่ดี เราจึงควรช่วยรณรงค์ให้ตัวเรา สมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้าง ไม่ให้อ้วน

มะเร็งตับมีอาการอะไรบ้าง? ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ, ถ้ามีอาการ อาการไม่ค่อยจำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย, อาการของตับแข็ง, มะเร็งตับแตก คือ เนื้องอกปริ แตก เลือดออกในท้อง จะปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ต้องไปรพ.ทันที

การรักษามะเร็ง วิธีที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด เพราะจะทำให้อัตราการอยู่รอดมากกว่า 5 ปีมีมากกว่า 70% แต่ถ้าผ่าตัดไม่ได้อัตราการอยู่รอดถึง 5 ปี มีประมาณ 30% การผ่าตัดขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เกี่ยวกับอายุ อายุสูงสุดที่อาจารย์เคยผ่าตัดตับคือ อายุ 93 ปี / กินยารักษาไวรัส / ลดน้ำหนัก / เน้นอาหารโปรตีน / ยา รักษามะเร็งตับ

จริงหรือไม่ การกินเนื้อสัตว์แล้วเป็นมะเร็ง? ไม่จริง เพราะทางการแพทย์ไม่เคยตรวจพบว่าการกินเนื้อสัตว์แล้วจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่กรรมวิธีการปรุงอาหารที่เกิดไฮโดรคาร์บอน เช่น ปิ้ง ย่าง  ต่างหากที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง และเซลมะเร็งไม่กินโปรตีน เซลมะเร็งกินน้ำตาล ยิ่งกินหวาน, กินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าไหร่ต่างหากยิ่งทำให้เป็นมะเร็ง

คนสูงอายุเป็นคนที่ต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติเพราะคนวัยนี้เซลจะสลายเร็วกว่าวัยที่เด็กกว่า การที่ร่างกายจะสร้างเซลใหม่ได้ต้องมาจากโปรตีน คนปกติที่จะอยู่ดีมีสุขได้นั้นขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าจะมีอายุยืนกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย และกล้ามเนื้อก็คือโปรตีน

คนอ้วนเกิดจากการกินเกินกว่าที่เราใช้ การลดความอ้วนจึงต้องลดปริมาณอาหารที่กินเป็นสำคัญ  การออกกำลังกายในวัยนี้จึงไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่เพื่อให้หัวใจแข็งแรง ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น ต้องออกในระดับที่หนักพอ ออกให้ได้อย่างน้อย 300 นาทีต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เหมาะกับวัยของสมาชิกชมรมเบาหวานแล้ว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 166 เดือนสิงหาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

บทความเนื่องในวันเบาหวานโลก 2013 : แบ่งปันประสบการณ์

wdd2013เป็นบทความจากพี่ชายที่นับถือมากคนหนึ่ง พี่เอ๋ (Adisak Suwanpradhes) ที่ได้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์โรคเบาหวานไว้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลกด้วย เป็นบทความที่ดี ที่อยากแนะนำให้อ่านค่ะ 🙂

14 พ.ย. ของทุกปีคือ “วันเบาหวานโลก”… แล้วมันสำคัญอย่างไร..

คุณรู้หรือเปล่าว่าคนไทยอาจเป็นเบา หวานกว่า 4 ล้านคน ซึ่ง เกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้ว่าเป็น แต่พอรู้ตัว ก็เป็นโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น หัวใจหลอดเลือด เบาหวานขึ้นตา โรคไต ระบบประสาทอักเสบฯลฯ ..

แม้ว่าเบาหวานจะเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่สิ่งที่เร่งให้โรคแสดงออกเร็วขึ้นคือ การบริโภคแบบฝรั่งเช่น กาแฟเย็นแก้วโอ่ง Coke Pepsi Sprite Fanta Fast food >>> โรคอ้วน >>> ภาวะดื้ออินสุลิน >>> เบาหวานในที่สุด..

ในฐานะที่ตัวเองเป็น แล้วก็อยู่กับมันมาได้หลายปีแล้ว สามารถให้คำแนะนำได้ว่า ไม่ต้องกลัวว่าเราจะกินอะไรไม่ได้ แต่เราแค่ต้องรู้จัก เลือกกิน และรู้จักแลกเปลี่ยน…

เช่น
– อยากกิน Coke Pepsi >>> Coke Zero, Light, Pepsi MAx ก็อร่อยเหมือนกัน มันอยู่ที่ใจ
– อยากกินกาแฟ >>> ใส่ น้ำตาลเทียมแทน เช่น Equal, Slimma(อันนี้อร่อยกว่า)
– อยากกินไอศครีม >>> ก็กินแค่หายอยาก อย่างมากก้อนเดียว และกินเวลาแบบว่าอยากจริง ๆ .. ความจริงกินไอศครีมครึ่งก้อนแรกจะอร่อยสุด ที่เหลือก็งั้น ๆ แล้ว
– รู้จักเลือกกินอาหารตามหลัก 2 : 1 : 1 คือผัก : แป้ง : เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือต้องกินอาหารตามมื้อ ห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เรากินมื้อต่อไปแบบหายนะมาก
– จำไว้ว่าตอนเช้า เรากินแบบราชา กลางวันกินแบบเศรษฐี ตอนเย็นกินแบบยาจก … ข้าวเย็นต้องกิน แต่ไม่ควรเยอะ เพราะเดี๋ยวเราก็นอนแล้ว ..
– ออกกำลังกาย ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก หาเวลาได้ เพียงแค่อย่าขี้เกียจ อย่างน้อย แกว่งแขนวันละ 300 – 600 ครั้ง ก็ช่วยได้แล้ว จงทำงานบ้านเองได้เหงื่อดีนักแล..

ทุกอย่างที่พูดมา ยืนยันว่าทำได้ เพราะทำแล้วและทำอยู่ … ผลพวงคือน้ำหนักลด จากที่ไม่เคยคิดว่าจะลดได้ จาก 76 >>> 68 (7 เดือน) แต่ตั้งเป้าว่าขออีก 3 กิโล .. สู้ ๆ ..

อยากให้แชร์เป็นความรู้กันต่อ ๆ ไปนะครับ … ให้กำลังใจว่าคุมน้ำตาล ไม่ยาก อยู่ที่ใจ..

คำถาม คำตอบ ความคิดเห็น จากบทความ
มีวินัย อย่าตามใจปาก
ไม่งั้นลำบากแน่ๆ
พ่อตาผมอยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้านอีกในช่วง 2-3 ปีท้ายๆ
ไตวาย ฟอกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
ติดเชื้อในปอดทุกเดือน
เป็นแผลทีไร เรื่องยาวทุกที
เริ่มจากเบาหวานที่ตามใจปากนี่แหละครับ
สุขภาพต้องดูแลให้ดีครับ

IDDMกะnon-IDDMให้ยาต่างกันไง

IDDM เป็นตั้งแต่เด็ก ต้องพึ่งอินสุลิน ฉีดจากข้างนอกเท่านั้น เพราะร่างกายไม่ยอมผลิดเอง
non-IDDM เป็นในผู้ใหญ่ >95% ของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นแบบนี้ ร่างกายอาจจะเริ่มผลิดอินสุลินไม่พอ หรือดื้อต่ออินสุลิน(ความอ้วน) เริ่มรักษาโดยยากิน >>> กินหลายตัว >>> กิน + ฉีด >>> ฉีด อย่างเดียว

อินสุลินแบบฉ๊ด มีสี่อย่างครับ ออกฤทธิ์สั้น ออกฤทธิ์ยาวปานกลาง ออกฤทธิ์ยาว แล้วแบบสั้นกับยาวปานกลางผสมกัน