บทความเนื่องในวันเบาหวานโลก 2013 : แบ่งปันประสบการณ์

wdd2013เป็นบทความจากพี่ชายที่นับถือมากคนหนึ่ง พี่เอ๋ (Adisak Suwanpradhes) ที่ได้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์โรคเบาหวานไว้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลกด้วย เป็นบทความที่ดี ที่อยากแนะนำให้อ่านค่ะ 🙂

14 พ.ย. ของทุกปีคือ “วันเบาหวานโลก”… แล้วมันสำคัญอย่างไร..

คุณรู้หรือเปล่าว่าคนไทยอาจเป็นเบา หวานกว่า 4 ล้านคน ซึ่ง เกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้ว่าเป็น แต่พอรู้ตัว ก็เป็นโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น หัวใจหลอดเลือด เบาหวานขึ้นตา โรคไต ระบบประสาทอักเสบฯลฯ ..

แม้ว่าเบาหวานจะเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่สิ่งที่เร่งให้โรคแสดงออกเร็วขึ้นคือ การบริโภคแบบฝรั่งเช่น กาแฟเย็นแก้วโอ่ง Coke Pepsi Sprite Fanta Fast food >>> โรคอ้วน >>> ภาวะดื้ออินสุลิน >>> เบาหวานในที่สุด..

ในฐานะที่ตัวเองเป็น แล้วก็อยู่กับมันมาได้หลายปีแล้ว สามารถให้คำแนะนำได้ว่า ไม่ต้องกลัวว่าเราจะกินอะไรไม่ได้ แต่เราแค่ต้องรู้จัก เลือกกิน และรู้จักแลกเปลี่ยน…

เช่น
– อยากกิน Coke Pepsi >>> Coke Zero, Light, Pepsi MAx ก็อร่อยเหมือนกัน มันอยู่ที่ใจ
– อยากกินกาแฟ >>> ใส่ น้ำตาลเทียมแทน เช่น Equal, Slimma(อันนี้อร่อยกว่า)
– อยากกินไอศครีม >>> ก็กินแค่หายอยาก อย่างมากก้อนเดียว และกินเวลาแบบว่าอยากจริง ๆ .. ความจริงกินไอศครีมครึ่งก้อนแรกจะอร่อยสุด ที่เหลือก็งั้น ๆ แล้ว
– รู้จักเลือกกินอาหารตามหลัก 2 : 1 : 1 คือผัก : แป้ง : เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือต้องกินอาหารตามมื้อ ห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เรากินมื้อต่อไปแบบหายนะมาก
– จำไว้ว่าตอนเช้า เรากินแบบราชา กลางวันกินแบบเศรษฐี ตอนเย็นกินแบบยาจก … ข้าวเย็นต้องกิน แต่ไม่ควรเยอะ เพราะเดี๋ยวเราก็นอนแล้ว ..
– ออกกำลังกาย ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก หาเวลาได้ เพียงแค่อย่าขี้เกียจ อย่างน้อย แกว่งแขนวันละ 300 – 600 ครั้ง ก็ช่วยได้แล้ว จงทำงานบ้านเองได้เหงื่อดีนักแล..

ทุกอย่างที่พูดมา ยืนยันว่าทำได้ เพราะทำแล้วและทำอยู่ … ผลพวงคือน้ำหนักลด จากที่ไม่เคยคิดว่าจะลดได้ จาก 76 >>> 68 (7 เดือน) แต่ตั้งเป้าว่าขออีก 3 กิโล .. สู้ ๆ ..

อยากให้แชร์เป็นความรู้กันต่อ ๆ ไปนะครับ … ให้กำลังใจว่าคุมน้ำตาล ไม่ยาก อยู่ที่ใจ..

คำถาม คำตอบ ความคิดเห็น จากบทความ
มีวินัย อย่าตามใจปาก
ไม่งั้นลำบากแน่ๆ
พ่อตาผมอยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้านอีกในช่วง 2-3 ปีท้ายๆ
ไตวาย ฟอกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
ติดเชื้อในปอดทุกเดือน
เป็นแผลทีไร เรื่องยาวทุกที
เริ่มจากเบาหวานที่ตามใจปากนี่แหละครับ
สุขภาพต้องดูแลให้ดีครับ

IDDMกะnon-IDDMให้ยาต่างกันไง

IDDM เป็นตั้งแต่เด็ก ต้องพึ่งอินสุลิน ฉีดจากข้างนอกเท่านั้น เพราะร่างกายไม่ยอมผลิดเอง
non-IDDM เป็นในผู้ใหญ่ >95% ของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นแบบนี้ ร่างกายอาจจะเริ่มผลิดอินสุลินไม่พอ หรือดื้อต่ออินสุลิน(ความอ้วน) เริ่มรักษาโดยยากิน >>> กินหลายตัว >>> กิน + ฉีด >>> ฉีด อย่างเดียว

อินสุลินแบบฉ๊ด มีสี่อย่างครับ ออกฤทธิ์สั้น ออกฤทธิ์ยาวปานกลาง ออกฤทธิ์ยาว แล้วแบบสั้นกับยาวปานกลางผสมกัน

 

Advertisements

ปณิธานเบาหวานสำหรับปีใหม่

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลัย่างเข้ามา หลายคนมีปณิธานสำหรับปีใหม่ ลักข์เองก็เช่นกัน เป็นปณิธานปีใหม่ที่ตั้งใจทำมาได้หลายปีแล้ว

หลังจากที่ลักข์เป็นเบาหวานแบบเกเรอยู่นาน 10 ปี เมื่อเหลียวมองเพื่อนรอบข้างที่อยู่ในวัย 20 กว่าปีเหมือนกัน รู้สึกได้เลยว่าทุกคนมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย ลักข์เองก็ทำได้แต่รู้สึกว่าต้องใช้พลังงานมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัว เหนื่อยมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัวกว่าจะได้เห็นความสำเร็จแต่ละอย่างที่ตั้งใจทำ และที่รู้สึกมากคือหลอกตัวเองต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ต้องยอมรับความจริงว่าคนเป็นเบาหวานถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดีก็คงไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปแน่ๆ

และก่อนที่จะขึ้นปีใหม่ ลักข์ได้ตั้งปณิธานไว้ในใจตัวเองว่าจะพยายามหาทางดูแลรักษาเบาหวานของตัวเองให้ได้ ให้ดี ปีนั้นได้ไปหาหมอในวันสุดท้ายของปีพอดี 31 ธันวาคม 2540my dm resolutionแค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ลักข์ดูแลเบาหวานได้ดีอย่างที่คาดหวัง
แค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ความสำเร็จไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้อย่างที่จินตนาการเอาไว้
นอกจากคิด นอกจากความตั้งใจ ลักข์ต้องใส่พลังความมุ่งมั่นจนสุดหัวใจในการลงมือทำเลยทีเดียว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลักข์ชอบที่จะไปหาหมอในวันทำการวันสุดท้ายของปี เพื่อให้ตัวลักข์เองได้ทบทวนปณิธานที่ตั้งไว้ของต้นปี และเพื่อตั้งปณิธานใหม่สำหรับปีที่กำลังจะมาถึง และสำหรับปีนี้ลักข์ได้ไปหาหมอมาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 (ผลการตรวจอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านได้ ไม่นับว่าดีเท่าไหร่นัก) ระหว่างที่รอพบคุณหมก็เลยได้เปิดแฟ้มดูประวัติการมารักษาเบาหวานของตัวเอง ไม่เคยนับจำนวนปีที่ผ่านมาสำหรับการตั้งปณิธานเบาหวาน แต่พอได้เห็นตัวเลขปีพ.ศ.ในแฟ้ม ยังจำความรู้สึกแรกเมื่อ 15 ปีที่แล้วได้เลย ก็เลยได้มีโอกาสทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างของหลายๆ ปีที่ผ่านมา …

ในช่วงปีแรกๆ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน การควบคุมระดับน้ำตาลก็ยังเป็นไปได้ยากอย่างมากมาย จนแทบอยากที่จะถอดใจ แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบยอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามจนถึงที่สุด อีกรวมทั้งการที่ได้เจอกับประสบการณ์ตรงของโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตายิ่งทำให้รู้สึกว่า จะต้องหาวิธีดูแลเบาหวานของตัวเองให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

my DM history

ประสบการณ์ของเบาหวานขึ้นตาเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ทำให้ลักข์เกิดความรู้สึกว่า ถ้ายังมีโอกาสมองเห็น ถ้ามีโอกาสที่จะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องโรคแทรกซ้อนของเบาหวานให้กับสมาชิกใหม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ลักข์จะทำ ลักข์ไม่อยากให้คนที่เป็นเบาหวานต้องเจอกับโรคแทรกซ้อนอย่างที่ลักข์เจอเลย …. จำได้ว่าจุดดำที่เห็นลอยไปมาในตาข้างซ้าย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลายเป็นปื้นดำ และในที่สุดเหลือพื้นที่ที่มองเห็นก็เหลือเพียงนิดเดียว …. เป็นครั้งแรก(แน่นอนว่ายังเหลือตาอีกข้างที่ตามมา)กับความรู้สึกที่หวาดกลัวจนขนหัวลุกเพราะเฉียดที่จะตาบอด นอกจากกลัวจนขนหัวลุกแล้ว ยังได้เจอกับประสบการณ์การเลเซอร์ตาที่เจ็บมากกว่าการที่ต้องเจาะเลือดและฉีดอินสุลินอีกหลายร้อยพันหมื่นเท่าเลยทีเดียว

การที่ได้เป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ทำให้มีโอกาสได้เจอบุคคลากรทางการแพทย์มาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่น่ารัก และไม่น่าเชื่อว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ลักข์รักษาในรพ.รัฐมาโดยตลอด (เคยเปลี่ยนรพ.แต่ก็เป็นรพ.รัฐทั้งหมด และหมอทุกคนก็พูดตรงกันว่าลักข์เป็นเบาหวาน ดูแลควบคุมได้แต่รักษาไม่หายขาด ฮาาา) ตอนที่ตาเลือดออก ลักข์ได้รับทั้งการปฏิเสธที่จะรักษาเพราะคิวการรักษาเต็ม รวมทั้งลักข์ได้รับการรักษาอย่างทันทีแค่ขอให้มีจังหวะเครื่องที่ใช้รักษาว่าง (โดยที่คุณหมอออกรักษาทั้งที่ไม่ใช่วันออกตรวจ) และยังมีอีกหลายเหตุการณ์มากมายที่ลักข์รู้สึกว่าบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์นั้นมีปริมาณที่มากกว่าคนที่ไม่น่ารักเยอะมาก

ลักข์คิดว่า ถ้าคนไข้ทุกคนหันมาชื่นชมและขอบคุณบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ด้วยหัวใจ ด้วยความทุ่มเท จะเป็นการให้กำลังใจที่ดีสำหรับคนเหล่านี้มากกว่าการมุ่งตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่ที่ไม่น่ารัก เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องเสียเวลา เสียอารมณ์ของตัวเราเองแล้ว ยังทำให้บรรยากาศของการรักษาไม่ดีด้วย นอกจากจะขอบคุณและชื่นชมบุคคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเราอย่างดีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้บุคคลากรทางการแพทย์หายเหนื่อยได้ก็คือ การตั้งใจที่จะดูแลตัวเองให้ดี

ทุกวันนี้นอกจากลักข์จะดูแลตัวเองเพื่อตัวเองแล้ว ลักข์ยังดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้มาลักข์ต้องดูแลให้ดี รวมทั้งลักข์ดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อเป็นการตอบแทนบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ของเขาด้วยหัวใจที่ทุ่มเท

จะว่าไปหน้าที่ของการดูแลระดับน้ำตาลเป็นของคนที่เป็นเบาหวานนะ เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง คนรอบข้างเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้นเอง

ลักข์ดูแลตัวเองแบบมึนๆ อยู่หลายปี กว่าที่ลักข์จะควบคุมดูแลระดับน้ำตาลได้ด้วยความรู้ ด้วยความเข้าใจ ก็คือช่วงหลังเมษายน ปี 2546 ที่ลักข์มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายเบาหวานกับโรงพยาบาลศิริราช (อายุ 30 ปีพอดีเป๊ะ!)

การที่ได้มีโอกาสไปค่ายเบาหวานทำให้ลักข์รู้ว่าทุกตัวเลขของระดับน้ำตาลมีเหตุและผล มีที่มาที่ไปเสมอ ระดับน้ำตาลไม่มีทางที่จู่ๆ ก็สูงแบบไม่มีสาเหตุ หรือต่ำโดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อรู้หลักการและเหตุผลของที่มาที่ไปของระดับน้ำตาลทำให้ลักข์รู้ว่าลักข์จะจัดการระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ยังไง

หลังจากที่ลักข์ดูแลควบคุมรักษาระดับน้ำตาลของลักข์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้แล้ว ลักข์มีเหตุให้ต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง คือ จากอุบัติเหตุเดินลื่นหกล้มจนขาหักต้องผ่าตัดดามเหล็กเข้าไปในกระดูก (กลายเป็นมนุษย์มีเหล็กแล้ว ฮาาาา) และการตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมขนาดไม่เล็ก (ถึงแม้จะมีการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจว่าเป็นเนื้อดีไม่ใช่เนื้อร้ายแต่คุณหมอก็บอกว่าขนาดใหญ่เกินไปที่จะวางใจว่ามันจะไม่กลายพันธุ์ไปในอนคต ตัดมันออกไปมั่นใจกว่ากันเยอะ)
My DM history01เสียงเล่าลือเล่าอ้างมาเป็นเวลานานว่าเป็นเบาหวานแล้วผ่าตัดไม่ได้!? หรือผ่าตัดแล้วจะเป็นอันตรายมาก!? ลักข์เถียงขาดใจเลยว่าหากมีเหตุจำเป็นการผ่าตัดสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่จะไม่ปลอดภัยสำหรับคนเป็นเบาหวานที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงอยู่ตลอดเวลา (คำเล่าลือเล่าอ้างคงมาจากคนที่ไม่ดูแลตัวเองแล้วไม่โทษตัวเองแต่โทษว่าเป็นเพราะโรคเบาหวานแน่เลย ว่ามั้ย?) ผลการผ่าตัดของลักข์ดีทั้ง 2 ครั้งแผลสวย หายแห้งสนิทภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยที่นอนพักหลังผ่าตัดแค่คืนเดียวเอง

จะว่าไปตั้งแต่ลักข์ตั้งปณิธานเบาหวานก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานกับลักข์นั้นดีขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ทุกมิตรภาพที่เกิดเพราะโรคเบาหวานนั้นล้วนเป็นเรื่องดีในชีวิตทั้งสิ้น (ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องดี แต่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนดี)

เพราะนอกจากลักข์จะมีความรู้ในการดูแลตัวเองได้แล้ว ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลักข์มีโอกาสได้แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์กับเพื่อนร่วมโรค และได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างแก่เพื่อนร่วมโรคในหลายวาระและหลากโอกาสมาโดยตลอด
Slide1 และที่สำคญที่สุดความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ลักข์สามารถต่อยอดความรู้เพื่อนำมาดูแลคุณแม่ที่เป็นโรคไตในระยะสุดท้ายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ปณิธานที่ลักข์ได้ตั้งไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ลักข์ตั้งใจและคาดหวังไว้ให้ตัวเองจะมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้เป็นอย่างดีและมีความสุข …. วันนี้ลักข์มาไกลกว่าที่คาดหวังไว้มาก ลักข์เป็นที่พึ่ง ลักข์ได้เป็นกำลังใจให้กับหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน … คงจะดีไม่ใช่น้อย ถ้าหากคนเป็นเบาหวานทุกคนมีความรู้มากพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้ ให้ดี ตะได้ไม่มีใครต้องเป็นทุกข์จากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานเลย

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก (ตอนเป็นโรคเดียวก็ฟุมฟายว่ายาก จนกระทั่งได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นเบาหวานและเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย โรคเบาหวานนี่กลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย)

การดูแลโรคเรื้อรังสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือหลักความรู้ที่ถูกต้อง (และต้องมีสติให้มาก ไม่หลงเชื่อทั้งคนและโฆษณาเกี่ยวกับอาหารเสริมทุกประเภทที่จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลดีขึ้น หรือทำให้ไตดีขึ้นอย่างเด็ดขาด ลักข์นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ตีลังกายันเลยว่าหลอกลวง 100% เพราะถูกหลอกมาครบทุกชนิด ทุกเชื้อชาติ ทุกสัญชาติแล้วฮาาาา อ้อ รวมทั้งยาผีบอกที่ข้ามภพข้ามชาติก็เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้นนะเออ)

อ้อ ความรู้จะมีประโยชน์กับชีวิตของเราก็ต่อเมื่อเราลงมือทำด้วย และต้องทำด้วยความมุ่งมั่นจริงจังด้วย ไม่ใช่รู้แต่หลักการ ท่องวิธีการได้แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องของความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด โทษว่าเป็นเพราะความร้ายกาจของโรคแต่ลืมว่าความผิดเกิดขึ้นจากตัวเอง ว่าแต่ดูแลโรคแล้วก็ต้องรักษาสมดุลการมีชีวิตอยู่บนโลกให้ได้ด้วยถึงจะเรียกว่าดูแลตัวเองได้ดี เพราะหลายคนใช้วิธีกลายร่างตัวเองเป็นหุ่นยนต์เสียจนขาดชีวิตที่สดใสของความเป็นมนุษย์ไป

หลังจากลักข์ได้ทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ กับปณิธานในปีเก่าๆ ที่ผ่านมา และภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาของวันใหม่ ปีใหม่แล้ว ปณิธานเบาหวานยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลักข์เหมือนเคยในปีหน้า เพราะลักข์เชื่อว่าเมื่อลักข์สามารถดูแลตัวเองให้ดีได้ ลักข์ก็จะมีแรงและกำลังในการดูแลคนอื่น รวมถึงดูแลหน้าที่การงาน และดูแลเรื่องราวอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตลักข์ได้ด้วย (แต่จะทำได้ดีแค่ไหนก็แล้วแต่เหตุปัจจัยและจังหวะเวลาที่เข้ามานะ ฮาา)

ลักข์ขอพรปีใหม่ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี และดูแลสุขภาพให้ดีตลอดปี 2013 นะ สวัสดีปีใหม่ 2013 ค่ะ

เหตุผลสำคัญที่คนเป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง (1)

อาจจะไม่ใช่เรื่องดีในชีวิตที่ต้องเป็็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน กว่าที่ลักข์จะเข้าใจโรคเบาหวาน จนสามารถยอมรับโรคเบาหวานว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยังเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตที่ลักข์ต้องให้ความสำคัญก็ใช้เวลากว่า 20 ปี นานจนแทบจะเรียกว่านานเกินไป แต่ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะลักข์มีวันนี้แล้ว

หวังว่าหลายคนจะโชคดีในเรื่องของการใช้เวลาในการเรียนรู้ และ เข้าใจโรคเบาหวาน

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ถูกตัดขา

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ตาบอด

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องตัดอาหารที่ชอบไปจากชีวิต แต่ต้องรู้จักลดปริมาณที่กินในแต่ละครั้ง

คนเป็นเบาหวาน ที่ต้องฉีดอินสุลิน ไม่ใช่เพราะอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต

โรคเบาหวานไม่ใช่โรคอันตรายที่รักษาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากมีการค้นพบอินสุลิน และมีการใช้ในคนเมื่อ 90 ปีก่อน

ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคที่ทำการรักษาไม่ให้เสียชีวิตได้ เพราะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่า โรคเบากวานเกิดจากตับอ่อนเสื่อมไปตามสภาพไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีดั่งเดิม (ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็เสื่อมสภาพเร็วเกินไป)  ดังนั้นถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะรักษาได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (ภาษาหมอเรียกว่าโรคเรื้อรัง)

การรักษาโรคเบาหวานจึงไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอที่จะให้ยาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นเบาหวานที่อยู่กับโรคนี้ตลอด 24/7 (ยี่สิบสี่ชม. เจ็ดวันต่อสัปดาห์) ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการกินยา/ฉีดยาทุกวัน (ตามคำแนะนำของหมอ)  กินอาหารที่พอเหมาะพอดีกับที่ร่างกายต้องการ (ตามคำแนะนำของนักโภชนาการที่คำนวณให้)  ออกกำลังกาย/เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ (ตามหลักการคือ 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีต่อเนื่อง) และเราสามารถพิสูจน์การรักษาสมดุลระหว่างยา อาหาร และการออกกำลัง ได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง … ง่ายๆ แค่นี้แหละการดูแลตัวเองของคนเป็นเบาหวาน แต่ …..

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ  ก็ต้องใช้เวลาประมาณนึง

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ ก็ต้องมีความรู้

การจะดูแลโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นด้วยความรู้ ความเข้าใจได้นั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น

อาจจะไม่สนุกที่การกินต้องถูกจำกัดปริมาณ

อาจจะไม่สนุึกที่ต้องเจาะเลือดก่อนกินอาหาร และหลังกินอาหาร

อาจจะไม่สนุกที่ต้องเจาะเลือดก่อนออกกำลัง และหลังออกกำลัง

การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเพื่ออยู่กับเบาหวานให้ได้ในช่วงแรกนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องสนุก และไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดาย แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองมาได้ โดยมีเหตุผลสำคัญที่จะทำก็คือ เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่สมบุรณ์แข็งแรงไปตลอด  และเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่กับเบาหวานด้วยความสุขได้ตลอดไป

พรุ่งนี้ก็วันตรุษจีนแล้ว มาตั้งปณิธานดูแลตัวเอง เพื่อต้านภัยจากโรคเบาหวานกันเถอะ อย่าไปจมอยู่กับความเศร้าว่าเราเกิดมาแล้วเป็นโรคเบาหวานเลย

ปล. ที่เมืองนอกเค้ามีแคมเปญดูแลเบาหวานของตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อด้วย ชอบๆๆ

หมอที่ดีที่สุด อาวุธที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

หมอรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร หมอรักษาเบาหวานที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ในระดับโลกคือใครหนอ แล้วหมอรักษาด้วยวิธีไหนจึงมีชื่อเสียงว่ารักษาเบาหวานได้ดีที่สุด?

ตลอดระยะเวลาการเป็นเบาหวานมานานนับสิบๆปี ทำให้มีโอกาสเจอคุณหมอในหลากหลายรูปแบบ ล้วนแล้วแต่เป็นที่เล่าขานกันปากต่อปากว่าเก่งเหลือหลาย ดีเหลือเกิน ซึ่งหลังจากที่ไปพบก็ต้องยอมรับว่าหมอที่ได้พบเจอ มีอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น คือ

1 คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง ดูแลคนไข้ด้วยความเอาใจใส่ และรู้ว่าคนไข้ที่มาหาหมอนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์กาย และอาจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ในหัวใจมามาย การได้พบหมอที่ทำหน้าที่จากหัวใจที่งดงามอ่อนโยน โดยได้แสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำจนเราสามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจที่งดงามนั้นได้ (จนอดไม่ได้ที่มักจะจินตนาการว่า คุณหมอมีวงแหวนเทวดาและปีกสีขาวแอบซ่อนเอาไว้ไม่ให้เราเห็น) นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากในชีวิตอย่างหนึ่งที่ได้พบเจอหมอประเภทนี้

2.คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง แต่ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนไข้ด้วยความอ่อนโยน เวลาเจอหมอแบบนี้ ก็เข้าใจได้ว่าหมอคงเคยเป็นคนอ่อนโยนมาก่อน แต่เพราะผู้ป่วยคงไม่เข้าใจว่าโรคบางโรคนั้นรุนแรงจำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวดจริงจัง หมอจึงต้องแสดงอากัปกริยาท่าทางที่ดุดันเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เพราะหมอต้องดูแลผู้ป่วยในปริมาณมากมาย จนเกิดเป็นความชาชิน จนหัวใจที่อ่อนโยนหมดไปจากหัวใจ และถูกแทนที่ด้วยหัวใจซาตานโดยไม่รู้ตัว ทำให้คำพูดและการกระทำดูกร้านเสียจนอยากจะหันไปถามหลือเกินว่า คุณหมอแค่ลืมตัวไปชั่วขณะ หรือเพราะหัวใจคุณหมอด้านชาต่อความทุกข์ของคนป่วยไปแล้ว

3. แบบสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ พวกที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริง แต่สามารถรักษาเบาหวานได้อย่างมั่วและชุ่ย เพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ยกตัวว่าเป็นผู้รู้ดี อาจจะถึงขั้นยกระดับแทนตัวเองว่าเป็นหมอ (หมอแมะ หมอสมุนไพร หมอกดจุด หมอฝังเข็ม หมอยา ฯลฯ) จ่ายอะไรมากินก็ไม่รู้  ที่อาจจะเรียกว่าสมุนไพรบ้าง อาหารเสริมบำรุงบ้าง ของจากธรรมชาติบ้าง ซึ่งการันตีว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (แต่ปลอดภัยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) สิ่งที่ให้เรากินนั้นอาจจะกลายเป็นยาพิษก็เป็นไปได้ ผู้ไม่รู้จริงเกี่ยวกับโรคเบาหวานเหล่านี้ ไม่ว่าเป็นแบบพอจะมีความรู้อยู่บ้าง หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเลย (ซึ่งมักจะมีบุคคลิกภายนอกน่าเชื่อถือ พูดจาดี มีความมั่นใจว่าสามารถทำให้โรคเบาหวานดีขึ้นได้ ทำให้หายได้) เป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นสุภาพบุรุษ/สุภาพสตรีที่มาในคราบที่มีหัวใจเป็นซาตาน จากคำพูดหวานรื่นหู พูดให้เราหลงเชื่อ ล้วนเป็นคำพูดอาบยาพิษ ไปถึงของกินของใช้ที่สามารถคร่าชีวิตและสุขภาพของเรา รวมถึงทำให้เงินในกระเป๋าของเราบาดเจ็บสาหัสได้ โดยที่เราก็ยังเป็นโรคเบาหวานอยู่เหมือนเดิม อาจจะหนักขึ้นกว่าเดิมที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนที่เป็นเบาหวานอาจจะสูญเสียเงินทอง เวลา และอวัยวะไปกับคนกลุ่มนี้มากที่สุด และก็เป็นการสูญเสียที่สูญเปล่ามากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้เลยว่าโรคเบาหวานที่จริงแล้วคือโรคอะไร แล้วเขาจะรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบาหวานให้ดีได้อย่างไร ทำให้สิ่งที่เขานำเสนอจึงไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของคนเป็นเบาหวานเลย (แอบตั้งคำถามในใจว่า ทำไมยังมีคนหลงเชื่อกลุ่มคนเหล่านี้อยู่มากที่สุด ก็พอจะได้คำตอบว่าเพราะความไม่รู้ ไม่มีข้อมูลของโรคที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากถูกหลอกลวงได้ง่าย และเพราะความหวังเพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ทั้งที่จริงแล้วต้องแลกด้วยเวลา เงินทอง และสุขภาพ)

เมื่อผู้คนมีหลากหลายประเภท หมอเองก็มีทั้งที่ดี ที่น่าเคารพ ยกย่อง ศรัทธา และ มีทั้งที่ไม่น่าคบหา แล้วคนที่เป็นเบาหวานควรเชื่อใคร และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคุณหมอที่ดีจริงๆ

ลักข์เคยถูกตั้งคำถามจากคุณหมอที่ทำการรักษาว่า รู้ไหมว่าระดับน้ำตาลของตัวเอง ณ เวลานี้คือเท่าไหร่? ถ้าเดาถูก หมอให้แสนนึงเลย โอวววววววว เงินแสน! เจาะเลือดที่ปลายนิ้วกันสดๆ รู้ผลภายใน 5 วินาที พร้อมกับการชวดเงินแสนภายในเสี้ยววินาทีที่ตัวเลขปรากฏ แต่การสูญเงินแสนในครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับคือ  การได้รู้จักกับอาวุธที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการดูแลรักษาเบาหวาน และการได้รู้จักกับหมอเบาหวานที่ดีที่สุดในชีวิต!

คุณหมอตั้งคำถามต่อไปว่า รู้ไหมอาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลโรคเบาหวานคืออะไร?

เครื่องเจาะเลือด … ผิด

การออกกำลังกาย … ผิด

ยากิน/ยาฉีดอินสุลิน … ผิด

ตัวเอง … ผิด

ยอมค่ะ … “ความรู้” คือ อาวุธ/เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่เคยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาล จะมีประโยชน์อะไร

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า ทำไมน้ำตาลถึงสูง (เพราะกินเยอะ เพราะลืมกินยา เพราะเมนส์มา เพราะเครียด หรือเพราะอะไร) และไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมระดับน้ำตาลถึงต่ำ (เพราะออกกำลังกายมากกว่าปกติ กินอาหารน้อยกว่าปกติ กินยาฉีดยาแล้วแต่ยังไม่ได้กินข้าว หรือเพราะอะไร)  ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อเวลานำผลเลือดไปให้คุณหมอช่วยดู ช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม  แต่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อคนที่เป็นเบาหวานมีความรู้ เมื่อเจาะเลือดแล้วสามารถตอบได้ถึงที่มาของผลระดับน้ำตาลที่ได้

“ความรู้” อย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และ การลงมือปฏิบัติตามความรู้นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุขและไม่มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นในอนาคต

เวลาที่เราพบกับคุณหมอ (ทั้งแบบที่ที่แอบเก็บวงแหวนและปีกเทวดาไว้ไม่ให้เราเห็น หรือแบบที่แอบมีเขี้ยวงอกดูน่ากลัว ด้วยจุดมุ่งหมายให้เราดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด) ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริงๆ คุณหมอเหล่านี้จะไม่จ่ายให้เฉพาะยาเพื่อรักษาเบาหวานตามอาการให้เท่านั้น แต่จะเน้นให้ความรู้ บอกวิธีการดูแลตัวเอง ติดตามผลโดยดูจากผลเลือดที่เราเจาะเลือดแล้วจดบันทึกไว้ โดยคุณหมอจะนำมาวิเคราะห์กับผลเลือดที่เจาะที่รพ. เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง และนัดมาติดตามผลเสมอๆ

คุณหมอยังมีการตั้งคำถามต่อไป แล้วรู้หรือเปล่าว่า หมอเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร?

หมอไง (บางทีแอบเห็นวงแหวนเทวดาและปีกที่หลังหมอด้วย! ฮ่าา) …. ผิด หมอเฉลยเลยดีกว่าว่าหมอเบาหวานที่ดีที่สุด คือ ตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง

เมื่อลักข์เดินออกไปจากห้องตรวจ ลักข์ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของลักข์เองแล้ว เบาหวานจะอยู่กับลักข์ตลอด 24 ชม. อยู่ด้วยตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี ก็มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นแหละ ที่อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลา 24 ชม. เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ที่อยู่กับเราทุกนาที ทุกชม. และทุกวัน

หมอเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่ให้คำแนะนำ ตามความรู้ที่หมอมี หมอแนะนำได้ว่าลักข์ควรใช้ยาอะไร ปรับยาอย่างไร นักโภชนาการสามารถแนะนำได้ว่าควรทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหน พยาบาลสามารถแนะนำวิธีดูแลตัวเองได้ เภสัชกรสามารถแนะนำเกี่ยวกับยาได้ นักกายภาพสามารถแนะนำเรื่องการออกกำลังกายได้ เครื่องเจาะเลือดสามารถช่วยให้รู้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ insulin pump ทำให้การฉีดอินสุลินใกล้เคียงตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย หรือแม้กระทั่ง app ใน smart phone สามารถทำให้ข้อมูลหลายอย่างถูกจัดการได้สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นเบาหวานในยุคปัจจุบัน มีสิ่งรองรับมากมาย เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์หากคนที่เป็นโรคเบาหวานไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่

เมื่อเรียนรู้จักโรคของตัวเอง และรู้วิธีการดูแลตัวเองแล้ว เราก็จะเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด เพราะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กินอะไร ออกกำลังกายหรือเปล่า กินยาฉีดยาตรงเวลาไหม กินสิ่งแปลกปลอมที่ไปถูกหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า คนที่เป็นโรคเบาหวานจึงนับเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

คนที่เป็นโรคเบาหวานมีทางเลือกเสมอ ว่าจะเป็นหมอเทวดาให้กับตัวเองเพื่อให้ชีวิตตัวเองมีความสุข มีความสดใสอยู่กับโรคเบาหวานไปตลอดชีวิต หรือจะเป็นหมอซาตานที่หยิบยื่นความทุกข์ทรมานให้กับตัวเองไปจนสิ้นอายุขัย

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ดีจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง การไม่ดูแลก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเช่นกัน

ลักข์จึงอยากชักชวนให้คนที่เป็นโรคเบาหวานหันมาดูแลใส่ใจในโรคเบาหวานของตัวเองด้วยการหาความรู้และลงมือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่ออนาคตของตัวเอง

โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆนะ  แต่ก็มีคนเป็นกันจำนวนมากมาย

ยิ่งการดูแลโรคเบาหวานให้ดี ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน ขอเพียงแค่มีความรู้และลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังก็เท่านั้นเอง

ถึงแม้ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจมาก่อนว่า คนเป็นเบาหวานมานานโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่มีอายุยืนที่สุดอายุเท่าไหร่ แต่ก็มีข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนที่เป็นเบาหวานมานานที่สุดโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย คือ Mr.Bob Krause ซึ่งขณะนี้อายุ 90 ปีเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่าคุณลุงเป็นเบาหวานมาแล้ว 85 ปี  เคล็ดลับของคุณลุงก็คือ ความรู้ และ ใช้หมอที่ดีที่สุดดูแล (ในระยะแรกที่เป็นหมอที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ แต่คุณแม่ก็สอนให้คุณลุง Bob ดูแลตัวเองได้ในที่สุด)

รู้เคล็ดลับสำคัญแล้ว  มาเริ่มต้นดูแลตัวเองกันให้ดีนตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของเราสดใสและสุขกว่าเมื่อวันวานที่ผ่านมา

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ

เมื่อลูกเป็นเบาหวาน เมื่อพ่อเป็นโรคไต

เราจะต้องยอมแพ้โรคไตเหรอคะ? …. อาจจะไม่ใช่คำถามที่จริงจังของคุณ Weeya แต่ก็ทำให้ลักข์ต้องคิดต่อ

พ่อหนูก็ยังดื้้อ ทานนู่นทานนี่ไม่ระวัง ไม่รู้จะหาวิธีพูดยังไงให้พ่อยอมฟัง … คุณ Aoy อาจจะไม่ต้องการคำตอบ แต่ก็ทำใ้ห้ลักข์ต้องคิดถึงคำตอบของคำถามนี้

น้องจะเติบโตได้อย่างเป็นปกติไหม มีอายุยืนไหม มีเรื่องอะไรบ้างที่ควรระวัง น้องพูดเป็นประจำว่าทำไมเขาถึงโชคร้ายแบบนี้  … คุณแม่ของน้องวัย 7 ขวบที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นเบาหวาน สอบถามมา

สิ่งที่ลักข์ได้ตอบคุณแม่ของน้องไปคือ น้องจะเติบโตได้อย่างเป็นปกติ สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างยืนยาวได้ แต่จะจะยืนยาวอย่างปลอดภัยหรือเปล่านั้น ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาโรคเบาหวานว่าทำได้ดีแค่ไหน เพราะเรื่องที่ควรระวังสำหรับโรคเบาหวานคือ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนเป็นโรคเบาหวานไม่ดูแลระดับน้ำตาลให้ดี

การปล่อยให้ไฮโป … หากหมดสติไม่รู้ตัวแก้ไขไม่ทันก็เสียชีวิตได้อย่างฉับพลันทันที

การปล่อยให้ไฮเปอ … กว่าจะเห็นผลว่าไฮเปอเป็นเรื่องอันตราย ก็ต่อเมื่อต้องสูญเสียอวัยวะภายในของร่างกายแล้ว อาจจะมีอยู่บ้างที่ระดับน้ำตาลขึ้นสูงจนร่างกายน็อคต้องนำส่งรพ.ทันที แต่ส่วนใหญ่แล้วจะค่อยเป็นค่อยไป เส้นเลือดภายในถูกทำลายลงไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้อีกที ไตวายเสียแล้ว ตาบอดเสียแล้ว หรือเป็นโรคหัวใจเสียแล้ว

ได้แนะนำให้คุณแม่พาลูกไปรพ.รัฐ อาจจะต้องใช้เวลารอหมอนาน อาจจะต้องเสียเวลาไปทั้งวันกับการไปหาหมอแต่ละครั้ง แต่สิ่งที่จะได้พบคือ การได้รู้จักกับเพื่อนร่วมโรค ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเด็กถึงต้องเป็นเบาหวาน ทำไมเบต้าเซลล์ในตับอ่อนของเด็กถึง เกิดอาการไม่สามารถทำงานตามหน้าที่หลั่งอินสุลินตามปกติได้ ลักข์หาคำตอบมานานก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นเรา เพียงแต่ ณ ปัจจุบันพอจะเข้าใจได้แล้วว่า เกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องเป็นเบาหวานตั้งแต่เด็ก มีน้องเล็กกว่าเราอีก เขาเป็นตั้งแต่เกิดมาไม่กี่วัน ไม่กี่เดือนแล้ว การได้พบกับเพื่อนร่วมโรค ก็อาจจะทำให้น้องในวัย 7 ขวบรู้ว่า ไม่ใช่มีเขาคนเดียวที่เป็น ยังมีเพื่อนร่วมโรคจำนวนมากมายบนโลกใบนี้   น้องไม่ได้โดดเดี่ยวเลย

บอกคุณแม่ว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ที่สำคัญอย่ายอมแพ้โรคเบาหวาน จนทำให้ต้องเกิิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้นมา

คนที่เป็นโรคเบาหวาน แล้วไม่ได้ดูแลตัวเอง จนเกิดโรคแทรกซ้อน …. ก็เท่ากับว่ายอมแพ้โรคเบาหวานเสียแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อต้องเป็นโรคไต เราจะอยู่กับโรคที่เพิ่มขึ้นมานี้อย่างไรดี

แน่นอนว่า เมื่อเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่การคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องตายแล้วไม่ทำอะไร ก็ดูเหมือนว่าน่าเสียดายที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ ในโลกยุคปัจจุบันที่ความรู้ is in the air แค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส โลกไร้สายก็สามารถนำความรู้มาส่งถึงตรงหน้า

การดูแลผู้ป่วยโรคไต ต้องใช้ทั้งความรู้ และกำลังใจที่มากมายพอดู

อ้อ … ความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริง เชื่อถือได้ พิสูจน์ได้ด้วยนะ พวกข้อมูลลับๆ ล่อๆ กินแล้วไม่กล้าบอกหมอ ขออย่าได้ไปลอง ข้อมูลประเภทเป็นความคิดเห็น ลอกๆ ต่อกันมาโดยไม่มีใครพิสูจน์ เขาว่าดี ฉันก็บอกว่าดี เธอลองทำสิ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก สมุนไำพรทั้งนั้น (แต่หากไตเธอวาย หรือ เธอตายขึ้นมา ฉันไม่เกี่ยวนะ เพราะเธอเอาเข้าปากของเธอเอง …  ความจริงที่ไม่มีใครเคยพูดให้ได้ยิน เป็นเพียงความจริงในความรู้สึกนึกคิดของลักข์คนเดียว)  เพราะข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ต  มีทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้ หากเรียนรู้ และค้นคว้าสักนิด สิ่งที่จะได้จากโลกอินเตอร์เน็ตก็มีค่ามากมายมหาศาล

ความรู้ที่หาได้ง่ายมากขึ้น หากยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว โลกนี้เปลี่ยนแปลงด้วยอินเตอร์เน็ต ใครๆ ก็สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากโลกอินเตอร์เน็ตได้ และความรู้ที่มีการเผยแพร่จากบุคคลากรทางการแพทย์ที่มากขึ้น … เรื่องความรู้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขอเพียงให้เรามีความตั้งใจกันจริงก็พอ

ส่วนเรื่องกำลังใจนั้น ต้องพยายามกันหน่อยล่ะ

อาจจะเพราะช่วงนี้ลักข์อยู่ในโหมดเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน ทำให้มองเห็นความรักที่มากมายมหาศาล ความรักที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาแต่ต้องสัมผัสจากหัวใจ ความรักที่ถูกถ่ายทอดแล้วก็ยังโอบล้อมรอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา

ลูกจ๋า อย่าร้อง ลูกไม่เข้าใจ ลูกไม่เชื่อฟัง ลูกจะร้องไห้โยเย ลูกจะร้องไห้งอแง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำ คืออุ้มลูกน้อยขึ้นมาป้อนนม พูดปลอบประโลมใจ โอบกอดเอาไว้และสัญญาว่าจะคอยดูแล …. ตอนเราเกิดมาได้ 1 วัน 1 เดือน 1 ปี พ่อแม่เลี้ยงดูเราด้วยความรู้ ความรักและกำลังใจมากมายแค่ไหนหนอ กว่าเราจะเติบโตเป็นผู้เป็นคนที่รู้เรื่อง

คุณพ่อ คุณแม่ ไม่ได้ดื้อกับเราหรอก เพียงแต่ว่าคุูณพ่อ คุณแม่ เป็นทุกข์กับโรคที่เป็นอยู่ คุณพ่อ คุณแม่ อยู่กับความไม่รู้ว่าควรจะต้องดูแลโรคที่เป็นอยู่อย่างไร (ความรู้ รู้แบบรู้ข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก) คุณพ่อ คุณแม่ อยู่กับความกลัว กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวความทุกข์ทรมาน กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนที่เคย และอาจจะกลัวที่จะได้มีลมหายใจอยู่เป็นวันสุดท้าย

มีบ่อยครั้ง ทีในชีวิตเราต้องเผชิญกับคนไร้ความปรานี มีหัวใจที่โหดเหี้ยม ตัวเราเองต้องระวังอย่าให้เรารับเอาความใจร้าย และโหดเหี้ยมนั้นมาอยู่ในหัวใจของเราเลย ดูแลคุณพ่อ คุณแม่ด้วยความรัก และความเมตตา รวมทั้งก็ต้องมีอุเบกขาด้วย (เพราะเวลาหลานร้องงอแงหิว เราก็หาให้หลานกิน แต่ถ้าร้องงอแงง่วงนอน ก็ต้องยอมให้หลานร้องบ้าง ปอดจะได้ทำงาน ฮ่าาา)

คนเป็นลูก เวลาดูแลพ่อแม่ที่เป็นโรคเรื้อรัง ก็ขอให้ดูแลด้วยความหวังเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่กับเราไปให้ยาวนานที่สุด พร้อมไปกับความเข้าใจกฏของธรรมชาติด้วยว่า เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และการจากลา

เมื่อแพ้โรคเบาหวานมาครั้งหนึ่งแล้ว จนวันนี้มีโรคไตมาอยู่เป็นเพื่อน ลักข์หวังว่าทุกคนจะมีกำลังใจ ที่จะดูแลโรคไตอย่างดีที่สุด ด้วยความรู้ และกำลังใจที่ดี หวังว่าบทความนี้ จะเป็นกำลังใจใ้ห้คุณ weeya และพี่สาวสู้กับโรคไตให้ดีที่สุดนะคะ

อาจจะไม่มีคำตอบให้กับคุณ Aoy ถึงวิธีพูดกับคุณพ่อ แต่หวังว่าคุณ Aoy จะสามารถหาวิธีสื่ือสารกับคุณพ่อได้ ด้วยความรักและความเข้าใจและความกตัญญูที่มีอยู่ในหัวใจนะคะ

Think positive about Diabetes

ไม่น่าเชื่อว่าภายใน 1 สัปดาห์ มีคุณน้าของน้องวัย 10 ขวบ และ คุณแม่ของน้องวัย 9 ขวบครึ่งถามว่าลักข์เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุเท่าไหร่? เพราะทั้งหน้าตา น้ำเสียง ลักข์เป็นผู้ใหญ่แล้วนี่

ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่ 14 ขวบค่ะ แต่ลักข์ก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านไป ถึงแม้ว่าหน้าจะยังเยาว์วัย อ่อนใส (ฮ่าาาา) แต่อีก 2 ปีลักข์ก็จะอายุครบ 40 ปีแล้วค่าาาาาา

เพราะฉะนั้นทั้งคุณน้า และ คุณแม่ โปรดจงมั่นใจไ้ด้ว่า ทั้งหลานและลูกที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะเติบโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ได้แน่นอน ไม่ต้องกังวลใจไป เพียงแต่ว่า จะเติบโตไปไหนรูปแบบไหน?

เด็กที่คุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่ความรู้สึกแรกก็จะตกใจ เสียใจ ต่อต้าน เป็นทุกข์ ฯลฯ อีกมากมายที่เป็นความรู้สึกในแง่ลบ เพราะชีิวิตนับจากวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อวานอีกต่อไปแล้ว นับจากนี้ไปหนูต้องเจาะเลือดทุกวัน หนูต้องฉีดยาทุกวัน หนูต้องพยายามดูแลตัวเอง (หรือมีคนดูแล) ให้สามารถคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติให้ได้ …. เอิ้ววว ยากจัง

อยากตายแล้วไปเกิดใหม่ ไม่ต้องเป็นโรคแบบนี้ คุณแม่บอกว่าน้องพูดเช่นนี้ แล้วรู้สึกสงสารลูกมากเลย … คุณแม่ขา ลักข์ก็เคยคิดค่ะ เพราะเบาหวานไม่เหมือนโรคไข้หวัด เป็นแล้วหายได้ ทำให้อดที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับมันไม่ได้ เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรทิ้งไว้จนกลายเป็นเรื่องธรรมดานะคะ  … ชีวิตที่ลักข์ได้ผ่านบททดลองมาแล้ว คนเราไม่ตายง่ายๆ ค่ะ กลับมีโรคแทรกซ้อนรออยู่ ณ เวลาหนึ่งของอนาคตต่างหาก ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น จนต้องร้องกับตัวเองว่า ถ้ารู้อย่างนี้ … ซึงก็สายไปเสียแล้วค่ะ

ณ วันนี้ ลักข์อยากบอกคุณน้า และได้บอกคุณแม่ไปแล้วว่า คิดบวกให้ได้นะคะ มองโรคเบาหวานอย่างเป็นมิตรให้ได้นะคะ ลักข์มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ที่อยากแบ่งปันค่ะ

ผมดีใจที่ได้เป็นเบาหวาน!

เนื่องจากนน.ผมลดโดยไม่รู้สาเหตุ รู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา คันตามผิวหนัง เกาก็เป็นแผลเรื้อรังไม่หาย คุณหมอขอตรวจเลือดผม ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าผมต้องเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย เรียกว่าเป็นเอดส์แน่ๆ เมื่อผลออกมาว่าผมไม่ได้เป็นเอดส์ แต่เป็นเบาหวาน ผมรู้สึกว่าผมดีใจที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะผมรู้ว่าโรคนี้ควบคุมได้

มีเสียงแอบบ่นอุบว่าค่าใช้จ่ายในการดูแลเบาหวานแพง แพงจริงค่ะ แต่ถ้าเปรียบเทียบราคากับมือถือ ก็ถูกกว่าเยอะนะคะ ถ้าเปรียบเทียบราคาแผ่นตรวจเลือด ก็คิดเสียว่า ค่า air time ค่าบริการต่างๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ประโยชน์ที่เราจะได้คือชีวิตเชียวนะคะ (ลักข์เคยมีส่วนร่วมในการทำหนังสือไปที่หน่วยงานรัฐ เกี่ยวกับราคาอุปกรณ์สิ้นเปลืองเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้ผลค่ะ ก็เลยคิดเอาเสียว่าชีวิตของเรา ถ้ามัวแต่รอความหวังที่จะได้รับการดูแลช่วยเหลือ อาจจะสายเกินไป ต้องหาวิธีคิด และวิธีทำใหม่ด้วยตัวเองให้ได้ค่ะ)

หากเปิดหัวใจให้กว้างอีกนิด มีอีกหลายโรคเลยนะคะที่รุนแรงกว่า ไม่สามารถมีวิธีที่รักษาหาย ไม่มีอุปกรณ์ หรือ ยารักษาใด ที่จะทำให้โรคคงที่เหมือนกับการรักษาโรคเบาหวาน ใช่แล้วค่ะ ทั้งยาฉีดอินสุลิน ที่มีการพัฒนาการออกฤทธิ์ต่างๆ ทั้งวิธีการฉีดตั้งแต่เป็นเข็มฉีดยา ปากกาฉีดยา ปั๊ม จนเราสามารถเลือกที่เหมาะสมกับจังหวะชีวิตเราได้ อีกทั้งยากิน การออกกำลังกาย หลักในการดูแลโภชนาการที่ ณ วันนี้ตามรพ.ต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชนก็มีข้อมูลในส่วนนี้ (แต่จะดีแค่ไหนอีกเรื่องหนึ่ง เอิ้กส์) ไหนโลกอินเตอร์เน็ตอีก ความรู้ทั้งหลายแค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีข้อมูลในการดูแลรักษาเยอะมากเลยค่ะ

คุณแม่น้อง 9 ขวบครึ่ง ถามลักข์เรื่องนวัตกรรมการเปลี่ยนตับอ่อน อีมม์ … อยากบอกว่าเราต้องดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอเลยนะคะ เพราะเหมือนกับคนที่เป็นโรคไต การผ่าตัดเปลี่ยนไตไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นง่ายๆ กว่าจะหาที่ทั้งเลือด ทั้งเนื้อเยื่อเข้ากันได้ เมื่อได้มาแล้วร่างกายพร้อมหรือเปล่า ไม่พร้อมก็ต้องให้กับคนที่มีร่างกายพร้อมกว่า  หรือผ่าตัดไปแล้วเข้ากันไม่ได้ก็ต้องเอาออก เมื่อเปลี่ยนไตได้แล้วก็ยังมีเรื่องที่ต้องรู้อีกคือ ต้องกินยากดภูมิไปตลอดชีวิต และไตที่เปลี่ยนก็อาจจะไม่ได้อยู่กับเราชั่วชีวิต … ลักข์เลยยังเฉยๆ กับเรื่องนวัตกรรมการเปลี่ยนตับอ่อนค่ะ เพราะยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าสำเร็จดี เชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นเบาหวานจึงมีหน้าที่ดูแลตัวเองให้พร้อมเสมอ หากเมื่อนวัตกรรมนั้นมาถึง  ทุกวันนี้อุปกรณ์ที่มีอยู่ ทั้งปากกาฉีดยา เครื่องเจาะเลือด ปากกาเจาะเลือด ความรู้ มีพร้อมสำหรับให้ทุกคนดูแลตัวเองแล้ว .. เหลือเพียงแต่ “ลงมือทำ” เท่านั้น โดยที่จะต้องลงมือทำในวันนี้ เดี๋ยวนี้ เพราะถ้าผลัด อาจจะสายเกินไปเมื่อเวลาดีๆ มาถึง

ทำใจให้ดี มีกำลังใจให้ได้ หาความรู้ให้มากที่สุด โรคเบาหวานคือ การที่ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงกว่าปกติเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีวิธีทำให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้แล้ว ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องมีปัญหาอะไรกับโรคเบาหวานที่เป็นในอนาคตเลย .. แต่ถ้าเราไม่ลงมือดูแลตัวเอง เส้นเลือดที่ถูกทำลายจากระดับน้ำตาลสูง จะทำให้เกิดโรคทางตา ไต หัวใจ ปลายประสาท ที่เรียกกันว่าภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ .. จนกว่าจะรู้ตัว ก็สายเสียแล้ว

มาคิดบวก และ ดูแลโรคเบาหวานกันนะคะ

ฟอกไต หรือ ไม่ฟอกไต ใครตัดสินใจ?

ทุกครั้งที่เจอหน้าคุณหมอ คุณหมอมักจะพูดซ้ำๆ ประโยคเดิมๆ เสมอให้ควบคุมระดับน้ำตาลให้ดี ควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์สม่ำเสมอ กินยาให้ครบตามที่หมอให้ นอกจากหมอจะพยายามรักษาเราตามอาการของโรคแล้ว คุณหมอยังพยายามแนะวิธีป้องกันไม่ให้โรคที่เราเป็นอยู่เดินทางไปสู่ระยะที่รุนแรง …. แต่หลังจากที่ออกจากห้องตรวจ(ที่ให้โอกาสหมอพูดกับเราเพียงไม่กี่นาทีแล้ว) ชีวิตของเราทั้งในวันนี้ และในอนาคตก็อยู่ที่การกระทำของเรา ณ ปัจจุบัน

การที่คุณแม่ลักเป็นเบาหวาน จนการดำเนินของโรคมาจนถึงจุดที่คุณหมอบอกว่าจำเป็นต้องฟอกไตแล้ว แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ช็อคความรู้สึกของทุกคนในครอบครัว ตัวลักเองก็พยายามที่จะยื้อเรื่องการฟอกไตไปให้นานที่สุด ด้วยการดูแลเรื่องโภชนาการ รวมทั้งหาความรู้เกี่ยวกับโรคไตให้ได้มากที่สุด แต่ก็พบว่ายิ่งหาความรู้ก็ยิ่งเข้าใจว่า ไตของคนเราที่เสื่อมลงแล้วไม่มีวันที่จะฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ได้ (ถ้ายอมรับก็จะเข้าใจว่านี่คือกฏธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีเกิด แก่ เจ็บและตาย ร่างกายมีแต่จะเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลา) ไตที่เสื่อมมาจนถึงระยะสุดท้ายการดูแลเรื่องโภชนาการอย่างจริงจัง คือการชะลอความเสื่อมไม่ให้เสื่อมลงอย่างรวดเร็วรุนแรง แต่ถึงที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นที่จะต้องฟอกไต เพราะการฟอกไต คือ ทางเลือกที่จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป

ระหว่างความกลัวเรื่องการฟอกไต กับ ความทุกข์ทรมานกับอาการของคนเป็นโรคไตระยะสุดท้าย เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าไม่มีใครอยากเผชิญ ลักขอให้กำลังใจกับทุกๆ คน ทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวเลยนะคะ เราย้่อนเวลากลับไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นการตัดสินใจฟอกไตเมื่อถึงเวลาก็อย่ารอช้านะคะ อย่าปล่อยให้อวัยวะภายในร่างกายของเราจมอยู่กับเลือดที่เป็นกรด และมีของเสียคั่งนานมากเกินไป เพราะตัวผู้ป่วยเองคือคนที่ทรมานจากพยาธิสภาพของโรคมากที่สุด

อาการของคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย คือ  จะรู้สึกคันตามผิวหนังที่แตกแห้ง อาเจียน ซึม ชักกระตุก (เกิดจากของเสียคั่งในร่างกาย) ปัสสาวะมีฟอง (เพราะโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ) บวม (เพราะโซเดิยมอมน้ำไว้ และไตไม่สามารถขับออกมาได้ซึ่งเมื่อไหร่ที่ปัสสาวะน้อยลง ก็จะทำให้น้ำในร่างกายมีมากขึ้น จนเอ่อล้นท่วมปอด ทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้) เป็นตะคริวอยู่เสมอ (ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่)

ลักขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ ที่ยังไม่ป่วยก็ขอให้ดูแลตัวเองอย่าได้เจ็บ (อย่าได้จน ฮ่าา) ส่วนคนที่ป่วยอยู่ อยากให้ดูแลตัวเองให้ดีอย่าปล่อยให้การดำเนินของโรคต้องมาถึงจุดที่เรียกว่าระยะสุดท้าย และสำหรับคนที่ได้เดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่าระยะสุดท้าย ก็อย่าเพิ่งหมดหวังที่จะมีชีวิตอยู่ เพราะปัจจุบันนี้มีการรักษาด้วยการล้างไตทางหน้าท้อง ฟอกเลือด และเปลี่ยนไตได้แล้ว (ขอย้ำ ย้ำแล้ว ย้ำอีกว่าอย่าหลงเชื่อ และเสียเงินซื้ออะไรมากินนะคะ ไม่มีอาหาร หรือ น้ำวิเศษอะไรที่จะทำให้ไตหายเสื่อมกลับมาทำงานเป็นปกติได้อีกแล้ว จะได้ก็เพียงถูกหลอกให้เงินไปเท่านั้น และแม้กระทั่งสมุนไพรตามธรรมชาติที่ว่าไม่เป็นอันตราย โปแตสเซียมที่ออกมาสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้นะคะ)