ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการเปิดโอกาสให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจารย์ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานวันเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารภูมิสิริ โดยปีนี้ได้มีการชวนบริษัทที่มีนวัตกรรมการวัดค่าระดับน้ำตาลแบบใหม่คือ ตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมงมาแสดงในงานด้วย เครื่องนี้จะที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กติดไว้กับตัวตลอดเวลา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณให้ตรงกับอุปกรณ์ก็สามารถรู้ค่าระดับน้ำตาลของตัวเองได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเลย

และอาจารย์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมให้ไปค่ายเบาหวานที่ทางชมรมฯ ไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยค่ายเบาหวานครั้งที่ 13 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองแล้ว อาจารย์จะให้บริษัทที่นำเข้าเครื่องวัดระดับน้ำตาล 24 ชั่วโมงมาให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้ในระหว่างที่อยู่ที่ค่ายในครั้งนี้ด้วย

ช่วงถาม-ตอบ

สมาชิกถาม : ได้รับการเปลี่ยนอินซูลิน อยากทราบเหตุผลที่ถูกเปลี่ยนแปลง และวิธีการใช้ของอินซูลินตัวใหม่?

อาจารย์ตอบ : เนื่องจากอินซูลินตัวที่สมาชิกเคยใช้ พบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดอาการน้ำตาลต่ำได้ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาไม่ควรทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำ และการออกฤทธิ์ของยามีระยะเวลายาวกว่าที่ควร ทำให้บริษัทยาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของยาตัวเก่า และผลิตตัวใหม่ออกมา จึงเป็นเหตุผลที่คุณหมอต้องเปลี่ยน สำหรับวิธีการใช้งานคือ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องเวลาในการฉีด และปริมาณที่ต้องฉีด

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

สมาชิกถาม : อยากทราบอาการเมื่อเวลาน้ำตาลต่ำ และอาการน้ำตาลสูงมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ตอบ :  เวลาที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็จะมีอาการรู้สึกหิว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลบ่อยๆ จนร่างกายคุ้นชินก็อาจจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่มีอาการก็ได้ ส่วนอาการของระดับน้ำตาลสูงได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว แต่ไม่ว่าจะมีอาการอย่างไร อาจารย์อยากให้เจาะเลือดตรวจด้วย อย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 167 เดือนกันยายน 2561

โฆษณา

ลักข์ฟังมาเล่า : มะเร็งตับ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฎาคม 2561 รศ. นพ.บุญชู  ศิริจินดากุล

เรื่อง     “มะเร็งตับ”

การบรรยายครั้งนี้อาจารย์มาพูดเรื่องมะเร็งตับ โดยจะเน้นสาเหตุของมะเร็งตับที่มาจากความอ้วน เพราะมะเร็งตับมีหลายแบบ

ในตับของคนเรามีทั้งเซลตับ เซลเส้นเลือด เซลท่อน้ำดี และเซลอื่นๆ อีกเป็นจนวนมาก การที่ตับของเรามีหลายๆ เซลล์นี้ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ทั้งหมด

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารในกระบวนการของร่างกาย และรับเลือดทั้งหมดมาทางระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ม้าม ตับอ่อน ดังนั้นมะเร็งในช่องท้องเองก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ ทะเร็งเต้านม มะเร็งปอดก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ เพราะฉะนั้นมะเร็งที่พบมากที่สุดที่ตับคือ มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่ตับ ซึ่งเรียกว่ามะเร็งทุติยภูมิคือเป็นการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่เซลตับ

ในวันนี้อาจารย์จะเน้นบรรยายเกี่ยวกับมะเร็งตับ ที่เกิดจากเซลตับเอง ที่เรียกว่ามะเร็งปฐมภูมิ  ตับคนเรากว่าที่จะเป็นมะเร็งได้ต้องมีภาวะตับแข็ง ตับแข็งไม่ใช่เนื้อของตับแข็ง แต่ตับแข็งในทางการแพทย์คือ การมีอาการบาดเจ็บที่ตับจนกระทั่งกระบวนการทางร่างกายมีการซ่อมแซมที่ตัวตับ จนเนื้อตับกลายเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังคางคกและภาวะตับแข็งนี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็งตับ

ตับ

ตับอยู่ตรงไหนในร่างกาย? ตับอยู่ตรงชายโครงด้านขวาด้านบนใต้ราวนมของเราลงมา ด้านขวาของเราเป็นตับ ด้านซ้ายจะเป็นกระเพาะอาหาร สภาพตับของคนเราก็เหมือนตับหมู ควรมีสีชมพูแดง และมีผิวที่เรียบ ขอบคมเป็นสภาพตับที่มีคุณภาพดี

สมาชิกชมรมเบาหวานที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ หากท่านใดมีอาการจุก เสียด แน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวา ไปหาหมอแล้วถ้าหากหมอไม่ตรวจโดยละเอียด แล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอาจารย์แนะนำให้เปลี่ยนหมอเพราะวัยนี้เป็นโรคกรเพาะยากแล้ว  แต่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งตับได้ หากไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ถึงขั้นมีอาการตาเหลืองก็เป็นหนักมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

  1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี คนเชื้อสายจีนติดเชื้อไวรัสบีสูงที่สุดในโลก คนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นจะเป็นเชื้อไวรัสซี
  2. คนอ้วน คนตัวเล็กพุงป่องมีไขมันในช่องท้องเยอะ หากก้มมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตัวเองจัดว่าอ้วน และคนที่เป็นเบาหวานในชนิดที่ใช้ยากิน
  3. กินเชื้อรา Aflatoxin ที่พบมากในพริกป่น ถั่วลิสง ซึ่งต้องกินเป็นกระสอบถึงเป็น
  4. โรคทางพันธุกรรม Alpha 1-antitrypsin ที่พบได้น้อยในเมืองไทย
  5. การดื่มสุรา จนตับพังเป็นตับแข็ง

อุบัติการณ์ของความอ้วน ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาทุพโภชนาการที่พบมากที่สุดในโลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลกในปี 2557 พบว่าร้อยละ 39 ของผู้ใหญ่ในโลกนี้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคของระบบต่างๆ มากมาย ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ(นอนกรน) คนอ้วนจะหลับง่ายแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเนื่องจากการนอนกรนทำให้สมองขาดอากาศ มีออกซิเจนในสมองต่ำ ตื่นมาจะมึนงงเวียนหัวเพราะคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ระบบทางเดินอาหาร เช่น นิ่วในถุงน้ำดี โรคกรดไหลย้อน ไขมันเกาะตับ ระบบต่อมไร้ท่อและนรีเวช เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ระบบข้อและกล้ามเนื้อ เช่น ข้อเสื่อม เก๊าท์ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เนื่องจากไขมันเช่น เต้านม มดลูก/ปากมดลูก (เหตุผลที่ผู้หญิงอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะไขมันที่เยอะๆ จะเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยที่หมดประจำเดือนแล้วทำให้เกิดการกระตุ้นเซลที่ควรจะฝ่อตามวัยแล้วมาแบ่งตัวใหม่ทำให้กลายเป็นมะเร็ง) ลำไส้ใหญ่ ตับ ไต รวมไปถึงสุขภาพจิต เช่น รู้สึกเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม ภาวะซึมเศร้าเป็นต้น

เหตุผลที่ทำให้คนอ้วนเป็นมะเร็งตับ

  1. คนอ้วนตะเกิดแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเกิดการผลิตสารที่ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
  2. คนอ้วนจะมีไขมันเยอะทำให้มีภาวะไขมันเกาะตับ จนเกิดการอักเสบของเซลตับที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ
  3. คนเป็นเบาหวานที่ไม่ควบคุมปริมาณการกินของตัวเอง แต่ใช้วิธีเพิ่มปริมาณยาแทน การกินเยอะทำให้ร่างกายต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีฤทธิ์กดให้ระดับน้ำตาลลงออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นตับให้แบ่งตัวกลายเป็นมะเร็งตับซึ่งจะใช้เวลา 10-20 ปีในการก่อให้เกิดเป็นมะเร็ง คนไข้เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งตับในอนาคตร่วมด้วย
  4. คนอ้วนจะมีภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งตับได้ด้วยเช่นกัน

ความอ้วนไม่ดี เราจึงควรช่วยรณรงค์ให้ตัวเรา สมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้าง ไม่ให้อ้วน

มะเร็งตับมีอาการอะไรบ้าง? ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ, ถ้ามีอาการ อาการไม่ค่อยจำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย, อาการของตับแข็ง, มะเร็งตับแตก คือ เนื้องอกปริ แตก เลือดออกในท้อง จะปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ต้องไปรพ.ทันที

การรักษามะเร็ง วิธีที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด เพราะจะทำให้อัตราการอยู่รอดมากกว่า 5 ปีมีมากกว่า 70% แต่ถ้าผ่าตัดไม่ได้อัตราการอยู่รอดถึง 5 ปี มีประมาณ 30% การผ่าตัดขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เกี่ยวกับอายุ อายุสูงสุดที่อาจารย์เคยผ่าตัดตับคือ อายุ 93 ปี / กินยารักษาไวรัส / ลดน้ำหนัก / เน้นอาหารโปรตีน / ยา รักษามะเร็งตับ

จริงหรือไม่ การกินเนื้อสัตว์แล้วเป็นมะเร็ง? ไม่จริง เพราะทางการแพทย์ไม่เคยตรวจพบว่าการกินเนื้อสัตว์แล้วจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่กรรมวิธีการปรุงอาหารที่เกิดไฮโดรคาร์บอน เช่น ปิ้ง ย่าง  ต่างหากที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง และเซลมะเร็งไม่กินโปรตีน เซลมะเร็งกินน้ำตาล ยิ่งกินหวาน, กินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าไหร่ต่างหากยิ่งทำให้เป็นมะเร็ง

คนสูงอายุเป็นคนที่ต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติเพราะคนวัยนี้เซลจะสลายเร็วกว่าวัยที่เด็กกว่า การที่ร่างกายจะสร้างเซลใหม่ได้ต้องมาจากโปรตีน คนปกติที่จะอยู่ดีมีสุขได้นั้นขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าจะมีอายุยืนกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย และกล้ามเนื้อก็คือโปรตีน

คนอ้วนเกิดจากการกินเกินกว่าที่เราใช้ การลดความอ้วนจึงต้องลดปริมาณอาหารที่กินเป็นสำคัญ  การออกกำลังกายในวัยนี้จึงไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่เพื่อให้หัวใจแข็งแรง ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น ต้องออกในระดับที่หนักพอ ออกให้ได้อย่างน้อย 300 นาทีต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เหมาะกับวัยของสมาชิกชมรมเบาหวานแล้ว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 166 เดือนสิงหาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

บทความเนื่องในวันเบาหวานโลก 2013 : แบ่งปันประสบการณ์

wdd2013เป็นบทความจากพี่ชายที่นับถือมากคนหนึ่ง พี่เอ๋ (Adisak Suwanpradhes) ที่ได้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์โรคเบาหวานไว้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลกด้วย เป็นบทความที่ดี ที่อยากแนะนำให้อ่านค่ะ 🙂

14 พ.ย. ของทุกปีคือ “วันเบาหวานโลก”… แล้วมันสำคัญอย่างไร..

คุณรู้หรือเปล่าว่าคนไทยอาจเป็นเบา หวานกว่า 4 ล้านคน ซึ่ง เกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้ว่าเป็น แต่พอรู้ตัว ก็เป็นโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น หัวใจหลอดเลือด เบาหวานขึ้นตา โรคไต ระบบประสาทอักเสบฯลฯ ..

แม้ว่าเบาหวานจะเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่สิ่งที่เร่งให้โรคแสดงออกเร็วขึ้นคือ การบริโภคแบบฝรั่งเช่น กาแฟเย็นแก้วโอ่ง Coke Pepsi Sprite Fanta Fast food >>> โรคอ้วน >>> ภาวะดื้ออินสุลิน >>> เบาหวานในที่สุด..

ในฐานะที่ตัวเองเป็น แล้วก็อยู่กับมันมาได้หลายปีแล้ว สามารถให้คำแนะนำได้ว่า ไม่ต้องกลัวว่าเราจะกินอะไรไม่ได้ แต่เราแค่ต้องรู้จัก เลือกกิน และรู้จักแลกเปลี่ยน…

เช่น
– อยากกิน Coke Pepsi >>> Coke Zero, Light, Pepsi MAx ก็อร่อยเหมือนกัน มันอยู่ที่ใจ
– อยากกินกาแฟ >>> ใส่ น้ำตาลเทียมแทน เช่น Equal, Slimma(อันนี้อร่อยกว่า)
– อยากกินไอศครีม >>> ก็กินแค่หายอยาก อย่างมากก้อนเดียว และกินเวลาแบบว่าอยากจริง ๆ .. ความจริงกินไอศครีมครึ่งก้อนแรกจะอร่อยสุด ที่เหลือก็งั้น ๆ แล้ว
– รู้จักเลือกกินอาหารตามหลัก 2 : 1 : 1 คือผัก : แป้ง : เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือต้องกินอาหารตามมื้อ ห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เรากินมื้อต่อไปแบบหายนะมาก
– จำไว้ว่าตอนเช้า เรากินแบบราชา กลางวันกินแบบเศรษฐี ตอนเย็นกินแบบยาจก … ข้าวเย็นต้องกิน แต่ไม่ควรเยอะ เพราะเดี๋ยวเราก็นอนแล้ว ..
– ออกกำลังกาย ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก หาเวลาได้ เพียงแค่อย่าขี้เกียจ อย่างน้อย แกว่งแขนวันละ 300 – 600 ครั้ง ก็ช่วยได้แล้ว จงทำงานบ้านเองได้เหงื่อดีนักแล..

ทุกอย่างที่พูดมา ยืนยันว่าทำได้ เพราะทำแล้วและทำอยู่ … ผลพวงคือน้ำหนักลด จากที่ไม่เคยคิดว่าจะลดได้ จาก 76 >>> 68 (7 เดือน) แต่ตั้งเป้าว่าขออีก 3 กิโล .. สู้ ๆ ..

อยากให้แชร์เป็นความรู้กันต่อ ๆ ไปนะครับ … ให้กำลังใจว่าคุมน้ำตาล ไม่ยาก อยู่ที่ใจ..

คำถาม คำตอบ ความคิดเห็น จากบทความ
มีวินัย อย่าตามใจปาก
ไม่งั้นลำบากแน่ๆ
พ่อตาผมอยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้านอีกในช่วง 2-3 ปีท้ายๆ
ไตวาย ฟอกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
ติดเชื้อในปอดทุกเดือน
เป็นแผลทีไร เรื่องยาวทุกที
เริ่มจากเบาหวานที่ตามใจปากนี่แหละครับ
สุขภาพต้องดูแลให้ดีครับ

IDDMกะnon-IDDMให้ยาต่างกันไง

IDDM เป็นตั้งแต่เด็ก ต้องพึ่งอินสุลิน ฉีดจากข้างนอกเท่านั้น เพราะร่างกายไม่ยอมผลิดเอง
non-IDDM เป็นในผู้ใหญ่ >95% ของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นแบบนี้ ร่างกายอาจจะเริ่มผลิดอินสุลินไม่พอ หรือดื้อต่ออินสุลิน(ความอ้วน) เริ่มรักษาโดยยากิน >>> กินหลายตัว >>> กิน + ฉีด >>> ฉีด อย่างเดียว

อินสุลินแบบฉ๊ด มีสี่อย่างครับ ออกฤทธิ์สั้น ออกฤทธิ์ยาวปานกลาง ออกฤทธิ์ยาว แล้วแบบสั้นกับยาวปานกลางผสมกัน

 

ปณิธานเบาหวานสำหรับปีใหม่

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ปีใหม่กำลัย่างเข้ามา หลายคนมีปณิธานสำหรับปีใหม่ ลักข์เองก็เช่นกัน เป็นปณิธานปีใหม่ที่ตั้งใจทำมาได้หลายปีแล้ว

หลังจากที่ลักข์เป็นเบาหวานแบบเกเรอยู่นาน 10 ปี เมื่อเหลียวมองเพื่อนรอบข้างที่อยู่ในวัย 20 กว่าปีเหมือนกัน รู้สึกได้เลยว่าทุกคนมีพลังที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย ลักข์เองก็ทำได้แต่รู้สึกว่าต้องใช้พลังงานมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัว เหนื่อยมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าตัวกว่าจะได้เห็นความสำเร็จแต่ละอย่างที่ตั้งใจทำ และที่รู้สึกมากคือหลอกตัวเองต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ต้องยอมรับความจริงว่าคนเป็นเบาหวานถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดีก็คงไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปแน่ๆ

และก่อนที่จะขึ้นปีใหม่ ลักข์ได้ตั้งปณิธานไว้ในใจตัวเองว่าจะพยายามหาทางดูแลรักษาเบาหวานของตัวเองให้ได้ ให้ดี ปีนั้นได้ไปหาหมอในวันสุดท้ายของปีพอดี 31 ธันวาคม 2540my dm resolutionแค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ลักข์ดูแลเบาหวานได้ดีอย่างที่คาดหวัง
แค่คิด แค่ตั้งปณิธาน ความสำเร็จไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้อย่างที่จินตนาการเอาไว้
นอกจากคิด นอกจากความตั้งใจ ลักข์ต้องใส่พลังความมุ่งมั่นจนสุดหัวใจในการลงมือทำเลยทีเดียว

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลักข์ชอบที่จะไปหาหมอในวันทำการวันสุดท้ายของปี เพื่อให้ตัวลักข์เองได้ทบทวนปณิธานที่ตั้งไว้ของต้นปี และเพื่อตั้งปณิธานใหม่สำหรับปีที่กำลังจะมาถึง และสำหรับปีนี้ลักข์ได้ไปหาหมอมาเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2555 (ผลการตรวจอยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านได้ ไม่นับว่าดีเท่าไหร่นัก) ระหว่างที่รอพบคุณหมก็เลยได้เปิดแฟ้มดูประวัติการมารักษาเบาหวานของตัวเอง ไม่เคยนับจำนวนปีที่ผ่านมาสำหรับการตั้งปณิธานเบาหวาน แต่พอได้เห็นตัวเลขปีพ.ศ.ในแฟ้ม ยังจำความรู้สึกแรกเมื่อ 15 ปีที่แล้วได้เลย ก็เลยได้มีโอกาสทบทวนถึงหลายสิ่งหลายอย่างของหลายๆ ปีที่ผ่านมา …

ในช่วงปีแรกๆ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน การควบคุมระดับน้ำตาลก็ยังเป็นไปได้ยากอย่างมากมาย จนแทบอยากที่จะถอดใจ แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ชอบยอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามจนถึงที่สุด อีกรวมทั้งการที่ได้เจอกับประสบการณ์ตรงของโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตายิ่งทำให้รู้สึกว่า จะต้องหาวิธีดูแลเบาหวานของตัวเองให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

my DM history

ประสบการณ์ของเบาหวานขึ้นตาเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ทำให้ลักข์เกิดความรู้สึกว่า ถ้ายังมีโอกาสมองเห็น ถ้ามีโอกาสที่จะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องโรคแทรกซ้อนของเบาหวานให้กับสมาชิกใหม่ที่เป็นโรคเบาหวาน ลักข์จะทำ ลักข์ไม่อยากให้คนที่เป็นเบาหวานต้องเจอกับโรคแทรกซ้อนอย่างที่ลักข์เจอเลย …. จำได้ว่าจุดดำที่เห็นลอยไปมาในตาข้างซ้าย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็กลายเป็นปื้นดำ และในที่สุดเหลือพื้นที่ที่มองเห็นก็เหลือเพียงนิดเดียว …. เป็นครั้งแรก(แน่นอนว่ายังเหลือตาอีกข้างที่ตามมา)กับความรู้สึกที่หวาดกลัวจนขนหัวลุกเพราะเฉียดที่จะตาบอด นอกจากกลัวจนขนหัวลุกแล้ว ยังได้เจอกับประสบการณ์การเลเซอร์ตาที่เจ็บมากกว่าการที่ต้องเจาะเลือดและฉีดอินสุลินอีกหลายร้อยพันหมื่นเท่าเลยทีเดียว

การที่ได้เป็นโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ทำให้มีโอกาสได้เจอบุคคลากรทางการแพทย์มาหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบที่น่ารัก และไม่น่าเชื่อว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ลักข์รักษาในรพ.รัฐมาโดยตลอด (เคยเปลี่ยนรพ.แต่ก็เป็นรพ.รัฐทั้งหมด และหมอทุกคนก็พูดตรงกันว่าลักข์เป็นเบาหวาน ดูแลควบคุมได้แต่รักษาไม่หายขาด ฮาาา) ตอนที่ตาเลือดออก ลักข์ได้รับทั้งการปฏิเสธที่จะรักษาเพราะคิวการรักษาเต็ม รวมทั้งลักข์ได้รับการรักษาอย่างทันทีแค่ขอให้มีจังหวะเครื่องที่ใช้รักษาว่าง (โดยที่คุณหมอออกรักษาทั้งที่ไม่ใช่วันออกตรวจ) และยังมีอีกหลายเหตุการณ์มากมายที่ลักข์รู้สึกว่าบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์นั้นมีปริมาณที่มากกว่าคนที่ไม่น่ารักเยอะมาก

ลักข์คิดว่า ถ้าคนไข้ทุกคนหันมาชื่นชมและขอบคุณบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ด้วยหัวใจ ด้วยความทุ่มเท จะเป็นการให้กำลังใจที่ดีสำหรับคนเหล่านี้มากกว่าการมุ่งตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่ที่ไม่น่ารัก เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องเสียเวลา เสียอารมณ์ของตัวเราเองแล้ว ยังทำให้บรรยากาศของการรักษาไม่ดีด้วย นอกจากจะขอบคุณและชื่นชมบุคคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลเราอย่างดีแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้บุคคลากรทางการแพทย์หายเหนื่อยได้ก็คือ การตั้งใจที่จะดูแลตัวเองให้ดี

ทุกวันนี้นอกจากลักข์จะดูแลตัวเองเพื่อตัวเองแล้ว ลักข์ยังดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้มาลักข์ต้องดูแลให้ดี รวมทั้งลักข์ดูแลตัวเองด้วยความรู้สึกขอบคุณเพื่อเป็นการตอบแทนบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ของเขาด้วยหัวใจที่ทุ่มเท

จะว่าไปหน้าที่ของการดูแลระดับน้ำตาลเป็นของคนที่เป็นเบาหวานนะ เราต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง คนรอบข้างเป็นเพียงผู้ช่วยเท่านั้นเอง

ลักข์ดูแลตัวเองแบบมึนๆ อยู่หลายปี กว่าที่ลักข์จะควบคุมดูแลระดับน้ำตาลได้ด้วยความรู้ ด้วยความเข้าใจ ก็คือช่วงหลังเมษายน ปี 2546 ที่ลักข์มีโอกาสได้ไปเข้าค่ายเบาหวานกับโรงพยาบาลศิริราช (อายุ 30 ปีพอดีเป๊ะ!)

การที่ได้มีโอกาสไปค่ายเบาหวานทำให้ลักข์รู้ว่าทุกตัวเลขของระดับน้ำตาลมีเหตุและผล มีที่มาที่ไปเสมอ ระดับน้ำตาลไม่มีทางที่จู่ๆ ก็สูงแบบไม่มีสาเหตุ หรือต่ำโดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อรู้หลักการและเหตุผลของที่มาที่ไปของระดับน้ำตาลทำให้ลักข์รู้ว่าลักข์จะจัดการระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ยังไง

หลังจากที่ลักข์ดูแลควบคุมรักษาระดับน้ำตาลของลักข์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้แล้ว ลักข์มีเหตุให้ต้องผ่าตัดถึง 2 ครั้ง คือ จากอุบัติเหตุเดินลื่นหกล้มจนขาหักต้องผ่าตัดดามเหล็กเข้าไปในกระดูก (กลายเป็นมนุษย์มีเหล็กแล้ว ฮาาาา) และการตรวจพบก้อนเนื้อที่เต้านมขนาดไม่เล็ก (ถึงแม้จะมีการเจาะชิ้นเนื้อมาตรวจว่าเป็นเนื้อดีไม่ใช่เนื้อร้ายแต่คุณหมอก็บอกว่าขนาดใหญ่เกินไปที่จะวางใจว่ามันจะไม่กลายพันธุ์ไปในอนคต ตัดมันออกไปมั่นใจกว่ากันเยอะ)
My DM history01เสียงเล่าลือเล่าอ้างมาเป็นเวลานานว่าเป็นเบาหวานแล้วผ่าตัดไม่ได้!? หรือผ่าตัดแล้วจะเป็นอันตรายมาก!? ลักข์เถียงขาดใจเลยว่าหากมีเหตุจำเป็นการผ่าตัดสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่จะไม่ปลอดภัยสำหรับคนเป็นเบาหวานที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงอยู่ตลอดเวลา (คำเล่าลือเล่าอ้างคงมาจากคนที่ไม่ดูแลตัวเองแล้วไม่โทษตัวเองแต่โทษว่าเป็นเพราะโรคเบาหวานแน่เลย ว่ามั้ย?) ผลการผ่าตัดของลักข์ดีทั้ง 2 ครั้งแผลสวย หายแห้งสนิทภายในระยะเวลาอันรวดเร็วโดยที่นอนพักหลังผ่าตัดแค่คืนเดียวเอง

จะว่าไปตั้งแต่ลักข์ตั้งปณิธานเบาหวานก็ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรคเบาหวานกับลักข์นั้นดีขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไป ทุกเรื่องราว ทุกเหตุการณ์ ทุกมิตรภาพที่เกิดเพราะโรคเบาหวานนั้นล้วนเป็นเรื่องดีในชีวิตทั้งสิ้น (ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เรื่องดี แต่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนดี)

เพราะนอกจากลักข์จะมีความรู้ในการดูแลตัวเองได้แล้ว ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลักข์มีโอกาสได้แบ่งปันเรื่องราวประสบการณ์กับเพื่อนร่วมโรค และได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างแก่เพื่อนร่วมโรคในหลายวาระและหลากโอกาสมาโดยตลอด
Slide1 และที่สำคญที่สุดความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ลักข์สามารถต่อยอดความรู้เพื่อนำมาดูแลคุณแม่ที่เป็นโรคไตในระยะสุดท้ายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ปณิธานที่ลักข์ได้ตั้งไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ลักข์ตั้งใจและคาดหวังไว้ให้ตัวเองจะมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้เป็นอย่างดีและมีความสุข …. วันนี้ลักข์มาไกลกว่าที่คาดหวังไว้มาก ลักข์เป็นที่พึ่ง ลักข์ได้เป็นกำลังใจให้กับหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน … คงจะดีไม่ใช่น้อย ถ้าหากคนเป็นเบาหวานทุกคนมีความรู้มากพอที่จะควบคุมระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้ ให้ดี ตะได้ไม่มีใครต้องเป็นทุกข์จากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานเลย

การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก (ตอนเป็นโรคเดียวก็ฟุมฟายว่ายาก จนกระทั่งได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นเบาหวานและเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย โรคเบาหวานนี่กลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย)

การดูแลโรคเรื้อรังสิ่งสำคัญที่ต้องมีคือหลักความรู้ที่ถูกต้อง (และต้องมีสติให้มาก ไม่หลงเชื่อทั้งคนและโฆษณาเกี่ยวกับอาหารเสริมทุกประเภทที่จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลดีขึ้น หรือทำให้ไตดีขึ้นอย่างเด็ดขาด ลักข์นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน ตีลังกายันเลยว่าหลอกลวง 100% เพราะถูกหลอกมาครบทุกชนิด ทุกเชื้อชาติ ทุกสัญชาติแล้วฮาาาา อ้อ รวมทั้งยาผีบอกที่ข้ามภพข้ามชาติก็เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้นนะเออ)

อ้อ ความรู้จะมีประโยชน์กับชีวิตของเราก็ต่อเมื่อเราลงมือทำด้วย และต้องทำด้วยความมุ่งมั่นจริงจังด้วย ไม่ใช่รู้แต่หลักการ ท่องวิธีการได้แต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติ เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องของความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด โทษว่าเป็นเพราะความร้ายกาจของโรคแต่ลืมว่าความผิดเกิดขึ้นจากตัวเอง ว่าแต่ดูแลโรคแล้วก็ต้องรักษาสมดุลการมีชีวิตอยู่บนโลกให้ได้ด้วยถึงจะเรียกว่าดูแลตัวเองได้ดี เพราะหลายคนใช้วิธีกลายร่างตัวเองเป็นหุ่นยนต์เสียจนขาดชีวิตที่สดใสของความเป็นมนุษย์ไป

หลังจากลักข์ได้ทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ กับปณิธานในปีเก่าๆ ที่ผ่านมา และภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาของวันใหม่ ปีใหม่แล้ว ปณิธานเบาหวานยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลักข์เหมือนเคยในปีหน้า เพราะลักข์เชื่อว่าเมื่อลักข์สามารถดูแลตัวเองให้ดีได้ ลักข์ก็จะมีแรงและกำลังในการดูแลคนอื่น รวมถึงดูแลหน้าที่การงาน และดูแลเรื่องราวอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตลักข์ได้ด้วย (แต่จะทำได้ดีแค่ไหนก็แล้วแต่เหตุปัจจัยและจังหวะเวลาที่เข้ามานะ ฮาา)

ลักข์ขอพรปีใหม่ให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี และดูแลสุขภาพให้ดีตลอดปี 2013 นะ สวัสดีปีใหม่ 2013 ค่ะ

เหตุผลสำคัญที่คนเป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง (1)

อาจจะไม่ใช่เรื่องดีในชีวิตที่ต้องเป็็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน กว่าที่ลักข์จะเข้าใจโรคเบาหวาน จนสามารถยอมรับโรคเบาหวานว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยังเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตที่ลักข์ต้องให้ความสำคัญก็ใช้เวลากว่า 20 ปี นานจนแทบจะเรียกว่านานเกินไป แต่ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะลักข์มีวันนี้แล้ว

หวังว่าหลายคนจะโชคดีในเรื่องของการใช้เวลาในการเรียนรู้ และ เข้าใจโรคเบาหวาน

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ถูกตัดขา

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ตาบอด

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องตัดอาหารที่ชอบไปจากชีวิต แต่ต้องรู้จักลดปริมาณที่กินในแต่ละครั้ง

คนเป็นเบาหวาน ที่ต้องฉีดอินสุลิน ไม่ใช่เพราะอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต

โรคเบาหวานไม่ใช่โรคอันตรายที่รักษาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากมีการค้นพบอินสุลิน และมีการใช้ในคนเมื่อ 90 ปีก่อน

ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคที่ทำการรักษาไม่ให้เสียชีวิตได้ เพราะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่า โรคเบากวานเกิดจากตับอ่อนเสื่อมไปตามสภาพไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีดั่งเดิม (ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็เสื่อมสภาพเร็วเกินไป)  ดังนั้นถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะรักษาได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (ภาษาหมอเรียกว่าโรคเรื้อรัง)

การรักษาโรคเบาหวานจึงไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอที่จะให้ยาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นเบาหวานที่อยู่กับโรคนี้ตลอด 24/7 (ยี่สิบสี่ชม. เจ็ดวันต่อสัปดาห์) ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการกินยา/ฉีดยาทุกวัน (ตามคำแนะนำของหมอ)  กินอาหารที่พอเหมาะพอดีกับที่ร่างกายต้องการ (ตามคำแนะนำของนักโภชนาการที่คำนวณให้)  ออกกำลังกาย/เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ (ตามหลักการคือ 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีต่อเนื่อง) และเราสามารถพิสูจน์การรักษาสมดุลระหว่างยา อาหาร และการออกกำลัง ได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง … ง่ายๆ แค่นี้แหละการดูแลตัวเองของคนเป็นเบาหวาน แต่ …..

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ  ก็ต้องใช้เวลาประมาณนึง

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ ก็ต้องมีความรู้

การจะดูแลโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นด้วยความรู้ ความเข้าใจได้นั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น

อาจจะไม่สนุกที่การกินต้องถูกจำกัดปริมาณ

อาจจะไม่สนุึกที่ต้องเจาะเลือดก่อนกินอาหาร และหลังกินอาหาร

อาจจะไม่สนุกที่ต้องเจาะเลือดก่อนออกกำลัง และหลังออกกำลัง

การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเพื่ออยู่กับเบาหวานให้ได้ในช่วงแรกนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องสนุก และไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดาย แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองมาได้ โดยมีเหตุผลสำคัญที่จะทำก็คือ เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่สมบุรณ์แข็งแรงไปตลอด  และเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่กับเบาหวานด้วยความสุขได้ตลอดไป

พรุ่งนี้ก็วันตรุษจีนแล้ว มาตั้งปณิธานดูแลตัวเอง เพื่อต้านภัยจากโรคเบาหวานกันเถอะ อย่าไปจมอยู่กับความเศร้าว่าเราเกิดมาแล้วเป็นโรคเบาหวานเลย

ปล. ที่เมืองนอกเค้ามีแคมเปญดูแลเบาหวานของตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อด้วย ชอบๆๆ

หมอที่ดีที่สุด อาวุธที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

หมอรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร หมอรักษาเบาหวานที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ในระดับโลกคือใครหนอ แล้วหมอรักษาด้วยวิธีไหนจึงมีชื่อเสียงว่ารักษาเบาหวานได้ดีที่สุด?

ตลอดระยะเวลาการเป็นเบาหวานมานานนับสิบๆปี ทำให้มีโอกาสเจอคุณหมอในหลากหลายรูปแบบ ล้วนแล้วแต่เป็นที่เล่าขานกันปากต่อปากว่าเก่งเหลือหลาย ดีเหลือเกิน ซึ่งหลังจากที่ไปพบก็ต้องยอมรับว่าหมอที่ได้พบเจอ มีอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น คือ

1 คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง ดูแลคนไข้ด้วยความเอาใจใส่ และรู้ว่าคนไข้ที่มาหาหมอนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์กาย และอาจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ในหัวใจมามาย การได้พบหมอที่ทำหน้าที่จากหัวใจที่งดงามอ่อนโยน โดยได้แสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำจนเราสามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจที่งดงามนั้นได้ (จนอดไม่ได้ที่มักจะจินตนาการว่า คุณหมอมีวงแหวนเทวดาและปีกสีขาวแอบซ่อนเอาไว้ไม่ให้เราเห็น) นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากในชีวิตอย่างหนึ่งที่ได้พบเจอหมอประเภทนี้

2.คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง แต่ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนไข้ด้วยความอ่อนโยน เวลาเจอหมอแบบนี้ ก็เข้าใจได้ว่าหมอคงเคยเป็นคนอ่อนโยนมาก่อน แต่เพราะผู้ป่วยคงไม่เข้าใจว่าโรคบางโรคนั้นรุนแรงจำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวดจริงจัง หมอจึงต้องแสดงอากัปกริยาท่าทางที่ดุดันเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เพราะหมอต้องดูแลผู้ป่วยในปริมาณมากมาย จนเกิดเป็นความชาชิน จนหัวใจที่อ่อนโยนหมดไปจากหัวใจ และถูกแทนที่ด้วยหัวใจซาตานโดยไม่รู้ตัว ทำให้คำพูดและการกระทำดูกร้านเสียจนอยากจะหันไปถามหลือเกินว่า คุณหมอแค่ลืมตัวไปชั่วขณะ หรือเพราะหัวใจคุณหมอด้านชาต่อความทุกข์ของคนป่วยไปแล้ว

3. แบบสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ พวกที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริง แต่สามารถรักษาเบาหวานได้อย่างมั่วและชุ่ย เพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ยกตัวว่าเป็นผู้รู้ดี อาจจะถึงขั้นยกระดับแทนตัวเองว่าเป็นหมอ (หมอแมะ หมอสมุนไพร หมอกดจุด หมอฝังเข็ม หมอยา ฯลฯ) จ่ายอะไรมากินก็ไม่รู้  ที่อาจจะเรียกว่าสมุนไพรบ้าง อาหารเสริมบำรุงบ้าง ของจากธรรมชาติบ้าง ซึ่งการันตีว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (แต่ปลอดภัยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) สิ่งที่ให้เรากินนั้นอาจจะกลายเป็นยาพิษก็เป็นไปได้ ผู้ไม่รู้จริงเกี่ยวกับโรคเบาหวานเหล่านี้ ไม่ว่าเป็นแบบพอจะมีความรู้อยู่บ้าง หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเลย (ซึ่งมักจะมีบุคคลิกภายนอกน่าเชื่อถือ พูดจาดี มีความมั่นใจว่าสามารถทำให้โรคเบาหวานดีขึ้นได้ ทำให้หายได้) เป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นสุภาพบุรุษ/สุภาพสตรีที่มาในคราบที่มีหัวใจเป็นซาตาน จากคำพูดหวานรื่นหู พูดให้เราหลงเชื่อ ล้วนเป็นคำพูดอาบยาพิษ ไปถึงของกินของใช้ที่สามารถคร่าชีวิตและสุขภาพของเรา รวมถึงทำให้เงินในกระเป๋าของเราบาดเจ็บสาหัสได้ โดยที่เราก็ยังเป็นโรคเบาหวานอยู่เหมือนเดิม อาจจะหนักขึ้นกว่าเดิมที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนที่เป็นเบาหวานอาจจะสูญเสียเงินทอง เวลา และอวัยวะไปกับคนกลุ่มนี้มากที่สุด และก็เป็นการสูญเสียที่สูญเปล่ามากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้เลยว่าโรคเบาหวานที่จริงแล้วคือโรคอะไร แล้วเขาจะรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบาหวานให้ดีได้อย่างไร ทำให้สิ่งที่เขานำเสนอจึงไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของคนเป็นเบาหวานเลย (แอบตั้งคำถามในใจว่า ทำไมยังมีคนหลงเชื่อกลุ่มคนเหล่านี้อยู่มากที่สุด ก็พอจะได้คำตอบว่าเพราะความไม่รู้ ไม่มีข้อมูลของโรคที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากถูกหลอกลวงได้ง่าย และเพราะความหวังเพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ทั้งที่จริงแล้วต้องแลกด้วยเวลา เงินทอง และสุขภาพ)

เมื่อผู้คนมีหลากหลายประเภท หมอเองก็มีทั้งที่ดี ที่น่าเคารพ ยกย่อง ศรัทธา และ มีทั้งที่ไม่น่าคบหา แล้วคนที่เป็นเบาหวานควรเชื่อใคร และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคุณหมอที่ดีจริงๆ

ลักข์เคยถูกตั้งคำถามจากคุณหมอที่ทำการรักษาว่า รู้ไหมว่าระดับน้ำตาลของตัวเอง ณ เวลานี้คือเท่าไหร่? ถ้าเดาถูก หมอให้แสนนึงเลย โอวววววววว เงินแสน! เจาะเลือดที่ปลายนิ้วกันสดๆ รู้ผลภายใน 5 วินาที พร้อมกับการชวดเงินแสนภายในเสี้ยววินาทีที่ตัวเลขปรากฏ แต่การสูญเงินแสนในครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับคือ  การได้รู้จักกับอาวุธที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการดูแลรักษาเบาหวาน และการได้รู้จักกับหมอเบาหวานที่ดีที่สุดในชีวิต!

คุณหมอตั้งคำถามต่อไปว่า รู้ไหมอาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลโรคเบาหวานคืออะไร?

เครื่องเจาะเลือด … ผิด

การออกกำลังกาย … ผิด

ยากิน/ยาฉีดอินสุลิน … ผิด

ตัวเอง … ผิด

ยอมค่ะ … “ความรู้” คือ อาวุธ/เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่เคยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาล จะมีประโยชน์อะไร

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า ทำไมน้ำตาลถึงสูง (เพราะกินเยอะ เพราะลืมกินยา เพราะเมนส์มา เพราะเครียด หรือเพราะอะไร) และไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมระดับน้ำตาลถึงต่ำ (เพราะออกกำลังกายมากกว่าปกติ กินอาหารน้อยกว่าปกติ กินยาฉีดยาแล้วแต่ยังไม่ได้กินข้าว หรือเพราะอะไร)  ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อเวลานำผลเลือดไปให้คุณหมอช่วยดู ช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม  แต่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อคนที่เป็นเบาหวานมีความรู้ เมื่อเจาะเลือดแล้วสามารถตอบได้ถึงที่มาของผลระดับน้ำตาลที่ได้

“ความรู้” อย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และ การลงมือปฏิบัติตามความรู้นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุขและไม่มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นในอนาคต

เวลาที่เราพบกับคุณหมอ (ทั้งแบบที่ที่แอบเก็บวงแหวนและปีกเทวดาไว้ไม่ให้เราเห็น หรือแบบที่แอบมีเขี้ยวงอกดูน่ากลัว ด้วยจุดมุ่งหมายให้เราดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด) ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริงๆ คุณหมอเหล่านี้จะไม่จ่ายให้เฉพาะยาเพื่อรักษาเบาหวานตามอาการให้เท่านั้น แต่จะเน้นให้ความรู้ บอกวิธีการดูแลตัวเอง ติดตามผลโดยดูจากผลเลือดที่เราเจาะเลือดแล้วจดบันทึกไว้ โดยคุณหมอจะนำมาวิเคราะห์กับผลเลือดที่เจาะที่รพ. เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง และนัดมาติดตามผลเสมอๆ

คุณหมอยังมีการตั้งคำถามต่อไป แล้วรู้หรือเปล่าว่า หมอเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร?

หมอไง (บางทีแอบเห็นวงแหวนเทวดาและปีกที่หลังหมอด้วย! ฮ่าา) …. ผิด หมอเฉลยเลยดีกว่าว่าหมอเบาหวานที่ดีที่สุด คือ ตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง

เมื่อลักข์เดินออกไปจากห้องตรวจ ลักข์ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของลักข์เองแล้ว เบาหวานจะอยู่กับลักข์ตลอด 24 ชม. อยู่ด้วยตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี ก็มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นแหละ ที่อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลา 24 ชม. เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ที่อยู่กับเราทุกนาที ทุกชม. และทุกวัน

หมอเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่ให้คำแนะนำ ตามความรู้ที่หมอมี หมอแนะนำได้ว่าลักข์ควรใช้ยาอะไร ปรับยาอย่างไร นักโภชนาการสามารถแนะนำได้ว่าควรทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหน พยาบาลสามารถแนะนำวิธีดูแลตัวเองได้ เภสัชกรสามารถแนะนำเกี่ยวกับยาได้ นักกายภาพสามารถแนะนำเรื่องการออกกำลังกายได้ เครื่องเจาะเลือดสามารถช่วยให้รู้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ insulin pump ทำให้การฉีดอินสุลินใกล้เคียงตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย หรือแม้กระทั่ง app ใน smart phone สามารถทำให้ข้อมูลหลายอย่างถูกจัดการได้สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นเบาหวานในยุคปัจจุบัน มีสิ่งรองรับมากมาย เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์หากคนที่เป็นโรคเบาหวานไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่

เมื่อเรียนรู้จักโรคของตัวเอง และรู้วิธีการดูแลตัวเองแล้ว เราก็จะเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด เพราะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กินอะไร ออกกำลังกายหรือเปล่า กินยาฉีดยาตรงเวลาไหม กินสิ่งแปลกปลอมที่ไปถูกหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า คนที่เป็นโรคเบาหวานจึงนับเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

คนที่เป็นโรคเบาหวานมีทางเลือกเสมอ ว่าจะเป็นหมอเทวดาให้กับตัวเองเพื่อให้ชีวิตตัวเองมีความสุข มีความสดใสอยู่กับโรคเบาหวานไปตลอดชีวิต หรือจะเป็นหมอซาตานที่หยิบยื่นความทุกข์ทรมานให้กับตัวเองไปจนสิ้นอายุขัย

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ดีจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง การไม่ดูแลก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเช่นกัน

ลักข์จึงอยากชักชวนให้คนที่เป็นโรคเบาหวานหันมาดูแลใส่ใจในโรคเบาหวานของตัวเองด้วยการหาความรู้และลงมือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่ออนาคตของตัวเอง

โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆนะ  แต่ก็มีคนเป็นกันจำนวนมากมาย

ยิ่งการดูแลโรคเบาหวานให้ดี ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน ขอเพียงแค่มีความรู้และลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังก็เท่านั้นเอง

ถึงแม้ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจมาก่อนว่า คนเป็นเบาหวานมานานโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่มีอายุยืนที่สุดอายุเท่าไหร่ แต่ก็มีข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนที่เป็นเบาหวานมานานที่สุดโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย คือ Mr.Bob Krause ซึ่งขณะนี้อายุ 90 ปีเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่าคุณลุงเป็นเบาหวานมาแล้ว 85 ปี  เคล็ดลับของคุณลุงก็คือ ความรู้ และ ใช้หมอที่ดีที่สุดดูแล (ในระยะแรกที่เป็นหมอที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ แต่คุณแม่ก็สอนให้คุณลุง Bob ดูแลตัวเองได้ในที่สุด)

รู้เคล็ดลับสำคัญแล้ว  มาเริ่มต้นดูแลตัวเองกันให้ดีนตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของเราสดใสและสุขกว่าเมื่อวันวานที่ผ่านมา

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ