ลักข์ฟังมาเล่า : การรักษาเบาหวานยุคใหม่ “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

กิจกรรมเสวนา “จิบการแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ โดย รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     การรักษาเบาหวานยุคใหม่  “แบบเจาะจงเป้าหมายเฉพาะราย”

หลังจากที่อาจารย์สมพงษ์แสดงความยินดีที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จากการประกวดชมรมเบาหวานทั่วประเทศแล้ว อาจารย์เริ่มต้นการบรรยายด้วยการบอกจุดประสงค์ของการบรรยายแก่สมาชิกคือ ต้องการให้สมาชิกชมรมมีความรู้ทันยุค ทันสมัย ทันข้อมูลข่าวสารของโลกเบาหวานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกแล้วว่าโรคเบาหวานนั้นเป็นโรคเฉพาะคน เพราะแต่ละคนที่เป็นเบาหวานนั้นไม่เหมือนกันสักคน ดังนั้นการรักษาเบาหวานจึงเป็นเรื่องเฉพาะแต่ละบุคคล ยารักษาเบาหวานที่เรากินแล้วได้ผลดี ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีกับคนอื่นด้วย เพราะสาเหตุที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงของแต่ละคนแตกต่างกัน การแบ่งยาให้กับคนอื่นกินจึงเป็นสิ่งที่ผิดไม่ควรทำอย่างเด็ดขาด

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเป็นเบาหวานสูง (Hyperglycemia) ได้อย่างไร? น้ำตาลที่สูงนั้น มาจากไหน?

ภาพกลไกของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงในคนที่เป็นเบาหวาน (Hyperglycemia)

ระดับน้ำตาลสูงจากอาหารที่เรากินเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่ยังไม่ทั้งหมด เพราะในขณะที่เราไม่ได้กิน น้ำตาลก็ไม่ได้หมดไปจากร่างกายเรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านอกจากการกินแล้ว กลไกการทำงานของร่างกายก็สามารถสร้างน้ำตาลขึ้นมาได้เอง

ร่างกายของเรามีกระบวนการสร้างน้ำตาลเองอย่างไร?

ตับอ่อน ในตับอ่อนของเรามีเซล 2 ชนิด ชนิดที่ 1 เรียกว่าเบต้า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนชื่ออินซูลิน ฮอร์โมนอินซูลินมีหน้าที่พาน้ำตาลเข้าสู่เซลต่างๆ หรือที่เรารู้กันดีว่า อินซูลินมีหน้าที่ลดน้ำตาลนั่นเอง ชนิดที่ 2 เรียกว่า อัลฟ่า มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนกลูคากอน ซึ่งทำหน้าที่ตรงข้ามกับฮอร์โมนอินซูลินคือ เพิ่มระดับน้ำตาล เซลทั้ง 2 อย่างนี้ทำหน้าที่ตรงข้ามกันแบบนี้เพื่อความปลอดภัยของร่างกาย เช่น เมื่อน้ำตาลในร่างกายตกเพราะมีฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป แม้ร่างกายจะหยุดสร้างอินซูลินทันที แต่กว่าที่น้ำตาลเราจะขึ้นได้ก็ต้องใช้เวลา อัลฟ่าเซลจะสร้างฮอร์โมนกลูคากอนให้ร่างกายมีน้ำตาลขึ้นมาได้ทันที หรือถ้าร่างกายมีน้ำตาลสูง การจะรอให้เบต้าเซลสร้างฮอร์โมนอินซูลินขึ้นมาก็ไม่ทัน แต่การที่อัลฟ่าเซลหยุดสร้างกลูคากอนก็สามารถทำให้น้ำตาลลงได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าฮอร์โมนอินซูลิน และ กลูคากอนจะทำงานตรงข้ามกัน แต่ก็เป็นไปเพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกันเพื่อให้ร่างกายเราปลอดภัย คนที่เป็นเบาหวานจึงเป็นคนที่มีฮอร์โมนอินซูลินลดลง และมีฮอร์โมนกลูคากอนมากเกินไป

นอกจากตับอ่อนแล้วร่างกายเรายังมี “เซลไขมัน” ไว้กักเก็บน้ำตาล เรามี “กล้ามเนื้อ” ไว้เก็บน้ำตาล และ “ตับ” เป็นตัวเก็บน้ำตาลได้อีกด้วย สาเหตุที่กลไกของร่างกายมีอวัยวะหลายอย่างไว้เก็บน้ำตาลก็เพราะ คนเราไม่ได้กินอาหารตลอด 24 ชม. เรากินเป็นมื้อแล้วหยุดพัก ซึ่งในแต่ละมื้อหลังจากที่เราเพิ่งกินเสร็จ น้ำตาลในร่างกายของเราจะขึ้นสูงและในขณะที่ร่างกายยังไม่นำไปใช้ ร่างกายก็จำเป็นจะต้องมีที่เก็บพลังงานที่ได้จากอาหารนี้เอาไว้ก่อน ซึ่งโดยกลไกธรรมชาติของร่างกายเรา จะนำพลังงานสำรองเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่เราไม่ได้กินอาหาร เช่น ในขณะที่นอนหลับ เซลไขมัน กล้ามเนื้อ ตับก็จะมีกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลกลับคืนเพื่อให้ร่างกายเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลไว้ได้คงที่ตลอดเวลา

ในกระบวนการสร้างและปล่อยน้ำตาลจากเซลไขมัน กล้ามเนื้อ และตับนี้เอง ที่เป็นคำตอบให้กับคนเป็นเบาหวานที่สงสัยว่า ทำไมค่าน้ำตาลตอนเช้าถึงสูงกว่าตอนก่อนนอนทั้งที่ไม่ได้กินอะไรตลอดทั้งคืน ซึ่งสำหรับคนที่เป็นเบาหวานกระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปอย่างไม่สมดุล การสร้างและปล่อยน้ำตาลออกมามากเกินไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูง

นอกจากนั้นแล้ว กระเพาะและลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการดูดซึมอาหาร เราพบว่าคนที่อ้วนมากเมื่อได้รับการรักษาด้วยการตัดกระเพาะบางส่วนออกไป นอกจากจะทำให้ผอมลงได้แล้ว โรคเบาหวานที่เป็นก็ยังหายด้วย เพราะฉะนั้นกระเพาะและลำไส้จึงเป็นอีกอวัยวะที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกาย อีกอวัยวะหนึ่งคือ ไต ไตทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสีย โดยเอาของเสียออกไปทางปัสสาวะและดึงส่วนที่ดีกลับคืนสู่ร่างกาย ส่วนที่ดีที่ไตส่งกลับคืนสู่ร่างกายคือ น้ำตาลและโปรตีน

จะเห็นได้ว่าความรู้ในปัจจุบันทำให้เรารู้ว่าอวัยวะที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงได้นั้นมีหลายอวัยวะ ยาเบาหวานจึงถูกผลิตขึ้นมาให้ออกฤทธิ์แตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น บางคนน้ำตาลสูงจากลำไส้ทำงานเยอะเกินไป บางคนจากตับทำงานไม่ดีเก็บน้ำตาลไม่ได้ บางคนเพราะอ้วนมีไขมันเยอะ บางคนเป็นเพราะไม่ออกกำลังกายเซลกล้ามเนื้อทำงานไม่ดี บางคนไตทำงานไม่ดี ถ้าเรารู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าตำแหน่งไหนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเราสูง เราก็จะสามารถเลือกใช้ยาที่เหมาะสมได้ให้ออกฤทธิ์ถูกตำแหน่งได้

(ฟังการบรรยายแค่สไลด์แรกของคุณหมอ ทำเอาสตั้นไปหลายวินาที  เพราะถึงแม้จะเป็นโรคเบาหวานมา 30 ปี ก็รู้และจำได้แต่เพียงว่าเป็นเบาหวานที่ตัวเองเป็นนั้น เป็นเพราะตับอ่อนเกิดมาแล้วแก่ ผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็เลยต้องฉีดอินซูลินทุกวัน

พอมาได้ฟังคุณหมออธิบายโดยละเอียดแบบนี้แล้ว ทำให้รู้มากขึ้นว่ากลไกการทำงานของร่างกายมหัศจรรย์และซับซ้อนมาก ฟังแล้วอยากจะกรีดร้องด่าตัวเองว่าโง่มาก (ก ไก่ล้านตัว) เมื่อก่อนนี้ไปหลงเชื่อพวกที่ชอบอ้างว่าตัวเองหวังดี มาแนะนำ มาพาไปซื้อ ไปลอง ไปกิน อาหารเสริมเอย สมุนไพรทั้งไทย ทั้งจีนเอย น้ำสารพัด ผงสกัด อะไรต่อมิอะไรที่อ้างว่าลดน้ำตาลได้ รักษาเบาหวานให้ดีขึ้นได้ ไปเชื่อคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน แต่ละคนที่แนะนำมาไม่เคยมีใครหน้าไหนอธิบายที่มาที่ไปของโรคเบาหวานได้อย่างที่คุณหมออธิบายเลยสักคน!)

 

ภาพตารางเปรียบเทียบยาลดน้ำตาลแต่ละชนิดที่คุณหมอต้องจำเพื่อเลือกใช้ชนิดยาให้ถูกต้อง และปริมาณให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยเบาหวาน

ยาเบาหวานที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีอยู่มากกว่า 30 ชนิด แล้วหมอจะเลือกยาชนิดไหนให้กับคนที่เป็นเบาหวานแต่ละคน?

อาจารย์ได้อธิบายถึงยากลุ่มต่างๆ ทั้ง 7 กลุ่มโดยอธิบายถึงการออกฤทธิ์ ข้อดีและข้อเสียของยา พร้อมทั้งเปิดตารางเปรียบเทียบลดน้ำตาลแต่ละชนิดให้ดูว่าอาจารย์และหมอทุกท่านที่รักษาเราจะต้องจำคุณสมบัติและข้อควรระวังของยาทุกชนิดโดยคุณ้หมอที่รักษาผู้ป่วยจะดูรายละเอียดของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น อายุ เพศ น้ำหนักตัว มีโรคหัวใจหรือไม่  มีปัญหาเรื่องทางเดินอาหารหรือไม่ อ้วนหรือผอม มีตับไตผิดปกติหรือเปล่า มีภาวะเรื่องหลอดเลือดร่วมหรือไม่ แล้วจึงจะเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถนับได้ว่าเป็นการเลือกยาให้แบบเจาะจงเฉพาะคนสำหรับผู้ป่วยโดยสังเกตจากลักษณะชองผู้ป่วยเป็นหลัก

ภาพหลักพื้นฐานของการรักษาแบบเฉพาะรายบุคคลตามลักษณะพันธุกรรม ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

และในอนาคตอันใกล้ที่การแพทย์พัฒนาไปถึงขั้นตรวจพันธุกรรมได้อย่างละเอียด แพทย์จะยิ่งสามารถให้ยาที่ออกฤทธิ์ได้ตรงจุดได้ทันที โดยวิธีนี้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงของยาต่อตัวผู้ป่วยน้อยที่สุด ซึ่งปัจจุบันในการรักษาโรคมะเร็งเริ่มใช้วิธีตรวจพันธุกรรมในการรักษาแล้ว

(ยิ่งฟังการบรรยายก็ยิ่งรู้สึกว้าววววววว่าเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันนี้ก้่วหน้าไปมาก เมื่อ 100 กว่าปีก่อนคนเป็นโรคเบาหวาน จะถือว่าเป็นโรคแห่งความตายเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับใครแล้ว ตายทุกรายแน่นอน แต่หลังจากมีการค้นพบอินซูลิน มีการค้นคว้าและวิจัยจนค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดเราสูงได้อย่างไร และมีการผลิตยาขึ้นมาเพื่อรักษาอาการได้ตรงจุดและดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตยังจะสามารถหาสาเหตุของแต่ละคนได้อย่างชัดเจนทันทีด้วยผลจากการตรวจหาพันธุกรรม … แบบนี้ต้องเรียกว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกับการรักษาเฉพาะคนแบบ Thailand 5.0 แน่ๆ …. เพราะฉะนั้นเราทุกคนที่เป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง อย่าหลงอยู่ในยุค Thailand 0.44 ที่ยังคิดว่ายาผีบอกที่คนเอามาหลอกว่ากินแล้วรักษาได้ อาหารเสริม สมุนไพรไทย-จีน สารสกัด หรือวิธีการรักษาที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ จะรักษาเบาหวานให้หายขาดได้เป็นอันขาดนะ)

แนวทางการรักษาผู้ป่วยเบาหวานที่สมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาประกาศ

จากนั้นอาจารย์ได้เล่าถึงมาตรฐานของการรักษาเบาหวานที่ประกาศโดยสมาคมเบาหวานของสหรัฐอเมริกาที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกที่แพทย์ทุกคนต้องอ่านเพื่อให้แพทย์รู้ถึงเป้าหมายของการรักษาเบาหวานว่าค่าระดับน้ำตาลที่แสดงว่าการควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ ระดับ HbA1C(ฮีโมโกลบินเอวันซี) ต้องน้อยกว่า 7%  ระดับน้ำตาลในเลือดเจาะปลายนิ้วก่อนรับประทานอาหาร 80-130 มก./ดล. และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารไม่เกิน 180 มก./ดล. และแนวทางการรักษาเบาหวานที่สำคัญคือให้ยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพราะการรักษาเบาหวานจะได้ผลดีหรือไม่ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอแต่ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยจึงต้องรับฟังผู้ป่วย ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วย ที่สำคัญคือต้องให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะดูแลรักษาอย่างไร

ภาพความสำคัญของการลดระดับ HbA1C ได้ทุก 1%

และอาจารย์ได้อธิบายถึงความสำคัญของระดับ HbA1C ว่าเป็นค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การควบคุมระดับ HbA1C ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีจะลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวานได้

โดยทุกๆ 1% ของ HbA1C ที่ลดได้ สามารถลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ 14% ลดอัตราการตายจากเบาหวานได้ถึง 21% และสามารถลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ถึง 37% ถ เพราะฉะนั้นการรักษาระดับ HbA1C ให้ต่ำกว่า 7% จึงเป็นเรื่องที่ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนควรใส่ใจและให้ความสำคัญ

คำถาม-คำตอบหลังการบรรยาย

สมาชิก : ขอถามเกี่ยวกับตับว่า มีทางรักษาพังผืดที่ตับเพื่อไม่ให้เป็นตับแข็งหรือมะเร็งได้ไหม?

อ.สมพงษ์ :  พังผืดก็คือแผลเป็น เราไม่สามารถรักษาแผลเป็นที่อยู่ในตับให้หายขาดได้ แต่มีวิธีการรักษาคือรักษาตามอาการ สิ่งที่เราทำได้ไม่ให้ตับเป็นพังผืดคือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ต้องรักษาก่อนที่จะเป็นพังผืดคือเมื่อคุณหมอแจ้งว่าเรามีไขมันพอกตับ/ไขมันเกาะตับ/ไขมันคั่งในตับแล้วเราต้องรีบรักษาอย่าปล่อยให้เกิดบาดแผลจนเป็นพังผืด เพราะเมื่อตับเป็นแผลเป็นหรือมีพังผืดที่ตับแล้ว โอกาสที่จะเป็นตับแข็งก็สูง และมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงตามไปด้วยเพราะฉะนั้นต้องควบคุมระดับน้ำตาล และควบคุมไขมันให้ดีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

สมาชิก : วิธีรักษาแบบพันธุกรรมที่คุณหมออธิบายมามีโอกาสใช้ประกันสังคมหรือไม่

อ.สมพงษ์ : ยังตอบไม่ได้ เพราะปัญหาอยู่ที่เงิน ในส่วนของโรคมะเร็งที่ทำได้เพราะมีความคุ้มค่า เพราะยารักษามะเร็งอยู่ที่หลักแสนบาท การตรวจหาพันธุกรรมใช้เงินหลักหมื่นบาท เป็นความคุ้มค่าในการรักษาเพื่อจะได้เลือกใช้ยาที่จะได้ผลในการรักษา แต่ในโรคเบาหวานยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเพื่อให้การตรวจพันธุกรรมได้ผลนั้นมีราคาถูกลง

สมาชิก :  ยาทุกชนิดที่กินผ่านตับจะทำลายตับใช่ไหมคะ?

อ.สมพงษ์ : มียาบางชนิดที่ผ่านตับ มียาบางชนิดที่ผ่านไต ไม่ใช่ยาทุกชนิด ยาเบาหวานที่ไม่ได้ผ่านตับก็มี ไม่ได้ผ่านไตเลยก็มี เพียงแต่ว่ายาส่วนใหญ่จะมีการผ่านตับ และผ่านไต เนื่องจาก 2 อวัยวะนี้เป็นตัวกรองของเสีย

สมาชิก : ไปตรวจ Ultrasound มาพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรผ่าตัดหรือไม่?

อ.สมพงษ์ : น้ำดีในร่างกายเอาไว้ช่วยย่อยไขมัน  และคนเราทุกคนมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ผู้หญิงมักจะเป็นมากกว่าผู้ชาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดีแล้วต้องทำการผ่าตัด แต่คนที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดคือ คนที่มีอาการ

1 กินอาหารแล้วมีการท้องอืด ปวดท้อง  คนที่มีอาการคือมีนิ่วเป็นจำนวนมากและก้อนใหญ่แล้ว

2 ก้อนนิ่วหลุดออกมาอุดทางเดินน้ำดีจนปวดท้อง เกิดอาการตาเหลือง ตัวเหลืองจากถุงน้ำดีคั่ง

3 เกิดภาวะติดเชื้อจากการอักเสบ

4 พบติ่งเนื้อในถุงน้ำดี แล้วหมอเป็นกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

เพราะฉะนั้นจะต้องผ่าตัดหรือไม่ หมอที่จะรักษาจะเป็นผู้พิจารณา แต่ถ้าเป็นเบาหวานและคุมได้ไม่ดีด้วย อาจจะเป็นสาเหตุให้ติดเชื้อได้ง่ายซึ่งจะนำไปสู่ภาวะต่างๆ ได้ง่ายขึ้น คุณหมออาจจะพิจารณาให้ผ่าตัดได้

สมาชิก : ตอนนี้ภาวะเท้าบวมและชามาก ไม่ทราบว่าเกิดจากยาเบาหวาน Metformin กับ  Glipizide ที่กินอยู่หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ยาเบาหวาน 2 ตัวนี้ไม่ทำให้เท้าบวม ไม่ทราบว่ามีกินยาอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่? มีกินยาความดันอยู่หรือเปล่า? ยาความดันที่ใช้ ใช่ชื่อแอมโรพีนมั้ย? เพรั้าะฉะนั้นในความบวมที่เกิดขึ้น อาจจะเกิดจากยาความดัน อาจจะเกิดจากเบาหวานได้ และอาจจะเกิดจากโรคไตได้ จำเป็นต้องไปแจ้งให้คุณหมอผู้รักษาทราบเพื่อให้คุณหมอปรับยาให้เหมาะสมกับอาการและโรคที่เป็นอยู่

สมาชิก : ทำไมน้ำตาลหลังอาหารจึงน้อยกว่าก่อนอาหาร ผิดปกติหรือไม่? โดยกิจวัตรประจำวันคือ ในตอนเช้าจะเจาะน้ำตาลได้ 100-110 มก./ดล. ปั่นจักรยาน 1 ชม. กินอาหาร และปั่นจักรยานกลับ อีก 1 ชม. และเมื่อตรวจ น้ำตาลจะอยู่ที่ 80-90 มก./ดล.

อ.สมพงษ์ : ผลที่ได้มาจากการออกกำลังกายด้วยการให้กล้ามเนื้อทำงานตลอดเวลา เมื่อกล้ามเนื้อทำงานจะมีความไวต่ออินซูลินมากขึ้น ทำให้ใช้น้ำตาลมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่มีระดับน้ำตาลไม่สูงแล้วต้องการไปออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ตีเทนนิส ปั่นจักรยาน วิ่ง จึงจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อเป็นพลังงานเสริมเข้าไป  เพราะฉะนั้นค่าน้ำตาลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ค่าน้ำตาลหลังอาหารตามปกติ แต่เรียกว่าเป็นค่าน้ำตาลหลังออกกำลังกาย ค่าจึงต่ำกว่าได้

สมาชิก : เป็นเบาหวานมานาน มีอาการช้าที่เท้าเหมือนสวมถุงเท้าตลอดเวลามีวิธีรักษาให้หายได้หรือไม่?

อ.สมพงษ์ : ในลักษณะของการชาเท้านั้นชาเพราะเส้นประสาททำงานไม่ได้ปกติ แต่เส้นประสาทยังมีอยู่ เส้นประสาทยังไม่ตายแต่ทำงานไม่ได้ จะมีอาการชาแบบเป็นๆ หายๆ  หรือถ้าเราไม่รู้สึกอะไรเลย เส้นประสาทอาจจะตายแล้ว ซึ่งในส่วนนั้นก็จะกลับมาไม่ได้ แต่เส้นประสาทก็ไม่ได้ตาย 100% แต่ยังจะเหลือเป็นหย่อมๆ เส้นประสาทที่เหลือเป็นหย่อมๆ อาจจะแผ่ขยายขึ้นมาใหม่ได้ เราต้องคุมเบาหวานของเราให้ดี เพราะอาจจะทำให้เรากลับมารู้สึกขึ้นมาได้บ้าง แม้จะไม่ได้ดีเหมือนเดิม  แต่สำหรับคนที่ไม่มีความรู้สึกเลยเหมือนเท้าเดินบนเกี๊ยะตลอดเวลา เส้นประสาทที่ตายไป 100% แล้วก็จะกลับมาไม่ได้

สมาชิก : ผมเป็นเบาหวานที่ฟอกไตแล้ว อยากจะถามว่าเบาหวานหายไปไหน? เพราะจากเอวันซีของผมที่เคยสูง 13 ตอนนี้เหลือ 5

อ.สมพงษ์ : คนที่เป็นไตวายสภาวะจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ความอยากอาหารจะลดลง การกินอาหารจะถูกจำกัดโดยหมอไตว่าอันนั้นก็กินไม่ได้ อันนู้นก็กินไม่ได้ และถ้าเรากินแบบไม่จำกัด เราจะฟอกไตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งอย่างที่เป็นอยู่ไม่ได้เพราะมันไม่พอ  เมื่อเราคุมอาหารดีขึ้น ระดับน้ำตาลเราก็จะดีขึ้นด้วย ผอมลงกว่าแต่ก่อนใช่ไหม? 15 กิโลที่หายไปนั้น มีผลต่อระดับน้ำตาลที่หายไปด้วย โรคเบาหวานไม่ได้หายไป ถ้าเรากินจนน้ำหนัก 15 กิโลกลับคืนมาเหมือนเดิม HbA1C เราก็จะกลับมาสูงเหมือนเดิม ไม่ใช่เพราะการล้างไตทำให้เบาหวานหายไป แต่เป็นเพราะตอนนี้เราปรับตัวเราเข้าสู่สภาพใหม่ ทำให้ระดับน้ำตาลของเราดีขึ้นเลยเหมือนกับว่าเบาหวานเราหายไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่าบางส่วน ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 150 เดือนเมษายน 2560

โฆษณา

เป็นเบาหวาน ทำไมต้องไปหาหมอเป็นประจำ?

เมื่อวันก่อนไปหาหมอเบาหวานตามนัด ที่เราต้องพบกันเป็นประจำทุก 3 เดือน ปีนึงจะได้เจอหน้าคุณหมอ 4 วัน (วันละ 5 นาที) จาก 365 วันใน 1 ปี

ตอนเป็นเด็ก ไม่ชอบที่จะไปหาหมอเลย เวลาก็ผ่านไปเร็วมาก แป้บเดียวต้องไปเจอหน้าหมออีกแล้ว เบาหวานก็คุมได้ไม่ดี ต้องมาฟังคุณหมอพูดเตือนคำเดิมๆ อีกแล้ว เคยนึกในใจว่าหมอไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือยังไงกัน

แต่พอโตมารู้ความมากขึ้น ระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวานที่มากกว่าครึ่งชีวิต ประสบการณ์การดูแลตัวเอง คุณแม่และสมาชิกในครอบครัว ทำให้คุ้นชินกับบุคคลากรทางการแพทย์มากขึ้น เลยมีโอกาสพูดคุยทักทายกันนอกเรื่องโรคมากขึ้น จนรู้สึกว่าโชคดีที่เป็นเบาหวาน!

เพราะข้อดีที่สุดของการเป็นเบาหวานที่เป็นโรคเรื้อรังคือ ความรักและความผูกพันกับบุคคลากรทางการแพทย์ที่เห็นเราเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนสมาชิกในครอบครัว 😀 พาตัวเองไปหาหมอ คุณหมอก็จะถามถึงคุณแม่เสมอ เพราะตอนที่ยังเป็นเด็กคุณแม่จะเป็นคนพาเราไปหาหมอทุกครั้ง

การมีโรคนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แต่เมื่อเป็นโรคแล้ว การทำใจ การยอมรับ การเปิดใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ได้ เพราะจะช่วยให้การอยู่กับโรคของเราไม่ยาก ลำบาก และทุกข์ทนจนเกินไป

ตอนเป็นเด็ก รู้สึกจริงๆ ว่าการไปหาหมอไม่มีประโยชน์อะไร หมอดูผลเลือดเสร็จ ก็เอาพูดในรูปแบบเดิมซ้ำๆ ซึ่งกว่าจะฟัวแล้วเข้าใจว่า หมอพูดไม่ซ้ำกันเลย เพราะหมอจะดูผลเลือดของเราด้วยความตั้งใจทุกครั้ง จะอธิบายให้ฟังว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่อย่างไร มีอะไรที่เราควรปรับปรุงแก้ไข มีอะไรที่เราควรดำเนินชีวิตเช่นนั้นต่อไป สิ่งที่หมอพยายามอธิบายให้เราฟังในแต่ละครั้งที่พบกัน ผลประโยชน์ของเราเองล้วนๆ เลย เราจำได้ไหม? เราจดบันทึกกันไว้บ้างหรือเปล่า?

Follow up diaryล่าสุดที่ลักข์ไปหาหมอเบาหวาน ได้รู้คำตอบที่แอบสงสัยมานานว่าก่อนเข้าห้องตรวจ เจ้าหน้าที่พยาบาลก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก แล้วจดในแฟ้มแล้วทุกครั้ง แต่เข้าห้องตรวจทีไร คุณหมอจะขอวัดความดันอีกที พร้อมทั้งขอจับชีพจรด้วย หลังจากคุณหมอชมว่าค่าไตดี ความดันดี การเต้นของชีพจรสม่ำเสมอ ถามหมอให้หายคาใจดีกว่าว่าทำไมคุณหมอถึงใส่ใจมากกว่าค่าน้ำตาล ทำไมต้องวัดความดันซ้ำ

คุณหมอบอกว่า ลักข์เป็นเบาหวานมานานเกือบ 30 ปีแล้ว และตอนนี้เริ่มเข้าสู้วัยผู้สูงอายุเบื้องต้น โรคความดันสูงอาจจะมาเยี่ยมเยือนแล้วอยู่ด้วยได้ทุกเมื่อ จึงต้องคอยเฝ้าระวังเอาไว้ เพราะหากเผลอปล่อยให้มีภาวะความดันสูงโดยไม่ดูแล ระยะเวลาเพียง 2 ปี ก็จะทำให้หลอดเลือดแข็งได้

ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา หมออออออ ไม่เข้าใจค่ะ ให้หมออธิบายใหม่ ไหนว่าหลอดเลือดคนเป็นเบาหวานจะเสียหายถ้าไม่คุมน้ำตาลให้ดีไงคะ? ความดันสูงเกี่ยวอะไรด้วย???

คุณหมอบอกว่าโรคความดันสูงนี้สำคัญนัก เพราะเป็นเรื่องของการสูบฉีดและการดันเลือด ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและไตโดยตรง หากเป็นโรคความดันสูง แล้วไม่ดูแล หลอดเลือดจะเริ่มมีปัญหา หลอดเลือดจะแข็งตัวขึ้นโดยใช้ระยะเวลา 2 ปี ยิ่งสะสมไว้นานเส้นเลือดก็จะยิ่งแข็งตัว กว่าที่หลายคนจะรู้ว่าโรคความดันสูงอันตรายก็มักเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน เช่นเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวาย ฯลฯ ได้แต่ร้องเสียดาย ถ้ารู้อย่างนี้จะกินยาความดัน จะใส่ใจดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่เคยมีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้สักราย

ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่มักจะชอบผลัดผ่อนแก้ตัวเสมอว่าลืมกินยา ลืมไปตามนัดของหมอ เบื่อที่หมอเอาแต่พูดเรื่องเดิมๆ เบื่อที่หมอบ่นแต่เรื่องโรคซ้ำๆ ว่า ที่หมอพูดเพราะหมอห่วงเรา เพราะหมอเรียนมาจนรู้ว่าหากเราไม่ดูแลตัวเองวันนี้ในอนาคตเราจะเป็นยังไง เพราะหมอเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ต้องเจอกับผู้ป่วยนับหมื่นคนใน 1 ปี รวมทั้งที่หมอได้รับรู้ รับฟัง ช่วยเหลือ ดูแล รักษา ผู้ป่วยที่มีปัญหาจากเส้นเลือดแข็งตัวจนเกิดปัญหาเพราะผู้ป่วยยนั้นไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเอง

เคยมีเพื่อนบอกว่าหมอที่รักษาน่ารัก ไม่ว่าเขาจะเกเรมากแค่ไหน ทั้งลืมกินยา ทั้งไม่ไปหาหมอตามนัด เพราะลืมประจำ หมอก็ยังไม่เบื่อที่จะคอยเตือนทุกครั้งที่ได้เจอ … ลักข์บอกเพื่อนไปว่าอย่าทิ้งขว้างความห่วงใยของหมอ อย่าไม่เห็นคุณค่าของความปรารถนาดีที่หมอใส่ใจ ตั้งใจ ดูแลรักษาเราด้วยคำว่าลืม ด้วยคำว่าเบื่อ ด้วยคำว่าขี้เกียจ ด้วยการไม่ไปตามนัดเลย

การเป็นเบาหวานแล้วต้องไปหาหมอติดตามอาการเป็นประจำ ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราสำหรับปัจจุบันและอนาคต เราคือคนที่จะได้รับผลคนเดียวเต็มๆ ว่าแล้ว อย่าลืมกินยา อย่าลืมไปหาหมอตามนัดครั้งต่อไป และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรค ถามหมอได้ ไม่ต้องเก็บความสงสัยไว้นะคะ เพราะเราจะได้ความรู้เพิ่มอย่าที่คาดไม่ถึงทีเดียว 😀

เดือนพฤศจิกายน เดือนที่มีวันเบาหวานโลกอยู่

เพราะโรคเบาหวาเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอันตรายอื่นๆ ตามมา เช่นโรคเบาหวานขึ้นตา ทำให้ตาบอดได้ โรคเบาหวานลงไต ทำให้เป็นโรคไตวายได้ ดังนั้นสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) องค์การอนามัยโลก (WHO) และ สหประชาชาติ (UN) จึงได้ประกาศให้มีวันเบาหวานโลก เพราะต้องการรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงภัยอันตรายที่มาจากโรคเบาหวาน
wdd2013
ทำไมต้องวันที่ 14 พฤศจิกายน?
สมาชิกจากทุกองค์กรเลือกวันนี้เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับคุณหมอ Frederick Banting ผู้ค้นพบอินสุลิน เป็นการค้นพบที่พลิกชีวิตของคนที่เป็นโรคเบาหวานให้มีชีวิตได้เลยทีเดียว โรคเบาหวานในอดีตตั้งแต่บันทึกบนกระดาษปาปิรุสเมื่อหลายพันปีก่อนจนถึงก่อนค้นพบอินสุลินในปี 1922 (93 ปีที่แล้ว) โรคเบาหวานจัดเป็นโรคร้ายถึงแก่ชีวิตในระยะเวลาอันสั้น แต่หลังจากการค้นพบอินสุลินโรคเบาหวานไม่ใช่โรคแห่งความตายอีกต่อไป พวกเราสามารถมีชีวิตอยู่อย่างยืนยาวอย่างมีความสุขกับโรคเบาหวานได้ ถ้าเรารู้จักโรคเบาหวานของเรา

แต่ที่โรคเบาหวานยังจัดเป็นโรคอันตรายอยู่เพราะถือว่าเป็นภัยเงียบที่คนเป็นเบาหวานเกินครึ่งไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองเป็นเบาหวาน รวมทั้งมากกว่าครึ่งที่เป็นเบาหวานแล้วไม่ใส่ใจดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี กว่าจะรู้ตัวอีกทีอวัยวะถูกทำลายจนทำให้เกิด โรคเบาหวานขึ้นตา โรคเบาหวานลงไต โรคหัวใจและหลอดเลือด และปลายประสาทต่างๆ สูญเสียไปมากแล้ว …. ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุให้ทุกคนที่รู้ถึงภัยของโรคเบาหวาน โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์จึงคอยบอก คอยเตือนให้คนเป็นเบาหวานทุกคนรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ

วันเบาหวานโลก แตกต่างจากทุกวันไหมสำหรับคนเป็นเบาหวาน???

ไม่แตกต่างหรอก วันเบาหวานโลกก็เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่คนเป็นเบาหวานยังต้องกินยาตามปกติ ฉีดอินสุลินตามเวลาอย่างที่เคย คนเป็นเบาหวานยังต้องใช้เวลาอยู่กับเบาหวานตลอด 24 ชม. 7 วันต่อสัปดาห์ 52 สัปดาห์ต่อปีเช่นเดิม เพียงแต่วันนี้ เดือนนี้ ที่คนจำนวนมากจากทุกมุมโลกกำลังมีส่วนในการรณรงค์ให้ทุกคนหันมาเห็นความสำคัญของโรคเบาหวาน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรค เพื่อให้คนที่เป็นแล้วดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้มีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ร่วมกิจกรรม หาความรู้เพื่อดูแลตัวเองแข็งแรงอยู่เสมอและตลอดไป

เป็นเบาหวานแล้วต้องตาบอด ต้องตัดขาทุกคนหรือเปล่า?

ไม่ต้องเลย เป็นโรคเบาหวานแล้วหากดูแลตัวเองได้ถูกหลัก สามารถสวยได้ หล่อได้ ดูดีได้จนวันหมดลมหายใจ การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ได้เราสามารถอยู่กับเบาหวานได้อย่างสดใส ไฉไล แข็งแรงไปตลอด แบบไม่ต้องเผชิญกับโรคแทรกซ้อนใดๆ จนต้องสูญเสียอวัยวะให้ทุกข์ทรมานเลย แต่ถ้าไม่ดูแลตัวเอง ความเสี่ยงของการสูญเสียก็จะมีสูงมากตามมา

คนเป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเองยังไง?

triangle balance

การดูแลโรคเบาหวาน คือ การรักษาสมดุลระหว่าง อาหาร – ยา – กิจกรรมในชีวิต ซึ่ง ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่งานหนัก แต่ต้องจำเป็นต้องอาศัยความรู้ มีวินัย และ ห้ามขี้เกียจ เราต้องเรียนรู้เรื่องอาหารให้เข้าใจว่าอาหารแต่ละประเภทส่งผลต่อระดับน้ำตาลของเราแบบไหน ยังไง การกินยา/ฉีดอินสุลินออกฤทธิ์อย่างไรมีผลกับร่างกายของเราอย่างไร และกิจกรรมในชีวิต การเคลื่อนไหวของร่างกายส่งผลอย่างไรต่อระดับน้ำตาลในเลือดของเรา

ถ้าเราจับหลักได้ รักษาสมดุลได้ เราก็สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้เป็นอย่างดี มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างปราศจากโรคแทรกซ้อนได้แน่นอน ดูเหมือนยาก ดูเหมือนเยอะ ดูเหมือนมากมาย แต่ทั้งหมดที่เราทำ ก็เพื่อสุขภาพของตัวเราเองนะ ไม่มีใครกินให้เราอิ่มแทนได้นะ หมอที่รักษาเบาหวานที่ดีที่สุด คือตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง บุคคลากรทางการแพทย์คือทีมของเรา เขาคือโค้ช เขาคือผู้แนะนำที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่มีความรู้ดีๆ ความรู้เด็ดๆ แนะนำเพื่อให้เราเป็นหมอเบาหวานที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

วันเบาหวานโลก ไม่ได้ทำให้โรคเบาหวานของเราเปลี่ยนแปลงอะไรหรอกแต่การที่มีคนจำนวนมากระดมกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อคนเบาหวานเพราะเขารู้จริงและเข้าใจว่าโรคเบาหวานนั้นสามารถนำความทุกข์ทรมานมาสู่คนที่เป็นได้จริง หากเราเหลียวมองความรักความห่วงใยของ พ่อแม่ ลูกหลาน สมาชิกในครอบครัว เพื่อนในชีวิต และ บุคคลากรทางการแพทย์ คนกลุ่มนี้มีความปรารถนาดีเพื่อประโยชน์ของสุขภาพเราทั้งสิ้น ส่วนคนขายของทั้งสมุนไพร อาหารเสริม ยารักษาครอบจักรวาลก็เพื่อประโยชน์ในกระเป๋าเงินของเขาทั้งสิ้นเช่นกัน เราต้องแยกแยะด้วยสติปัญญาให้ได้ว่าใครคือคนที่อยู่เคียงข้าง ห่วงใย มีความรู้ความสามารถในการรักษา หรือใช้เพียงการท่องคาถาว่าดี ว่าหายเพื่อเรียกเงินให้ออกจากกระเป๋าเรา

แม้ว่าลักข์จะเป็นเบาหวานมาเพียง 28 ปี มีเพียงประสบการณ์เพียง 28 ปี แต่ก็พอมีเคล็ดไม่ลับบางประการที่อยากแนะนำสำหรับคนเป็นเบาหวานที่อยากดูแลตัวเอง

เคล็ดไม่ลับนั้นคือ การบันทึกประจำวัน( Diary)เบาหวาน ที่จดผลเลือด ปริมาณอินสุลิน ปริมาณอาหาร และการออกกำลัง ลักข์เจาะเลือดดูระดับน้ำตาลก่อนฉีดอินสุลินเช้า-เย็นทุกวัน บันทึกอาหารที่กินทุกครั้ง และบันทึกการออกกำลังด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เราสามารถตรวจสอบตัวเองย้อนหลังได้ว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้ผลน้ำตาลออกมาแบบนี้ อีกเคล็ดไม่ลับคือ การดื่มน้ำเปล่าวันละ 2-3 ลิตรมีประโยชน์มาก เพราะเคล็ดไม่ลับนี้ทำให้ลักข์กินอาหารได้ทุกอย่างระวังแค่ปริมาณเท่านั้น ลองนำไปใช้ได้นะคะ สิ่งสำคัญคืออย่ามีข้ออ้างเพราะขี้เกียจก็พอ กิน อยู่ เป็นกับเบาหวานได้ ก็ดูดีและมีความสุขได้ ง่ายนิดเดียวค่ะ

ถามมา-ตอบไป เป็นเบาหวานจะทำอย่างไรดี? (3)

สวัสดีค่ะ ดิฉันไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลปรากฎว่าเป็นเบาหวาน น้ำตาล 159 แต่คุณหมอยังไม่ได้ให้ยามาทานนะคะให้แต่ยาลดไขมันมาทานเนื่องจากมี คลอเรสเตอรอลสูง 280 LDL 204 ไปตรวจใหม่ โดยงดอาหารและออกกำลังกายน้ำตาลลดลงเหลือ 138 คลอเรสเตอรอล 200 ค่ะ

คุณหมอเลยให้ทานยาลดคลอเรสเตอรอลอย่างเดียว จนใกล้ถึงวันนัดของหมอ ตัดสินใจเปลี่ยนที่ตรวจเนื่องจากค่าใช้จ่ายถูกกว่า ปรากฎว่าน้ำตาลอยู่ที่ 136 คลอลเรสเตอรอล 240 น้ำตาลสะสม 7.3% LDL 178 ค่ะ คุณหมอเลยให้ยามาทาน

แต่ตอนนี้เครียดมากเลยค่ะ ทั้งคำพูดคุณหมอที่ว่าเป็นเบาหวานถ้าไม่ทานยาก็ต้องตาย เครียดจากอาการข้างเคียงของยาด้วย คืออาการท้องอืด ปวดบริเวณท้องน้อย กินข้าวไม่ได้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลียไม่มีแรง

ตอนนี้ท้อมากเลยค่ะกลัวสารพัดกับโรคที่อาจตามมา ร้องไห้หนักมากเลยกลัวมาก ดิฉันควรจะต้องปฎิบัติตัวอย่างไรดีคะ ตอนนี้นอนไม่ค่อยหลับเหมือนปวดเกร็งที่ท้องน้อยตลอดเวลา ควรไปหาหมอใหม่ไหมคะ อาการปวดท้องน้อยเนี่ยเป็นผลข้างเคียงอย่างนึงของยาไหมคะ เครียดมากเลยกลัวเป็นโรคแทรกซ้อนต้องเป็นภาระของคนอื่นค่ะ

 ขอบคุณนะคะ
………………………………………………………………………………………………………..
อาการข้างเคียงที่เล่ามา ตลอดเกือบ 30 ปีที่เป็นเบาหวาน ลักข์ไม่เคยเจอจากการใช้ยาที่คุณ่หมอให้ แต่อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นบ้าง ตอนที่จังหวะชีวิตมีคลื่นลมแรง ปัญหาต่างๆ ประดังเข้ามาในชีวิต จนเกิดภาวะที่เรียกว่าเครียด
คำแนะนำที่สามารถให้ได้เกี่ยวกับเรื่องผลข้างเคียงจากยา จนมีอาการดังกล่าง คือ ไปปรึกษาคุณหมอนะคะ
ลักข์ก็ไม่รู้ว่าที่เป็นอยู่นั้นเกิดจากอะไร แล้วลักข์ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร นอกจากจะบอกว่า นำยาที่กินในชีวิตทั้งหมด ไปให้คุณหมอดู และขอคำปรึกษาแนะนำ รวมทั้งอย่าลืมเล่าอาการทั้งหมดที่เกิดขึ้น คุณหมอจะได้ช่วยวิเคราะห์รักษานะคะ

สำหรับคำถามควรกลับไปหาหมอใม่ไหม? คิด พิจารณา แล้วตัดสินใจได้เองเลยค่ะ

……………………………………………………………………………………………………….

สำหรับคำถาม เป็นเบาหวานแล้วควรปฎิบัติตัวอย่างไร ขอตอบว่า

1. ตั้งสติให้ได้ การร้องไห้หนักมากช่วยระบายความเครียด ความกังวลออกไปได้นิดนึง แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาค่ะ

2. ทำใจยอมรับว่า “เบาหวาน” จะมาอยู่กับเรานับจากวันนี้และตลอดไป โรคเบาหวานในอดีตหลัก 100 ปี-3,000 ปีที่แล้ว ถูกจัดว่าเป็นโรครุนแรง เป็นแล้วไม่นานก็ตาย แต่ปัจจุบันเบาหวาน ถูกจัดว่าเป็นโรคเรื้อรัง หากคนเป็นเบาหวานดูแลตัวเองก็ไม่อันตราย ไม่ดูแลตัวเองก็อันตราย

3. เรียนรู้ว่า “เบาหวาน” เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ อวัยวะนี้คือ ตับอ่อน ที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินสุลิน ฮอร์โมนอินสุลินมีหน้าที่นำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ให้เกิดพลังงาน เมื่อตับอ่อนเสื่อม น้ำตาลในร่างกายเลยไม่ถูกนำไปใช้ ลอยอยู่ในกระแสเลือดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง

สายตาเสื่อม สั้น-ยาว เราแก้ไขด้วยการใส่แว่น
ผิวหนังเสื่อม เหี่ยวย่น เราแก้ไขด้วยการทาครีม ดึงผิว
เม็ดสีเสื่อม ผมเราหงอกขาว แก้ไขด้วยการย้อมผม
ตับอ่อนเสื่อม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง แก้ไขด้วยการคุมอาหาร กินยา ฉีดอินสุลินตามคำแนะนำของแพทย์

4. รู้ฤทธิ์ว่า “เบาหวาน” มีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ สามารถทำให้เราเป็นคนแข็งแรงกว่าเดิมได้ รวมทั้งทำให้เราอ่อนแอลงจนอันตรายได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเองว่าจะตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคเบาหวานแบบไหนอันตรายของการไม่ควบคุมระดับน้ำตาล “เบาหวาน” สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแก่อวัยวะต่างๆ ตา ไต หัวใจ ตีน(ปลายประสาทและหลอดเลือดทั้งหมด) ก่อนที่จะตาย … คุณหมออาจจะใช้คำขู่ที่ฟังดูโหดร้ายว่าไม่กินยาแล้วตาย แต่ในความเป็นจริงแล้วความทุกข์ทรมานจากภาวะแทรกซ้อนนี่สิ น่ากลัวกว่าคำพูดหมอเยอะเลย

5. ตัดสินใจเลือกวิถีการดำเนินชีวิตอยู่กับเบาหวานด้วยตัวเอง และรับผลที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองทั้งหมด

……………………………………………………………………….

สำหรับลักข์เองที่ใช้ชีวิตอยู่กับ “เบาหวาน” มาสุดขั้ว ทดลองด้วยชีวิตจนเฉียดตายมาหลายหน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนหลายคน บอกได้คำเดียวว่าการเป็นโรค “เบาหวาน” คือสัญญาณเตือนให้เราเริ่มหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพของตัวเอง และถ้าเราทำได้ “เบาหวาน” คือส่วนหนึ่งในชีวิตที่นำพาแต่สิ่งดีๆ มาให้ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการ

มีเครื่องตรวจน้ำตาล คือ สิ่งสำคัญจำเป็น ไม่ใช้มีไว้เป็นเครื่องประดับ แต่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตตัวเองได้ด้วย วิธีเจาะคือ ก่อนกินอาหาร หลังกินอาหาร 2 ชม.

มีสมุดจดบันทึก คือ อุปกรณ์อีกชิ้นที่สำคัญ จดบันทึกระดับน้ำตาลก่อนอาหาร อาหารและน้ำทุกชนิดที่หยิบเข้าใส่ปาก ถ้าชั่งตวงวัดลงรายละเอียดเรื่องปริมาณได้ยิ่งดี และบันทึกค่าน้ำตาลหลังอาหาร  2 ชม.ด้วย จะจดแบบไหนก็ได้ สไตล์ตัวเองก็ไม่มีปัญหา ขอแค่ดูรู้เรื่อง จำได้ เข้าใจ เพื่อเอาไว้ไปคุยกับคุณหมอ ลองหาอ่านใน blog นะ เคยเขียนเล่าแล้วว่าควรบันทึกค่านำตาล อาหาร ยา และกิจกรรมการออกกำลังกายของเราเอาไว้ด้วยกันเพราะส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของเราทั้งหมด

…………………………………………………………………..

การต้องรับรู้ว่าตัวเองต้องมีโรคประจำตัว เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับและทำใจ แต่อย่าใช้เวลานานเกินไปในการทำใจนะคะ

หากตัดสินใจจะดูแลตัวเอง ก้าวแรกอาจจะยาก เพราะยังงุนงงกับชีวิต แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ไม่ใช่คนแรกและคนเดียวที่งง เรียกว่าสับสนกันทุกรายเลยค่ะ แต่พอเข้าใจและทำได้แล้ว จะทำได้ไปตลอดเช่นกันค่ะ

ส่วนหากอยากลองใบไม้วิเศษ ยามหัศจรรย์ ที่มีคนนำเสนอทั้งไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณสมุนไพรตามธรรมชาติของพื้นบ้าน ต่างประเทศ ต่างทวีป ต่างดาว หรือมาจากสุดขอบจักรวาล ที่มีคุณสมบัติมหัศจรรย์พันลึก แต่เน้นย้ำตรงกันว่า ให้โกหก เอ้ย ปกปิด ไม่ต้องบอกหมอว่ามาทดลอง ลักข์ไม่สนับสนุนนะคะ อ่านซ้ำอีกครั้งนะคะ ลักข์ไม่สนับสนุนนะคะ

เพราะสัมภาษณ์คุณหมอมาหลายรายแล้ว ล้วนบอกตรงกันว่าขอให้มีของวิเศษมหัศจรรย์นั้นจริงๆ เถอะ หมออยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดจากโรคเบาหวาน ยังไม่มีประเทศไหนในโลกใบนี้ ปลอดคนที่เป็นโรคเบาหวานเลย

……………………………………………………………………………………….

เพิ่งรู้ว่าเป็นเบาหวานครั้งแรก ก็เหมือนเด็กเล็กๆ ที่ยังต้องอาศัยการเรียนรู้และความช่วยเหลือจากบุคคลากรทางการแพทย์ แต่เมื่อฝึกฝนเรียนรู้จนชำนาญรับรองได้ว่า สามารถจัดการระดับน้ำตาลตัวเองให้อยู่ในเกณฑ์ได้แน่ จนต้องชูนิ้วบอกโอเค จัดการด้วยตัวเองได้แล้ว 😀

Learning Por Por

ไม่อยากจะใช้คำนี้กับใครเลย แต่ไหนๆ ก็หลุดมาแล้ว …. ยินดีต้อนรับสู่โลกเบาหวานนะคะ และขอให้มีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างดีและมีความสุขนะคะ

ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว

คุณแม่ได้ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว และก็จะต้องล้างต่อไปเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้จนถึงวันที่เลิกหายใจ เข้า-ออกนั่นแหละ ถึงจะหยุดล้างได้ (แฮ่)

เหตุผลเดิม เหตุผลเดียวที่ลักข์เลือกการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ คือ “คุณภาพชีวิต” ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการล้างไต เท่าที่ลักข์หาข้อมูลจากบุคคลากรทางการแพทย์และอ่านจากประสบการณ์ของผู้ที่ทำการล้างไต ผู้ที่ทำการล้างไตทางหน้าท้องจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการล้างไตทางเส้นเลือด

ซึ่งเวลาผ่านมา 2 ปีแล้วสำหรับการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ จากประสบการณ์ตรงที่เอามาเปรียบเทียบกับตอนที่คุณพ่อต้องล้างไตด้วยเครื่องไตเทียมผ่านทางเส้นเลือด ก็ต้องลับอกว่าตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ให้คุณแม่ล้างไตทางหน้าท้อง

สำหรับ ความรู้สึกของคุณแม่ จากความกล้วเรื่องการติดเชื้อ และความห่วงเรื่องที่ลักข์จะต้องลำบากในการดูแลเขานั้น เรื่องการติดเชื้อไม่ใช่เรื่องที่เขากลัวอีกต่อไป คำเล่าขานที่เชื่อกันมานานว่าล้างไตทางหน้าท้องนั้นจะทำให้ติดเชื้อนั้นไม่ เคยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเลย (หมายถึงการติดเชื้อจากการล้างไต ไม่รวมถึงการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดนะคะ) ส่วนเรื่องเหนื่อยนั้นคุณแม่ก็ทำใจได้มากขึ้นว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ ได้ และลักข์เองก็ไม่เคยพูดหรือบ่นอะไร (ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือเกินกำลังที่จะทำได้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร)

ลักข์ว่า ถ้าหากใครต้องเดินมาถึงจุดที่ต้องล้างไตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การยอมรับและการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสภาพร่างกายในอนาคต ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายสำหรับคุณแม่ไปหน่อย ที่ให้คุณแม่ล้างไตก่อนที่คุณแม่จะมีอาการรุนแรง (คือ ค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 15% แล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตเป็นปกติอยู่นอกรพ.ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่จะทรุดจนถึงขั้นชักกระตุก หมดสติ ซึ่งลักข์ไม่ได้รอให้ถึงวันนั้น) สภาพร่างกายภายนอกของคุณแม่ในวันนี้ไม่มีใครดูออกเลยว่าคุณแม่เป็นโรคไตในระยะสุ ท้ายที่ต้องทำการล้างไตทางหน้าท้องทุกวันแล้ว

การเรียนรู้เรื่องอาหารการกินเป็นอีกเรื่องที่มีส่วนสำคัญมาก ลักข์โชคดีที่ลักข์เป็นเบาหวานและได้เรียนรู้หลักโภชนาการด้วยความเข้าใจมา ก่อนหน้านี้แล้วทำให้การดูแลเรื่องอาหารให้คุณแม่เป็นเรื่องไม่ยาก (แต่สำหรับคนที่มาเริ่มต้นนับหนึ่ง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจเพียงแต่ต้องใช้เวลาสักนิด แต่ถ้าเอาใจใส่จริงๆ ไม่นานก็จะเข้าใจ)

หลักการที่ลักข์ใช้ในการดูแลคุณแม่คือ
1. ไม่ทานอาหารเสริมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเคยลองแล้ว โชคดีที่คุณแม่ sensitive ต่อสารเคมีมาก ทำให้ทดลองกินผลิตภัณฑ์ที่ถูกอ้างว่าทำมาจากธรรมชาติไม่มีอันตรายไปได้แค่ 2 วันก็เกิดอาการผื่นขึ้นอย่างรุนแรง และโชคดียิ่งกว่าที่คุณแม่ไม่ได้รับอันตราถึงชีวิต จากประสบการณ์นี้ทำให้ลักข์หาข้อมูล ทำให้รู้ความจริงว่าอาหารเสริมต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติหรือแปรรูปมาแล้วถ้าไม่มีสารเคมี ก็มีวิตามินและเกลือแร่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอันตรายให้กับคนเป็นโรคไตได้จริงๆ

2. คนเป็นโรคไต ผิวจะแห้งและคันมาก การอาบน้ำไม่ฟอกสบู่หรือการใช้สบู่อ่อน(สำหรับเด็กทารก) จะทำให้ผิวแห้งน้อยลง การทาโลชั่น ครีม หรือน้ำมันเป็นเรื่องจำเป็น

3. อาหารเจ หรือ มังสวิรัติ เป็นอาหารที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต เพราะเป็นอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง หรือถั่วชนิดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถั่วชนิดต่างๆ จะทำให้ค่าฟอสฟอรัสสูงเกินค่าปกติ ซึ่งมีผลให้ร่างกายไม่ปกติ (คุณแม่ไปตรวจตามหมอนัด ซึ่งถ้าค่าฟอสฟอรัสเกิน จะรู้ได้เลยว่าได้ทานอาหารประเภทขนมปัง ไข่แดง หรือถั่วมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องลดปริมาณอาหารประเภทเหล่านี้ลง เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย)

4. ควรหลีกเลี่ยงชา เพราะชาที่ชงไว้นานเกิน 10 นาทีจะมีสารแทนนินซึ่งทำให้ท้องผูก(มากขึ้นได้)

5. โปรตีนที่ดีที่สุด คือ ไข่ขาว เพราะในกระบวนการย่อยโปรตีนเนื้อสัตว์อย่างอื่นจะมีค่าเกลือแร่ต่างๆ ออกมาด้วย ซึ่งไตไม่สามารถรักษาสมดุลเกลือแร่เหล่านั้นไว้ได้อีกแล้ว ไข่ขาวจึงเป็นโปรตีนชั้นดีสำหรับคนเป็นโรคไต สำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างทางหน้าท้องควรทานไข่ขาวให้ได้วันละ 7-10 ฟอง ส่วนเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ยังทานได้แต่ทานในปริมาณน้อย

6. การทานผักและผลไม้ ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับค่าเกลือแร่ที่เรียกว่าค่าโปแตสเซียม ถ้าทานผักหรือผลไม้มากเกินไปก็ต้องทานยาขับออก เพราะค่าโปแตสเซียมที่สูงมากเกินไปจะมีผลต่อการหยุดเต้นของหัวใจได้ แต่ถ้าโปแตสเซียมต่ำก็กินผักและผลไม้ในแต่ละวันให้มากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา

7. การขับถ่าย ยาถ่ายเป็นยาที่มีความจำเป็น (แทบจะกลายเป็นยาประจำวันอีกตัวก็ว่าได้) ต้องระวังไม่ให้ท้องผูกเกิน 3 วัน การที่ร่างกายไม่ขับถ่ายของเสียออกมา ของเสียก็จะดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดการติดเชื้อได้! (ยังไม่เคยมีประสบการณ์การติดเชื้อแบบนี้ เพราะถ้าไม่ถ่าย 2 วันคุณแม่ก็จะทานยาถ่าย) และสำหรับการขับถ่าย ข้อควรระวังสำหรับผู้สูงอายุคือ ห้ามเบ่ง เพราะคุณแม่เคยพยายามที่จะขับถ่ายโดยไม่ใช้ยาช่วย ปรากฏว่ากลไกของร่างกายในขณะเบ่งทำให้ความดันต่ำ จนต้องอุ้มออกมาจากห้องน้ำ (เอามานอนแล้ววัดความดันไม่ได้ นอนสักพักจึงวัดได้ซึ่งตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติมาก)

8. ความสะอาดของห้อง ความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องมือ ความสะอาดของมือ เป็นเรื่องที่ต้องทำตั้งแต่วันแรก และทุกๆ วัน เป็นเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย หรือลดขั้นตอนอย่างเด็ดขาด เพราะลักข์ได้ถามเจ้าหน้าที่พยาบาลตอนฝึกต่อสายแล้วว่าโอกาสที่จะติดเชื้อ ทางการล้างไตทางหน้าท้องมีอะไรบ้าง ป้องกันได้อย่างไร เรื่องความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่ลักข์เคร่งครัดมาตลอด 2 ปี และก็ป้องกันการติดเชื้อได้จริงๆ

9. ไม่ดูแลคุณแม่เหมือนคนป่วย ไม่ประคบประหงมคุณแม่เหมือนคนที่ไม่มีความสามารถ คุณแม่ของลักข์ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยังทำงานได้ กินได้นอนหลับ พาไปนอกบ้าน ไปเดินออกกำลังกายที่สวนลุมได้ ไปเดินช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าได้ ไปกินอาหารนอกบ้านได้ (หากที่ร้านไม่สามารถทำอาหารรสชาติจืดได้ สั่งไข่ต้ม หรือไข่ดาวเลยค่ะ) พาไปค้างคืนที่ต่างจังหวัดได้ (พกอุปกรณ์ในการล้างไตไปให้ครบ และเลือกที่พักที่สะอาดก็ได้แล้ว)

10. เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ การจดบันทึกประจำวัน นอกจากสมุดจดน้ำยาเข้าออกแล้ว ลักข์ยังมีสมุดจดความดันที่ทำเป็นตารางทุกชม.ไว้ด้วย ช่วงที่ความดันของคุณแม่แปรปรวนก็วัดถี่ทุกชม. แต่ถ้าความดันไม่เปลี่ยนแปลงก็วัดวันละครั้ง 2 ครั้ง ในสมุดวัดความดันลักข์จะบันทึกรายละเอียดการไปหาหมอทุกครั้งและจดชื่อคุณหมอ ที่ให้การรักษาทุกครั้งไว้ด้วย เพราะคุณแม่ต้องพบกับคุณหมอหลายท่านหลายแผนกตามโรคจำนวนมากที่เป็นอยู่ คุณหมอหลายท่านใช้วิธีถามไม่ได้เปิดอ่านประวัติในแฟ้ม ซึ่งแรกๆ ที่ลักข์ตอบไม่ได้ก็รู้สึกว่าตัวเองยังดูแลคุณแม่ได้ไม่ดีพอ ทำให้คุณหมอไม่มีข้อมูลในการรักษาที่ครบถ้วน ลักข์ก็เลยทำสมุดบันทึกขึ้น จนเดี๋ยวนี้ไม่ว่าคุณหมอถามเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณแม่ ลักข์สามารถตอบได้โดยเปิดสมุดจดบันทึกเล่มนี้ เมื่อคุณหมอเห็นถึงความเอาใจใส่อย่างจริงจัง คุณหมอก็จะดูแลรักษาคุณแม่ด้วยความใส่ใจจริงจังเช่นกัน

กำลังใจสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกเป็นเบาหวาน

ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งเดียวที่ลักข์ได้มีโอกาสได้รับรู้ความทุกข์ของคุณพ่อ คุณแม่ที่ลูกต้องล้มป่วยและสาเหตุของความเจ็บป่วยนั้นคือโรคเบาหวาน

ลักข์รู้ว่าไม่มีใครอยากเป็นโรคนี้ และยิ่งกว่านั้นไม่มีใครอยากให้แก้วตาดวงใจต้องมีโรคมีไข้ต้องเจ็บปวดหรือล้มป่วยจากโรคภัยใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ลักข์ก็อยากบอกกับพ่อแม่ทุกคนว่า ไม่มีใครอยากเห็น หรืออยากให้เด็กคนไหนบนโลกใบนี้ต้องเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ สักโรคเลยค่ะ

ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่ลูกต้องเป็นโรคเบาหวาน แต่ลักข์ก็อยากบอกว่าเป็นเรื่องโชคดีที่เป็นโรคเบาหวานในยุคที่มีอินสุลินแล้ว หากเราเกิดก่อนปี 1921 ทางเลือกเดียวสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน คือ การเสียชีวิต ในอดีตโรคเบาหวานจึงถูกจัดว่าเป็นโรคอันตรายถึงชีวิต

แต่ในยุคปัจจุบันนี้ ปี 2013 อินสุลินถูกพัฒนาจนถึงขั้นที่เรียกว่าเลียนแบบได้เหมือนกับการทำงานของอินสุลินที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ โดยที่เราอาศัยการฉีดเข้าไปลงไปภายใต้ผิวหนังเท่านั้น ซึ่งเข็มฉีดยา ณ ปัจจุบันเองก็ถูกผลิตให้มีความสั้นและบาง จนแทบไม่มีความรู้สึกเจ็บเมื่อเข็มฉีดยาถูกใช้ส่งผ่านฮอร์โมนอินสุลินเข้ามาในร่างกาย

ไม่ผิดนะคะ ที่คุณพ่อคุณแม่จะรู้สึกเป็นทุกข์ รู้สึกผิด รู้สึกสับสน รู้สึกท้อแท้ รู้สึกโกรธ รู้สึกเสียใจ หรือเกิดความรู้สึกในแง่ลบต่างๆ มากมายเมื่อได้รับรู้ว่าลูกเป็นเบาหวาน แต่มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ มีสติและเข้มแข็งมากพอที่จะเปิดใจเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานนี้อย่างแท้จริงด้วย

เพราะถ้าคุณพ่อ คุณแม่เข้าใจว่า โรคเบาหวานนี้มีวิธีที่รักษาได้ รักษาไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้(แม้จะไม่หายขาดก็ตาม) รวมทั้งไม่ใช่เราคนเดียวบนโลกใบนี้ที่มีลูกเป็นเบาหวาน และลูกของเราก็ไม่ได้เป็นเบาหวานเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้ ความรู้ การยอมรับ และทัศนคติเกี่ยวกับโรคเบาหวานของคุณพ่อ คุณแม่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดต่อไปยังลูก

หลายครั้งที่เด็กๆ ได้เจอกับเพื่อนร่วมโรค ยอมรับและเข้าใจว่าตัวเองเป็นโรคที่ต้องดูแลด้วยการฉีดอินสุลินทุกวันเท่านั้น รวมทั้งมีเพื่อนจำนวนมาก มีรุ้นพี่จำนวนมหาศาลก็ใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนกัน แต่คุณพ่อคุณแม่กลับจมอยู่กับความเชื่อผิดๆ มีทัศนคติในแง่ลบเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ทำให้ไม่สามารถยอมรับโรคเบาหวาน และไม่สามารถก้าวข้ามผ่านฝันร้ายที่มันเกิดขึ้นแล้ว และไม่สามารถพาตัวเองลุกขึ้นมาจากกองความทุกข์นี้ขึ้นมาได้ ส่งผลทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเจริญเติบโตและมีชีวิตเจริญก้าวหน้าไปสุดศักยภาพที่เขามีได้ เพราะถูกความทุกข์ของคุณพ่อคุณแม่ครอบงำเอาไว้

ถ้าอยากให้ลูกเติบโตมาด้วยความรัก มีความเข้าใจ มีวินัย ดูแลตัวเองได้ หัวใจของคุณพ่อคุณแม่ต้องเต็มไปด้วยความรัก ความเข้มแข็งและอ่อนโยนนะคะ อ้อ ต้องมีความรู้ การยอมรับ และความเข้าใจด้วยค่ อาจจะยากหน่อยแต่ถ้าเชื่อมั่นในความรักที่ตัวเองมีต่อลูก รับรองว่าทำได้แน่นอนค่ะ

ลักข์ขอบภาพและคำพูดของคุณออสการ์ (นักกรีฑาเหรียญทองสำหรับคนพิการ) ใบนี้มากค่ะ
รูปภาพCredit : http://www.thepatientsvoice.org/

เมื่อเราสามารถที่จะยอมรับว่าเราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่โดยทั่วไป และเข้าใจความเป็นจริงว่าคนแต่ละคนล้วนมีความสามารถที่แตกต่างตามแต่เหตุและปัจจัย และเราเลือกที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ เต็มศักยภาพ … ความเจริญก้าวหน้าของชีวิต ความสำเร็จในชีวิตก็ย่อมเป็นของเราอย่างแน่นอน

ลักข์เป็นกำลังใจให้กับคนที่รู้จักตัวเอง รู้จักหน้าที่ และกำลังทำวันนี้ของตัวเองอย่างดีที่สุดนะคะ

Logged by Luck(3)

หลังจากที่สมุดจดบันทึกระดับน้ำตาลได้รับการยอมรับและถูกตีพิมพ์ เพื่อให้ทุุกคนใช้จดบันทึกตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ 3 ปี  (1 กรกฎาคม 2554 – 30 กันยายน 2557) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก็ถึงส่วนที่ลักข์คิดว่าเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตที่ลักข์จะมีโอกาสแบ่งปันเรื่องเล่า เรื่องราวของ  “โลกเบาหวาน” ของลักข์จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นอกเหนือไปจากการอธิบายถึงวิธีการใช้สมุดจดบันทึกที่หน้าตาไม่ใช่ตาราง

ลักข์ตั้งคำถามกับน้องๆ ว่า โลกเบาหวานแบบไหนที่เราอาศัยอยู่?

เพราะลักข์เป็นเบาหวาน เป็นมานาน 20 กว่าปีแล้ว ลักข์เชื่อว่าทุกอารมณ์หลากความรู้สึกผ่านมาแทบจะหมดแล้วล่ะ ไม่ว่าความรู้สึกแรกshock ตกใจ หวาดกลัว ปฎิเสธไม่ยอมรับ ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นเบาหวานตลอดชีวิต ยอมรับแบบยังมีความหวังว่าสักวันจะเกิดปาฎิหารย์ จนกระทั่งมาถึงวันที่สามารถยอมรับจากหัวใจ จากจิตวิญญาณว่าเบาหวานจะอยู่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลักข์ไปตลอดกาล

ลักข์เข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อ คุณแม่ ที่ตกใจ หวาดกลัว ไม่ยอมรับ เกิดความรู้สึกว่าเป็นความผิดของตัวเอง และโทษตัวเองเสมอถึงการที่ลูกเป็นเบาหวานและพยายามที่จะหาหนทางรักษาให้ดีที่สุดเพื่อให้ลูกหายขาดจากโรคนี้ให้ได้ หมอดี หมอดังที่ไหน ลักข์ถูกพาไปมาหมดแล้วทั้งนอกและในประเทศ (หมอที่ว่านี้ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ที่จะรักษา แล้วมีวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบพิสูจน์ว่าได้ผลจริง เป็นหมอที่ขายความหวัง ความเชื่อ โดยที่หมอไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นใดๆ  …. ทำให้ปัจจุบัน ลักข์ยอมรับได้ว่าว่าคนที่พร้อมขายสินค้าหลอกลวงมีอยู่เสมอ คนที่แอบอ้างว่าเป็นหมอมีอยู่ตลอดเวลา ตัวเราเองเท่านั้นที่จะต้องมีสติ มีปัญญา และมีวิจารณญาณในการตัดสินใจในการหาหนทางรักษา/ทำร้ายตัวเอง)

ลักข์เคยอยู่ในโลกทัศน์แคบๆ มีทัศนคติที่มืดบอดเกี่ยวกับโรคเบาหวาน เหมือนเป็นกบที่อยู่ในกะลา ที่ไม่เคยเปิดหู เปิดตา เปิดใจ รับรู้ ทำให้พลาดโอกาสการเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานอย่างถูกต้องไป  ชีวิตที่อยู่แต่ในกะลา จึงถูกความเชื่อผิดๆ พัดพาไปอย่างสะเปะสะปะไม่รู้หลัก ไม่รู้ทิศทาง และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จนกระทั่งโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตาก็เกิดขึ้นกับลักข์ในชีวิตจริง

กว่าที่ลักข์จะพ้นจากกะลาก็เสียเวลาไปทั้งหมดสิบกว่าปี นับว่ายังโชคดีมากที่ยังมีชีวิตอยู่ และมีโอกาสได้คิด และคิด “ยอมรับ” โรคเบาหวานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้

ลักข์ว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตคนเป็นเบาหวาน (รวมถึงครอบครัวคนเป็นเบาหวาน)  จะมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข ก็คือ “การทำใจยอมรับ” โรคเบาหวานนี้ให้ได้

การทำใจยอมรับนี่แหละที่จะเป็นเรื่องยากที่สุด แต่เมื่อทำได้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดของการเรียนรู้ การสำรวจโลกเบาหวานจะเป็นการเริ่มต้นที่นำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจว่า การดูแลโรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่รู้จักตรวจวัดระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ แค่รู้ปริมาณอาหารที่พอเหมาะ (โดยเฉพาะปริมาณคาร์โบไฮเดรต)สำหรับตัวเอง รู้คุณสมบัติของอินสุลินที่ใช้และใช้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมสำหรับตัวเอง ออกกำลังกายเป็นประจำ เท่านี้เอง เราก็สามารถอยู่กับโรคเบาหวานบนโลกใบนี้ได้อย่างมีความสุข และไม่มีอันตรายได้แล้ว

การไม่ดูแลต่างหากที่จะทำให้ตัวเราได้รับผลร้ายและอันตรายจากโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

เราเคยคิดกันไหมว่า ชีวิตเบาหวานที่ผ่านมา เราอยู่ในโลกเบาหวานแบบไหน?์
เราเคยตั้งเป้าหมายการมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานไหมว่า เราอยากมีโลกเบาหวานในอนาคตแบบไหน?
ชีวิตเบาหวานอยู่ที่ตัวเรา อนาคตเบาหวานอยู่ที่เราดูแลตัวเองในวันนี้

ลักข์อยากมีเพื่อนร่วมโรคที่ตั้งเป้าหมายไว้เหมือนกัน คือ อยู่ในโลกเบาหวานอย่างปราศจากโรคแทรกซ้อน จะมีใครพร้อมก้าวเดินไปกับลักข์ไหม? เราจะได้เป็นกำลังใจให้กันและกันในยามที่รู้สึกท้อแท้ไง