รู้ไว้ใช่ว่า การเก็บรักษาอินสุลินในภาวะน้ำท่วม

ในสภาวะน้ำท่วมแบบนี้ คน(เลือด)หวานๆ อย่างเราที่ต้องอาศัยอินสุลินในการที่จะมีชีวิตอยู่ก็ควรต้องมีการเตรียมพร้อมในการเก็บรักษาอินสุลินกัน มิฉะนั้นแล้วหากบ้านใครต้องเจอกับสภาวะน้ำท่วมจนกระแสไฟฟ้าถูกตัด ตู้เย็นหมดลม อินสุลินที่ถูกเก็บไว้ภายในตู้เย็นก็จะไม่มั่นคงปลอดภัยอีกต่อไป เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการเรียนรู้วิธีรักษาชีวิตอินสุลิน เพื่อให้อินสุลินรักษาชีวิตเราไว้ต่อไปด้วย

โดยปกติแล้วยาอินสุลินทุกชนิด ไม่ว่าจะใช้วิธีการฉีดด้วยเข็มฉีดยา หรือปากกาฉีดยา จะมีวันหมดอายุระบุบอกไว้ที่ข้างขวด ซึ่งถ้าหากอินสุลินยังไม่มีการเปิดใช้ และมีการเก็บรักษาไว้ในอุณหภฺมิที่เหมาะสม (คือในตู้เย็น) ยาจะมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงวันที่บ่งบอกไว้ข้างขวดนั้นเลย

แต่ถ้ามีการเปิดใช้แล้ว ยาอินสุลินจะมีอายุต่อไปได้อีกเพียง 1 เดือน โดยไม่ต้องเก็บอินสุลินไว้ในตู้เย็นอีกก็ได้ โดยสามารถตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องได้ (แต่ต้องไม่ร้อน ไม่มีการอบร้อนไว้ในรถหรือในห้องที่ไม่มีอากาศถ่ายเท และไม่ถูกแสงแดดโดยตรง) สำหรับปากกาฉีดยาก็จะมีความสะดวกในการเก็บรักษาเพราะยาอยู่ในปากกามีกล่องใส่สะดวก แต่สำหรับยาอินสุลินที่ใช้กับเข็มฉีดยา ส่วนใหญ่ก็จะแนะนำให้เก็บรักษาไว้ในตู้เย็นเพื่อความปลอดภัย

ดังนั้นยาอินสุลิน หากไม่ได้เก็บรักษาไว้ในตู้เย็นก็จะมีอายุเพียง 1 เดือนนับจากวันที่เอาออกจากตู้เย็น ไม่ว่าจะมีการเปิดใช้งานหรือไม่ก็ตาม

วิธีการเก็บรักษายาอินสุลินในกรณีที่ไม่มีตู้เย็น คือ  นำกล่องยาอินสุลินใส่ถุงพลาสติก ปิดให้แน่นไม่ให้น้ำเข้าออกได้ แล้วเก็บรักษาไว้ในกล่องโฟม หรือกระติกน้ำแข็งที่มีการบรรจุน้ำแข็งลงไป (ถ้าได้น้ำแข็งกักจะดีที่สุดเพราะละลายช้าที่สุด)

ข้อควรระวังในการเก็บรักษายาอินสุลิน คือ ห้ามใช้น้ำแข็งแห้ง …. ห้ามใช้น้ำแข็งแห้ง …. และห้ามใช้น้ำแข็งแห้ง!  เพราะในน้ำแข็งแห้งมีสารระเหยที่ก่อปฏิกริยาให้อินสุลินออกฤทธิ์ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

ถ้าหากเหตุการณ์น้ำท่วมนานกว่าที่คิด คือ เกิน 1 เดือน และไม่มั่นใจว่ายาอินสุลินที่เก็บรักษาไว้จะยังใช้ได้หรือเเปล่า แนะนำให้ทิ้งอินสุลินที่มีอยู่ แล้วไปพบคุณหมอเพื่อให้สั่งยาให้ใหม่ อย่าเสียดายอินสุลินที่อาจจะเสื่อมคุณภาพลง (ไม่รู้ว่าเสื่อมคุณภาพลงแค่ไหน แต่จากประสบการณ์ที่ฉีดยาที่หมดอายุแล้ว ระดับน้ำตาลแทบไม่ลดลงเลย เพิ่มยาก็ไม่ช่วยลดระดับน้ำตาลด้วย)

ในสภาวะเช่นนี้ขอให้เน้นความปลอดภัยไว้ก่อน อย่าทดลองฉีดอินสุลินที่ไม่แน่ใจว่าเสื่อมหรือเปล่า เพราะหากเกิดอาการ DKA ขึ้นมา แล้วการเดินทางไม่สามารถทำได้สะดวก อาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ในสถานการณ์เช่นนี้เราควรดูแลตัวเองให้ดียิ่งกว่าช่วงเวลาไหน รักษาตัวไม่ให้เกิดภาวะที่เป็นอันตราย ทั้งไฮโป ทั้งไฮเปอ นะคะ เบาหวานเป็นโรคที่ดูแลได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องเป็นภาระของใครในยามนี้ จากความประมาทนะคะ

ปล.บทความมาหลังน้ำท่วมบางพื้นที่ไปแล้ว เพราะผู้หญิงที่รักที่สุดสะดุดพื้นห้องครัวล้มทั้งยืน หัวโนปูดเป็นลุกมะนาว ตอนนี้เปลือกตาบวมช้ำจนตาปิด กระดุกกระดิกตัวลำบาก การได้เห็นตุ๊กตา(คุณแม่)ล้มแล้วไม่ลุกเร้าใจยิ่งกว่าการติดตามข่าวของน้องน้ำ ว่าจะแวะมาเยี่ยมทักทาย หรือมาอยู่อาศัยอีกหลายเท่าตัว

Advertisements

เด็กเบาหวานอยากกินขนม

น้อง : อยากกินติมรสช็อกโกแลตปักคิทแคทบดโอรีโอ้โรยบนวิปครีมวิทอื้มมมิลค์

พี่ : ไปกินวันไหน อย่าลืมนัดพี่นะ จะไปกินด้วย แผล่บๆ

น้อง : จริงอ๊ะป่าาว พี่ลัก ไม่เอาไปฟ้องหมอหรอ 55

พี่ : จริงดิ ชวนไปกินด้วยกัน อิ อิ ไม่ฟ้องหมอหรอก มีแต่จะชวนหมอไปกินด้วยกันถ้ามีโอกาส ฮ่าๆๆๆ (น้องรักษากับหมออะไรพี่ยังไม่รู้เลยแล้วจะไปฟ้องได้ยังไง พี่เองก็ไม่เปิดเผยชื่อหมอที่รักษาพี่หรอก พี่เองก็กลัวโดนเอาไปฟ้องอยู่เหมือนกัน ฮ่าาาาา)

ถ้าคนที่เป็นเบาหวานแล้วไม่มีความรู้ และไม่พยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่ พี่ไม่กล้าชวนหรอก แต่เพราะมั่นใจว่าน้องมีความรู้ และความสามารถ พี่เลยหาโอกาสชวนน้องหม่ำเสียเลย เอิ้กๆๆๆ

จริงๆ นะถ้าเป็นเบาหวานแล้วเรียนรู้ ดูแลตัวเองอยู่เสมอ พี่ก็มีความสุขและอยากที่จะชวนกิน ชวนเที่ยว

อย่างที่เรารู้นั่นแหละ คนที่เป็นเบาหวานกินได้ทุกอย่าง แต่คำว่ากินได้ทุกอย่างไม่ได้หมายว่ากินได้เท่าที่ต้องการเพราะ อาจทำให้ Hyper จนเป็นอันตรายได้ แต่ถ้าห้ามใจไม่ไหวจริงๆ รู้ว่า Hyper แน่ ก็ต้องพร้อมเจาะเลือด ฉีดอินสุลินเพิ่ม แบบนี้ไปไหนไปกัน แต่ถ้าอ้วนก็ตัวใครตัวมันนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

น้อง : ค่ะ ความอ้วนนคือยาราคาศูนย์บาท ที่ช่วยยับยั้งความอยากชั้นเลิศ ;P

พี่ : อ้าว น้องหายอยากเฉยเลย แล้วพี่จะไปหม่ำกับใครล่ะทีนี้ งุงิ งุงิ

มาเรียนรู้ดูแลเบาหวานของตัวเองกันเถอะ

หลังจากมีประสบการณ์ในการเป็นเบาหวานด้วยตัวเอง และจากการต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเบาหวาน ทำให้ตอบได้ว่า การควบคุมดูแลโรคเบาหวานนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับการปรุงบะหมี่สำเร็จรูปที่สามารถปรุงเสร็จได้ภายใน 3 นาที แต่ในความเป็นจริงเราก็ต้องใช้เวลาในการต้มน้ำให้เดือดก่อน ทุกเรื่องล้วนต้องใช้เวลา การเรียนรู้ การฝึกฝน จะืทำให้เป็นเรื่องง่ายในที่สุด

การจะดูแลเบาหวานให้ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องความรู้ และ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

มาดูกันว่า คุณสมบัติของคนที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ มีอะไรบ้าง (เป็นโรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะคะ ต้องมีคุณสมบัติด้วย)

1. กินให้มากเกินความต้องการใช้พลังงานของร่างกาย, มีข้ออ้างเสมอว่าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย, ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง) และอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล โซเดียมและไขมัน  กินจนกระทั่งอวัยวะที่เรียกว่า ตับอ่อนต้องทำงานหนัก จนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือ ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน (ผลิตได้แต่นำไปใช้ไม่ได้) ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เราไปตรวจร่างกาย (หรือร่างกายเกิดภาวะผิดปกติจนเราต้องไปพบหมอ) ก็จะพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดมีมากเกินกว่าเกณฑ์ปกติ จนคุณหมอต้องแจ้งว่า คุณมีคุณสมบัิติครบที่จะเป็นสมาชิกของโรคเบาหวานแล้ว

(ถ้าเพียงเรารู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้จักกินอาหารในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย รู้จักชวนตัวเองเคลื่อนไหว ขยับออกกำลัง โรคเบาหวานก็ไม่สามารถมาทำให้ใครเป็นสมาชิกได้)

2. เป็นโรคเบาหวานเองโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะอวัยวะที่เรียกว่าตับอ่อนนั้น เกิดอาการผิดปกติไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เลย (เรียกว่าเกิดมาแล้วแก่เลย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เลย)  ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติของร่างกายเราจัดสรร ทำให้เราต้องเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 คือ เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินสุลินจากภายนอก (ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน) ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับเด็กหรือคนที่มีอายุน้อย จึงมักจะเรียกว่าเบาหวานในเด็ก

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเด็กและคุณพ่อคุณแม่ ทั้งในแง่จิตใจและการปฏิบัติตัวในการดูแลโรคเบาหวาน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคที่มีการค้นพบอินสุลินแล้ว และวิวัฒนาการของอินสุลินในปัจจุบัน มีการเลียนแบบการทำงานได้ใกล้เคียงกับที่ร่างกายผลิตแล้วด้วย (อินสุลินปั๊ม)

สังเกตไหมคะว่า เบาหวานประเภทที่ 1 หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความผิดปกติของตับอ่อนของเราเอง แต่เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นเรื่องของพฤติกรรม หลีกเลี่ยงและป้องกันได้

ลักเชื่อว่า คงไม่มีใครอยากจะเป็นโรคเบาหวานหรอก (โรคอะไรก็ไม่อยากเป็น) แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็อย่าท้อถอนหรือยอมแพ้โรค เราต้องเปิดใจหาความรู้ และเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความรู้ีที่ได้มาจะช่วยทำให้ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน (ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ) สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน

เหตุผลสำคัญที่อยากชักชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลโรคเบาหวาน ก็เพราะว่าไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน การเป็นโรคเบาหวานแล้วควบคุมดูแลได้ เราก็จะเป็นแค่โรคเบาหวานเท่านั้น แต่ถ้าไม่ดูแลก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หัวใจ ปลายประสาทขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ จะนำความทุกข์ ทรมานทั้งทางกาย และใจมาให้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังทำให้สิ้นเปลืองเงินเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอีกด้วย

ถ้ามีใครไม่เชื่อว่าโรคแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นกับตา ไต หัวใจ และปลายประสาทได้จริง และต้องการพิสูจน์ด้วยการเอาชีวิตของตัวเองเป็นเครื่องทดลอง มีคำเตือนอยู่เรื่องเดียวที่อยากบอกไว้ก็คือ  หากเกิดการเสื่อม หรือ ความสูญเสียใดๆ ต่ออวัยวะของเราแล้ว เราจะสูญเสียอวัยวะนั้นไปตลอดกาล!!! อ่านเพิ่มเติม

วิธีดูแลระดับน้ำตาลของคนที่เป็นโรคเบาหวาน

การจะดูแลเบาหวานให้ดี มีวิธีเดียวค่ะ คือ การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุดค่ะ

(เกณฑ์คนปกติ ระัดับน้ำตาลก่อนอาหาร ไม่เกิน 100 mg/dl, ระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 140 mg/dl, A1C 4-6%)

แล้้วทำยังไงถึงจะควบคุมระดับน้ำตาลได้? …วิธีง่ายๆ ที่ลักใช้ ก็คือ วิธีเจาะ จด และปรับค่ะ ^^

เจาะคือ เจาะเลือดก่อนกินอาหาร และ หลังอาหาร 2 ชม. และก่อนนอน (ก่อนอาหาร 3 หลังอาหาร 3 ก่อนนอน 1) อย่างน้อยก็เจาะเลือดวันละ 7 ครั้ง ถ้าวันไหนเป็นวันพิเศษ (กินอาหารในปริมาณมากกว่าที่กินเป็นประจำ หรือ ไปออกกำลังกาย) ก็จะเจาะเพิ่มมากขึ้น อาจจะเกินวันละ 10 ครั้งก็ได้

จด คือ จดบันทึกทุกอย่าง จดผลเลือดทุกครั้งที่เจาะ จดจำนวนยูนิตของอินสุลินที่ฉีด จดอาหารทุกชนิดที่กินและปริมาณที่กิน รวมถึงจดเรื่องการออกกำลังกายด้วย

ปรับ คือ การปรับเพิ่มลดปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับผลเลือดที่ได้ เพื่อให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ^_^

อ่านเพิ่มเติม