ลักข์ฟังมาเล่า : “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อ่อนหวานแล้ว เค็มนิด มันหน่อย จะว่ากันไหม”

อาจารย์ได้เริ่มบรรยายเกี่ยวกับโรคเบาหวานสั้นๆ ว่า “เบาหวานกับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ นั้น เรารู้กันมานานแล้วว่า ถ้าเราคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาแน่นอน

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยเราลดความรุนแรงของเบาหวานที่เป็นอยู่แล้ว ยังมีบทบาทอย่างมากในการช่วยป้องกัน ชะลอ และลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ด้วย

วันนี้เรามาเรียนรู้กันให้เข้าใจได้ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อที่จะได้นำไปใช้ได้จริงได้มากขึ้น จากการดูอาหารสาธิตและกิจกรรมในฐานต่างๆ พร้อมทั้งสมาชิกจะได้รับมอบหมายให้ไปทำการบ้านค้นคว้าเพิ่มเติมตามหัวข้อที่สอดคล้องกับอาหารและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ เพื่อทำมาเสนอ แลกเปลี่ยนความรู้กันในเดือนมิถุนายน”

สิ่งที่สมาชิกได้เรียนรู้จากวิทยากร อาหารสาธิตและกิจกรรม 5 ฐาน ประกอบด้วย

ฐานที่ 1 ดัชนีน้ำตาลในอาหารต่างๆ

***ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic index) หรือ GI เป็นหน่วยวัดผลของคาร์โบไฮเดรตต่อระดับน้ำตาลในเลือด คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างการย่อยอาหาร ส่งผลทำให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เรียกว่ามีค่า GI สูง; คาร์โบไฮเดรตที่แตกตัวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ ให้กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่ามีค่า GI ต่ำ ***

ฐานที่ 2 อาหารกับภาวะโคเรสเตอรอลในเลือดสูง

***โคอลสเตอรอล (อังกฤษ: Cholesterol) เป็นทั้งสารสเตอรอยด์ ลิพิด และแอลกอฮอล์ พบในเยื่อหุ้มเซลล์ของทุกเนื้อเยื้อในร่างกายและถูกขนส่งในกระแสเลือดของสัตว์ โคเลสเตอรอลส่วนใหญ่ไม่ได้มากับอาหารแต่จะถูกสังเคราะห์ขึ้นภายในร่างกาย จะสะสมอยู่มากในเนื้อเยื้อของอวัยวะที่สร้างมันขึ้นมาเช่น ตับ ไขสันหลัง สมอง และผนังหลอดเลือดแดง (atheroma) โคเลสเตอรอลมีบทบาทในกระบวนการทางชีวเคมีมากมายร่างกายใช้โคเลสเตอรอลเป็นสารเบื้องต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศทุกชนิด สร้างน้ำดี สร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ผิวหนังให้เป็นเป็นวิตามินดี เมื่อโดนแสงแดด โคเลสเตอรอลจะพบมากในไข่แดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล ค่อนข้างสูง ร่างกายสามารถสังเคราะห์เองได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ***

ฐานที่ 3 อาหารกับภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

***ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) เป็นไขมันที่ประกอบด้วยกรดไขมันสามโมเลกุลรวมตัวกับกลีเซอรอลหนึ่งโมเลกุล ไตรกลีเซอไรด์เป็นพลังงานสะสมในสัตว์ และใช้สะสมใต้ผิวหนังเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยสะสมในเซลล์ไขมัน ปัญหาและอันตรายจากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต หรือ ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ได้แก่ อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์ น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถนำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์***

 ฐานที่ 4 การประเมินองค์ประกอบร่างกายโดยละเอียด ด้วยเครื่องชั่งระบบ Bio-electrical Impedance Analysis

***สมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดองค์ประกอบของร่างกาย หรือ Body Composition Analyzer ด้วยหลักการอ่านค่าจากความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเซลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis)โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่ำๆ ไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายแล้ววัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยที่ส่วนของกระดูก ไขมัน จะนำไฟฟ้าไม่ดี และมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าสูง ในขณะที่เลือด อวัยวะภายใน และกล้ามเนื้อจะนำไฟฟ้าได้ดีและมีแรงต้านทานต่ำ จึงทำให้สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายอย่างละเอียดได้ โดยมีการวิเคราะห์ผลและความหมายดังนี้ :-

WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัว

FAT % หมายถึง ภาวะเนื้อเยื่อไขมันหรืออัตราของไขมันที่มีในร่างกายคิดเป็น % ผู้หญิงควรมีค่าน้อยกว่า 30% ผู้ชายควรมีค่าน้อยกว่า 20%

FAT MASS หมายถึง ปริมาณไขมันที่สะสมตามร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม

FFM (Free Fat Mass) หมายถึง น้ำหนักมวลของอย่างอื่นในร่างกายที่ไม่รวมไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ)

MUSCLE MASS หมายถึง น้ำหนักของกล้ามเนื้อในร่างกาย

TBW (Total Body Water) หมายถึง ปริมาณน้ำทั้งหมดในร่างกาย มีหน่วยเป็นกิโลกรัม

TBW% (Total Boday Water%) หมายถึง สัดส่วนของน้ำในร่างกายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลและสำคัญต่อขบวนการต่างๆ ในร่างกาย เราจึงควรดูแลให้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เกณฑ์สำหรับผู้หญิงอยู่ที่ 45-60% เกณฑ์สำหรับผู้ชายอยู่ที่ 50-65%)

BONE MASS มวลกระดูก น้ำหนักของกระดูกในร่างกาย หน่วยเป็นกิโลกรัม ค่าปกติมาตรฐานขึ้นอยู่กับเพศและวัย ค่าที่เทียบเฉพาะเพศและน้ำหนัก ผู้หญิงหนักน้อยกว่า 50 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 1.95 กก. น้ำหนัก 50-75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.4 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 75 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.95 กก. และ ผู้ชายหนักน้อยกว่า 65 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 2.68 กก. น้ำหนัก 65-95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.32 กก. น้ำหนักมากกว่าหรือเท่ากับ 95 กก. ควรจะมีมวลกระดูกอย่างน้อย 3.68 กก.  

BMR (Basal Metabolic Rate) หมายถึง อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ระบบต่างๆทำงาน หรือค่าพลังงานน้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการในการดำรงชีวิต เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร การไหลเวียนของเลือด  ที่ไม่นับรวมถึงพลังงานในการออกแรงอื่นๆ เช่น เดิน หรือ วิ่ง

METABOLIC AGE หมายถึง อายุร่างกายเมื่อเทียบกับอัตราการเผาผลาญ เป็นค่าแสดงอัตราการเผาผลาญปัจจุบันและมวลกล้ามเนื้อที่วัดได้เทียบเท่ากับอายุเท่าใด ถ้าค่ามากกว่าอายุจริงหมายความว่าการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อของร่างกายมีน้อยเกินไป ต้องดูแลให้การเผาผลาญดีขึ้นด้วยการออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้น

VISCERAL FAT RATING หมายถึง ระดับไขมันที่เกาะตามอวัยวะภายในช่องท้อง ค่าปกติระดับ 1-12

BMI (Body Mass Index) หมายถึง ค่าดัชนีมวลกายหรือภาวะน้ำหนักตัว ค่าปกติคือ 18.5-24.9 กก./ม2

          IDEAL BODY WEIGHT หมายถึง น้ำหนักตัวที่เหมาะสมหน่วยเป็นกิโลกรัม

          DEGREE OF OBESITY หมายถึง ระดับความอ้วน***   

***หมายเหตุ อักษรตัวเอียงที่อยู่ในเครื่องหมายดอกจันทร์ทั้งหมด ลักข์ค้นหาและอธิบายเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติม***

          ฐานที่ 5 การออกกำลังกายสไตล์ Line Dance ที่เหมาะกับสภาพร่างกายของสมาชิก1530005280560

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 164 เดือนมิถุนายน 2561

โฆษณา

ลักข์ฟังมาเล่า “อาหารและการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน 2560  อ.นพ.วิทวัส  แนววงศ์

เรื่อง     “อาหารและการออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

เนื่องด้วยอาจารย์ลลิตา วัฒนะจรรยา ติดภารกิจราชการด่วนจึงไม่สามารถมาบรรยายในหัวข้อโรคกระดูกพรุนตามที่แจ้งแก่สมาชิกได้ แต่ทางชมรมเบาหวานก็ยังได้รับความกรุณาจาก อาจารย์ นพ.วิทวัส แนววงศ์ หน่วยต่อมไร้ท่อฯ รพ.จุฬาลงกรณ์มาบรรยายให้สมาชิกแทนในหัวข้อเรื่อง “อาหารและการอออกกำลังกายในผู้ป่วยเบาหวาน”

โดยอาจารย์วิทวัสได้นำภาพการออกกำลังกาย ที่แบ่งการออกกำลังกายเป็น 3 ประเภทคือ

PhotoGrid_1498742046062

  1. Cardiovascular การออกกำลังกายที่เน้นพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และปอด เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง จักรยาน ว่ายน้ำ ฯลฯ

ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้หรือที่เรียกว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) คือ ช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และหากออกกำลังแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยชะลอปลายประสาทอักเสบจากเบาหวานได้ โดยควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์หรือแบ่งเป็น 5 วันวันละ 30 นาที ถ้าหากต้องการลดน้ำหนักให้เพิ่มเป็น 225-300 นาที/สัปดาห์

  1. Strength การออกกำลังกายที่เน้นเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เช่น ยกดัมเบลล์ ยกขวดน้ำ วิดพื้น  ซิตอัพ ฯ

ซึ่งประประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้คือ ช่วยให้รูปร่างกระชับดูดี จิตใจผ่องใส กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ และยังลดไขมันในเลือดได้ด้วย รวมทั้งการออกกำลังกายประเภทนี้ยังควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างเดียว ควรออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ละครั้งให้ออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ทั้ง 8 มัด (คอ หน้าอก ไหล่ หลัง สะโพก แขน ขา ลำตัว) มัดละ 1-3 เซ็ต โดยนับ 10-15 ครั้งเป็น 1 เซ็ต (ให้ทำจนล้า)

  1. Flexibility การออกกำลังกายที่เน้นเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อส่วนต่างๆเช่น โยคะ ไทชิ  ชี่กง ฯลฯ

แม้การออกกำลังกายประเภทนี้จะไม่ช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน แต่ประประโยชน์ที่ได้จากการออกำลังกายประเภทนี้คือ ช่วยให้ข้อต่อยืดหยุ่นมากขึ้น ทรงตัวดีขึ้นและลดการหกล้มในผู้สูงอายุได้ โดยควรออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

กฎการออกกำลังกายในคนที่เป็นเบาหวาน

  1. ควรออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยังไงก็ไม่ควรเว้นนานเกิน 2 วัน เพราะการออกกำลังกายหนึ่งครั้ง จะทำให้เบาหวานดีขึ้นจากการตอบสนองต่ออินซูลิน (insulin sensitivity) ดีขึ้น กลไกคือ glucose uptake ในกล้ามเนื้อยาวนานขึ้น โดยผลนี้ยาวนาน 2 วัน ดังนั้นถ้าเว้นเกิน 2 วันก็จะเสียประโยชน์อันนี้
  2. ถ้านั่งเกิน 30 นาทีให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย

การเตรียมตัวก่อนและหลังการออกกำลังกาย

  1. แนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย
  • น้ำตาลน้อยกว่า 90 mg/dl และ ต้องออกกำลังกายเกิน 30นาที ให้กิน 1-2 คาร์บ
  • ถ้าออกกำลังกายนานๆแบบมาราธอน ต้องเติม 1-2 คาร์บ ต่อ ชั่วโมง
  • ถ้าเจาะน้ำตาลเกิน 250 ต้องเจาะคีโตนและระวังในการออกกำลังกาย
  1. ถ้าฉีดอินซูลินแนะนำปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย และไม่ฉีดอินซูลินบริเวณกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ออกกำลังกาย
  2. นำยาที่กินอยู่ทั้งหมดให้แพทย์ดูก่อนออกกำลังกาย เพราะยาบางกลุ่มทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้ง่าย
  3. ถ้าเป็นเบาหวานขึ้นตาให้แจ้งแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะกิจกรรมการออกแรงหนัก หรือ ท่าห้อยศรีษะอาจจะไม่ควรทำ

ปัญหาที่พบบ่อยในการออกกำลังกาย

  • ถ้ามีลุกขึ้นหน้ามืด มีระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ หรือ สงสัยมีโรคหัวใจ ควรตรวจประเมินทางหัวใจเพิ่มเติมก่อนการออกกำลังกาย เพราะภาวะนี้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด และ เสียชีวิตจากโรคหัวใจ
  • อาการน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน มักเกิดหลังจากออกกำลังกายตอนเย็น 6-15 ชั่วโมง ป้องกันโดยการลด basal insulin 20% หรือ เสริม snack ก่อนนอน และอย่าลืมตรวจน้ำตาลก่อนนอน

สรุปแนวทางออกกำลังกาย

  • จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 50-70%ของอัตราเต้นสูงสุด
  • โดยออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังปานกลาง 75 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือจะออกกำลังทั้งสองแบบ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน และหยุดการออกกำลังกายไม่เกิน 2 วัน
  • ให้ออกกำลังกายโดยการออกกำลังต่อต้านแรง resistant training โดยเน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สัปดาห์ละ 2 วัน เช่นการยกน้ำหนัก เป็นต้น
  • สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ aerobic แนะนำให้ออกกำลังกายแบบการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 วันโดยออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 5 กลุ่ม

อาหารในผู้ป่วยเบาหวาน

Carb counting การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและการใช้อาหารแลกเปลี่ยน เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เคล็ดลับกินให้อิ่ม และ สุขภาพดี

กินผักผลไม้ ไฟเบอร์สูง ในทุกๆมื้อ + กินโปรตีนไม่ติดมัน + กินไขมันจากพืช + กินคาร์บที่ดี+ ปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ

กฎการออกกำลังกายในคนที่เป็นเบาหวาน

  1. ควรออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน ยังไงก็ไม่ควรเว้นนานเกิน 2 วัน เพราะการออกกำลังกายหนึ่งครั้ง จะทำให้เบาหวานดีขึ้นจากการตอบสนองต่ออินซูลิน (insulin sensitivity) ดีขึ้น กลไกคือ glucose uptake ในกล้ามเนื้อยาวนานขึ้น โดยผลนี้ยาวนาน 2 วัน ดังนั้นถ้าเว้นเกิน 2 วันก็จะเสียประโยชน์อันนี้
  2. ถ้านั่งเกิน 30 นาทีให้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย

การเตรียมตัวก่อนและหลังการออกกำลังกาย

  1. แนะนำให้เจาะน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย
  • น้ำตาลน้อยกว่า 90 mg/dl และ ต้องออกกำลังกายเกิน 30นาที ให้กิน 1-2 คาร์บ
  • ถ้าออกกำลังกายนานๆแบบมาราธอน ต้องเติม 1-2 คาร์บ ต่อ ชั่วโมง
  • ถ้าเจาะน้ำตาลเกิน 250 ต้องเจาะคีโตนและระวังในการออกกำลังกาย
  1. ถ้าฉีดอินซูลินแนะนำปรึกษาแพทย์ที่ดูแลเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะกับประเภทของการออกกำลังกาย และไม่ฉีดอินซูลินบริเวณกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ออกกำลังกาย
  2. นำยาที่กินอยู่ทั้งหมดให้แพทย์ดูก่อนออกกำลังกาย เพราะยาบางกลุ่มทำให้เกิดน้ำตาลต่ำได้ง่าย
  3. ถ้าเป็นเบาหวานขึ้นตาให้แจ้งแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เพราะกิจกรรมการออกแรงหนัก หรือ ท่าห้อยศรีษะอาจจะไม่ควรทำ

ปัญหาที่พบบ่อยในการออกกำลังกาย

  • ถ้ามีลุกขึ้นหน้ามืด มีระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ หรือ สงสัยมีโรคหัวใจ ควรตรวจประเมินทางหัวใจเพิ่มเติมก่อนการออกกำลังกาย เพราะภาวะนี้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด และ เสียชีวิตจากโรคหัวใจ
  • อาการน้ำตาลต่ำตอนกลางคืน มักเกิดหลังจากออกกำลังกายตอนเย็น 6-15 ชั่วโมง ป้องกันโดยการลด basal insulin 20% หรือ เสริม snack ก่อนนอน และอย่าลืมตรวจน้ำตาลก่อนนอน

สรุปแนวทางออกกำลังกาย

  • จะต้องออกกำลังกายจนรู้สึกหัวใจเต้นหรือเหงื่อออก หรือจับชีพขจรได้ 50-70%ของอัตราเต้นสูงสุด
  • โดยออกกำลังสัปดาห์ละ 150 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังปานกลาง 75 นาทีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายหนัก หรือจะออกกำลังทั้งสองแบบ
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วัน และหยุดการออกกำลังกายไม่เกิน 2 วัน
  • ให้ออกกำลังกายโดยการออกกำลังต่อต้านแรง resistant training โดยเน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สัปดาห์ละ 2 วัน เช่นการยกน้ำหนัก เป็นต้น
  • สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่สามารถออกกำลังกายแบบ aerobic แนะนำให้ออกกำลังกายแบบการยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 2 วันโดยออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 5 กลุ่ม

อาหารในผู้ป่วยเบาหวาน

Carb counting การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตและการใช้อาหารแลกเปลี่ยน เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เคล็ดลับกินให้อิ่ม และ สุขภาพดี

กินผักผลไม้ ไฟเบอร์สูง ในทุกๆมื้อ + กินโปรตีนไม่ติดมัน + กินไขมันจากพืช + กินคาร์บที่ดี+ ปรุงรสด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 153 เดือนกรกฏาคม 2560

รายละเอียดการบรรยายของชมรมเบาหวานในครั้งหน้า 

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม 2560 เวลา 10.30 น. -12.00 น.

ณ ห้องประชุม ชั้น 15 อาคารจอดรถ 3 รพ.จุฬาลงกรณ์

เสวนาเรื่อง “โรคตาเสื่อม,เบาหวานขึ้นตา:การป้องกันและรักษา”
โดย รศ.นพ.ปริญญ์ โรจนพงศ์พันธ์ ภาคจักษุวิทยา

 

ลักข์ฟังมาเล่า คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล

งานเสวนาครั้งนี้ อาจารย์ รศ.ดร.ปรียา ลีฬหกุล หลักสูตรโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้เกียรติเดินทางมาบรรยายให้กับสมาชิกชมรมเบาหวานของเรา

คุมเบาหวานได้แน่ด้วยอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ

อาจารย์เริ่มอธิบายเรื่องของเบาหวานด้วย การคัดกรองโรคเบาหวานตามหลักเกณฑ์ของสมาคมโรคเบาหวาน

  1. ผู้ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่อ้วน โดยมีค่า BMI >25 และมีพ่อ แม่ พี่น้องเป็นโรคเบาหวาน
  3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  4. มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
  5. มีประวัติเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือคลอดบุตรน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม
  6. เคยได้รับการตรวจพบว่ามีภาวะความทนทานต่อกลูโคสบกพร่อง
  7. มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
  8. มีกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่

และมีตารางการให้คะแนนในแต่ละหัวข้อ เช่น อายุยิ่งเยอะโอกาสเป็นเบาหวานยิ่งสูง เอวยิ่งใหญ่โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งมาก มีสมาชิกในครอบครัวเป็นเบาหวาน โอกาสเป็นเบาหวานยิ่งเยอะ ยิ่งคะแนนรวมสูงมากเท่าไหร่ แสดงว่ามีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานสูงมากขึ้นเท่านั้น

ตัวเลขค่าไขมัน LDL ที่เราควรรู้ :   ระดับไขมัน LDL ไม่ควรเกิน 130 มก./ดล. และถ้าค่าเกิน 160 มก./ดล. “ต้องกินยา” และในผู้สูงอายุควรควบคุมความดันไม่ให้เกิน 140/90 มม.ปรอท

ทำไมคนเป็นเบาหวานจึงควรกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ?

  1. การกินอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน จะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้
  2. อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ สามารถช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนักและยังช่วยให้น้ำหนักลดได้อีกด้วย

อาหารแช่แข็ง ควรกินหรือไม่? :     อาหารแช่แข็งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อเอาออกมาคลายความเย็นแล้วรสชาติไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าผู้ผลิตต้องใส่สารเพื่อให้อาหารนั้นคงสภาพได้ โดยเฉพาะต้องมีการใช้เกลือในปริมาณมหาศาล อาหารแช่แข็งเก็บได้นานนั้นคุณค่าทางอาหารประเภทวิตามินและเกลือแร่จะสลายไป อาจารย์จึงไม่แนะนำ แต่ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องกินเป็นครั้งคราวก็ขอให้กินน้อยครั้งที่สุด

เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าอ้วน? :          การมองเห็นด้วยสายตาแปลว่าอ้วนมากเกินไปแล้ว เพราะสายตาคือสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เรารู้ตัวว่าอ้วน โดยเฉพาะคนที่อ้วนลงพุงที่มีการสะสมไขมันในช่องท้องในปริมาณมากนั้น ลักษณะการอ้วนลงพุงเป็นสาเหตุสำคัญของ “ไขมันคั่งตับ”

น้ำหนักของคนเราที่เพิ่มขึ้นจะเป็นการเพิ่มขึ้นของไขมัน 75% และจากกล้ามเนื้อเพียง 25% เท่านั้น อาจารย์ให้ดูภาพว่าเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่น้ำหนักเท่ากันคนไหนสุขภาพดีกว่า? ระหว่างคนที่มีแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ กับ คนที่มีรูปร่างอ้วนพุงพลุ้ย จากนั้นอาจารย์จึงแนะนำเทคนิคในการลดน้ำหนักที่ได้ผลมาแล้วกับคนไข้ของอาจารย์ คือ

  1. ให้ชั่งน้ำหนักตอนตื่นขึ้นมาทุกเช้า โดยมีเป้าหมายให้น้ำหนักลดลงวันละ 1 ขีด 30 วัน อย่างน้อยก็ต้องได้ 2 กิโลกรัม ด้วยการกินอาหารได้เหมือนเดิมในปริมาณที่น้อยลงจากเดิมเท่านั้น
  2. เลือกชนิดของอาหารที่กินจะช่วยให้สำเร็จตามเป้าหมายได้สูง เช่น ไม่เลือกกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปเพราะมีปริมาณเกลือสูงมาก เช่น ไส้กรอก (เนื้อ+ไขมัน 30%) หมูแฮม (เนื้อล้วน) ควรงดการดื่มน้ำผลไม้และหันมาเลือกการกินผลไม้เป็นลูกๆ แทนเพราะจะทำให้กินได้ในปริมาณน้อยกว่าและได้เส้นใยมากกว่า ให้ดื่มน้ำเปล่าเพิ่มจากปกติวันละ 8 แก้ว เป็น 12 แก้ว มีงานวิจัยว่าการดื่มน้ำช่วยเร่งการเผาผลาญเพิ่มขึ้นโดยควรดื่มทีละแก้วดีกว่า การดื่มทีละเยอะๆ ร่างกายจะดูดซึมไม่ทันทำให้ถูกขับออกมาเร็ว เครื่องดื่มน้ำผลไม้ น้ำอัดลม มีคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลควรหลีกเลี่ยง ผักที่อยู่ในดิน มีคาร์โบไฮเดรตสูงเพราะสะสมพลังงานในรูปของแป้ง เช่น มันฝรั่ง แครอท ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น ผักใบเขียว ผักกาดขาว ผักกะหล่ำปลี

อาจารย์ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ในร่างกายของเราทุกคนมีเซลมะเร็งสิงอยู่ในตัวทุกคน การเลือกกินอาหารที่ถูกต้องสามารถลดการเกิดมะเร็งได้ถึง 30% ควรหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งอย่างของปิ้งย่างจนไหม้ ควรเลือกกินผักที่อยู่บนดิน เช่น กะหล่ำปลี หอม กระเทียม ผลไม้รสเปรี้ยว ขมิ้นชัน ชาเขียวแท้ๆ (ไม่ใช่ชาเขียวบรรจุขวด)

คนที่มีภาวะอ้วน จะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน คนที่กินคาร์โบไฮเดรตเยอะ ทำให้อินสุลินหลั่งออกมาเยอะ อินสุลินนอกจากจะเอาน้ำตาลไปใช้แล้ว ยังเอาไปสะสมเป็นไขมันด้วย ถ้าไม่อยากให้อินสุลินออกมาเยอะ ต้องควบคุมปริมาณอาหารทั้งในเรื่องปริมาณ และการเลือกอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ (อาหารค่า GI ต่ำ น้ำตาลจะขึ้นช้า และอิ่มนานกว่าอาหารค่า GI สูง ที่จะทำให้น้ำตาลขึ้นสูงอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้หิวเร็ว)

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           กินใบแปะก้วยดีไหม? ช่วยในเรื่องความจำได้จริงหรือไม่? ควรกินอาหารเสริมวิตามินหรือไม่?

อาจารย์ปรียา :    ใบแปะก้วยที่มีขายอยู่ในบ้านเป็นแบบอัดเม็ดซึ่งอาจารย์ไม่รู้ว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ในนั้นบ้าง แต่สำหรับสมาชิกที่จิบกาแฟดำ ซึ่งกาแฟนั้นช่วยขยายหลอดเลือดดำทำให้ช่วยความจำได้อยู่แล้วสามารถกินแทนใบแปะก้วยได้  ที่สำคัญการกินอาหารเพื่อรักษาโรคหรือป้องกันโรค อยากแนะนำให้กินอาหารหลากหลายและประปรายไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเราได้คุณค่าสารอาหารที่ครบถ้วน บางคนกินอาหารซ้ำๆ เพียงชนิดเดียวหรือการกินสมุนไพรต่างๆ อัดเม็ดเพียงชนิดเดียวในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จนตับรับไม่ไหวทำให้กลายเป็นดีซ่านอาจารย์ก็เคยพบมาแล้ว  ในเรื่องของอาหารเสริมวิตามินต่างๆ นั้นหลายอย่างที่ขึ้นทะเบียนอย.ว่ากินได้ แต่ไม่มีงานวิจัยรองรับที่มากพอว่ากินแล้วจะได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง แต่ถ้าอยากลอง และไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะเป็นอันตราย อาจารย์จะแนะนำให้เจาะเลือดตรวจก่อน เพื่อดูผลว่าหลังจากกินแล้วมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่ให้คนไข้ทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจเองว่าควรเสียเงินซื้ออาหารเสริมวิตามินเหล่านั้นต่อหรือไม่เอาเอง

สมาชิก :            เห็ดหลินจือกินแล้วช่วยลดระดับน้ำตาลหรือไม่?

อาจารย์ปรียา  :   จากงานวิจัยเห็ดหลินจือสามารถช่วยในเรื่องภูมิต้านทานได้ในคนที่มีภูมิต้านทานน้อย แต่สำหรับคนที่มีภูมิต้านทานในร่างกายปกติไม่ได้ช่วยอะไร และในเรื่องการลดระดับน้ำตาลที่อาจารย์เคยทำวิจัยให้กับองค์การเภสัชพบว่า เห็ดหลินจือสกัดสามารถลดระดับน้ำตาลได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาเบาหวาน รวมทั้งกระเทียมสกัดก็เช่นกัน สามารถลดระดับไขมันได้แต่ลดได้น้อยกว่ายาลดไขมัน การกินยาในปริมาณที่แพทย์ระบุจึงได้ผลและปลอดภัยกว่า

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 143 เดือนกันยายน 2559

บทความเนื่องในวันเบาหวานโลก 2013 : แบ่งปันประสบการณ์

wdd2013เป็นบทความจากพี่ชายที่นับถือมากคนหนึ่ง พี่เอ๋ (Adisak Suwanpradhes) ที่ได้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์โรคเบาหวานไว้ในวันที่ 14 พฤศจิกายน วันเบาหวานโลกด้วย เป็นบทความที่ดี ที่อยากแนะนำให้อ่านค่ะ 🙂

14 พ.ย. ของทุกปีคือ “วันเบาหวานโลก”… แล้วมันสำคัญอย่างไร..

คุณรู้หรือเปล่าว่าคนไทยอาจเป็นเบา หวานกว่า 4 ล้านคน ซึ่ง เกือบครึ่งหนึ่งไม่รู้ว่าเป็น แต่พอรู้ตัว ก็เป็นโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น หัวใจหลอดเลือด เบาหวานขึ้นตา โรคไต ระบบประสาทอักเสบฯลฯ ..

แม้ว่าเบาหวานจะเกี่ยวกับพันธุกรรม แต่สิ่งที่เร่งให้โรคแสดงออกเร็วขึ้นคือ การบริโภคแบบฝรั่งเช่น กาแฟเย็นแก้วโอ่ง Coke Pepsi Sprite Fanta Fast food >>> โรคอ้วน >>> ภาวะดื้ออินสุลิน >>> เบาหวานในที่สุด..

ในฐานะที่ตัวเองเป็น แล้วก็อยู่กับมันมาได้หลายปีแล้ว สามารถให้คำแนะนำได้ว่า ไม่ต้องกลัวว่าเราจะกินอะไรไม่ได้ แต่เราแค่ต้องรู้จัก เลือกกิน และรู้จักแลกเปลี่ยน…

เช่น
– อยากกิน Coke Pepsi >>> Coke Zero, Light, Pepsi MAx ก็อร่อยเหมือนกัน มันอยู่ที่ใจ
– อยากกินกาแฟ >>> ใส่ น้ำตาลเทียมแทน เช่น Equal, Slimma(อันนี้อร่อยกว่า)
– อยากกินไอศครีม >>> ก็กินแค่หายอยาก อย่างมากก้อนเดียว และกินเวลาแบบว่าอยากจริง ๆ .. ความจริงกินไอศครีมครึ่งก้อนแรกจะอร่อยสุด ที่เหลือก็งั้น ๆ แล้ว
– รู้จักเลือกกินอาหารตามหลัก 2 : 1 : 1 คือผัก : แป้ง : เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือต้องกินอาหารตามมื้อ ห้ามอดอาหาร เพราะจะทำให้เรากินมื้อต่อไปแบบหายนะมาก
– จำไว้ว่าตอนเช้า เรากินแบบราชา กลางวันกินแบบเศรษฐี ตอนเย็นกินแบบยาจก … ข้าวเย็นต้องกิน แต่ไม่ควรเยอะ เพราะเดี๋ยวเราก็นอนแล้ว ..
– ออกกำลังกาย ไม่ยากเท่าที่คิดหรอก หาเวลาได้ เพียงแค่อย่าขี้เกียจ อย่างน้อย แกว่งแขนวันละ 300 – 600 ครั้ง ก็ช่วยได้แล้ว จงทำงานบ้านเองได้เหงื่อดีนักแล..

ทุกอย่างที่พูดมา ยืนยันว่าทำได้ เพราะทำแล้วและทำอยู่ … ผลพวงคือน้ำหนักลด จากที่ไม่เคยคิดว่าจะลดได้ จาก 76 >>> 68 (7 เดือน) แต่ตั้งเป้าว่าขออีก 3 กิโล .. สู้ ๆ ..

อยากให้แชร์เป็นความรู้กันต่อ ๆ ไปนะครับ … ให้กำลังใจว่าคุมน้ำตาล ไม่ยาก อยู่ที่ใจ..

คำถาม คำตอบ ความคิดเห็น จากบทความ
มีวินัย อย่าตามใจปาก
ไม่งั้นลำบากแน่ๆ
พ่อตาผมอยู่โรงพยาบาลมากกว่าอยู่บ้านอีกในช่วง 2-3 ปีท้ายๆ
ไตวาย ฟอกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
ติดเชื้อในปอดทุกเดือน
เป็นแผลทีไร เรื่องยาวทุกที
เริ่มจากเบาหวานที่ตามใจปากนี่แหละครับ
สุขภาพต้องดูแลให้ดีครับ

IDDMกะnon-IDDMให้ยาต่างกันไง

IDDM เป็นตั้งแต่เด็ก ต้องพึ่งอินสุลิน ฉีดจากข้างนอกเท่านั้น เพราะร่างกายไม่ยอมผลิดเอง
non-IDDM เป็นในผู้ใหญ่ >95% ของผู้ป่วยเบาหวาน เป็นแบบนี้ ร่างกายอาจจะเริ่มผลิดอินสุลินไม่พอ หรือดื้อต่ออินสุลิน(ความอ้วน) เริ่มรักษาโดยยากิน >>> กินหลายตัว >>> กิน + ฉีด >>> ฉีด อย่างเดียว

อินสุลินแบบฉ๊ด มีสี่อย่างครับ ออกฤทธิ์สั้น ออกฤทธิ์ยาวปานกลาง ออกฤทธิ์ยาว แล้วแบบสั้นกับยาวปานกลางผสมกัน

 

รู้ไว้ใช่ว่า เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

5 ข้อเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่น่ารู้

1.คนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่บอก ก็ดูไม่ออก

เพราะโรคเบาหวานเป็นภาวะเสื่อมของอวัยวะภายใน (ที่เรียกว่าตับอ่อน) ทำให้ไม่มีลักษณะอาการภายนอกที่ดูผิดปกติ

โรคเบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ (Hyperglycemia) ซึ่งถ้าสูงไม่มากก็ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ทำให้คนจำนวนมากเป็นเบาหวานแล้วไม่รู้ตัว จนกระทั่งเส้นเลือดถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลาหลายปี จนเกิดอาการตาพร่ามัวบ้าง อ่อนเพลียบ้าง ไปหาหมอแล้วจึงจะรู้ว่าเป็นโรคเบาหวานที่มีโรคอย่างอื่นตามมาเป็นขบวนแล้ว

อาการของโรคเบาหวานจะชัดเจนก็ต่อเมื่อ

– ระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน จนอวัยวะภายในถูกทำลายไปมากแล้ว จึงเริ่มมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้น (แต่ถ้าเป็นคนช่างสังเกต ระดับน้ำตาล 2-300 จะทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอนแล้วแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเป็นอาการของคนเป็นโรคเบาหวาน นึกว่าง่วงนอนธรรมดาจึงทิ้งไว้ไม่ได้ไปหาหมอ)

– ระดับน้ำตาลสูงมากๆ (500 ขึ้นไป) ลมหายใจจะมีกลิ่น เลือดเป็นกรด หอบ อาเจียน หมดสติได้ เกิดขึ้นปุ๊บปั๊บทันที

การที่เป็นโรคเบหวานแล้วไม่มีอาการป่วยเป็นทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดีคือไม่มีใครรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว ข้อเสียคือ ทำให้เราใช้ชีิวิตด้วยความประมาทขึ้นเพราะไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย คนเป็นโรคเบาหวานจึงควรดูแลตัวเองทุกวันแม้ไม่มีอาการอะไรก็ตาม

2. การบ่น การห้าม การขู่ ไม่ได้ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานดูแลตัวเองดีขึ้น

การพูดให้คนอื่นทำเป็นเรื่องง่าย การขู่ให้คนอื่นกลัวเป็นเรื่องง่าย แต่มักเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล หรือให้ผลไม่ดีมากพอ โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้กับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

วิธีที่จะให้คนที่เป็นโรคเบาหวานดูแลตัวเองได้ดี คือ การยอมรับ มีความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับคนเป็นโรคเบาหวานด้วย

การชวนกันไปออกกำลังกาย จะดีกว่าการบอกให้ไปออกกำลังกายไหม?

3. อาหารเบาหวานไม่มีในโลก

คนเป็นเบาหวานสามารถกินอาหารทุกอย่างที่คนทั่วไปกินได้!

อาหารที่เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวาน คือ อาหาร 5 หมู่ที่มีปริมาณที่พอเหมาะกับกิจกรรมของแต่ละคน

ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้

อาหารที่เขียนว่า sugar free ใส่น้ำตาลที่ทำจากวัตถุดิบอย่างอื่น ซึ่งมีหลายผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูงได้เหมือนกับน้ำตาลทรายทั่วไป

อาหาร low carb ที่เน้นโปรตีน และ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากที่สุด (ที่เป็นที่นิยมในการลดความอ้วน) กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า อาหาร low carb ทำให้เกิดโรคหัวใจ เพราะอาหาร low carb ทำให้เส้นเลือดตีบ จากการกินอาหารประเภทไขมันและโปรตีนมากเกินไป

กินให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมของตัวเองคือ อาหารเบาหวานที่ดีที่สุดค่ะ

4 โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่จู่ๆ ตับอ่อนก็เสื่อมโดยไม่มีสาเหตุ (ประมาณว่าแพ้ภูมิตัวเองแบบป้องกันไม่ได้) ต้องพึ่งพาฮอร์โมนอินซูลินไปตลอดชีวิต มีเพียง 5-10% ของคนที่เป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นเบาหวานชนิดที่ป้องกันไม่ได้

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งร้อยละ 90-95 ของคนที่เป็นเบาหวานเป็นแบบชนิดที่ 2 นี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยขยับร่างกาย กินจนเกิดโรคอ้วน ซึ่งโรคเบาหวานชนิดนี้ป้องกันได้ ขอเพียงยอมขยับร่างกายและกินน้อยลง

5 เบาหวานเป็นโรคต้องดูแล ไม่ดูแลไม่ได้

โรคเบาหวานถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในโรคฆาตกรเงียบ เพราะโรคนี้ไม่มีอาการ ไม่มีลักษณะภานนอกที่ทำให้รู้ว่าเป็นโรคนี้ คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยดูแลตัวเองเพราะคิดว่าไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ดูป่วย ไม่รู้สึกอะไร จนกระมทั่งถึงวันที่รู้สึกไม่ไหว ก็มักจะสายเกินไป ต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วนไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

หากรู้แล้วว่าโรคเบาหวานเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อเราไม่ใส่ใจ เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มต้นดูแลรักษาเบาหวานกันเถอะ ถึงแม้ว่ามันจะสายที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ไม่เคยสายที่จะเริ่มต้นอีกครั้ง เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

อาหารเบาหวาน น้ำสลัด

ทุกมื้อบนโต๊ะอาหาร ที่บ้านจะต้องมีผัก 1 จานเสมอ ซึ่งน้ำสลัดที่มีขายสำเร็จรูปอยู่ทั่วไป มักจะหอม หวาน เค็ม มัน อร่อยมากเลยทีเดียว แต่ว่าแค่สลัดจานเดียวนี่แหละ สามารถทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้จากการที่เราคลุกน้ำสลัดลงไป และทำให้ไขมันคอเลสเตอรอลของเราก็สูงด้วย ทั้งๆ ที่เรากินสลัดผักนี่แหละ

น้ำสลัดที่เราเห็นวางขายอยู่ทั่วไป จะมีส่วนผสมหลักๆ คือ

1. ไข่ไก่ ที่ใช้เฉพาะไข่เแดง

2. เกลือป่น

3. น้ำมันพืช

4. นมข้น

5. น้ำตาลทราย

6. น้ำส้มสายชูผสมกับมะนาว

เห็นส่วนผสมของน้ำสลัดแล้ว รู้หรือยังคะว่าทำไมถึงอร่อย? อร่อยแบบนี้ไม่ดีต่อร่างกายของเราที่มีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน และการมีภาวะไตเรื้อรัง ขอแนะนำให้มาทำน้ำสลัดกินกันเองดีกว่านะคะ อ่านเพิ่มเติม

อาหารสำหรับโรคเบาหวาน vs อาหารสำหรับโรคไต


หลังจากที่คุณแม่ไปนอนอยู่ในห้อง ICU เป็นเวลา 11 วัน สภาพไตของคุณแม่ก็ได้เสื่อมและทรุดลงไปกว่าเดิมมาก จนกระทั่งคุณหมอบอกว่า อาจจะต้องฟอกไต หากมีภาวะไตวายเฉียบพลัน

เมื่ออาการน้ำท่วมปอดหายดี เหลือแต่การดูแลเรื่องระดับน้ำตาล และ ค่าของไต (BUN และ Creatinine) จึงทำให้ตัดสินใจขอคุณหมอกลับบ้าน เพื่อมาดูแลเรื่องโภชนาการของคุณแม่เอง

เรื่องอาหารสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ที่ได้เรียนรู้ก่อนหน้านี้ว่ายากแล้ว เพราะจะต้องคอยคำนวณว่า ได้รับปริมาณคาร์โบไฮเดรต “พอดี” แล้วหรือยัง (มีสูตรคำนวณจากน้ำหนัก อายุ และกิจกรรม) อะไรคือคาร์โบไฮเดรตบ้าง(ข้าวแป้ง, ผลไม้, นม, น้ำตาล) แล้วทำไมคาร์โบไฮเดรตทำให้น้ำตาลสูงต่างกัน ก็ต้องเรียนรู้เรื่องค่า GI ด้วย (ข้าวเหนียว จะมีค่า GI สูงกว่าข้าวกล้อง ซึ่งทะให้ระดับน้ำตาลขึ้นสุงและเร็ว มีตารางที่นักโภชนาการแจ้งไว้)

ถ้าจับหลักเบาหวานได้ แล้วกินในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เรื่องไฮโป ไฮเปอ ก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย (แต่อาจจะเกิดขึ้นได้บ้าง ในกรณีเราออกกำลังกายเยอะกว่าปกติ ชิมอาหารมากกว่าปกติ)

ถ้าเรียนรู้หลักในการแก้ไขไฮโป (เพิ่มน้ำตาลในระดับที่เหมาะสม) และแก้ไฮเปอ (เพิ่มยา หรือดื่มน้ำในกรณีที่สูงไปไม่มาก) ก็เรียกว่าสามารถจัดการระดับน้ำตาลของเราได้แล้ว

อ่านเพิ่มเติม