เป็นโรคไตกินอะไรดี?

ทุกเช้าที่คุณแม่ตื่นขึ้นและจะลุกจากที่นอน ลักข์จะช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคงก่อน ในช่วงที่คุณแม่รู้สึกท้อแท้หรือรู้สึกหมดแรงก็จะเอาหน้ามาซบไหล่อันบึกบึนของลักข์ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

คุณแม่เคยพูดว่า “คนไม่เป็นโรคไต ไม่มีทางจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกที่ทรมานจริงๆ ในการมีชีวิตอยู่” ลักข์เองก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่เราก็ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ไตยังดีอยู่ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ เรียนรู้จักโรคไตที่เราเป็นให้มากที่สุด และปฎิบัติตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคไต วิธีดูแลสุขภาพไตให้มีสุขภาพดีคือ

1. ไม่ทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

2. ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเป็นเวลานานๆ

3. จัดเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชม.

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนของหลักโภชนาการ

5. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด หมักดอง แช่อิ่ม และอาหารที่ผ่านกระบวนการให้อาหารมีชีวิตยืนยาว เช่น ไส้กรอก อาหารบรรจุห่อ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง

6. ดื่มน้ำสะอาด (น้ำเปล่า) วันละ 6-8 แก้ว เพื่อไตแข็งแรงและเพื่อผิวพรรณสดใส

7. ไม่สูบบุหรี่ และ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท

9. หากมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายให้ได้ให้ดี ด้วยการกินยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ กินอาหารตามที่นักโภชนาการแนะนำ และที่สำคัญออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

10. การกินยารักษาโรคต่างๆ ตามที่คุณหมอจ่ายให้เป็นสิ่งจำเป็น และไม่ต้องกังวลเรื่องจะเป็นพิษต่อตับต่อไตในระยะยาว เนื่องจากยาที่หมอให้นั้น ใช้ในทางการแพทย์ต้องผ่านการศึกษาและทำการวิจัยมามากพอว่าปลอดภัย รวมทั้งคุณหมอยังมีการนัดติดตามผลเพื่อตรวจเลือดเสมอว่าการรักษาที่คุณหมอนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน เรียกว่าเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างจริงจัง

11. การล้างพิษตับไต การกินอาหารเสริม น้ำสมุนไพรต่างๆ ที่อ้างว่าล้างพิษตับไตและบำรุงอวัยวะต่างๆ ได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว การไม่รู้แหล่งผลิต แหล่งที่มา ไม่รู้รายละเอียดหรือส่วนประกอบที่แน่ชัด กลับจะส่งผลให้เป็นพิษต่อตับ ต่อไต ต่อ อวัยวะของร่างกายด้วย การเลือกวิธีนี้ กินไปกินมาเสียชีวิตไปหลายราย ไตวายไปแล้วหลายคน โดยคนขายไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบอะไรเลย

 

สำหรับคนที่ไปตรวจที่รพ.แล้วคุณหมอบอกว่าเป็นโรคไตนั้น ต้องตั้งสติ ตั้งคำถาม (หรือถ้าออกมาจากห้องตรวจแล้ว นัดคราวหน้าจดคำถามไปถามให้รู้ให้ชัดเจน) กับคุณหมอให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคไตแบบไหน เฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง

เพราะโรคไตวายมีได้หลายสาเหตุ แบบเฉียบพลันเช่น เสียเลือดมาก ขาดน้ำอย่างรุนแรง ติดเชื้อ ได้รับสารพิษ เป็นต้น  หรือหากเป็นแบบเรื้อรัง คือไตค่อยๆ เสื่อมลงมาเรื่อยๆ เพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แล้วควบคุมได้ไม่ดีทำให้ไตเสื่อมลงเรื่อยๆ ซึ่งไตวายเรื้อรังนี้นั้นมี 5 ระยะ ระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 5 ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เรียกว่าการล้างไต ซึ่งแบ่งไปได้อีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือกล้างไต และรวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตด้วย

หากเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1-4 ถามคุณหมอให้ได้คำตอบนะคะว่าเป็นโรคไตระยะไหน เพราะแต่ละระยะ ความเข้มงวดในการดูแลตัวเองนั้นต่างกันค่ะ อย่างเช่น เป็นโรคเบาหวาน เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ โดยระวังอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นสำคัญ แต่หากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะ  1-2 ร่วมด้วย เราอาจจะต้องกินยาเพิ่ม และต้องลดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนและโซเดียมมากขึ้น หรือหากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่ 3-4 ปริมาณอาหารประเภทโปรตีนจะถูกจำกัดอย่างมาก รวมทั้งปริมาณโซเดียมที่ต้องชั่ง ตวง วัด กันอย่างจริงจัง

เรียกว่าทุกๆ ระยะของการเสื่อมของไต คุณหมอจะมีวิธีรักษาเพื่อให้ไตของเราเสื่อมช้าลงที่สุด ชะลอการเดินทางไปสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้นานที่สุด แต่คนที่สำคัญที่สุดที่จะดูแลรักษาสภาพไต คือตัวผู้ป่วยเอง

อย่าเดินออกจากห้องคุณหมอหากเราไม่รู้คำตอบว่า เราป่วยเป็นโรคไตวายแบบไหน และมีวิธีการดูแลรักษาตัวเองอย่างไร และเมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจแล้วอย่าลืมว่า อีก 30-60 วัน กว่าจะถึงวันพบคุณหมอนั้น ชีวิตของเราอยู่ในกำมือของตัวเราเองนะคะ

ลักข์รู้ว่าวันที่ต้องรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ตลอดชีวิต ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุ 14 และลักข์เลือกตัดสินใจที่จะหันหลังและไม่ดูแลตัวเอง 15 ปีต่อมา ลักข์ได้เรียนรู้ว่าโรคเบาหวานไม่เคยทิ้งลักข์ไปไหน หากลักข์ไม่ดูแลการดำเนินของโรคก็จะนำพาลักข์ไปสู่การสูญเสียอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

FEAR หลังจากลักข์เรียนรู้ว่าการละเลย ไม่ใส่ใจโรคเบาหวานที่เป็น ไม่ได้ช่วยให้โรคเบาหวานที่เป็นหายไปไหนได้ และเมื่อถึงจุดที่แย่ปัญหาที่หนักกว่าเดิมตามมาอีกเยอะเลย

การดูแลรักษาคุณแม่ของลักข์เองที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องทำการล้างไต ลักข์ใช้วิธีหาความรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเลือกล้างไตวิธีไหน ที่จะเหมาะสมกับครอบครัวเพื่อให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่กับโรคไตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด รู้สึกทุกข์น้อยที่สุด
FEAR Faceและหลังจากที่ลักข์เป็นผู้ดูแลคุณแม่มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้วทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการของคนที่เป็นโรคไตมากขึ้น

ถ้าหากใครสักคนในเวลานี้ต้องเป็นโรคไต สิ่งที่ลักข์อยากจะแนะนำคือ หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตที่ตัวเองเป็นให้มากที่สุดนะคะ ยิ่งมีความรู้ ความเข้าใจมากเท่าไหร่ ความกังวลก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น อาหารสำหรับคนที่เป็นโรคไตดูเหมือนว่าจะถูกจำกัดเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันนะคะ ทุกคนกินอาหารได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะของโรคไตที่ตัวเองเป็น และถึงต่อให้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว การเลือกกินอาหารของคนที่ล้างไตทางช่องท้องกับคนที่ฟอกเลือดก็แตกต่างกันตามขนาดรูปร่างของแต่ละคน กิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงผลแลปที่เราไปตรวจเลือดแต่ละครั้งที่รพ.ด้วย

สำหรับคนที่ล้างไตทางช่องท้องมาสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของค่าอัลบูมิน โซเดียม โปแตสเชียม ฟอสฟอรัส ว่ามีผลต่อการกินอาหารของเราอย่างไร  หรือถ้ายังไม่เข้าใจก็อย่าลืมถามนักโภชนการครั้งหน้าที่ไปตรวจตามนัดนะคะ

ความกลัวต่อปัญห่าที่เกิดขึ้น … เราจะเลือกที่จะละเลย หรือ เผชิญกับมันก็ได้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันแน่นอน

แต่สำหรับลักข์แล้ว ผลลัพธ์ของการเผชิญกับปัญหา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ  และแก้ไขไปเรื่อยๆ นั้น คุ้มค่ามากเลยค่ะ 🙂

Advertisements

เมนูอาหารเพิ่มอัลบูมินสำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างไตทางหน้าท้อง

ตั้งแต่คุณแม่เริ่มล้างไตทางช่องท้องมาตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ ยังไม่เคยต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ พาคุณแม่ไปรพ.เพราะเป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวัน และหายใจหอบมากขึ้น ไปถึงห้องฉุกเฉินปุ๊บ คุณหมอถามไถ่อาการแล้วรีบเจาะเลือดพร้อมกับส่งห้อง xray ปั๊บเลย คุณหมอวินิจฉัยแล้วบอกว่ามีภาวะปอดติดเชื้อต้องนอนรพ.ให้ยาฆ่าเชื้อนะ …. ไอ๊ย่ะ …. ขอเอายากลับไปกินไม่ได้เหรอคะ? คุณแม่ถามพร้อมบอกว่า ไม่เห็นเป็นอะไรเลย แค่เหนื่อยนิดเดียวเอง (ฮาาาาา เป็นไข้ต่ำๆ มาหลายวันแล้วจ้าาาา หายใจชายโครงกระเพื่อมน่ากลัวมากกกก นอนเห้อะะะะ)

การมานอนรพ.ไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่การมานอนรพ.ก็มีสิ่งดีๆ ให้เรียนรู้ตั้งหลายอย่าง แล้วเรื่องที่ดีที่สุดก็คือ คุณแม่มีภาวะของโรคหัวใจในขณะที่นอนอยู่รพ.นี่แหละ …. ถ้ามีอาการเกิดขึ้นที่บ้าน รับรองได้เลยว่าวันนี้ลักข์คงไม่มีโอกาสได้กอดแม่ก่อนนอนแล้ว …. คุณหมอที่ช่วยกันดูแลรักษาคุณแม่ส่วนใหญ่จะน่ารักและใจดีกับคุณแม่มากๆ

โรคที่คุณยายเป็นแค่นี้ โอ้ววว นิ้วโป้งกับนิ้วชี้คุณหมอเกือบติดกันแล้วนะคะ ผมดูแลรักษาได้ แต่กำลังใจของคุณยายเท่านี้ เอ่อ สุดแขนคุณหมอแล้วววววว คุณยายต้องรักษากำลังใจไว้ให้ดีให้ได้ แล้วต้องทำเองด้วย เรื่องอื่นๆ ไม่ต้องกังวล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอ

ต้องสู้นะครับ ไม่ไหวแล้วค่ะคุณหมอ ไม่ไหวได้ยังไงกัน ไม่ได้เป็นอะไรมากเลย ร่างกายยังไหวแน่นอน แต่ถ้าใจไม่สู้ หมอก็ไม่ไหวนะ ผมพูดจริงไม่หลอกนะว่าดูแลได้ รักษาไหวแน่นอน ถ้าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงและไม่มีความหวัง ผมก็จะบอกตรงๆ

คุณแม่ถูกส่งเข้าไปใส่สายสเต้นท์ นอนห้อง ICCU 1 คืน คุณแม่ถามคุณหมอเพียงคำเดียวว่าสู้ตามที่คุณหมอบอกแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน? คุณหมอบอกว่าคนทั่วไป 2 วัน แล้วถ้าคุณยายไม่ต้องใส่สายให้ออกซิเจนเมื่อไหร่ หมออนุญาตให้กลับทันที … สาววัย 80 หยิบสายออก นับครบ 2 วันตามกำหนด กลับบ้านทันที!

จากวันที่ออกจากรพ. ไปตามนัดหาหมอครั้งใหม่ในเดือนมกราคา … ผลเลือดทุกตัวตกเกณฑ์หมดเลย >< มีภาวะซีด และค่าอัลบูมินหล่นไปเหลือ 2.7 ต้องพยายามกินให้ได้มากกว่าเดิม แล้วคุณหมอก็ขอนัดในอีก 1 เดือนข้างหน้า สิ้นเดือนกุมภาเรามาเจอกัน  แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คุณแม่ต้องแอดมิทอีกรอบ เพราะเกิดอาการนอนราบไม่ได้ เสียงหายใจดังกรอบแกรบกรอบแกรบ ….. น้ำท่วมปอดแน่แล้วววววววววว เราเลยไปได้ฉลองวันวาเลนไทน์กันในโรงพยาบาล ค่าอัลบูมินขึ้นมาเป็น 2.8 แล้ว … สิ้นเดือนไม่เห็นเลข 3 แน่ เลยขอคุณหมอในขณะที่นอนรพ.ว่าขอสารอาหารทางสายยาง หรือ Albumin ทางสายน้ำเกลือก็ได้ คุณหมอบอกว่าคุณยายต้องพยายามกินเอง หมอไม่อยากใส่หรือแทงสายไม่อยากให้คุณยายติดเชื้อ เอ่อ กินไม่ไหวแล้วจริงๆ ค่ะ คุณแม่เห็นไข่ก็แทบจะร้องไห้แล้ว งั้นหมอส่งไปเรียนทำอาหารทางสายยางนะ แต่ให้ตักกินเป็นซุปแทน

นักโภชนาการใจดีสุดๆ สอนแหลก แจกความรู้ไม่อั้น พร้อมกับคำแนะนำว่าเอาหลักการไปทั้งหมดแล้ว หมั่นฝึกฝนและต้องประยุกต์ใช้ให้เป็น รับรองได้คุณแม่จะต้องดีวันดีคืน

เหลียวมองความรัก ความเมตตา ของคุณหมอทุกท่านตั้งใจรักษาคุณแม่ให้มีลมหายใจ มีกำลังใจที่จะมีชีวิตเพื่อให้ลักข์เอาไว้กอดก่อนนอน แถมบุคคลากรทางการแพทย์ทุกสาขา ยังเมตตาให้ความรู้ ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ตอบคำถามให้คำแนะนำ ช่วยเหลือเต็มกำลังที่ทุกคนมี บอกคุณแม่ต้องพยายามกินให้มากที่สุด ลักข์จะฝึกทำอาหารเพื่อให้ค่าอัลบูมินขึ้นมาให้ได้

ลักข์เริ่มต้นทำซุปเสริมโปรตีนตามหลักที่นักโภชนาการสอน ลักข์ทำอาหารตามตำราในเวปไซต์ของ http://www.davita.com ที่มีเมนูสารพัดสำหรับคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย และโรคเบาหวาน จากวันที่ ๑๒ กพ. ๕๗ ค่าอัลบูมิน อยู่ที่ 2.8 วันที่ ๒๗ กพ.๕๗ ค่าอัลบูมินอยู่ที่ 3.1 (เป้าหมายขั้นแรกขอให้ค่าขึ้นจากเดิม เป้าหมายขั้นที่สองคือให้ถึงเกณฑ์ 3.3 เป้าหมายขั้นที่สามคือให้อยู่ในระยะที่ปลอดภัย 3.5 เป้าหมายขั้นสุดท้ายคือ 3.5++)

พี่พยาบาลที่รักและนับถือแวะมาเยี่ยมคุณแม่ถึงบ้าน พร้อมกับยินดีกินอาหารร่วมโต๊ะกับคุณแม่ และกินอาหารชนิดเดียวกับคุณแม่ด้วย …… อร่อย!!!! อร่อยมากด้วย หน้าตาดีด้วย อย่าลืมเขียนเล่าให้อ่านในบล็อคนะ เพราะพี่ว่าคนที่ล้างไตทางช่องท้องหลายคนอาจจะเจอปัญหาเดียวกัน

รสชาติไม่รู้ว่าอร่อยอย่างที่มีคนชมหรือเปล่า แต่เทคนิคที่อยากนำเสนอคือ ใช้ของสดเสมอ และใช้เครื่องปรุงที่มีกลิ่นหอม อย่างใบมะกรูด ผงกะหรี่ เลือกทำเมนูอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนได้จะดีที่สุดเพราะจะทำให้ไม่มีการเปรียบเทียบรสชาติว่าใช่รสแบบนี้หรือเปล่า (ฮาาา) และเทคนิคสุดท้ายการจัดวางให้ออกมาหน้าตาดี ทั้งหมดนี้ช่วยทำให้เจริญอาหารขึ้นได้เยอะเลยค่ะ … อ้อ เรื่องสำคัญที่สุด ขอให้คุณหมอส่งไปเรียนกับนักโภชนาการเพื่อให้ทำอาหารให้ทางสายอาหารนะคะ ไปเรียนเพื่อนำหลักมาทำเป็นซุปเสริมโปรตีนระหว่างมื้อ หรืออาจจะใช้เป็นมื้อหลักแทนได้เลยเหมือนกันค่ะ

food for renal 01food for renal 03food for renal 02

เราคุยกันว่าหน้าที่ของการรักษาเป็นของบุคคลากรทางการแพทย์สาขาต่างๆ Doctor, Nurse Educator ลักข์มีหน้าที่ดูแลอย่างเต็มที่และสุดความสามารถเท่าที่จะมีปัญญา Care giver ส่วนคนที่จะต้องอดทนให้เต็มที่ พยายามให้ดีที่สุดเป็นของคุณแม่ Patient เราต้องร่วมมือกันโดยต่างต้องทำหน้าที่ของตัวให้ดีที่สุด เพื่อที่คุณแม่จะได้มีชีวิต มีลมหายใจเพื่อให้ลักข์กอดก่อนนอนไปได้อีกนานหลายปี 😀

 

 

 

อากาศร้อนร้อนกับน้ำต้มหอมหอมสำหรับคนเป็นโรคไต

โดยปกติแล้วลักข์ชอบอากาศร้อนๆ แบบนี้เป็นที่สุด เพราะในช่วงปลายฝนต้นหนาวหรือในช่วงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงอากาศขมุกขมัวชื้นๆ ร่างกายของคุณแม่จะค่อนข้างเปราะบางชวนให้ใจหายอยู่เรื่อย ผิดกับฤดูร้อนที่ร่างกายของคุณแม่มีภาวะสงบนิ่งไม่มีอะไรให้ต้องตื่นตกใจ

แต่ดูท่าปีนี้คงจะร้อนมาก หรือไม่ก็เป็นเพราะร่างกายคุณแม่อ่อนแอลงตามวัยที่สูงมากขึ้น ทำให้การเต้นของหัวใจส่งสัญญาณผิดปกติมากขึ้น

เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน คุณแม่บอกว่ารู้สึกเหนื่อย เหมือนหัวใจจะหยุดเต้น! โอ้โห ลักข์ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นดังตุ้บ ตุ้บ ตุ้บเลย ตั้งสติได้ก็พาคุณแม่ไปนอนพักแล้ววัดความดัน จดบันทึกและหมายเหตุเรื่องไว้ เวลาไปเยี่ยมคุณหมอ จะได้มีเรื่องเล่าให้คุณหมอฟังว่าช่วงที่ห่างกันไปไม่ได้เจอคุณหมอเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่บ้าง

ถึงเวลานัดติดตามผลของหมอหัวใจ ก็ได้ไปเยี่ยมทักทายสวัสดีพร้อมให้คุณหมอดูบันทึกข้อมูล คุณหมอสังเกตเห็นว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับค่าความดันและอัตราการเต้นของหัวใจ เลยสั่งให้ไปตรวจวัดคลื่นหัวใจในทันทีเพื่อที่จะยืนยันให้ชัวร์ก่อนที่คุณหมอจะทำการรักษาด้วยการปรับลดยา

ยังไม่ถึงวันนัดการเยี่ยมหมอครั้งต่อไป นั่งๆ อยู่คุณแม่ก็บอกว่าเหนื่อยอีกแล้ว แต่ครั้งหัวใจเต้นเร็วมากเลย แค่พูดก็ยังเหนื่อยเลย  โอ้โห โชคดีนะที่ชาติปางก่อนลักข์เคยฝึกวิชาตัวเบามา เพราะสามารถลงจากชั้น 3 มาถึงชั้นล่างหยิบเครื่องวัดความดันแล้ววิ่งขึ้นกลับขึ้นไปในเวลาไม่ถึงนาที ลมแทบจับเมื่อเห็นตัวเลขการเต้นหัวใจอยู่ที่เลข 101 ทำอะไรแทบไม่ถูกเลยให้คุณแม่นอนพักไว้ก่อน แล้วคอยวัดความดันเป็นระยะๆ แล้วบันทึกไว้ ดีที่ตัวเลขลดลงมา ไม่เช่นนั้นคงต้องเรียกรถขับพาไปห้องฉุกเฉินของรพ.แน่ๆ
mama b/p record
วันรุ่งขึ้นลักข์ไปหาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำ คุณหมอตั้งคำถามว่าแล้วความดันลงมาเป็นปกติหรือยัง ผิดปกติแค่ช่วงเดียวหรือตลอดเวลา? แค่ช่วง 2-3 ชม.ค่ะ คุณหมอฟังคำตอบแล้วบอกว่าถ้าอย่างนั้นไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้าเต้นตลอดเวลาแบบนี้ให้พามาห้องฉุกเฉินของรพ.ทันที ว่าแต่ว่าเมื่อวานนี้คุึณแม่ได้ออกแรงกว่าที่เคยไหม? กินอะไรเข้าไปที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือเปล่า? เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำก็ทำให้มีภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้ ไม่มีค่ะ แต่เมื่อวานนี้ร้อนมากเลยค่ะ สงสัยจะเป็นเพราะทานน้ำไม่พอกับสภาพอากาศที่ร้อนเป็นไปได้หรือเปล่าคะ? คุณหมอบอกว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นไปได้ ว่าแต่ว่าจะทำยังไงดีคะ ในเมื่อคุณแม่เป็นโรคไต ปริมาณน้ำที่ทานต้องให้สมดุลน้ำเข้าน้ำออก ทานเยอะไปก็ไม่ได้เดี๋ยวน้ำท่วมปอด หัวใจวายขึ้นมาล่ะแย่เลย คุณหมอแนะนำให้ใช้วิธีจิบน้ำเรื่อย ๆ หรืออมน้ำแข็งแทน เพราะการดื่มน้ำเป็นถ้วยๆ สำหรับคุณแม่ที่ไตอยู่ในระยะสุดท้ายแล้วไม่ปลอดภัยจริงๆ

คุณแม่จิบน้ำ ใส่น้ำแข็งได้ไม่กี่วันก็รู้สึกเบื่อ (ความรู้สึกเบื่ออาหารเป็นเรื่องปกติ) จะเปลี่ยนให้กินชา กาแฟก็ไม่ได้เพราะมีคาเฟอีนที่ทำให้หัวใจเต้นรัวและสารแทนนินที่ทำให้ท้องผูก  จะให้กินนมเดี๋ยวค่าฟอสฟอรัสสูงก็จะยิ่งไปกันใหญ่ คิดไปคิดมาก็เลยต้มน้ำใส่ใบเตยและเพิ่มดอกเก๊กฮวยลงไปในปริมาณนิดเดียว เนื่องจากไม่คิดจะเอาคุณสมบัติทางยาใดๆ เพราะไม่แน่ใจว่าจะส่งผลอะไรกับคุณแม่บ้าง เพียงแค่อยากให้น้ำมีรสชาติและกลิ่นหอม นอกจากใบเตยและเก๊กฮวยแล้วลักข์ใส่น้ำผึ้งลงไปในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อความหวานและเพิ่มความชื่นใจด้วยค่ะ

ปริมาณและวิธีที่ลักข์ทำ
น้ำ ปริมาณ 1.5 ลิตร 2 ขวด + 1/2 ลิตร 1 ขวด ต้มพร้อมใบเตย 2 กำมือ พอน้ำเดือดใส่ดอกเก๊กฮวยแห้ง 1 กำมือ เคี่ยวไปอีก 20-30 นาที จากนั้นก็ตักใบเตยและดอกเก๊กฮวยออก เติมน้ำผึ้งลงไป 100 ซีซี (หวานมากหวานน้อยตามใจชอบแต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานต้องระวังเรื่องระดับน้ำตาลในเลือดด้วยนะคะ) รอน้ำเย็นก็กรองเศษใบเตยและเก๊กฮวยอีกครั้งก่อนกรอกใส่ขวด และใส่พิมพ์น้ำแข็ง
ต้มน้ำใบเตยเจออากาศร้อนๆ แบบนี้ เทน้ำใส่แก้วทีละนิดให้คุณแม่จิบทีละหน่อย หรือแกะจากพิมพ์น้ำแข็งมาให้คุณแม่ใส่ปากอมเล่น ทั้งคลายร้อน ทั้งชื่นใจ โดยที่ปริมาณน้ำไม่มากเกินไปจนกลายเป็นภาระกับปอดและหัวใจด้วยค่ะ (ปริมาณน้ำแค่ไหน สำหรับคนที่ล้างไตแต่ละคนต้องตวงตามปริมาณน้ำเข้าออกตามที่คุณหมอแนะนำนะคะ)

ทดลองเอาไปทำดูนะคะ อ้อ แนะนำให้ต้มเองเลยนะเพื่อความสะอาดและปลอดภัยค่ะ

ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว

คุณแม่ได้ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว และก็จะต้องล้างต่อไปเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้จนถึงวันที่เลิกหายใจ เข้า-ออกนั่นแหละ ถึงจะหยุดล้างได้ (แฮ่)

เหตุผลเดิม เหตุผลเดียวที่ลักข์เลือกการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ คือ “คุณภาพชีวิต” ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการล้างไต เท่าที่ลักข์หาข้อมูลจากบุคคลากรทางการแพทย์และอ่านจากประสบการณ์ของผู้ที่ทำการล้างไต ผู้ที่ทำการล้างไตทางหน้าท้องจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการล้างไตทางเส้นเลือด

ซึ่งเวลาผ่านมา 2 ปีแล้วสำหรับการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ จากประสบการณ์ตรงที่เอามาเปรียบเทียบกับตอนที่คุณพ่อต้องล้างไตด้วยเครื่องไตเทียมผ่านทางเส้นเลือด ก็ต้องลับอกว่าตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ให้คุณแม่ล้างไตทางหน้าท้อง

สำหรับ ความรู้สึกของคุณแม่ จากความกล้วเรื่องการติดเชื้อ และความห่วงเรื่องที่ลักข์จะต้องลำบากในการดูแลเขานั้น เรื่องการติดเชื้อไม่ใช่เรื่องที่เขากลัวอีกต่อไป คำเล่าขานที่เชื่อกันมานานว่าล้างไตทางหน้าท้องนั้นจะทำให้ติดเชื้อนั้นไม่ เคยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเลย (หมายถึงการติดเชื้อจากการล้างไต ไม่รวมถึงการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดนะคะ) ส่วนเรื่องเหนื่อยนั้นคุณแม่ก็ทำใจได้มากขึ้นว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ ได้ และลักข์เองก็ไม่เคยพูดหรือบ่นอะไร (ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือเกินกำลังที่จะทำได้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร)

ลักข์ว่า ถ้าหากใครต้องเดินมาถึงจุดที่ต้องล้างไตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การยอมรับและการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสภาพร่างกายในอนาคต ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายสำหรับคุณแม่ไปหน่อย ที่ให้คุณแม่ล้างไตก่อนที่คุณแม่จะมีอาการรุนแรง (คือ ค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 15% แล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตเป็นปกติอยู่นอกรพ.ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่จะทรุดจนถึงขั้นชักกระตุก หมดสติ ซึ่งลักข์ไม่ได้รอให้ถึงวันนั้น) สภาพร่างกายภายนอกของคุณแม่ในวันนี้ไม่มีใครดูออกเลยว่าคุณแม่เป็นโรคไตในระยะสุ ท้ายที่ต้องทำการล้างไตทางหน้าท้องทุกวันแล้ว

การเรียนรู้เรื่องอาหารการกินเป็นอีกเรื่องที่มีส่วนสำคัญมาก ลักข์โชคดีที่ลักข์เป็นเบาหวานและได้เรียนรู้หลักโภชนาการด้วยความเข้าใจมา ก่อนหน้านี้แล้วทำให้การดูแลเรื่องอาหารให้คุณแม่เป็นเรื่องไม่ยาก (แต่สำหรับคนที่มาเริ่มต้นนับหนึ่ง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจเพียงแต่ต้องใช้เวลาสักนิด แต่ถ้าเอาใจใส่จริงๆ ไม่นานก็จะเข้าใจ)

หลักการที่ลักข์ใช้ในการดูแลคุณแม่คือ
1. ไม่ทานอาหารเสริมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเคยลองแล้ว โชคดีที่คุณแม่ sensitive ต่อสารเคมีมาก ทำให้ทดลองกินผลิตภัณฑ์ที่ถูกอ้างว่าทำมาจากธรรมชาติไม่มีอันตรายไปได้แค่ 2 วันก็เกิดอาการผื่นขึ้นอย่างรุนแรง และโชคดียิ่งกว่าที่คุณแม่ไม่ได้รับอันตราถึงชีวิต จากประสบการณ์นี้ทำให้ลักข์หาข้อมูล ทำให้รู้ความจริงว่าอาหารเสริมต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติหรือแปรรูปมาแล้วถ้าไม่มีสารเคมี ก็มีวิตามินและเกลือแร่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอันตรายให้กับคนเป็นโรคไตได้จริงๆ

2. คนเป็นโรคไต ผิวจะแห้งและคันมาก การอาบน้ำไม่ฟอกสบู่หรือการใช้สบู่อ่อน(สำหรับเด็กทารก) จะทำให้ผิวแห้งน้อยลง การทาโลชั่น ครีม หรือน้ำมันเป็นเรื่องจำเป็น

3. อาหารเจ หรือ มังสวิรัติ เป็นอาหารที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต เพราะเป็นอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง หรือถั่วชนิดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถั่วชนิดต่างๆ จะทำให้ค่าฟอสฟอรัสสูงเกินค่าปกติ ซึ่งมีผลให้ร่างกายไม่ปกติ (คุณแม่ไปตรวจตามหมอนัด ซึ่งถ้าค่าฟอสฟอรัสเกิน จะรู้ได้เลยว่าได้ทานอาหารประเภทขนมปัง ไข่แดง หรือถั่วมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องลดปริมาณอาหารประเภทเหล่านี้ลง เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย)

4. ควรหลีกเลี่ยงชา เพราะชาที่ชงไว้นานเกิน 10 นาทีจะมีสารแทนนินซึ่งทำให้ท้องผูก(มากขึ้นได้)

5. โปรตีนที่ดีที่สุด คือ ไข่ขาว เพราะในกระบวนการย่อยโปรตีนเนื้อสัตว์อย่างอื่นจะมีค่าเกลือแร่ต่างๆ ออกมาด้วย ซึ่งไตไม่สามารถรักษาสมดุลเกลือแร่เหล่านั้นไว้ได้อีกแล้ว ไข่ขาวจึงเป็นโปรตีนชั้นดีสำหรับคนเป็นโรคไต สำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างทางหน้าท้องควรทานไข่ขาวให้ได้วันละ 7-10 ฟอง ส่วนเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ยังทานได้แต่ทานในปริมาณน้อย

6. การทานผักและผลไม้ ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับค่าเกลือแร่ที่เรียกว่าค่าโปแตสเซียม ถ้าทานผักหรือผลไม้มากเกินไปก็ต้องทานยาขับออก เพราะค่าโปแตสเซียมที่สูงมากเกินไปจะมีผลต่อการหยุดเต้นของหัวใจได้ แต่ถ้าโปแตสเซียมต่ำก็กินผักและผลไม้ในแต่ละวันให้มากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา

7. การขับถ่าย ยาถ่ายเป็นยาที่มีความจำเป็น (แทบจะกลายเป็นยาประจำวันอีกตัวก็ว่าได้) ต้องระวังไม่ให้ท้องผูกเกิน 3 วัน การที่ร่างกายไม่ขับถ่ายของเสียออกมา ของเสียก็จะดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดการติดเชื้อได้! (ยังไม่เคยมีประสบการณ์การติดเชื้อแบบนี้ เพราะถ้าไม่ถ่าย 2 วันคุณแม่ก็จะทานยาถ่าย) และสำหรับการขับถ่าย ข้อควรระวังสำหรับผู้สูงอายุคือ ห้ามเบ่ง เพราะคุณแม่เคยพยายามที่จะขับถ่ายโดยไม่ใช้ยาช่วย ปรากฏว่ากลไกของร่างกายในขณะเบ่งทำให้ความดันต่ำ จนต้องอุ้มออกมาจากห้องน้ำ (เอามานอนแล้ววัดความดันไม่ได้ นอนสักพักจึงวัดได้ซึ่งตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติมาก)

8. ความสะอาดของห้อง ความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องมือ ความสะอาดของมือ เป็นเรื่องที่ต้องทำตั้งแต่วันแรก และทุกๆ วัน เป็นเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย หรือลดขั้นตอนอย่างเด็ดขาด เพราะลักข์ได้ถามเจ้าหน้าที่พยาบาลตอนฝึกต่อสายแล้วว่าโอกาสที่จะติดเชื้อ ทางการล้างไตทางหน้าท้องมีอะไรบ้าง ป้องกันได้อย่างไร เรื่องความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่ลักข์เคร่งครัดมาตลอด 2 ปี และก็ป้องกันการติดเชื้อได้จริงๆ

9. ไม่ดูแลคุณแม่เหมือนคนป่วย ไม่ประคบประหงมคุณแม่เหมือนคนที่ไม่มีความสามารถ คุณแม่ของลักข์ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยังทำงานได้ กินได้นอนหลับ พาไปนอกบ้าน ไปเดินออกกำลังกายที่สวนลุมได้ ไปเดินช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าได้ ไปกินอาหารนอกบ้านได้ (หากที่ร้านไม่สามารถทำอาหารรสชาติจืดได้ สั่งไข่ต้ม หรือไข่ดาวเลยค่ะ) พาไปค้างคืนที่ต่างจังหวัดได้ (พกอุปกรณ์ในการล้างไตไปให้ครบ และเลือกที่พักที่สะอาดก็ได้แล้ว)

10. เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ การจดบันทึกประจำวัน นอกจากสมุดจดน้ำยาเข้าออกแล้ว ลักข์ยังมีสมุดจดความดันที่ทำเป็นตารางทุกชม.ไว้ด้วย ช่วงที่ความดันของคุณแม่แปรปรวนก็วัดถี่ทุกชม. แต่ถ้าความดันไม่เปลี่ยนแปลงก็วัดวันละครั้ง 2 ครั้ง ในสมุดวัดความดันลักข์จะบันทึกรายละเอียดการไปหาหมอทุกครั้งและจดชื่อคุณหมอ ที่ให้การรักษาทุกครั้งไว้ด้วย เพราะคุณแม่ต้องพบกับคุณหมอหลายท่านหลายแผนกตามโรคจำนวนมากที่เป็นอยู่ คุณหมอหลายท่านใช้วิธีถามไม่ได้เปิดอ่านประวัติในแฟ้ม ซึ่งแรกๆ ที่ลักข์ตอบไม่ได้ก็รู้สึกว่าตัวเองยังดูแลคุณแม่ได้ไม่ดีพอ ทำให้คุณหมอไม่มีข้อมูลในการรักษาที่ครบถ้วน ลักข์ก็เลยทำสมุดบันทึกขึ้น จนเดี๋ยวนี้ไม่ว่าคุณหมอถามเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณแม่ ลักข์สามารถตอบได้โดยเปิดสมุดจดบันทึกเล่มนี้ เมื่อคุณหมอเห็นถึงความเอาใจใส่อย่างจริงจัง คุณหมอก็จะดูแลรักษาคุณแม่ด้วยความใส่ใจจริงจังเช่นกัน