Hypoglycemia vs Hyperglycemia

คนที่เป็นเบาหวานทุกคนจะต้องเคยพบกับภาวะที่เรียกว่า ไฮโป หรือ น้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) และ ไฮเปอ หรือ น้ำตาลสูง (Hyperglycemia)  อย่างแน่นอน แต่รู้กันไหมว่าภาวะไหนอันตรายกว่ากัน?

Hypoglycemia คือ ภาวะของน้ำตาลในเลือดต่ำ (ต่ำกว่า 70 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยามากกว่าปกติ อาจจะด้วยเหตุผลของการลืม เลยกินยาหรือฉีดยาซ้ำ (อ่ะนะ คนเราก็ต้องมีลืมกันบ้าง แต่เมื่อก่อนนี้ลักใช้วิธีฉีดซ้ำไปเลย ไฮโปยับเยิน เดี๋ยวนี้ใช้วิธี รอประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วดูผลเลือดว่าลืมฉีดยาไปจริงหรือเปล่า)

2. กินยา หรือ ฉีดยาแล้วไม่กินข้าวตรงตามเวลา ยาจะออกฤทธิ์ตรงตามเวลาเผง ถ้าเราไม่กินข้าว ย่อมเกิดภาวะน้ำตาลต่ำอย่างแน่นอน

3. ปริมาณอาหาร (ประเภทคาร์โบไฮเดรต)ที่กิน น้อยกว่าปริมาณยาที่ได้รับ (ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสม สามารถให้นักโภชนาการคำนวณให้ได้) หรือกินน้อยเกินไปนั่นเอง

4. ดื่มแอลกอฮอลล์ แอลกอฮอลล์บางชนิดกินแล้วมีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำ (ส่วนจะเป็นชนิดไหน ไปถามคุณหมอเอาเอง แต่ถ้าจะให้ดี ไม่กินดีกว่า เพราะแอลกอฮอลล์มีฤทธิ์ทำให้เราขาดสติ)

5. ออกกำลังกายมากกว่าปกติ หรือ นานกว่าปกติ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ ร่างกายจะมีสัญญาณเตือนเป็นอาการต่างๆ เช่น หิว มือสั่น ใจสั่น(ลั่นตุ้บๆ แทบทะลุออกจากอก) เหงื่อออก ตัวเย็น มีนงง สับสน คิดอะไรไม่ออก ถ้านอนหลับอยู่ก็จะฝันร้าย รู้สึกหงุดหงิดนอนไม่ได้ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไขก็จะถึงขั้นเป็นลม หมดสติ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องทันการณ์

Hyperglycemia คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (สูงกว่า 200 mg/dl) สาเหตุเกิดได้จาก

1. กินยา หรือ ฉีดยาน้อยกว่าปกติ (นึกเอาเองว่าค่าน้ำตาลที่ไปหาหมอมาดีแล้ว เลยลดยาเอง หรือ ไม่อยากกินยาเพราะมีความเชื่อว่ายาเบาหวานส่งผลเสียต่อตับ ต่อไตเลยงดยาเอง)

2. กินข้าว แต่ไม่กินยา หรือ ฉีดยาตามเวลา โรคเบาหวานเกิดจากตับอ่อนไม่สามารถทำหน้าที่ผลิตอินสุลินได้ตามปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยา หรือ อินสุลินช่วยทำหน้าที่ แต่ถ้าเราไม่กินยา หรือ ฉีดอินสุลิน ย่อมทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

Advertisements

ภาวะน้ำตาลสูง Hyperglycemia

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Hyperglycemia หมายความว่าสูงเกินกว่าเกณฑ์ค่าปกติ คือ 70-99 มก./ดล. หลังอดอาหาร 8 ชม. และหลังมื้ออาหาร 2 ชม.เกิน 180 มก./ดล.

จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว (Hyperglycemia)? ต้องเจาะเลือดตรวจ

คนที่เจาะเลือดตรวจแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน การตรวจพบระดับน้ำตาลสูงบ้าง ต่ำบ้างนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะละเลยโดยไม่ใส่ใจ และไม่ทำอะไรนะคะ เพราะทั้งระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ต่ำ สามารถส่งผลทำลายอวัยวะภายในของเราได้ และทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ได้ทั้งในระยะสั้นแบบฉับพลันทันที หรือ ระยะเวลายาวหลายสิบปี กว่าจะรู้ว่าระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานานเกิดผลเสียและเป็นอันตรายต่อร่างกายจริงๆ ก็มักจะมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงเกิดขึ้นแล้ว

ภาวะระดับน้ำตาลสูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แบบไม่พบกรดคีโตนคั่ง ภาวะนี้จะพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เมื่อเจ็บป่วย หรือเกิดการตืดเชื้อจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงมากขึ้น

ลักษณะอาการของผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

๑. กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย และมากผิดปกติในเวลากลางคืน

๒. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด

๓. ตาพร่ามัว

๔. ซึม จนถึงขั้นหมดสติได้

2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และพบกรดคีโตนคั่ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ร่วมกับมีภาวะกรดคีโตนคั่ง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างรุนแรง ถ้ารักษาไม่ทันสามารถทำให้เสียชีวิตได้ พบมาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการขาดอินสุลิน หรืออินสุลินไม่เพียงพอ

อาการที่พบบ่อยคือ

๑. คลื่นไส้ อาเจียนมาก

๒. ปัสสาวะบ่อย

๓. ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนผลไม้ (กลิ่นคีโตน)

๔. หายใจเหนื่อยหอบ จนอาจถึงขั้นช็อคหมดสติได้

การรักษาอาการฉุกเฉินนี้ ให้ดื่มน้ำมากๆ และรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การดูแลตัวเองเมื่อเราเจาะเลือดตรวจพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง คือ

1. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ

2. ปรับยาอินสุลิน ตามคำแนะนำของแพทย์ (คนที่เป็นเบาหวานแบบต้องพึ่งพาอินสุิลิน คุณหมอจะสอนหลักเกณฑ์ในการปรับยาให้)

3. หากมีอาการรุนแรง รีบนำ่ส่งโรงพยาบาลด่วน

เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันตัวไม่ให้ระดับน้ำตาลสูงดีกว่าไหมคะ์? ว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้าง

1. ควบคุมปริมาณอาหารที่ทานตามที่นักโภชนาการแนะนำ

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3. รับประทานยา หรือฉีดอินสุลินตามหมอสั่งเป็นประจำสม่ำเสมอ

4. หมั่นตรวจเลือดเองสม่ำเสมอ หากมีภาวะเจ็บป่วยอย่าหยุดยาเอง

5. มาพบแพทย์ตามที่นัด เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ  ต่อเนื่อง ยาวนาน

ไม่ว่าจะเกิดภาวะน้ำตาลสูง หรือต่ำ ก็ไม่ดีทั้งนั้นนะคะ วิธีที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดทั้งภาวะไฮโป และ ไฮเปอค่ะ