ลักข์ฟังมาเล่า “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน ผศ.นพ.สมเกียรติ  แสงวัฒนาโรจน์

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

เรื่อง     “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

โรคติดต่อคือ โรคที่มีสาเหตุจากเชื้อโรคและสามารถติดต่อสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่โรคไม่ติดต่อคือ โรคตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเป็น และเป็นยาวนานจึงเรียกว่าเรื้อรัง NCD มาจากคำว่า Non แปลว่า ไม่ Communicable แปลว่าติดต่อ  Diseaseแปลว่าโรค NCD จึงหมายถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

NCD โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, ติดบุหรี่, ภาวะอ้วนพีมีพุง, อัมพาต, หลอดเลือดหัวใจ, มะเร็ง, โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็น NCD แล้วมักจะไม่เป็นเพียงโรคเดียว ยิ่งดูแลตัวเองไม่ดีก็ยิ่งเพิ่มจำนวนโรค และเป็นเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะหลายอวัยวะเสื่อม แล้วจะส่งผลให้อายุสั้น

ทางสถิติจำนวนคนไทยเป็นโรค NCD เพิ่มขึ้นและ NCD เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ทำให้พิการและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในคนไทย วัยหลังเกษียณพบว่าคนไทยเป็นเบาหวานมากในช่วงอายุ 60-70 ปี โรคหัวใจ (ที่พบอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจขาดเลือด)อายุ 62-68 ปี โรคอัมพาต อายุ 62.2 ปี โรคมะเร็งอายุ 50-70 ปี

สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่ดูแลรักษา NCD ก็จะเพิ่มขึ้น เป็นโรคความดันสูง ไขมันสูง หากสูบบุหรี่ด้วย ก็จะเร่งให้อวัยวะทั้ง 5 คือ สมอง (หัว)ใจ ไต ตา ตีน เสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้อายุสั้นลง

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร? สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง?

  1. เรากินอาหารประเภทแป้ง หรือของหวานมากเกินไปหรือเปล่า?
  2. ในทุกมื้ออาหารเราได้กินผักใบเขียว ที่จะเป็นใยอาหารช่วยลการดูดซึมน้ำตาลบ้างไหม?
  3. เราได้ออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อของเราหลังจากที่เรากินอาหารหรือไม่?

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นสาเหตุทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดข้นก็ทำให้เลือดเกิดเป็นก้อนลิ่มเลือดได้ง่าย เมื่อลิ่มเลือดไปอุดตันตามหลอดเลือดก็ทำให้เกิด NCD ต่างๆ และอวัยวะต่างๆ เสื่อมตามมา

เป็นเบาหวานแล้วทำไมถึงเป็นอัมพาต? เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เลือดจะข้นเกิดเป็นลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่สมอง ร่วมกับการมีภาวะไขมันสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย ทำให้หลอดเลือดตีบตัน และการมีโรคความดันสูงทำให้หลอดเลือดถูกกระแทกบ่อยๆ ทำให้หลอดเลือดสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ภาพอธิบาย คาร์โบไฮเดรต & น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

การกินอิ่มแล้วใช้ชีวิตโดยการนั่ง นอนเป็นส่วนใหญ่ อินซูลินจะนำน้ำตาลที่ได้จากการกินอาหารไปสะสมเป็นไขมัน ไว้ที่พุง  (เพราะพุงเป็นอวัยวะที่ขยับน้อยที่สุดในร่างกาย) และที่ตับ ทำให้เป็นโรคตับคั่งไขมัน นานเข้าตับก็จะเสื่อมและอักเสบ กลายเป็นโรคตับแข็งตามมา (ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคตับแข็งเพิ่มมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้กินเหล้า)

รู้ไหมว่า ชูชกไม่ได้กินจนท้องแตกตายและไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่กินแล้วท้องแตกตาย? ชูชกตายเพราะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย แล้วหัวใจวาย ตายทันที จากการกินอิ่มมากเกินไป

เมื่อเรากินอิ่ม เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากขึ้น ในขณะที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจส่วนต่างๆ น้อยลง การกินอิ่มมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาล ไขมันสูง และความดันสูง ซึ่งเป็นผลให้เลือดเป็นลิ่ม หลอดเลือดหัวใจปริแตกเป็นแผลเกิดการอุดตันได้ง่าย การกินอิ่มมากเกินไปจึงเป็นตัวกระตุ้นหรือจุดชนวนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายทันทีได้ คนเป็นเบาหวานจึงควรกินพออิ่ม ไม่ควรกินอิ่มมากเกินไปแล้วเป็นอย่างชูชก!

เมื่อรู้สาเหตุและผลเสียของระดับน้ำตาลสูงแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงได้ ด้วยวิธีง่ายๆ 4 วิธีคือ

  1. เลี่ยง งด ลดของหวาน ขนม เครื่องดื่ม รสหวานจัด รสชาติหวานพอดีคือ รสชาติหวานจากการเคี้ยวข้าวรสชาติหวานพอเพียง เป็นรสหวานตามธรรมชาติ
  2. ทานผักใบเขียว ต้องกินผักอย่างน้อย 1 ฝ่ามือในทุกมื้ออาหาร ผักใบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
  3. เคี้ยวจนเพลิน ใน 1 คำอาหารให้เคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน
  4. เดินหลังอาหาร หลังจากที่พัก 15 นาทีหลังกินข้าวเสร็จ ควรเคลื่อนไหวใช้พลังงานด้วยการเดิน 15 นาที เมื่อเราใช้กล้ามเนื้อ พลังงาน(น้ำตาล)จะถูกนำไปใช้ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารก็จะไม่สูงเกินไป (กล้ามเนื้อขาใหญ่กว่าแขน กล้ามเนื้อใหญ่กว่าใช้พลังงานมากกว่า จึงแนะนำให้เดินไม่ใช่แกว่งแขน)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินอาหารมากเกินไป  มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด?

  1. ให้ดูว่าเราสะสมจน “น” น้ำหนักมากเกินหรือเปล่า? (น้ำหนัก < (ส่วนสูง)2 หาร 400)
  2. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ค” ความดัน สูงขึ้นหรือเปล่า? (ความดัน < 135/85)
  3. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ร” รอบเอว ของเราใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? (รอบเอว < ส่วนสูงหาร 2)

    ภาพการบรรยายถึงเกณฑ์ตัวเลขที่เราสามารถวัดเองได้เพื่อดูแลตัวเอง

    ถ้า “นคร” ของเราใหญ่แปลว่าเรากินมากเกินไป ทำให้เป็นโรคร้ายจากการพอกพูนสะสม เพราะไขมันจะไปสะสมในทุกส่วนของร่างกาย ทุกๆ 1 นิ้วของรอบเอวที่ขยายขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสของโรค 2 โรคคือ เบาหวาน และ หลอดเลือดหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตาย

    การลดไขมันที่พอกอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อให้หลอดเลือดตีบน้อยลงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ ต้องทำให้ทำให้ระดับค่า LDL ลงมาเหลืออยู่ที่ 70-80 mg/dl ด้วยการออกกำลังกายจนร่างกายขาดไขมันแล้วดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ไขมันในหลอดเลือดจึงจะลดลงได้ การกินยาลดไขมันเป็นการชะลอไม่ให้ไขมันไปพอกในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญไม่มียาลดไขมันใดในโลกนี้ที่จะล้างไขมันที่พอกอยู่ในหลอดเลือดให้สะอาดเหมือนการล้างท่อได้

    โรคความดันสูงเกิดจากอะไร? เกิดจากการที่เรามีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายมากเกิน

    ภาพบรรยายถึงสาเหตุที่ทำให้ความดันสูง

    ธาตุดินเกิน คือ คนที่มีลักษณะตัวอ้วนใหญ่ คนลักษณะนี้จะมีความดันสูง

    ธาตุน้ำเกิน จากเกลือนำน้ำตาม การกินน้ำเยอะสามารถปัสสาวะออกมาได้ไม่ทำให้ความดันสูง แต่การกินของที่มีโซเดียมมากเกินไป (โซเดียมคือ เกลือชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส ผงฟู ขนม ของกินสำเร็จรูปที่มีอายุยาว) โซเดียมที่ตกค้างในร่างกายเพราะไตขับออกไม่หมดจะดึงน้ำเก็บไว้ในร่างกาย การมีโซเดียมและน้ำมากเกินไปในร่างกาย ส่งผลให้ความดันสูง

    ธาตุไฟเกิน เป็นเรื่องของคนที่มีอารมณ์โกรธ คนโกรธง่ายหายเร็วความดันจะขึ้นสูงครู่เดียว คนที่โกรธแล้วเก็บความโกรธไว้กับตัวความดันจะสูงอยู่ตลอดเวลา การที่ความดันสูงอยู่เป็นประจำทำให้เส้นเลือดโป่งและแตกได้ง่าย

    ธาตุลมเกิน ช่วงเวลาที่สมองได้หยุดพักคือ เวลานอน ช่วงเวลาที่ความดันต่ำที่สุด จึงเป็นเวลาก่อนเข้านอนและเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า แต่คนที่มีนิสัยทำอะไรรวดเร็วแข่งกับเวลาเสมอ เครียดตลอดเวลาไม่ให้สมองได้หยุดพัก การตื่นและการใช้สมอง เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงสมองทำให้ความดันสูงขึ้น

    ยาลดความดันที่เรากินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

    1. ยาขับน้ำปัสสาวะ ที่เป็นยาขับทั้งโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมและน้ำออกจากร่างกายก็ทำให้ความดันลดลง การหยุดยาขับปัสสาวะแล้วความดันเพิ่มเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เรากินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป ถ้าเราลดปริมาณการกินโซเดียมลงครึ่งหนึ่งภายใน 7 วันความดันก็จะลดลงได้โดยที่เราไม่ต้องกินยา

    ยาขับปัสสาวะ เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเลือกใช้เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันสูง สาเหตุมาจากการกินโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไปประมาณ 5-7 เท่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูงอยู่ที่ 24.7%

    อาหารที่มีโซเดียมสูงคือ เครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปที่เก็บไว้ได้นานหลายวัน อาหารที่มีโซเดียมต่ำคือ อาหารสดที่เก็บไม่ได้นาน และผักผลไม้สดที่มีโปแตสเซียมที่ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายได้อีกด้วย ถั่วอบกะทิ ขนมปัง ซาลาเปา มีโซเดียมมากกว่า  ถั่วต้ม หรือ ข้าว  5 เท่า

    1. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาขยายหลอดเลือด การออกกำลังกายเป็นการทำให้หลอดเลือดเราขยายตัวตามธรรมชาติ และทำให้หลอดเลือดเราแข็งแรงอีกด้วย
    2. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง อาหารที่มีคาเฟอีนจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ

    สาเหตุของโรค NCD มาจากพฤติกรรม 3 อ. 2 ส. คือ

    • อ อร่อยเกิน กินอาหารรสชาติหวานเกินทำให้เป็นเบาหวาน มันเกินทำให้ไขมันเกิน เค็มเกินทำให้ความดันสูงและเป็นโรคไต กินสัตว์เนื้อแดงและเนื้อปรุงแต่งมากเกินทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งและไขมัน
    • อ อยู่สบายเกิน ตัวชี้วัดของการอยู่สบายเกินคือ ในแต่ละวันถ้าเรานั่งมากกว่าวันละ 10 ชม. แปลว่าเรานั่งๆ นอนๆ มากเกินไป ในแต่ละวันเถ้าเราเดินไม่ถึงวันละ 5,000 ก้าว แปลว่าเราอยู่สบายเกิน
    • อ เอาแต่ใจเกิน ให้สังเกตตัวเองว่าเราเครียดบ่อยไหม? ถ้าเครียดบ่อยแปลว่าเรามีแต่เรื่องไม่ถูกใจ เราเอาแต่ใจตัวเอง พอไม่ดั่งใจตัวเองก็ทำให้เครียด
    • ส สูบบุหรี่
    • ส เสพสุรา

    NCD 4.0 หมายถึงอะไร?

    NCD 1.0 คือ หายป่วยไว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาหมอแล้วได้รับการรักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วย

    NCD 2.0 คือ ให้เหมือนเดิม คือการรักษาให้กลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงเหมือนก่อนที่จะป่วย

    NCD 3.0 คือ ไม่ป่วยอีก เมื่อรักษาหายแล้วต้องรู้ว่าทำไมหรืออะไรที่ทำให้ป่วย เมื่อรู้จะป้องกันไม่ให้ป่วยอีก

    NCD 4.0 คือ การไม่เพิ่มโรค เราต้องดูแลป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 151 เดือนพฤษภาคม 2560

Advertisements

เหตุผลสำคัญที่คนเป็นเบาหวานต้องดูแลตัวเอง (1)

อาจจะไม่ใช่เรื่องดีในชีวิตที่ต้องเป็็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน กว่าที่ลักข์จะเข้าใจโรคเบาหวาน จนสามารถยอมรับโรคเบาหวานว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยังเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตที่ลักข์ต้องให้ความสำคัญก็ใช้เวลากว่า 20 ปี นานจนแทบจะเรียกว่านานเกินไป แต่ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะลักข์มีวันนี้แล้ว

หวังว่าหลายคนจะโชคดีในเรื่องของการใช้เวลาในการเรียนรู้ และ เข้าใจโรคเบาหวาน

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ถูกตัดขา

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคนพิการ ตาบอด

คนเป็นเบาหวาน ไม่จำเป็นต้องตัดอาหารที่ชอบไปจากชีวิต แต่ต้องรู้จักลดปริมาณที่กินในแต่ละครั้ง

คนเป็นเบาหวาน ที่ต้องฉีดอินสุลิน ไม่ใช่เพราะอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต

โรคเบาหวานไม่ใช่โรคอันตรายที่รักษาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากมีการค้นพบอินสุลิน และมีการใช้ในคนเมื่อ 90 ปีก่อน

ปัจจุบันโรคเบาหวานเป็นโรคที่ทำการรักษาไม่ให้เสียชีวิตได้ เพราะแพทย์และนักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่า โรคเบากวานเกิดจากตับอ่อนเสื่อมไปตามสภาพไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีดั่งเดิม (ถ้าเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ก็เสื่อมสภาพเร็วเกินไป)  ดังนั้นถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะรักษาได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด การรักษาจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (ภาษาหมอเรียกว่าโรคเรื้อรัง)

การรักษาโรคเบาหวานจึงไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหมอที่จะให้ยาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นเบาหวานที่อยู่กับโรคนี้ตลอด 24/7 (ยี่สิบสี่ชม. เจ็ดวันต่อสัปดาห์) ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการกินยา/ฉีดยาทุกวัน (ตามคำแนะนำของหมอ)  กินอาหารที่พอเหมาะพอดีกับที่ร่างกายต้องการ (ตามคำแนะนำของนักโภชนาการที่คำนวณให้)  ออกกำลังกาย/เคลื่อนไหวร่างกายเสมอ (ตามหลักการคือ 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีต่อเนื่อง) และเราสามารถพิสูจน์การรักษาสมดุลระหว่างยา อาหาร และการออกกำลัง ได้ด้วยการเจาะเลือดตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยตัวเอง … ง่ายๆ แค่นี้แหละการดูแลตัวเองของคนเป็นเบาหวาน แต่ …..

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ  ก็ต้องใช้เวลาประมาณนึง

การจะเข้าใจโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นได้จริงๆ ก็ต้องมีความรู้

การจะดูแลโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นด้วยความรู้ ความเข้าใจได้นั้น ก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น

อาจจะไม่สนุกที่การกินต้องถูกจำกัดปริมาณ

อาจจะไม่สนุึกที่ต้องเจาะเลือดก่อนกินอาหาร และหลังกินอาหาร

อาจจะไม่สนุกที่ต้องเจาะเลือดก่อนออกกำลัง และหลังออกกำลัง

การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตเพื่ออยู่กับเบาหวานให้ได้ในช่วงแรกนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องสนุก และไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดาย แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ผ่านช่วงเวลายากลำบากในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองมาได้ โดยมีเหตุผลสำคัญที่จะทำก็คือ เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่สมบุรณ์แข็งแรงไปตลอด  และเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่กับเบาหวานด้วยความสุขได้ตลอดไป

พรุ่งนี้ก็วันตรุษจีนแล้ว มาตั้งปณิธานดูแลตัวเอง เพื่อต้านภัยจากโรคเบาหวานกันเถอะ อย่าไปจมอยู่กับความเศร้าว่าเราเกิดมาแล้วเป็นโรคเบาหวานเลย

ปล. ที่เมืองนอกเค้ามีแคมเปญดูแลเบาหวานของตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่นต่อด้วย ชอบๆๆ

มาเรียนรู้ดูแลเบาหวานของตัวเองกันเถอะ

หลังจากมีประสบการณ์ในการเป็นเบาหวานด้วยตัวเอง และจากการต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเบาหวาน ทำให้ตอบได้ว่า การควบคุมดูแลโรคเบาหวานนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับการปรุงบะหมี่สำเร็จรูปที่สามารถปรุงเสร็จได้ภายใน 3 นาที แต่ในความเป็นจริงเราก็ต้องใช้เวลาในการต้มน้ำให้เดือดก่อน ทุกเรื่องล้วนต้องใช้เวลา การเรียนรู้ การฝึกฝน จะืทำให้เป็นเรื่องง่ายในที่สุด

การจะดูแลเบาหวานให้ได้ดีนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องความรู้ และ การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

มาดูกันว่า คุณสมบัติของคนที่จะเป็นโรคเบาหวานได้ มีอะไรบ้าง (เป็นโรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะคะ ต้องมีคุณสมบัติด้วย)

1. กินให้มากเกินความต้องการใช้พลังงานของร่างกาย, มีข้ออ้างเสมอว่าไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย, ไม่มีความยับยั้งชั่งใจในการกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (ข้าว แป้ง) และอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล โซเดียมและไขมัน  กินจนกระทั่งอวัยวะที่เรียกว่า ตับอ่อนต้องทำงานหนัก จนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือ ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลิน (ผลิตได้แต่นำไปใช้ไม่ได้) ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่เราไปตรวจร่างกาย (หรือร่างกายเกิดภาวะผิดปกติจนเราต้องไปพบหมอ) ก็จะพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดมีมากเกินกว่าเกณฑ์ปกติ จนคุณหมอต้องแจ้งว่า คุณมีคุณสมบัิติครบที่จะเป็นสมาชิกของโรคเบาหวานแล้ว

(ถ้าเพียงเรารู้จักยับยั้งชั่งใจ รู้จักกินอาหารในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย รู้จักชวนตัวเองเคลื่อนไหว ขยับออกกำลัง โรคเบาหวานก็ไม่สามารถมาทำให้ใครเป็นสมาชิกได้)

2. เป็นโรคเบาหวานเองโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะอวัยวะที่เรียกว่าตับอ่อนนั้น เกิดอาการผิดปกติไม่สามารถผลิตอินสุลินได้เลย (เรียกว่าเกิดมาแล้วแก่เลย ไม่สามารถทำหน้าที่ได้เลย)  ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติของร่างกายเราจัดสรร ทำให้เราต้องเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 1 คือ เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินสุลินจากภายนอก (ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน) ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 1 นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นกับเด็กหรือคนที่มีอายุน้อย จึงมักจะเรียกว่าเบาหวานในเด็ก

ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับตัวเด็กและคุณพ่อคุณแม่ ทั้งในแง่จิตใจและการปฏิบัติตัวในการดูแลโรคเบาหวาน แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้เกิดมาในยุคที่มีการค้นพบอินสุลินแล้ว และวิวัฒนาการของอินสุลินในปัจจุบัน มีการเลียนแบบการทำงานได้ใกล้เคียงกับที่ร่างกายผลิตแล้วด้วย (อินสุลินปั๊ม)

สังเกตไหมคะว่า เบาหวานประเภทที่ 1 หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นเรื่องความผิดปกติของตับอ่อนของเราเอง แต่เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นเรื่องของพฤติกรรม หลีกเลี่ยงและป้องกันได้

ลักเชื่อว่า คงไม่มีใครอยากจะเป็นโรคเบาหวานหรอก (โรคอะไรก็ไม่อยากเป็น) แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ก็อย่าท้อถอนหรือยอมแพ้โรค เราต้องเปิดใจหาความรู้ และเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความรู้ีที่ได้มาจะช่วยทำให้ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน (ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกชนชั้น ทุกอาชีพ) สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข มีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน

เหตุผลสำคัญที่อยากชักชวนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลโรคเบาหวาน ก็เพราะว่าไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน การเป็นโรคเบาหวานแล้วควบคุมดูแลได้ เราก็จะเป็นแค่โรคเบาหวานเท่านั้น แต่ถ้าไม่ดูแลก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนทางตา ไต หัวใจ ปลายประสาทขึ้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ จะนำความทุกข์ ทรมานทั้งทางกาย และใจมาให้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังทำให้สิ้นเปลืองเงินเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอีกด้วย

ถ้ามีใครไม่เชื่อว่าโรคแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นกับตา ไต หัวใจ และปลายประสาทได้จริง และต้องการพิสูจน์ด้วยการเอาชีวิตของตัวเองเป็นเครื่องทดลอง มีคำเตือนอยู่เรื่องเดียวที่อยากบอกไว้ก็คือ  หากเกิดการเสื่อม หรือ ความสูญเสียใดๆ ต่ออวัยวะของเราแล้ว เราจะสูญเสียอวัยวะนั้นไปตลอดกาล!!! อ่านเพิ่มเติม

วิธีดูแลระดับน้ำตาลของคนที่เป็นโรคเบาหวาน

การจะดูแลเบาหวานให้ดี มีวิธีเดียวค่ะ คือ การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุดค่ะ

(เกณฑ์คนปกติ ระัดับน้ำตาลก่อนอาหาร ไม่เกิน 100 mg/dl, ระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 140 mg/dl, A1C 4-6%)

แล้้วทำยังไงถึงจะควบคุมระดับน้ำตาลได้? …วิธีง่ายๆ ที่ลักใช้ ก็คือ วิธีเจาะ จด และปรับค่ะ ^^

เจาะคือ เจาะเลือดก่อนกินอาหาร และ หลังอาหาร 2 ชม. และก่อนนอน (ก่อนอาหาร 3 หลังอาหาร 3 ก่อนนอน 1) อย่างน้อยก็เจาะเลือดวันละ 7 ครั้ง ถ้าวันไหนเป็นวันพิเศษ (กินอาหารในปริมาณมากกว่าที่กินเป็นประจำ หรือ ไปออกกำลังกาย) ก็จะเจาะเพิ่มมากขึ้น อาจจะเกินวันละ 10 ครั้งก็ได้

จด คือ จดบันทึกทุกอย่าง จดผลเลือดทุกครั้งที่เจาะ จดจำนวนยูนิตของอินสุลินที่ฉีด จดอาหารทุกชนิดที่กินและปริมาณที่กิน รวมถึงจดเรื่องการออกกำลังกายด้วย

ปรับ คือ การปรับเพิ่มลดปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับผลเลือดที่ได้ เพื่อให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารอยู่ในเกณฑ์มากที่สุด ^_^

อ่านเพิ่มเติม

เบาหวาน กับการออกกำลังกาย (ที่่สวนลุม)

เคล็ดไม่ลับในการดูแลระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุด ก็คือ

๑.  ระวังเรื่องปริมาณอาหาร

๒.  หมั่นออกกำลังกาย

๓.  ทานยา หรือฉีดอินสุลินให้ครบ

๔.  ดูแลอารมณ์ให้ดี

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลักได้พาคุณแม่ไปเดินที่สวนลุม ได้พบกับงานปั้นที่มีชื่อ “ผู้หญิงในอีก 3 ทศวรรษข้างหน้า” เห็นแล้วขอเป็นผู้หญิงในทศวรรษนี้ดีกว่า

ไปสวนลุม มีคนมาออกกำลังกายเยอะแยะเลย

ประมาณหกโมงกว่าๆ ก็มีดนตรีมาให้ฟังด้วย อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ฟังอ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มาแต่งกลอนสด กับขุนอินที่มาตีระนาดสดๆ ให้ฟังกันสดๆ เลย คนที่ออกกำลังกายเสร็จก็มานั่งเก้าอี้ นั่งพื้นหญ้า นั่งม้าหิน หรือยืนฟังกันเต็มสวน รวมทั้งมีชาวต่างชาติที่น่าจะมาเป็นประจำ พกเก้าอี้มานั่ง พกเครื่องดื่มใส่เป้ มาดื่มไปฟังเพลงไปกับอากาศยามเย็น

อยากมาชวนให้ทุกคนออกกำลังกายสู้กับเบาหวาน และถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะไปไหนดี ไปเวลาไหนดี เริ่มต้นที่วันอาทิตย์ตอนเย็นๆ  ประมาณ 5 โมงก็ได้ เดินไปเรื่อยๆ 6 โมงกว่าๆ ก็มานั่งพัก ฟังเพลงกันสบายๆ เรียกว่า ได้ออกกำลัง ได้อากาศดี และอารมณ์ที่ดี๊ดีกลับบ้านเป็นรางวัลให้กับชีวิตกันนะคะ

วิธีหนีห่างจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน

เคยคิดกันบ้างไหมคะ เวลาเราจะซื้อหนังสือสักเล่ม

อ่านหนังสือสักเรื่อง เราเลือกอ่านเพราะอะไร ….

แล้วบทความนี้หล่ะ คุณๆ แวะเข้ามาอ่านเพราะอะไร

ถ้าคิดว่าจะได้อ่านเรื่องโรคใหม่ๆ ก็ต้องขอแสดงความผิดหวังนะคะ

สาว(เลือด)หวานคนนี้ จบคณะสังคมวิทยาฯ มาค่ะ

รับรองว่าไม่มีข้อมูลความรู้เรื่องโรคแปลกๆ ใหม่ๆ อย่างแน่นอน

มีแต่ข้อมูลที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ถ้าเป็นโรคเบาหวานแล้ว ไม่ดูแลให้ดี

ก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นที่ ตา ไต หัวใจ ปลายประสาท!


แล้วการดูแลเบาหวาน ต้องดูแลยังไง จึงจะเรียกว่าดี

ไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน?!?…..นั่นสินะ ดูแลยังไงจึงจะดี?

จริงๆ แล้วการดูแลเบาหวาน จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย …

ที่ว่าง่ายก็เพราะบางทีคนพูดไม่ได้เป็นเบาหวาน (ฮา)

แต่คนปฏิบัติหน่ะสิ ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่เลย เพราะต้องอาศัยหลายองค์ประกอบเหลือเกิน เช่น อ่านเพิ่มเติม