เป็นเบาหวาน ทำไมต้องไปหาหมอเป็นประจำ?

เมื่อวันก่อนไปหาหมอเบาหวานตามนัด ที่เราต้องพบกันเป็นประจำทุก 3 เดือน ปีนึงจะได้เจอหน้าคุณหมอ 4 วัน (วันละ 5 นาที) จาก 365 วันใน 1 ปี

ตอนเป็นเด็ก ไม่ชอบที่จะไปหาหมอเลย เวลาก็ผ่านไปเร็วมาก แป้บเดียวต้องไปเจอหน้าหมออีกแล้ว เบาหวานก็คุมได้ไม่ดี ต้องมาฟังคุณหมอพูดเตือนคำเดิมๆ อีกแล้ว เคยนึกในใจว่าหมอไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือยังไงกัน

แต่พอโตมารู้ความมากขึ้น ระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวานที่มากกว่าครึ่งชีวิต ประสบการณ์การดูแลตัวเอง คุณแม่และสมาชิกในครอบครัว ทำให้คุ้นชินกับบุคคลากรทางการแพทย์มากขึ้น เลยมีโอกาสพูดคุยทักทายกันนอกเรื่องโรคมากขึ้น จนรู้สึกว่าโชคดีที่เป็นเบาหวาน!

เพราะข้อดีที่สุดของการเป็นเบาหวานที่เป็นโรคเรื้อรังคือ ความรักและความผูกพันกับบุคคลากรทางการแพทย์ที่เห็นเราเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนสมาชิกในครอบครัว 😀 พาตัวเองไปหาหมอ คุณหมอก็จะถามถึงคุณแม่เสมอ เพราะตอนที่ยังเป็นเด็กคุณแม่จะเป็นคนพาเราไปหาหมอทุกครั้ง

การมีโรคนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แต่เมื่อเป็นโรคแล้ว การทำใจ การยอมรับ การเปิดใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ได้ เพราะจะช่วยให้การอยู่กับโรคของเราไม่ยาก ลำบาก และทุกข์ทนจนเกินไป

ตอนเป็นเด็ก รู้สึกจริงๆ ว่าการไปหาหมอไม่มีประโยชน์อะไร หมอดูผลเลือดเสร็จ ก็เอาพูดในรูปแบบเดิมซ้ำๆ ซึ่งกว่าจะฟัวแล้วเข้าใจว่า หมอพูดไม่ซ้ำกันเลย เพราะหมอจะดูผลเลือดของเราด้วยความตั้งใจทุกครั้ง จะอธิบายให้ฟังว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่อย่างไร มีอะไรที่เราควรปรับปรุงแก้ไข มีอะไรที่เราควรดำเนินชีวิตเช่นนั้นต่อไป สิ่งที่หมอพยายามอธิบายให้เราฟังในแต่ละครั้งที่พบกัน ผลประโยชน์ของเราเองล้วนๆ เลย เราจำได้ไหม? เราจดบันทึกกันไว้บ้างหรือเปล่า?

Follow up diaryล่าสุดที่ลักข์ไปหาหมอเบาหวาน ได้รู้คำตอบที่แอบสงสัยมานานว่าก่อนเข้าห้องตรวจ เจ้าหน้าที่พยาบาลก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก แล้วจดในแฟ้มแล้วทุกครั้ง แต่เข้าห้องตรวจทีไร คุณหมอจะขอวัดความดันอีกที พร้อมทั้งขอจับชีพจรด้วย หลังจากคุณหมอชมว่าค่าไตดี ความดันดี การเต้นของชีพจรสม่ำเสมอ ถามหมอให้หายคาใจดีกว่าว่าทำไมคุณหมอถึงใส่ใจมากกว่าค่าน้ำตาล ทำไมต้องวัดความดันซ้ำ

คุณหมอบอกว่า ลักข์เป็นเบาหวานมานานเกือบ 30 ปีแล้ว และตอนนี้เริ่มเข้าสู้วัยผู้สูงอายุเบื้องต้น โรคความดันสูงอาจจะมาเยี่ยมเยือนแล้วอยู่ด้วยได้ทุกเมื่อ จึงต้องคอยเฝ้าระวังเอาไว้ เพราะหากเผลอปล่อยให้มีภาวะความดันสูงโดยไม่ดูแล ระยะเวลาเพียง 2 ปี ก็จะทำให้หลอดเลือดแข็งได้

ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา หมออออออ ไม่เข้าใจค่ะ ให้หมออธิบายใหม่ ไหนว่าหลอดเลือดคนเป็นเบาหวานจะเสียหายถ้าไม่คุมน้ำตาลให้ดีไงคะ? ความดันสูงเกี่ยวอะไรด้วย???

คุณหมอบอกว่าโรคความดันสูงนี้สำคัญนัก เพราะเป็นเรื่องของการสูบฉีดและการดันเลือด ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและไตโดยตรง หากเป็นโรคความดันสูง แล้วไม่ดูแล หลอดเลือดจะเริ่มมีปัญหา หลอดเลือดจะแข็งตัวขึ้นโดยใช้ระยะเวลา 2 ปี ยิ่งสะสมไว้นานเส้นเลือดก็จะยิ่งแข็งตัว กว่าที่หลายคนจะรู้ว่าโรคความดันสูงอันตรายก็มักเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน เช่นเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวาย ฯลฯ ได้แต่ร้องเสียดาย ถ้ารู้อย่างนี้จะกินยาความดัน จะใส่ใจดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่เคยมีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้สักราย

ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่มักจะชอบผลัดผ่อนแก้ตัวเสมอว่าลืมกินยา ลืมไปตามนัดของหมอ เบื่อที่หมอเอาแต่พูดเรื่องเดิมๆ เบื่อที่หมอบ่นแต่เรื่องโรคซ้ำๆ ว่า ที่หมอพูดเพราะหมอห่วงเรา เพราะหมอเรียนมาจนรู้ว่าหากเราไม่ดูแลตัวเองวันนี้ในอนาคตเราจะเป็นยังไง เพราะหมอเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ต้องเจอกับผู้ป่วยนับหมื่นคนใน 1 ปี รวมทั้งที่หมอได้รับรู้ รับฟัง ช่วยเหลือ ดูแล รักษา ผู้ป่วยที่มีปัญหาจากเส้นเลือดแข็งตัวจนเกิดปัญหาเพราะผู้ป่วยยนั้นไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเอง

เคยมีเพื่อนบอกว่าหมอที่รักษาน่ารัก ไม่ว่าเขาจะเกเรมากแค่ไหน ทั้งลืมกินยา ทั้งไม่ไปหาหมอตามนัด เพราะลืมประจำ หมอก็ยังไม่เบื่อที่จะคอยเตือนทุกครั้งที่ได้เจอ … ลักข์บอกเพื่อนไปว่าอย่าทิ้งขว้างความห่วงใยของหมอ อย่าไม่เห็นคุณค่าของความปรารถนาดีที่หมอใส่ใจ ตั้งใจ ดูแลรักษาเราด้วยคำว่าลืม ด้วยคำว่าเบื่อ ด้วยคำว่าขี้เกียจ ด้วยการไม่ไปตามนัดเลย

การเป็นเบาหวานแล้วต้องไปหาหมอติดตามอาการเป็นประจำ ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราสำหรับปัจจุบันและอนาคต เราคือคนที่จะได้รับผลคนเดียวเต็มๆ ว่าแล้ว อย่าลืมกินยา อย่าลืมไปหาหมอตามนัดครั้งต่อไป และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรค ถามหมอได้ ไม่ต้องเก็บความสงสัยไว้นะคะ เพราะเราจะได้ความรู้เพิ่มอย่าที่คาดไม่ถึงทีเดียว 😀

Advertisements

หมอที่ดีที่สุด อาวุธที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

หมอรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร หมอรักษาเบาหวานที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ในระดับโลกคือใครหนอ แล้วหมอรักษาด้วยวิธีไหนจึงมีชื่อเสียงว่ารักษาเบาหวานได้ดีที่สุด?

ตลอดระยะเวลาการเป็นเบาหวานมานานนับสิบๆปี ทำให้มีโอกาสเจอคุณหมอในหลากหลายรูปแบบ ล้วนแล้วแต่เป็นที่เล่าขานกันปากต่อปากว่าเก่งเหลือหลาย ดีเหลือเกิน ซึ่งหลังจากที่ไปพบก็ต้องยอมรับว่าหมอที่ได้พบเจอ มีอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น คือ

1 คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง ดูแลคนไข้ด้วยความเอาใจใส่ และรู้ว่าคนไข้ที่มาหาหมอนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์กาย และอาจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ในหัวใจมามาย การได้พบหมอที่ทำหน้าที่จากหัวใจที่งดงามอ่อนโยน โดยได้แสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำจนเราสามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจที่งดงามนั้นได้ (จนอดไม่ได้ที่มักจะจินตนาการว่า คุณหมอมีวงแหวนเทวดาและปีกสีขาวแอบซ่อนเอาไว้ไม่ให้เราเห็น) นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากในชีวิตอย่างหนึ่งที่ได้พบเจอหมอประเภทนี้

2.คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง แต่ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนไข้ด้วยความอ่อนโยน เวลาเจอหมอแบบนี้ ก็เข้าใจได้ว่าหมอคงเคยเป็นคนอ่อนโยนมาก่อน แต่เพราะผู้ป่วยคงไม่เข้าใจว่าโรคบางโรคนั้นรุนแรงจำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวดจริงจัง หมอจึงต้องแสดงอากัปกริยาท่าทางที่ดุดันเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เพราะหมอต้องดูแลผู้ป่วยในปริมาณมากมาย จนเกิดเป็นความชาชิน จนหัวใจที่อ่อนโยนหมดไปจากหัวใจ และถูกแทนที่ด้วยหัวใจซาตานโดยไม่รู้ตัว ทำให้คำพูดและการกระทำดูกร้านเสียจนอยากจะหันไปถามหลือเกินว่า คุณหมอแค่ลืมตัวไปชั่วขณะ หรือเพราะหัวใจคุณหมอด้านชาต่อความทุกข์ของคนป่วยไปแล้ว

3. แบบสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ พวกที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริง แต่สามารถรักษาเบาหวานได้อย่างมั่วและชุ่ย เพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ยกตัวว่าเป็นผู้รู้ดี อาจจะถึงขั้นยกระดับแทนตัวเองว่าเป็นหมอ (หมอแมะ หมอสมุนไพร หมอกดจุด หมอฝังเข็ม หมอยา ฯลฯ) จ่ายอะไรมากินก็ไม่รู้  ที่อาจจะเรียกว่าสมุนไพรบ้าง อาหารเสริมบำรุงบ้าง ของจากธรรมชาติบ้าง ซึ่งการันตีว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (แต่ปลอดภัยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) สิ่งที่ให้เรากินนั้นอาจจะกลายเป็นยาพิษก็เป็นไปได้ ผู้ไม่รู้จริงเกี่ยวกับโรคเบาหวานเหล่านี้ ไม่ว่าเป็นแบบพอจะมีความรู้อยู่บ้าง หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเลย (ซึ่งมักจะมีบุคคลิกภายนอกน่าเชื่อถือ พูดจาดี มีความมั่นใจว่าสามารถทำให้โรคเบาหวานดีขึ้นได้ ทำให้หายได้) เป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นสุภาพบุรุษ/สุภาพสตรีที่มาในคราบที่มีหัวใจเป็นซาตาน จากคำพูดหวานรื่นหู พูดให้เราหลงเชื่อ ล้วนเป็นคำพูดอาบยาพิษ ไปถึงของกินของใช้ที่สามารถคร่าชีวิตและสุขภาพของเรา รวมถึงทำให้เงินในกระเป๋าของเราบาดเจ็บสาหัสได้ โดยที่เราก็ยังเป็นโรคเบาหวานอยู่เหมือนเดิม อาจจะหนักขึ้นกว่าเดิมที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนที่เป็นเบาหวานอาจจะสูญเสียเงินทอง เวลา และอวัยวะไปกับคนกลุ่มนี้มากที่สุด และก็เป็นการสูญเสียที่สูญเปล่ามากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้เลยว่าโรคเบาหวานที่จริงแล้วคือโรคอะไร แล้วเขาจะรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบาหวานให้ดีได้อย่างไร ทำให้สิ่งที่เขานำเสนอจึงไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของคนเป็นเบาหวานเลย (แอบตั้งคำถามในใจว่า ทำไมยังมีคนหลงเชื่อกลุ่มคนเหล่านี้อยู่มากที่สุด ก็พอจะได้คำตอบว่าเพราะความไม่รู้ ไม่มีข้อมูลของโรคที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากถูกหลอกลวงได้ง่าย และเพราะความหวังเพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ทั้งที่จริงแล้วต้องแลกด้วยเวลา เงินทอง และสุขภาพ)

เมื่อผู้คนมีหลากหลายประเภท หมอเองก็มีทั้งที่ดี ที่น่าเคารพ ยกย่อง ศรัทธา และ มีทั้งที่ไม่น่าคบหา แล้วคนที่เป็นเบาหวานควรเชื่อใคร และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคุณหมอที่ดีจริงๆ

ลักข์เคยถูกตั้งคำถามจากคุณหมอที่ทำการรักษาว่า รู้ไหมว่าระดับน้ำตาลของตัวเอง ณ เวลานี้คือเท่าไหร่? ถ้าเดาถูก หมอให้แสนนึงเลย โอวววววววว เงินแสน! เจาะเลือดที่ปลายนิ้วกันสดๆ รู้ผลภายใน 5 วินาที พร้อมกับการชวดเงินแสนภายในเสี้ยววินาทีที่ตัวเลขปรากฏ แต่การสูญเงินแสนในครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับคือ  การได้รู้จักกับอาวุธที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการดูแลรักษาเบาหวาน และการได้รู้จักกับหมอเบาหวานที่ดีที่สุดในชีวิต!

คุณหมอตั้งคำถามต่อไปว่า รู้ไหมอาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลโรคเบาหวานคืออะไร?

เครื่องเจาะเลือด … ผิด

การออกกำลังกาย … ผิด

ยากิน/ยาฉีดอินสุลิน … ผิด

ตัวเอง … ผิด

ยอมค่ะ … “ความรู้” คือ อาวุธ/เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่เคยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาล จะมีประโยชน์อะไร

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า ทำไมน้ำตาลถึงสูง (เพราะกินเยอะ เพราะลืมกินยา เพราะเมนส์มา เพราะเครียด หรือเพราะอะไร) และไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมระดับน้ำตาลถึงต่ำ (เพราะออกกำลังกายมากกว่าปกติ กินอาหารน้อยกว่าปกติ กินยาฉีดยาแล้วแต่ยังไม่ได้กินข้าว หรือเพราะอะไร)  ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อเวลานำผลเลือดไปให้คุณหมอช่วยดู ช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม  แต่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อคนที่เป็นเบาหวานมีความรู้ เมื่อเจาะเลือดแล้วสามารถตอบได้ถึงที่มาของผลระดับน้ำตาลที่ได้

“ความรู้” อย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และ การลงมือปฏิบัติตามความรู้นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุขและไม่มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นในอนาคต

เวลาที่เราพบกับคุณหมอ (ทั้งแบบที่ที่แอบเก็บวงแหวนและปีกเทวดาไว้ไม่ให้เราเห็น หรือแบบที่แอบมีเขี้ยวงอกดูน่ากลัว ด้วยจุดมุ่งหมายให้เราดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด) ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริงๆ คุณหมอเหล่านี้จะไม่จ่ายให้เฉพาะยาเพื่อรักษาเบาหวานตามอาการให้เท่านั้น แต่จะเน้นให้ความรู้ บอกวิธีการดูแลตัวเอง ติดตามผลโดยดูจากผลเลือดที่เราเจาะเลือดแล้วจดบันทึกไว้ โดยคุณหมอจะนำมาวิเคราะห์กับผลเลือดที่เจาะที่รพ. เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง และนัดมาติดตามผลเสมอๆ

คุณหมอยังมีการตั้งคำถามต่อไป แล้วรู้หรือเปล่าว่า หมอเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร?

หมอไง (บางทีแอบเห็นวงแหวนเทวดาและปีกที่หลังหมอด้วย! ฮ่าา) …. ผิด หมอเฉลยเลยดีกว่าว่าหมอเบาหวานที่ดีที่สุด คือ ตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง

เมื่อลักข์เดินออกไปจากห้องตรวจ ลักข์ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของลักข์เองแล้ว เบาหวานจะอยู่กับลักข์ตลอด 24 ชม. อยู่ด้วยตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี ก็มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นแหละ ที่อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลา 24 ชม. เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ที่อยู่กับเราทุกนาที ทุกชม. และทุกวัน

หมอเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่ให้คำแนะนำ ตามความรู้ที่หมอมี หมอแนะนำได้ว่าลักข์ควรใช้ยาอะไร ปรับยาอย่างไร นักโภชนาการสามารถแนะนำได้ว่าควรทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหน พยาบาลสามารถแนะนำวิธีดูแลตัวเองได้ เภสัชกรสามารถแนะนำเกี่ยวกับยาได้ นักกายภาพสามารถแนะนำเรื่องการออกกำลังกายได้ เครื่องเจาะเลือดสามารถช่วยให้รู้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ insulin pump ทำให้การฉีดอินสุลินใกล้เคียงตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย หรือแม้กระทั่ง app ใน smart phone สามารถทำให้ข้อมูลหลายอย่างถูกจัดการได้สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นเบาหวานในยุคปัจจุบัน มีสิ่งรองรับมากมาย เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์หากคนที่เป็นโรคเบาหวานไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่

เมื่อเรียนรู้จักโรคของตัวเอง และรู้วิธีการดูแลตัวเองแล้ว เราก็จะเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด เพราะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กินอะไร ออกกำลังกายหรือเปล่า กินยาฉีดยาตรงเวลาไหม กินสิ่งแปลกปลอมที่ไปถูกหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า คนที่เป็นโรคเบาหวานจึงนับเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

คนที่เป็นโรคเบาหวานมีทางเลือกเสมอ ว่าจะเป็นหมอเทวดาให้กับตัวเองเพื่อให้ชีวิตตัวเองมีความสุข มีความสดใสอยู่กับโรคเบาหวานไปตลอดชีวิต หรือจะเป็นหมอซาตานที่หยิบยื่นความทุกข์ทรมานให้กับตัวเองไปจนสิ้นอายุขัย

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ดีจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง การไม่ดูแลก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเช่นกัน

ลักข์จึงอยากชักชวนให้คนที่เป็นโรคเบาหวานหันมาดูแลใส่ใจในโรคเบาหวานของตัวเองด้วยการหาความรู้และลงมือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่ออนาคตของตัวเอง

โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆนะ  แต่ก็มีคนเป็นกันจำนวนมากมาย

ยิ่งการดูแลโรคเบาหวานให้ดี ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน ขอเพียงแค่มีความรู้และลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังก็เท่านั้นเอง

ถึงแม้ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจมาก่อนว่า คนเป็นเบาหวานมานานโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่มีอายุยืนที่สุดอายุเท่าไหร่ แต่ก็มีข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนที่เป็นเบาหวานมานานที่สุดโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย คือ Mr.Bob Krause ซึ่งขณะนี้อายุ 90 ปีเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่าคุณลุงเป็นเบาหวานมาแล้ว 85 ปี  เคล็ดลับของคุณลุงก็คือ ความรู้ และ ใช้หมอที่ดีที่สุดดูแล (ในระยะแรกที่เป็นหมอที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ แต่คุณแม่ก็สอนให้คุณลุง Bob ดูแลตัวเองได้ในที่สุด)

รู้เคล็ดลับสำคัญแล้ว  มาเริ่มต้นดูแลตัวเองกันให้ดีนตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของเราสดใสและสุขกว่าเมื่อวันวานที่ผ่านมา

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ