ลักข์ฟังมาเล่า : โรคกระดูกพรุน

 

กิจกรรมเสวนา "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

กิจกรรมเสวนา “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

เรื่อง     “โรคกระดูกพรุน”

เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ติดภารกิจกะทันหัน ทางชมรมฯ จึงได้เรียนเชิญอ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา มาบรรยายในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) แก่สมาชิก โดยทางชมรมฯ ได้เชิญอาจารย์มาในหัวข้อ “โรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ” แต่อาจารย์ได้อธิบายว่า “โรคกระดูกพรุน” นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ตาม

กระดูกของเรานั้นมีรูและช่องว่างอยู่ แต่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกจะบางจนรูหรือช่องว่างที่มีอยู่นั้นเกิดเป็นรูกว้าง เป็นช่องว่างกว้างขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกหักได้ง่ายทั้งที่ไม่ได้เกิดจากเหตุที่รุนแรง

กระดูกของคนเราจะเติบโตขึ้นตามวัยจนถึงช่วงอายุ 20-30 ก็จะหยุด (ยกเว้นคนที่มีภาวะผิดปกติกระดูกจะไม่หยุดโต) เพราะฉะนั้นในวัยเด็กหากได้กินอาหารอย่างเต็มที่และถูกสุขลักษณะก็จะทำให้กระดูกของคนๆ นั้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดูกหยุดเติบโตก็จะนิ่งจนถึงวัย 40 หลังจากนั้นมวลกระดูกจะเริ่มบางลงตามธรรมชาติ

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ในเพศชายกระดูกจะเติบโตได้มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่นิ่งก็นานกว่าเพศหญิง และเมื่อถึงเวลาที่มวลกระดูกลดลงก็จะลดลงช้ากว่าของเพศหญิง โดยในเพศหญิงจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงที่ฮอร์โมนหมดหรือที่เรียกว่าวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย เพศหญิงจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูพรุนมากกว่าเพศชาย

โรคกระพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรตรวจร่างกายและพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

เกณฑ์ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุนในคนปกติ เพศหญิงควรตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เพศชาย 70 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจก่อนเกณฑ์ที่กำหนด

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนคือ

  1. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือ หักบ่อยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน
  2. ประวัติของตัวเราเองว่าเคยเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วกระดูกหักง่าย เช่น หกล้มแล้วเอามือยันแล้วกระดูกข้อมือหักถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ อุบัติเหตุรุนแรงคือ รถชน ตกจากที่สูง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เพราะมีความรุนแรง กระดูกหักจากอุบัติเหตุรุนแรงถือว่าเป็นภาวะปกติ
  3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิง หากใครมีประวัติการตัดรังไข่และหรือมดลูกก่อนวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ มวลกระดูกจะตกลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
  4. ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
  5. คนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวน้อย ค่า BMI ต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  7. การออกกำลัง ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า

วิธีคัดกรองผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. หากเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม.จากตอนหนุ่มสาว หรือ เตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ถือว่าผิดปกติ
  2. ตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก โดยตรวจจากกระดูกสันหลังและสะโพก
  3. ตรวจเลือด

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน (เป็นการแบ่งเพื่อรักษาให้ถูกต้องตามอาการ)

  1. ปกติ
  2. บาง คือ ไม่ปกติ เริ่มลดลง
  3. พรุน คือ ไม่ปกติ กระดูกบางลงไปเยอะ
  4. พรุนด้วยหักด้วย มีความบางของกระดูกสูง มีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกสูง ควรได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มมวลกระดูก

วิธีป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

  1. ได้รับแคลเซียมเพียงพอ (1,000 มก./วัน) แคลเซียมจากธรรมชาติคือ ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก, นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ในผู้สูงอายุควรเลือกนมไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วและธัญพืช
  2. ได้รับ Vit D เพียงพอ ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติผ่านแสงแดดที่มีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่ทำปฎิกริยากับไขมัน Cholesterol ที่อยู่ในผิวหนังของเราและผลิตเป็น Vit D ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกของเรา
  3. หยุดเหล้า หยุดบุหรี่
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. สำคัญที่สุดคือ การป้องกันระวังอย่าให้หกล้ม ไม่ว่ากระดูกจะบางแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหกล้มเมื่อไหร่ปัญหาจะตามมามากมาย ควรระวังท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวกดชักโครก ไม่นั่งยองๆ

คำถาม              คุณหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด กินแคลเซียมจะช่วยได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             ไม่เกี่ยวข้องกัน การกินแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้ข้อเข่าหายเสื่อมได้

คำถาม              การกินแคลเซียมสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             การกินแคลเซียมไม่ได้ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการช่วยไม่ให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ในการรักษา การกินยาแคลเซียม และ Vit D ที่มากเพียงพอจึงจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกขึ้นได้

คำถาม               บ้านเรามีสมุนไพรดีๆ ทำไมหมอถึงห้ามและไม่นำมาใช้?
อ.ลลิตา              สำหรับตัวหมอเองไม่เคยห้ามเลย พร้อมจะบอกคนไข้เสมอว่าให้เลือกที่น่าเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นของอภัยภูเบศร์ ที่มีการค้นคว้าวิจัยและทดลองจริง ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่าแบบที่ เขาบอกมาว่า ซึ่งจากประสบการณ์แล้วที่เขาบอกมาไม่สามารถรักษาได้จริง และหมอจะบอกคนไข้ว่าอย่างดกินยาที่หมอให้เอง อยากจะทดลองกินอะไรให้บอกหมอด้วย จะได้ช่วยดูแลกัน

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 148 เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปล. โดยส่วนตัวลักข์ตั้งแต่มีโอกาส ขอมาทำหน้าที่ฟังเสวนาแล้วเขียนสรุปและพิมพ์ลงในจดหมายข่าวส่งให้สมาชิกชมรมฯ เบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์นั้น ทำให้เข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงเข้าใจผิด และถูกหลอกได้ง่ายว่าเป็นของดีที่ไม่มีพิษภัยมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้ลงมือทำอาหารและขนมให้หม่าม้า ยิ่งทำให้รู้ว่าของสดจากธรรมชาติ และรสจากธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดเลือกดึงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุดนั้น … มีคุณค่า  มีความแตกต่าง และ เป็นสิ่งที่ดีจริง โดยมีเงือนไขว่า  “คุณค่าของธรรมชาติ” ไม่สามารถบรรจุให้เป็นแบบสำเร็จรูปขายได้เลย

อีกเรื่องสำคัญคือ สมุนไพรที่หลายคนหลงเชื่อว่าดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ มีโทษได้สำหรับคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และ เป็นโทษอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะที่จะได้รับสมุนไพร โดยเฉพาะที่บอกต่อกันมาให้กินในปริมาณมากอย่างไม่เหมาะสมด้วย เช่น คนที่มีภาวะของคนที่มีโรคไต และ โรคหัวใจ สมุนไพรจะเป็นตัวเร่งให้อาการของโรครุนแรงขึ้น

Advertisements

สมุนไพร (ไม่) รักษาเบาหวาน และ ไต

บททดสอบความรู้ ความเข้าใจ ของคนที่เป็นโรคเบาหวาน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไตนั้น คือ อะไร?

เคยได้ยินไหมคะ ที่โฆษณาบอกว่า มีสมุนไพร หรือสารสกัดสมุนไพร (ก็ที่วางขายในรูปเม็ด ที่เรียกว่าอาหารเสริมราคาแสนแพงนั่นแหละ) มีคุณสมบัติสามารถป้องกัน ทำให้ทุเลา รวมถึงสามารถรักษาโรคเบาหวาน หรือโรคไตให้หายขาด  หรืออาจถึงขั้นกินแล้วมีกำลัง สามารถกำจัด ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ต่อต้านการแข็งตัวของหลอดเลือด  ลดความดัน ลดไขมัน ป้องกันมะเร็งต่างๆ ก็ได้ โดยรูปแบบของสมุนไพรปลอดสารพิษ (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ) ยา อาหารเสริมมีทั้งวิตามิน เกลือแร่ สาหร่าย สารสกัดจากแมลง เช่น ผึ้ง รังของสัตว์ปีก สารสกัดในรูปของ น้ำผัก น้ำสมุนไพร น้ำผลไม้ บรรจุขวด หรือ บรรจุห่อแบบแห้ง แบบผง รวมไปถึง ลูกอม ลูกกลอน ยาหม้อ ยาไห น้ำหมาก น้ำมนต์(ปนน้ำลาย) น้ำชา น้ำหญ้า น้ำอวกาศมหัศจรรย์ทั้งหลาย  มีทั้งแผนโบราณ แผนดาวเทียมล้ำอนาคต และการโฆษณาว่าได้รับอย.

เคยหลงเชื่อโฆษณาเหล่านี้กันบ้างไหม? เคยเสียเงินซื้อสินค้าเหล่านี้กันไหม? ถ้าเคยลองแล้ว ยังเป็นโรคเบาหวาน โรคไตกันอยู่หรือเปล่า? ยังต้องไปหาหมอไหม?

ลักข์ขอคุยถึงความฉลาดน้อยของตัวเองว่า ได้ลองมาแล้วสารพัด จนรู้ว่า สารพัดสมุนไพร ยาและอาหารเสริมที่โฆษณาบอก มีแต่หลอกเอาเงินทั้งนั้น เพราะได้ลองมาตั้งแต่ปีแรกของการเป็นเบาหวาน จนกระทั่ง 20 กว่าปีผ่านไป โรคเบาหวานก็ยังอยู่ แถมตอนนี้คุณแม่ก็เป็นโรคไตที่มีสาเหตุจากเบาหวานด้วย

ถ้าจะให้เชื่อว่าของราคาแสนแพงมีดี ก็คงเชื่อว่าคุณประโยชน์ที่ได้ ไม่มากไปกว่าอาหาร 5 หมู่ (ส่วนตราอย.ที่ได้ ทางคณะกรรมการอาหารและยา ได้ประกาศและลงข่าวอยู่เสมอว่า เป็นของปลอม และถ้าของจริงก็โฆษณาเกินความจริงไปมาก เชื่อถือไม่ได้)

เรียกได้ว่าเสียเงินแสนแพง แต่โรคเบาหวานก็ไม่หายตามที่โฆษณา และสำหรับบางอย่างนอกจากจะรักษาเบาหวานไม่หาย รักษาไตไม่ได้ เมื่อกลับไปหาหมออีกครั้ง ค่าตับ ค่าไต ค่าต่างๆ อาจจะเสื่อมลงไปอีกมาก โดยที่เราไม่สามารถทำให้อวัยวะเหล่านั้นกลับมาทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว