ลักข์ฟังมาเล่า : “ตัวเลขหยุดโรค”

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

Know Your Number การรู้ตัวเลขของเราเองจะทำให้เราดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้ หรือเรียกสั้นๆ ว่าตัวเลขหยุดโรค ไม่มีใครอยากมีโรคเพิ่ม แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะอายุเราเพิ่มขึ้น แต่เราก็สามารถที่จะหยุดโรคหรือไม่เพิ่มโรคได้ด้วยการรู้ตัวเลขของ น.ค.ร. 2 ส. และรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ จะทำให้หยุดโรคหรือป้องกันไม่ให้เรามีโรคเพิ่มได้

น. น้ำหนัก ตัวเลขของน้ำหนักเมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายแล้วไม่เกิน 25 วิธีคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง(เซนติเมตร)ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร เมื่อคำนวณดัชนีมวลกายแล้วได้ 60/(160)2 = 25.39 เกิน 25 แสดงว่าต้องลดน้ำหนักตัวลงอีกตัวเลขที่ได้ไม่เกิน 25 ถึงจะหยุดโรคได้

ค. ความดัน ตัวเลขความดันวัดที่โรงพยาบาลไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ตัวเลขความดันวัดที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มม.ปรอท เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าหากตัวเลขสูงเกินกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ถ้าใครต้องการลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งด้วย ตัวเลขความดันไม่ควรเกิน 120/80 มม.ปรอท

วิธีวัดความดัน ควรถลกแขนเสื้อขึ้นเพราะถ้าแขนเสื้อหนาค่าความดันอาจผิดพลาดได้ หากเพิ่งเดินมา ให้นั่งพัก3-5 นาทีก่อนวัดความดัน เวลานั่งพักให้นั่งพิงพนักเก้าอี้ เท้าวางกับพื้น ห้ามพูดขณะวัดความดัน เวลาที่วัดความดันที่บ้านให้วัดตอนตื่นนอนและก่อนนอน ควรจดและพกสมุดจดมาให้คุณหมอดูทุกครั้งที่มาตามนัด

ร. รอบเอว ตัวเลขต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง เช่น สูง 160 เซนติเมตร รอบเอวต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร ควรวัดทุกๆ 2-3 เดือน

ส. ไม่สูบบุหรี่ ตัวเลขคือ 0

ส. ไม่สุรา ตัวเลขคือ 0

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนเพิ่มยาความดัน ต้องให้คุณหมอวัดความดันในท่ายืนเพื่อเปรียบเทียบกับท่านั่งก่อนปรับยา เพราะการวัดความดันในท่านอน-ท่านั่ง-ท่ายืน ค่าความดันในท่ายืนจะสูงที่สุดเพราะหัวใจจะต้องบีบแรงที่สุด (ยีราฟความดันสูงกว่าคน)  ถ้ายืนแล้วความดันต่ำกว่าท่านั่ง หรือต่างกันไม่เดิน 20 มม.ปรอท ห้ามเพิ่มยาลดความดันเพราะจำทำให้เกิดอาการวูบล้ม เป็นลมหมดสติได้

การนอน คนนอนดึกตื่นสายมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน, กล้ามเนื้อหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่า และหากเป็นโรคเบาหวานก็ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่กว่าคนนอนหัวค่ำ ตื่นย่ำรุ่ง ใครที่นอนดึก ควรฝึกปรับนิสัยการนอนใหม่ คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ เพราะไม่หยุดคิดและเดินไม่มากพอ เราสามารถแก้ปัญหาการนอนไม่หลับด้วยการเดิน

การเดิน คนในยุคปัจจุบันต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 7,500 ก้าว แต่ถ้าจะให้ดีต้อง 10,000 ก้าวขึ้นไป หากยังนอนไม่หลับให้เพิ่มจำนวนก้าวจนถึงจุดที่หัวถึงหมอนแล้วเราหลับได้ คือ จำนวนก้าวที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา

เราจะรู้จำนวนก้าวของเราได้อย่างไร? สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือได้ หรือใช้เครื่องนับก้าวเดินที่สามารถหาซื้อได้ในร้านไดโซะได้ หรือปัจจุบันมีนาฬิกาที่นับจำนวนก้าวได้

คำถาม : กินยาความดันมานานมาก มาวัดความดันที่โรงพยาบาลค่าก็ปกติทุกครั้ง จะหยุดยาความดันได้หรือไม่?

คำตอบ : ให้ตรวจวัดความดันที่บ้านเพื่อหาค่าความดันปกติของตัวเองก่อน โดยวัดความดันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ตื่นมาขับถ่ายเสร็จก็มาวัดความดัน 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที เพราะเป็นช่วงที่เรายังไม่ได้กินยา และ

วัดความดันก่อนนอน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที การวัดความดันที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญเพราะการวัดความดันคือการวัดชีวิตของเรา และชีวิตของเราอยู่ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงพยาบาล เมื่อวัดความดันแล้วให้จดค่าไว้ทุกครั้งโดยให้วัดติดกันอย่างน้อย 7 วันต่อเดือน หรือทุกวัน พกสมุดที่จดมาให้แพทย์ที่รักษาพิจารณาว่าจะสามารถหยุดลดหรือหยุดยาความดันได้หรือไม่

คำถาม : ค่าความดันป้องกันมะเร็งได้อย่างไร?

คำตอบ : คราวที่แล้วอาจารย์ได้นำผลการวิจัยมาอธิบายและให้สมาชิกลองทำแบบสอบถามกันไปแล้ว จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าคนที่มีค่าความดันปกติ 120/80 มม.ปรอท นั้นโอกาสของการเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่มีความดันสูง           ค่า 120/80 มม.ปรอท

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

คำถาม : อยากควบคุมเบาหวาน ไม่ให้น้ำตาลสูง ต้องทำยังไง?

คำตอบ :  เวลาเจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูง แนะนำให้พิจารณา 4 ปัจจัยคือ งดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ทำไมต้องงดของหวาน ทุกครั้งที่เจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูงแสดงว่าเรากินของหวานมากเกินไป ของหวานในที่นี้คือ ขนม น้ำ และอาหารที่มีรสชาติหวานมากกว่าข้าว ถ้าเราอยากให้น้ำตาลเราไม่สูง เราต้องงดของหวานเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง

ทำไมต้องทานผักใบเขียว เพราะ 1. ผักใบเขียวช่วงลดการดูดซึมน้ำตาล ทำให้น้ำตาลไม่สูงหลังอาหาร ปริมาณที่กินผักใบเขียวในหนึ่งมื้อคืออย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ถ้ากินถึง 1 ฝ่ามือแล้วระดับน้ำตาลยังสูง ให้เพิ่มเป็น 2 ฝ่ามือ 2. มีงานวิจัยแล้วว่าผักใบเขียวช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลได้ ผักสีอื่นหรือการกินผัก 5 สีไม่มีการศึกษาในคนแล้วพบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเลย จึงขอเน้นว่าต้องเป็นผักใบเขียวเท่านั้น จะเลือกกินสุกก็ได้แต่ต้องกินอย่างน้อย 1 ฝ่ามือต่อมื้อ ถ้าจะกินดิบต้องกินอย่างน้อย 2 ฝ่ามือต่อมื้อ

ทำไมต้องเคี้ยวจนเพลิน เรากินอาหาร 1 คำควรเคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน อาหารชิ้นเดียวกันเคี้ยว 2 คำแล้วกลืน กับเคี้ยว 15ครั้งแล้วกลืน เวลาที่เรากินเร็ว เคี้ยวน้อย กลืนเร็ว ระดับน้ำตาลจะสูงมากกว่า การกินให้ช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้น แล้วกลืน โดยประเทศญี่ปุ่นได้ทำงานวิจัยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลติดตัวตลอด 24 ชม. ค่าน้ำตาลของการกินช้า เคี้ยวละเอียด กลืนช้า ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ขึ้น  ค่อยๆ ดูดซึม ต่างจากการเคี้ยวน้อยกินเร็ว น้ำตาลจะสูงขึ้นทันที (มีสมาชิกหลายท่าน “รู้สึก” ขัดแย้งกับ “ความรู้” ที่อาจารย์อธิบาย อาจารย์อธิบายว่าอาจารย์ต้องใช้ “ความรู้” ที่มีหลักฐานมีการพิสูจน์ทำการวิจัยในคนมาบอก เพราะถ้าใช้ความรู้สึก ความรู้อาจารย์จะสึก อาจารย์แนะนำว่าอย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้สมาชิกทดสอบด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ตรวจวัดน้ำตาลของตัวเองหลังอาหาร 2 ชั่วโมงเองดูก่อน)

ทำไมต้องเดินหลังอาหาร มีการศึกษาพบว่าคนที่เป็นเบาหวานหรือว่าที่จะเป็นเบาหวาน เมื่อหลังกินอาหารเสร็จแล้วเดินหลังอาหาร 15 นาที ระดับน้ำตาลจะน้อยกว่าคนที่กินแล้วนั่งเฉยๆ รวมทั้งมีการศึกษาเปรียบเทียบการเดินก่อนกินอาหารและเดินหลังกินอาหาร การเดินหลังกินอาหารทำให้ระดับน้ำตาลสูงน้อยกว่า เราถึงมีคำโบราณว่า เดินย่อยหลังอาหาร (มีสมาชิกถามว่าปั่นจักรยานได้ไหมออกกำลังกายเหมือนกัน การเดินผ่านการศึกษาในคนจำนวนมากมาแล้วว่า การเดินหลังอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้จริง อาจารย์ให้สมาชิกทดลองปั่นจักรยานและเดินเปรียบเทียบด้วยตัวเอง โดยให้เจาะเลือดหลังอาหาร 2 ชม. สมาชิกไม่จำเป็นต้องเชื่ออาจารย์แต่ควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง อาจารย์เน้นย้ำมากเรื่อง เราควรใช้ความรู้ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความรู้สึกที่คิดเอาเอง)

วิธีตรวจสอบด้วยตัวเองว่ากินแป้งเยอะเกินไปในมื้อนั้นหรือไม่? ให้เจาะเลือดหลังกินอาหารคำสุดท้าย 2 ชั่วโมง คนไม่เป็นเบาหวานตัวเลขไม่ควรเกิน 140 มก./ดล. คนเป็นเบาหวานไม่ควรเกิน 180 มก./ดล. ถ้าเกิน หมายความว่ามื้อที่ผ่านมาเรากินแป้งหรือของหวานเยอะเกินไป กินผักน้อยไป เคี้ยวเร็วเกินไป เดินน้อยเดินไป มื้อถัดไปเราควรงดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 163 เดือนพฤษภาคม 2561

โฆษณา

ดูแลเบาหวานยังไงไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน

รูปภาพ
คนเป็นโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย) จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นโรคแทรกซ้อน?

ไม่จำเป็นเลยค่ะ มีคนจำนวนน้อย(!?) ที่เป็นโรคเบาหวานแล้วสามารถดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ  และมีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่เป็นโรคเบาหวานแล้วมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ได้ การที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำกว่าเกณฑ์จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

จากภาพที่ลักข์ทำขึ้นมา ลักข์แบ่งระดับน้ำตาลเป็นโซนต่างๆ
โซนสีเขียว คือ ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัย หากเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์นี้ไว้ตลอด ชีวิตย่อมปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานอย่างแน่นอน

โซนสีเหลือ คือ ระดับน้ำตาลที่เริ่มไม่ปลอดภัย หากทิ้งไว้นานก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

โซนสีแดง คือ ระดับน้ำตาลที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกาย หรืออาจจะทำให้ถึงแก่่ชีวิตได้

การที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์โดยปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์เป็นระยะเวลานานหลายปี จะส่งผลต่อระบบหลอดเลือดภายในร่างกายอย่างแน่นอน ซึ่งผลสุดท้ายจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ทำให้ตาบอดได้ ทำให้หัวใจมีปัญหาได้ ทำให้ไตวายได้ ทำให้ระบบปลายประสาทไม่มีความรู้สึกได้ (ระดับน้ำตาลสูงอย่างรุนแรงจะทำให้เลือดเป็นกรด เหนื่อยหอบ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ระดับความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดที่ชื่อว่าโปแตสเซียม สามารถจะทำให้หัวใจหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้)

ส่วนการที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เรามึนงง หมดสติ หรืออาจจะทำให้เสียชีวิตได้ (ระดับน้ำตาลต่ำแบบรุนแรงสามารถส่งผลให้หมดสติ และหากไม่ได้รับการช่วงเหลือได้ทันท่วงทีระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจนถึงขั้นเสียชีวิตได้)

แล้วเราคนที่เป็นโรคเบาหวานจะดูแลตัวเองยังไงดี ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ได้ มีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน?

การจะมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานให้ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนจำเป็นที่ต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ต้องรู้ระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้อย่างจริงจัง จนสามารถที่จะยอมรับว่าเบาหวานคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องดูแลตลอดไป ถ้าเรามีวิธีคิดและความรู้ความเชื่อเช่นนี้ เราก็จะเป็นเบาหวานได้อย่างปลอดภับโดยปราศจากโรคแทรกซ้อนอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน คือ
1. โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมได้ แต่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะไปหาหมอผี กินยาผีบอก จ่ายเงินให้กับคนที่มาหลอกสักแค่ไหนก็ตาม โรคเบาหวานก็จะอยู่กับเราเสมอ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะควบคุมได้ แต่ถ้าเราเผลอไม่ดูแล ระดับน้ำตาลก็พร้อมที่จะสูงขึ้นมาทุกเมือ

นอกจากไม่ควรเชื่อหมอเถื่อนหมอผีแล้ว การรักษากับบุคคลากรทางการแพทย์ การไปพบแพทย์ตามนัดหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ (สถานที่ไหนสามารถรักษาเบาหวานโดยไม่มีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เชื่อถือไม่ได้นะคะ) การไปพบแพทย์นั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องประจำทุกๆ 2 เดือน(อย่างมากแล้ว) แต่ถ้าเราดูแลตัวเองได้ดี เราก็จะได้ใบนัดแบบทุกๆ 3 หรือ 4 เดือน ซึ่งเท่ากับปีละ 3-6 วันจาก 365 วันเป็นอย่างมาก การไปพบแพทย์ก็เพื่อตัวเราเองนะคะ อย่าถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อเลยนะคะ

2. ยาที่คุณหมอให้นั้น ไม่ส่งผลทำลายหรือทำร้ายตับไตหรอกค่ะ ยารักษาที่นำมาใช้นั้นผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากมีการค้นพบว่าตัวยามีปัญหายาก็จะถูกถอนออกจากทะเบียนทันที

ปัญหาเรื่องยาที่จะไปทำลายตับ ทำลายไต เท่าที่พบเกิดจาก 2 สาเหตุคือ การปล่อยให้ระดับน้ำตาลควบคุมไม่ได้ จนหลอดเลือดของเราถูกทำลาย และ 2 คือการกินยาผีบอก หรือยาที่คนเขาเอามาหลอกขายต่างหากที่จะทำให้อวัยวะเราถูกทำลาย(จนหลายคนต้องกลายไปเป็นผี ที่กลับมาบอกความจริงไม่ได้เสียชีวิตเพราะคนด้วยกันนี่แหละหลอก)

เพราะฉะนั้นยาที่คุณหมอในรพ.จ่ายให้เป็นยาที่มีความปลอดภัยมากพอ และมีผลในการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อให้ชีวิตการเป็นเบาหวานของเรานั้นมีความปลอดภัยมากพอ ดังนั้นจึงต้องกินยา/ฉีดอินสุลินตามที่คุณหมอแนะนำนะคะ ระดับน้ำตาลจึงจะสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ได้

3. สิ่งที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด คือ อาหาร ถ้าเราเรียนรู้ว่าอาหารชนิดไหนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกายเรายังไง จะทำให้เราเลือกกินอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ความจริงที่คนเป็นเบาหวานหลายคนไม่รู้คือ คนที่เป็นโรคเบาหวานทานอาหารได้ทุกอย่างที่อยากกิน เรื่องปริมาณต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ข้าว 1 ทัพพี เท่ากับ การกินขนมปัง 1 แผ่น หรือเท่ากับการกินเค้ก 1/3 ชิ่น หรือเท่ากับการกินมะม่วงสุกหรือดิบก็ตาม 1/2 ลูก เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรามีความสุขกับการกินอาหารทุกชนิดโดยที่เรายังสามารถควบคุมระดับน้ำตาลของเราได้ด้วย

4. เครื่องเจาะเลือด เป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนเป็นเบาหวาน แต่ก็ต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องเป็นด้วยจึงจะมีประโยชน์ ระดับน้ำตาลบอกอะไรเราได้บ้าง? ระดับน้ำตาลสามารถบอกเราได้ว่า ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราจะเจาะเลือด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการกินอาหาร หรือการออกกำลังกาย หรือยาส่งผลต่อเราอย่างไร รวมที้งเป็นตัวกำหนดให้เราตัดสินใจที่จะกินอาหาร ทำกิจกรรม อย่างไรต่อไปในอนาคต

5. การออกกำลังกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องระวังเสมอคือ
1. ข้อมูลหลอกลวงเกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวานในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้รักษาเบาหวานได้ดีขึ้น หรือรักษาเบาหวานได้จนหายขาด … ข่าววันนี้ (26 กย. 55) ที่มีน้องเบาหวานต้องเสียชีวิตเพราะไปรักษากับหมอเถื่อน จนกระทั่งทำให้น้องต้องเสียชีวิตลง ลักข์เชื่อว่ามีเด็กเบาหวานจำนวนมากที่ต้องสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตลงเพราะความเชื่อ ความหวังที่จะหาวิธีรักษาให้หายจากโรคเบาหวานแล้วไปรักษาผิดวิธี

2. โรคเบาหวานเป็นโรคที่มองไม่เห็นด้วยภายนอก (ไม่เหมือนกับโรคสายตาสั้น ต้องใส่แว่น คนภายนอกสามารถรับรู้ได้) รวมถึงไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน (ไม่เหมือนแผลมีดบาดเลือดออกเจ๊บแน่ๆ) การตรวจสอบโรคเบาหวาน จึงต้องใช้เครื่องมือ อย่าใช้เพียงความรู้สึก การไปหาหมอตามนัดเป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น (ลักข์เจาะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วงเรียนรู้ปริมาณอาหารกับระดับน้ำตาลเจาะวันละ 14 หน)

โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายได้ แม้จะไม่สามารถหายขาดก็ตาม  เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามเรียนรู้ระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวันของเรา พยายามควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ มั่นใจได้เลยค่ะว่าเราจะเป็นอีก 1 พลังของคนในส่วนน้อยที่ดูแลตัวเองได้ดี …. ถ้าในอนาคต คนเป็นเบาหวานและไม่มีโรคแทรกซ้อนเป็นคนส่วนมากของสังคมคงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยทีเดียว

เป็นกำลังใจให้กับคนเป็นเบาหวาน และผู้ดูแลเบาหวานทุกคนนะคะ

หมอที่ดีที่สุด อาวุธที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

หมอรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร หมอรักษาเบาหวานที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ในระดับโลกคือใครหนอ แล้วหมอรักษาด้วยวิธีไหนจึงมีชื่อเสียงว่ารักษาเบาหวานได้ดีที่สุด?

ตลอดระยะเวลาการเป็นเบาหวานมานานนับสิบๆปี ทำให้มีโอกาสเจอคุณหมอในหลากหลายรูปแบบ ล้วนแล้วแต่เป็นที่เล่าขานกันปากต่อปากว่าเก่งเหลือหลาย ดีเหลือเกิน ซึ่งหลังจากที่ไปพบก็ต้องยอมรับว่าหมอที่ได้พบเจอ มีอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น คือ

1 คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง ดูแลคนไข้ด้วยความเอาใจใส่ และรู้ว่าคนไข้ที่มาหาหมอนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์กาย และอาจจะเต็มไปด้วยความทุกข์ในหัวใจมามาย การได้พบหมอที่ทำหน้าที่จากหัวใจที่งดงามอ่อนโยน โดยได้แสดงออกมาผ่านคำพูดและการกระทำจนเราสามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจที่งดงามนั้นได้ (จนอดไม่ได้ที่มักจะจินตนาการว่า คุณหมอมีวงแหวนเทวดาและปีกสีขาวแอบซ่อนเอาไว้ไม่ให้เราเห็น) นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากในชีวิตอย่างหนึ่งที่ได้พบเจอหมอประเภทนี้

2.คุณหมอที่มีความรู้ในการรักษาจริง แต่ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนไข้ด้วยความอ่อนโยน เวลาเจอหมอแบบนี้ ก็เข้าใจได้ว่าหมอคงเคยเป็นคนอ่อนโยนมาก่อน แต่เพราะผู้ป่วยคงไม่เข้าใจว่าโรคบางโรคนั้นรุนแรงจำเป็นต้องดูแลอย่างเข้มงวดจริงจัง หมอจึงต้องแสดงอากัปกริยาท่าทางที่ดุดันเอาไว้ก่อน หรือไม่ก็เพราะหมอต้องดูแลผู้ป่วยในปริมาณมากมาย จนเกิดเป็นความชาชิน จนหัวใจที่อ่อนโยนหมดไปจากหัวใจ และถูกแทนที่ด้วยหัวใจซาตานโดยไม่รู้ตัว ทำให้คำพูดและการกระทำดูกร้านเสียจนอยากจะหันไปถามหลือเกินว่า คุณหมอแค่ลืมตัวไปชั่วขณะ หรือเพราะหัวใจคุณหมอด้านชาต่อความทุกข์ของคนป่วยไปแล้ว

3. แบบสุดท้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ พวกที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริง แต่สามารถรักษาเบาหวานได้อย่างมั่วและชุ่ย เพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ยกตัวว่าเป็นผู้รู้ดี อาจจะถึงขั้นยกระดับแทนตัวเองว่าเป็นหมอ (หมอแมะ หมอสมุนไพร หมอกดจุด หมอฝังเข็ม หมอยา ฯลฯ) จ่ายอะไรมากินก็ไม่รู้  ที่อาจจะเรียกว่าสมุนไพรบ้าง อาหารเสริมบำรุงบ้าง ของจากธรรมชาติบ้าง ซึ่งการันตีว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (แต่ปลอดภัยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้) สิ่งที่ให้เรากินนั้นอาจจะกลายเป็นยาพิษก็เป็นไปได้ ผู้ไม่รู้จริงเกี่ยวกับโรคเบาหวานเหล่านี้ ไม่ว่าเป็นแบบพอจะมีความรู้อยู่บ้าง หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเลย (ซึ่งมักจะมีบุคคลิกภายนอกน่าเชื่อถือ พูดจาดี มีความมั่นใจว่าสามารถทำให้โรคเบาหวานดีขึ้นได้ ทำให้หายได้) เป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวที่สุด เพราะเป็นสุภาพบุรุษ/สุภาพสตรีที่มาในคราบที่มีหัวใจเป็นซาตาน จากคำพูดหวานรื่นหู พูดให้เราหลงเชื่อ ล้วนเป็นคำพูดอาบยาพิษ ไปถึงของกินของใช้ที่สามารถคร่าชีวิตและสุขภาพของเรา รวมถึงทำให้เงินในกระเป๋าของเราบาดเจ็บสาหัสได้ โดยที่เราก็ยังเป็นโรคเบาหวานอยู่เหมือนเดิม อาจจะหนักขึ้นกว่าเดิมที่มีอาการของโรคแทรกซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนที่เป็นเบาหวานอาจจะสูญเสียเงินทอง เวลา และอวัยวะไปกับคนกลุ่มนี้มากที่สุด และก็เป็นการสูญเสียที่สูญเปล่ามากที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เคยรู้เลยว่าโรคเบาหวานที่จริงแล้วคือโรคอะไร แล้วเขาจะรู้จักวิธีการดูแลรักษาเบาหวานให้ดีได้อย่างไร ทำให้สิ่งที่เขานำเสนอจึงไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของคนเป็นเบาหวานเลย (แอบตั้งคำถามในใจว่า ทำไมยังมีคนหลงเชื่อกลุ่มคนเหล่านี้อยู่มากที่สุด ก็พอจะได้คำตอบว่าเพราะความไม่รู้ ไม่มีข้อมูลของโรคที่ตัวเองเป็นอย่างแท้จริง คือสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากถูกหลอกลวงได้ง่าย และเพราะความหวังเพราะคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ทั้งที่จริงแล้วต้องแลกด้วยเวลา เงินทอง และสุขภาพ)

เมื่อผู้คนมีหลากหลายประเภท หมอเองก็มีทั้งที่ดี ที่น่าเคารพ ยกย่อง ศรัทธา และ มีทั้งที่ไม่น่าคบหา แล้วคนที่เป็นเบาหวานควรเชื่อใคร และจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นคุณหมอที่ดีจริงๆ

ลักข์เคยถูกตั้งคำถามจากคุณหมอที่ทำการรักษาว่า รู้ไหมว่าระดับน้ำตาลของตัวเอง ณ เวลานี้คือเท่าไหร่? ถ้าเดาถูก หมอให้แสนนึงเลย โอวววววววว เงินแสน! เจาะเลือดที่ปลายนิ้วกันสดๆ รู้ผลภายใน 5 วินาที พร้อมกับการชวดเงินแสนภายในเสี้ยววินาทีที่ตัวเลขปรากฏ แต่การสูญเงินแสนในครั้งนี้ สิ่งที่ได้รับคือ  การได้รู้จักกับอาวุธที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการดูแลรักษาเบาหวาน และการได้รู้จักกับหมอเบาหวานที่ดีที่สุดในชีวิต!

คุณหมอตั้งคำถามต่อไปว่า รู้ไหมอาวุธที่ดีที่สุดสำหรับการดูแลโรคเบาหวานคืออะไร?

เครื่องเจาะเลือด … ผิด

การออกกำลังกาย … ผิด

ยากิน/ยาฉีดอินสุลิน … ผิด

ตัวเอง … ผิด

ยอมค่ะ … “ความรู้” คือ อาวุธ/เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่เคยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาล จะมีประโยชน์อะไร

คนที่มีเครื่องเจาะเลือด/เครื่องวัดระดับน้ำตาล แต่ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่า ทำไมน้ำตาลถึงสูง (เพราะกินเยอะ เพราะลืมกินยา เพราะเมนส์มา เพราะเครียด หรือเพราะอะไร) และไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมระดับน้ำตาลถึงต่ำ (เพราะออกกำลังกายมากกว่าปกติ กินอาหารน้อยกว่าปกติ กินยาฉีดยาแล้วแต่ยังไม่ได้กินข้าว หรือเพราะอะไร)  ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อเวลานำผลเลือดไปให้คุณหมอช่วยดู ช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้คำแนะนำที่เหมาะสม  แต่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อคนที่เป็นเบาหวานมีความรู้ เมื่อเจาะเลือดแล้วสามารถตอบได้ถึงที่มาของผลระดับน้ำตาลที่ได้

“ความรู้” อย่างถูกต้องเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และ การลงมือปฏิบัติตามความรู้นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่จะทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานสามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างมีความสุขและไม่มีโรคแทรกซ้อนต่างๆ เกิดขึ้นในอนาคต

เวลาที่เราพบกับคุณหมอ (ทั้งแบบที่ที่แอบเก็บวงแหวนและปีกเทวดาไว้ไม่ให้เราเห็น หรือแบบที่แอบมีเขี้ยวงอกดูน่ากลัว ด้วยจุดมุ่งหมายให้เราดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด) ที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานจริงๆ คุณหมอเหล่านี้จะไม่จ่ายให้เฉพาะยาเพื่อรักษาเบาหวานตามอาการให้เท่านั้น แต่จะเน้นให้ความรู้ บอกวิธีการดูแลตัวเอง ติดตามผลโดยดูจากผลเลือดที่เราเจาะเลือดแล้วจดบันทึกไว้ โดยคุณหมอจะนำมาวิเคราะห์กับผลเลือดที่เจาะที่รพ. เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลตัวเอง และนัดมาติดตามผลเสมอๆ

คุณหมอยังมีการตั้งคำถามต่อไป แล้วรู้หรือเปล่าว่า หมอเบาหวานที่ดีที่สุดคือใคร?

หมอไง (บางทีแอบเห็นวงแหวนเทวดาและปีกที่หลังหมอด้วย! ฮ่าา) …. ผิด หมอเฉลยเลยดีกว่าว่าหมอเบาหวานที่ดีที่สุด คือ ตัวคนที่เป็นเบาหวานเอง

เมื่อลักข์เดินออกไปจากห้องตรวจ ลักข์ก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของลักข์เองแล้ว เบาหวานจะอยู่กับลักข์ตลอด 24 ชม. อยู่ด้วยตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ 365 วันต่อปี ก็มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นแหละ ที่อยู่กับตัวเองได้ตลอดเวลา 24 ชม. เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ที่อยู่กับเราทุกนาที ทุกชม. และทุกวัน

หมอเป็นเพียงพี่เลี้ยงที่ให้คำแนะนำ ตามความรู้ที่หมอมี หมอแนะนำได้ว่าลักข์ควรใช้ยาอะไร ปรับยาอย่างไร นักโภชนาการสามารถแนะนำได้ว่าควรทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสมเท่าไหน พยาบาลสามารถแนะนำวิธีดูแลตัวเองได้ เภสัชกรสามารถแนะนำเกี่ยวกับยาได้ นักกายภาพสามารถแนะนำเรื่องการออกกำลังกายได้ เครื่องเจาะเลือดสามารถช่วยให้รู้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ insulin pump ทำให้การฉีดอินสุลินใกล้เคียงตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย หรือแม้กระทั่ง app ใน smart phone สามารถทำให้ข้อมูลหลายอย่างถูกจัดการได้สะดวกมากขึ้น เรียกได้ว่าสำหรับคนที่เป็นเบาหวานในยุคปัจจุบัน มีสิ่งรองรับมากมาย เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่กับเบาหวานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดประโยชน์หากคนที่เป็นโรคเบาหวานไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่

เมื่อเรียนรู้จักโรคของตัวเอง และรู้วิธีการดูแลตัวเองแล้ว เราก็จะเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีที่สุด เพราะเป็นคนเดียวที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร กินอะไร ออกกำลังกายหรือเปล่า กินยาฉีดยาตรงเวลาไหม กินสิ่งแปลกปลอมที่ไปถูกหลอกให้ซื้อมาหรือเปล่า คนที่เป็นโรคเบาหวานจึงนับเป็นหมอที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง

คนที่เป็นโรคเบาหวานมีทางเลือกเสมอ ว่าจะเป็นหมอเทวดาให้กับตัวเองเพื่อให้ชีวิตตัวเองมีความสุข มีความสดใสอยู่กับโรคเบาหวานไปตลอดชีวิต หรือจะเป็นหมอซาตานที่หยิบยื่นความทุกข์ทรมานให้กับตัวเองไปจนสิ้นอายุขัย

การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ดีจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง การไม่ดูแลก็ขึ้นอยู่กับตัวเองเช่นกัน

ลักข์จึงอยากชักชวนให้คนที่เป็นโรคเบาหวานหันมาดูแลใส่ใจในโรคเบาหวานของตัวเองด้วยการหาความรู้และลงมือปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่ออนาคตของตัวเอง

โรคเบาหวานไม่ได้เป็นกันง่ายๆนะ  แต่ก็มีคนเป็นกันจำนวนมากมาย

ยิ่งการดูแลโรคเบาหวานให้ดี ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน ขอเพียงแค่มีความรู้และลงมือปฎิบัติอย่างจริงจังก็เท่านั้นเอง

ถึงแม้ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจมาก่อนว่า คนเป็นเบาหวานมานานโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนที่มีอายุยืนที่สุดอายุเท่าไหร่ แต่ก็มีข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าคนที่เป็นเบาหวานมานานที่สุดโดยไม่มีโรคแทรกซ้อนเลย คือ Mr.Bob Krause ซึ่งขณะนี้อายุ 90 ปีเป็นเบาหวานตั้งแต่อายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่าคุณลุงเป็นเบาหวานมาแล้ว 85 ปี  เคล็ดลับของคุณลุงก็คือ ความรู้ และ ใช้หมอที่ดีที่สุดดูแล (ในระยะแรกที่เป็นหมอที่ดีที่สุดคือ คุณแม่ แต่คุณแม่ก็สอนให้คุณลุง Bob ดูแลตัวเองได้ในที่สุด)

รู้เคล็ดลับสำคัญแล้ว  มาเริ่มต้นดูแลตัวเองกันให้ดีนตั้งแต่วันนี้นะคะ เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของเราสดใสและสุขกว่าเมื่อวันวานที่ผ่านมา

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนนะคะ