เป็นโรคไตกินอะไรดี?

ทุกเช้าที่คุณแม่ตื่นขึ้นและจะลุกจากที่นอน ลักข์จะช่วยประคองให้ลุกขึ้นนั่งอย่างมั่นคงก่อน ในช่วงที่คุณแม่รู้สึกท้อแท้หรือรู้สึกหมดแรงก็จะเอาหน้ามาซบไหล่อันบึกบึนของลักข์ เพื่อเติมพลังก่อนที่จะลุกขึ้นดำเนินชีวิตต่อไปในแต่ละวัน

คุณแม่เคยพูดว่า “คนไม่เป็นโรคไต ไม่มีทางจะเข้าใจว่ามันเป็นความรู้สึกที่ทรมานจริงๆ ในการมีชีวิตอยู่” ลักข์เองก็ยอมรับว่าไม่เข้าใจ แต่เราก็ย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ไตยังดีอยู่ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้คือ เรียนรู้จักโรคไตที่เราเป็นให้มากที่สุด และปฎิบัติตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น

สำหรับคนที่ยังไม่เป็นโรคไต วิธีดูแลสุขภาพไตให้มีสุขภาพดีคือ

1. ไม่ทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

2. ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเป็นเวลานานๆ

3. จัดเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชม.

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนของหลักโภชนาการ

5. หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด หมักดอง แช่อิ่ม และอาหารที่ผ่านกระบวนการให้อาหารมีชีวิตยืนยาว เช่น ไส้กรอก อาหารบรรจุห่อ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง

6. ดื่มน้ำสะอาด (น้ำเปล่า) วันละ 6-8 แก้ว เพื่อไตแข็งแรงและเพื่อผิวพรรณสดใส

7. ไม่สูบบุหรี่ และ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท

9. หากมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ก็ต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายให้ได้ให้ดี ด้วยการกินยาหรือฉีดยาตามคำแนะนำของแพทย์ กินอาหารตามที่นักโภชนาการแนะนำ และที่สำคัญออกกำลังกายเป็นประจำด้วย

10. การกินยารักษาโรคต่างๆ ตามที่คุณหมอจ่ายให้เป็นสิ่งจำเป็น และไม่ต้องกังวลเรื่องจะเป็นพิษต่อตับต่อไตในระยะยาว เนื่องจากยาที่หมอให้นั้น ใช้ในทางการแพทย์ต้องผ่านการศึกษาและทำการวิจัยมามากพอว่าปลอดภัย รวมทั้งคุณหมอยังมีการนัดติดตามผลเพื่อตรวจเลือดเสมอว่าการรักษาที่คุณหมอนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหน เรียกว่าเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยอย่างจริงจัง

11. การล้างพิษตับไต การกินอาหารเสริม น้ำสมุนไพรต่างๆ ที่อ้างว่าล้างพิษตับไตและบำรุงอวัยวะต่างๆ ได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว การไม่รู้แหล่งผลิต แหล่งที่มา ไม่รู้รายละเอียดหรือส่วนประกอบที่แน่ชัด กลับจะส่งผลให้เป็นพิษต่อตับ ต่อไต ต่อ อวัยวะของร่างกายด้วย การเลือกวิธีนี้ กินไปกินมาเสียชีวิตไปหลายราย ไตวายไปแล้วหลายคน โดยคนขายไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบอะไรเลย

 

สำหรับคนที่ไปตรวจที่รพ.แล้วคุณหมอบอกว่าเป็นโรคไตนั้น ต้องตั้งสติ ตั้งคำถาม (หรือถ้าออกมาจากห้องตรวจแล้ว นัดคราวหน้าจดคำถามไปถามให้รู้ให้ชัดเจน) กับคุณหมอให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคไตแบบไหน เฉียบพลัน หรือ เรื้อรัง

เพราะโรคไตวายมีได้หลายสาเหตุ แบบเฉียบพลันเช่น เสียเลือดมาก ขาดน้ำอย่างรุนแรง ติดเชื้อ ได้รับสารพิษ เป็นต้น  หรือหากเป็นแบบเรื้อรัง คือไตค่อยๆ เสื่อมลงมาเรื่อยๆ เพราะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แล้วควบคุมได้ไม่ดีทำให้ไตเสื่อมลงเรื่อยๆ ซึ่งไตวายเรื้อรังนี้นั้นมี 5 ระยะ ระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 5 ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เรียกว่าการล้างไต ซึ่งแบ่งไปได้อีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือกล้างไต และรวมถึงการผ่าตัดเปลี่ยนไตด้วย

หากเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 1-4 ถามคุณหมอให้ได้คำตอบนะคะว่าเป็นโรคไตระยะไหน เพราะแต่ละระยะ ความเข้มงวดในการดูแลตัวเองนั้นต่างกันค่ะ อย่างเช่น เป็นโรคเบาหวาน เราต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ โดยระวังอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นสำคัญ แต่หากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะ  1-2 ร่วมด้วย เราอาจจะต้องกินยาเพิ่ม และต้องลดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนและโซเดียมมากขึ้น หรือหากเราเป็นโรคไตวายเรื้อรังในระยะที่ 3-4 ปริมาณอาหารประเภทโปรตีนจะถูกจำกัดอย่างมาก รวมทั้งปริมาณโซเดียมที่ต้องชั่ง ตวง วัด กันอย่างจริงจัง

เรียกว่าทุกๆ ระยะของการเสื่อมของไต คุณหมอจะมีวิธีรักษาเพื่อให้ไตของเราเสื่อมช้าลงที่สุด ชะลอการเดินทางไปสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้นานที่สุด แต่คนที่สำคัญที่สุดที่จะดูแลรักษาสภาพไต คือตัวผู้ป่วยเอง

อย่าเดินออกจากห้องคุณหมอหากเราไม่รู้คำตอบว่า เราป่วยเป็นโรคไตวายแบบไหน และมีวิธีการดูแลรักษาตัวเองอย่างไร และเมื่อเดินออกมาจากห้องตรวจแล้วอย่าลืมว่า อีก 30-60 วัน กว่าจะถึงวันพบคุณหมอนั้น ชีวิตของเราอยู่ในกำมือของตัวเราเองนะคะ

ลักข์รู้ว่าวันที่ต้องรู้ว่าเรามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ตลอดชีวิต ความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร ลักข์เป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุ 14 และลักข์เลือกตัดสินใจที่จะหันหลังและไม่ดูแลตัวเอง 15 ปีต่อมา ลักข์ได้เรียนรู้ว่าโรคเบาหวานไม่เคยทิ้งลักข์ไปไหน หากลักข์ไม่ดูแลการดำเนินของโรคก็จะนำพาลักข์ไปสู่การสูญเสียอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกข์ทรมานมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

FEAR หลังจากลักข์เรียนรู้ว่าการละเลย ไม่ใส่ใจโรคเบาหวานที่เป็น ไม่ได้ช่วยให้โรคเบาหวานที่เป็นหายไปไหนได้ และเมื่อถึงจุดที่แย่ปัญหาที่หนักกว่าเดิมตามมาอีกเยอะเลย

การดูแลรักษาคุณแม่ของลักข์เองที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องทำการล้างไต ลักข์ใช้วิธีหาความรู้ให้มากที่สุดเพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเลือกล้างไตวิธีไหน ที่จะเหมาะสมกับครอบครัวเพื่อให้คุณแม่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอยู่กับโรคไตได้อย่างมีความสุขมากที่สุด รู้สึกทุกข์น้อยที่สุด
FEAR Faceและหลังจากที่ลักข์เป็นผู้ดูแลคุณแม่มาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้วทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการของคนที่เป็นโรคไตมากขึ้น

ถ้าหากใครสักคนในเวลานี้ต้องเป็นโรคไต สิ่งที่ลักข์อยากจะแนะนำคือ หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตที่ตัวเองเป็นให้มากที่สุดนะคะ ยิ่งมีความรู้ ความเข้าใจมากเท่าไหร่ ความกังวลก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น อาหารสำหรับคนที่เป็นโรคไตดูเหมือนว่าจะถูกจำกัดเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันนะคะ ทุกคนกินอาหารได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับระยะของโรคไตที่ตัวเองเป็น และถึงต่อให้เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว การเลือกกินอาหารของคนที่ล้างไตทางช่องท้องกับคนที่ฟอกเลือดก็แตกต่างกันตามขนาดรูปร่างของแต่ละคน กิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน รวมถึงผลแลปที่เราไปตรวจเลือดแต่ละครั้งที่รพ.ด้วย

สำหรับคนที่ล้างไตทางช่องท้องมาสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มเข้าใจความหมายของค่าอัลบูมิน โซเดียม โปแตสเชียม ฟอสฟอรัส ว่ามีผลต่อการกินอาหารของเราอย่างไร  หรือถ้ายังไม่เข้าใจก็อย่าลืมถามนักโภชนการครั้งหน้าที่ไปตรวจตามนัดนะคะ

ความกลัวต่อปัญห่าที่เกิดขึ้น … เราจะเลือกที่จะละเลย หรือ เผชิญกับมันก็ได้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันแน่นอน

แต่สำหรับลักข์แล้ว ผลลัพธ์ของการเผชิญกับปัญหา เรียนรู้ไปเรื่อยๆ  และแก้ไขไปเรื่อยๆ นั้น คุ้มค่ามากเลยค่ะ 🙂

Advertisements

วิธีดูแลไต ให้ไตมีสุขภาพดี

หลังจากที่มีหน้าที่ดูแลการล้างไตทางหน้าท้อง ให้กับคุณแม่มาเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้ว (และตั้งใจว่าจะดูแลไปอีกสัก 22 ปี กะให้คุณแม่อายุสัก 100 ก็พอ เอิ้กส์) พบว่ามีเรื่องให้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายอยู่ตลอดเวลาเลย และที่ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นเร้าใจที่สุด คือ บางทีหัวใจก็อ่อนแรงไม่อยากทำงาน (เพราะอายุ) และจากผลความซีด เพราะไตไม่สามารถผลิตเม็ดเลือดได้ดีดังเดิม (จากอายุ และ พยาธิสภาพของโรค) จนกระทั่งตอนนี้ลักข์ต้องฝึกยกเวท เพื่อให้แขนมีกำลังยกแม่ได้ อุ้มแม่ไหวในยามฉุกเฉิน (บทอวัยวะไหนขี้เกียจทำงานขึ้นมาชั่วคราว ตัวคุณแม่เองก็ควบคุมไม่ได้ ไม่สามารถบอกกล่าวให้รู้ตัวก่อนด้วย ปุ๊บปั๊บจนหัวใจลักข์ก็ทำงานหนักเต้นโครมครามดังลั่นเลยทีเดียว ฮ่าาาา)

วันก่อนไปรพ. พาคุณแม่ไปเจาะเลือด ส่งปัสสาวะ ส่งน้ำยาล้างไต อ่านเจอเทคนิคการส่งเสริมสุขภาพไตให้แข็งแรง เป็นเนื้อหาข้อมูลที่น่าสนใจ ที่เหมาะกับบุคคลทั่วไปจำเอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวันมาก

เป็นที่รู้กันว่าไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ตลอดเวลา 24 ชม. ไม่มีการพักผ่อน ไม่มีการนอนหลับ คือทำงานทั้งยามหลับและยามตื่น ยามนอนฝันดีและฝันร้าย ยามชีวิตมีความสุขและความทุกข์ ดังนั้น หากเรารู้ว่าอะไรบ้างที่มีผลเสียต่อไต คงจะดีไม่ใช่น้อย

สิ่งที่มีผลเสียต่อไต ได้แก่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การกินอาหารเค็ม การดื่มน้ำน้อย และการได้รับสารพิษต่อไต เช่น ยาต่างๆ ที่แพทย์ไม่ได้สั่ง โดยเฉพาะยาประเภทเทพเข้าฝันแล้วบอกต่อกันมาว่า กินแล้วหายขาดทุกโรคนั่นแหละ มันคือ สารพิษ!

หลังจากเรารู้เทคนิคการทำร้ายไตของเราแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีดูแลไตให้สุขภาพดีกันบ้าง

1. ไม่ทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

2. ไม่ทำให้ตัวเองเครียดเป็นเวลานานๆ

3. จัดเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนเพียงพอ นอนหลับอย่างน้อยวันละ 6 ชม.

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนของหลักโภชนาการ

5. ไม่กินอาหารเค็มจัด อาหารที่ผ่านกระบวนการให้อาหารมีชีวิตยืนยาว เช่น ไส้กรอก อาหารบรรจุห่อ เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ขนมถุง

6. ดื่มน้ำสะอาด (น้ำเปล่า) วันละ 6-8 แก้ว เพื่อไตแข็งแรงและเพื่อผิวพรรณสดใส

7. ไม่สูบบุหรี่ และ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

8. ไม่ใช้สารเสพติดทุกประเภท

บอกเทคนิคทั้งการทำร้าย และ การดูแลไตแล้ว … ส่วนใครจะปฏิบัติตัวเช่นไรนั้น ทุกคนก็จะได้รับผลของการกระทำด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพไตดี มีไตแข็งแรง และให้ไตมีความสุข อยู่กับร่างกายของเราอย่างเป็นมิตร ทำหน้าที่ของไตอย่างแข็งขันกันไปตลอดนะคะ