เป็นโรคไตกินอะไรดี? เครื่องปรุงรส

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตราอาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ยังจำความรู้สึก ช้อคและตกใจ เมื่อครั้งที่คุณหมอที่รักษาโรคเบาหวานของคุณแม่บอกว่า ไตของคุณแม่อยู่ในระยะที่ 4 แล้ว จำเป็นต้องหาคุณหมอโรคไต เพื่อให้คุณหมอโรคไตช่วยดูแลคุณแม่อีกคน

คุณหมอแนะนำคุณแม่ให้ลดอาหารเค็มลง กินโซเดียมให้ลดลง เมื่อ 10 กว่า 20 ปีก่อน ตอนที่หมอบอกไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารโรคไตเลย รู้แต่ว่าลดเค็ม ไม่รู้เรื่องโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส การกินอาหารตามผลเลือดเลย

การพบกับคุณหมอในครั้งที่ 2 ได้นำเครื่องปรุงรสที่ซื้อมาไปให้คุณหมอเพื่อสอบถามว่า ใช้เครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ในการปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงรสเดิมได้ไหม? คุณหมอบอกว่าไม่ได้ ไม่ควรใช้ เพราะเครื่องปรุงรสโลโซเดียมเหล่านี้ ได้เติมโพแทสเซียมเพื่อเพิ่มความเค็มลงไปแทน ซึ่งจะส่งผลกับหัวใจ ในคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว หัวใจก็จะมีความไม่ปกติเกิดขึ้น เป็นความสงสัย เป็นคำถามในใจว่าทำไมถึงไม่มีเครื่องปรุงรสที่โซเดียมน้อยและไม่เติมโพแทสเซียม สำหรับคนที่เป็นโรคไตบ้าง?

คำแนะนำของคุณหมอในวันนั้นคือ ให้ลดปริมาณการใช้เครื่องปรุงลง  รับรู้ในเรื่องที่คุณหมอบอกแต่ในทางปฏิบัติก็ทำได้ยากมาก เพราะความไม่เข้าใจในเรื่องโซเดียมข และความไม่คุ้นชินกับรสชาติสำหรับคุณแม่ในเวลานั้น

ประสบการณ์การดูแลคุณแม่ในฐานะผู้ดูแล ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคไต ซึ่งไม่ยาก ไม่ง่าย เพราะถือว่าตัวเองมีความรู้เรื่องโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็น เป็นพื้นฐานอยู่ การทำความรู้จักยาที่คุณแม่ต้องกิน ยาที่คุณแม่จำเป็นต้องฉีด ทำไมต้องวัดความดันเป็นประจำ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลเลือดแล้วปรับอาหารตามผลเลือด เรียนรู้เรื่องอาหารว่าในอาหารแต่ละประเภทจะส่งผลต่อผลเลือดได้อย่างไรบ้าง เรียนรู้การล้างไตทางหน้าท้อง ต้องดูแลอย่างไรเพื่อป้องกันการติดเชื้อให้ได้มากที่สุด ฯลฯ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ได้เรียนรู้ ที่สามารถบอกเล่าได้ไม่รู้จบ สำหรับการดูแลชีวิตของจนที่เรารัก การได้ดูแลคุณแม่อย่างสุดความสามารถจนถึงวาระสุดท้าย เป็นสิ่งที่่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่มีเรื่องที่น่าเสียดาย หรือ เสียใจอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกแล้ว

จากประสบการณ์และการเรียนรู้ในฐานะผู้ดูแล และเป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปี เรื่องสำคัญที่สุดที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพนอกจากประเภทอาหารที่ใครๆ ก็รู้ แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่มีความสำคัญมาก คือ เรื่องปริมาณของประเภทอาหารที่แต่ละคนควรกินในแต่ละมื้อ ในแต่ละวัน

การที่ใครก็ตามจะใส่น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโตนด ไซรัป ในอาหารคาว อาหารหวาน หรือ เครื่องดื่ม “ปริมาณ” คือ เรื่องสำคัญ

ชนิดของน้ำตาล แหล่งที่มาของน้ำตาล กลายเป็นสิ่งที่คนอ้างว่า “สุขภาพ” เพราะมีค่า GI น้อยกว่าน้ำตาลทราย แต่สำหรับคนเป็นเบาหวาน การใส่น้ำตาลในปริมาณที่เท่ากัน ระดับน้ำตาลในเลือดก็ยังคงจะสูง แต่จะสูงไม่เร็วและไม่แรงเท่ากับน้ำตาลทรายเท่านั้น

ถ้าเรารู้และเข้าใจว่า “ปริมาณ” ที่ใส่หรือมีอยู่ในอาหารมีอยู่แค่ไหน  เราจะรู้ได้ทันทีว่า คำว่า “เพื่อสุขภาพ” ที่มีการอ้างถึงนั้น ปลอดภัยมากพอสำหรับสุขภาพของเราหรือไม่

ในการใช้เครื่องปรุงรสประเภทที่ให้ความเค็ม ที่มีโซเดียมก็ใช้หลักการเดียวกัน รสเค็ม ไม่ว่าจะมาจากการปรุงด้วยเกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ เต้าเจี้ยว ซอสต่างๆ ฯลฯ “ปริมาณ” คือ เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่า แค่ไหนถึงจะพอดีสำหรับสุขภาพและร่างกายของเรา

โดยทั่วไปแล้ว  ใน 1 วัน เราควรกินโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

การกินโซเดียมในปริมาณที่มากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาหนึ่ง จะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และนำไปสู่โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ตีบ ตัน แตก และตายได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า 2,000 มิลลิกรัมคือแค่ไหน?

การอ่านฉลากโภชนาการ การหาข้อมูลโภชนาการ เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และจดจำ

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ เครื่องปรุงรส ในการปรุงอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เรารู้ว่า ในแต่ละมื้ออาหารนั้น เรากินโซเดียมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว

การชั่ง ตวง วัด ปริมาณ การใช้เครื่องปรุงรสในช่วงแรกก็จะยากหน่อย เพราะเราไม่คุ้นชิน แต่ถ้าเราได้เริ่มต้น และชั่ง ตวง วัด ทุกมื้อ ใช้เวลาไม่นานเราก็จะคุ้นชินกับพฤติกรรมใหม่ ในการดูแลสุขภาพของตัวเอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

หากใครยังไม่คุ้นชินกับรสชาติของการลดปริมาณเครื่องปรุงแบบเดิม ในวันนี้ลักข์มีเครื่องปรุงใหม่มานำเสนอ เป็นเครื่องปรุงรสที่ลักข์สามารถตอบคำถามเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วได้แล้วว่า มีเครื่องปรุงรสอาหารที่โซเดียมและไม่เติมโพแทสเซียมแล้ว โดยมีลักข์เป็นเจ้าของแบรนด์เอง

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำจากหัวใจ ให้เป็นเครื่องปรุงรสที่มีความหอมและอร่อย และปลอดภัยสำหรับชีวิตของคนที่เรารัก ที่มีข้อจำกัดในการกินอาหารอยู่มากมาย

เครื่องปรุงรสที่ตั้งใจทำด้วยความรัก ที่ต้องการให้คนที่มีโรครู้ว่ามีคนที่ปรารถนาอยากให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขกับการมีชีวิต แม้จะเป็นโรค แม้จะมีโรค แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนป่วย

เครื่องปรุงรสนี้ทำมาจากหอยเป๋าฮื้อ ที่สามารถมาช่วยเติมเต็มรสชาติให้อร่อย เป็นเครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมน้อย โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ #หอยเป๋าฮื้อ มาผ่านกระบวนการหมักตามธรรมชาติ จนกระทั่งได้ #สีน้ำตาลทอง และ #กลิ่นหอม จึงนำมาสกัดออกมาเป็นเครื่องปรุงรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เครื่องปรุงรสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม มีกลิ่นหอมมาก แต่มีปริมาณน้ำตาล และโซเดียมน้อย และปราศจากไขมัน
.
เพราะ ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์ ทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุด
.
หอยเป๋าฮื้อ 40%
ไม่ใช้ MSG (โมโนโซเดียมกลูตาเมท)
ไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์
โซเดียม 210 มิลลิกรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไม่เติมโพแทสเซียม
มีน้ำตาลน้อยกว่า 1 กรัม/1 ช้อนโต๊ะ
ไขมัน 0%

Abalone Sauce Abalicious by Lucka

ซอสหอยเป๋าฮื้อ ตรา อาเบอลิเชียส บาย ลักข์
Abalone Sauce Abalicious by Lucka

สนใจสอบถามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่
Line : @abaliciousbyluck

 

โฆษณา

Logged by Luck (2)

ตอนที่ได้รับโจทย์ให้ออกแบบสมุดบันทึกที่น่าจด โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นตารางนั้น ทำให้ลักข์ตั้งคำถามกับคุณหมอทันทีว่า บุคลากรทางการแพทย์จะดูรู้เรื่องหรือคะ?

เพราะสำหรับคุณหมอนั้น ลักข์รู้อยู่ว่าคุณหมอมีมากกว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพราะคุณหมอมีศิลปะอยู่ในหัวใจด้วย เนื่องจากคุณหมอยอมรับการจดแบบไม่ใช่ตารางของลักข์ โดยดูสมุดจดบันทึกของลักข์ทุกครั้งที่ถึงวันนัดตรวจ แต่บุคลากรท่านอื่นๆ จะยอมรับและดููรู้เรื่องด้วยหรือเปล่านี่สิ ลักข์ยังข้องใจ

คุณหมอบอกว่า ปัญหาของบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่รูปแบบการบันทึกของคนไข้หรอก แต่ปัญหาที่สำคัญคือ คนไข้ไม่ยอมจดบันทึกต่างหาก ทำให้คุณหมอไม่มีข้อมูลที่สมบูรณ์มากพอที่จะรักษาคนไข้ให้ได้ผลดีที่สุด การรักษาที่ทำอยู่ก็ทำได้จากการดูผลเลือดในแต่ละครั้งที่มาหาหมอ แต่การรักษาโรคเบาหวานให้ได้ผลดีที่สุด ผู้ที่เป็นเบาหวานจำเป็นที่จะต้องให้ข้อมูลรายละเอียดที่แท้จริงกับหมอ เกี่ยวกับระดับน้ำตาลในแต่ละวัน แต่ละเวลา ข้อมูลเรื่องกิจกรรมในแต่ละวัน อาหารในแต่ละมื้อ เพราะคนไข้เบาหวานเป็นคนเดียวที่จะอยู่กับโรคเบาหวานตลอด 24 ชม. 7 วันต่อสัปดาห์ การให้ข้อมูลกับหมอจึงเป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งตนไข้เบาหวานชนิดที่ 1 แต่ส่วนใหญ่แล้วมันจะทำกันในลักษณะทำการบ้านมาส่งตามคำสั่งเมื่อใกล้ถึงวันนัดพบ หรือนั่งเทียนเขียนตัวเลขเพื่อให้มีการบ้านมาส่งหมอก็มี

ฟังความคิดของคุณหมอแล้ว ลักข์ว่าสิ่งที่ยากกว่าและสำคัญกว่าการออกแบบสมุดจดบันทึกน้ำตาล คือ การชักชวนให้น้องๆ ในโครงการฯ เกิดความรู้สึกที่ดีและการยอมรับโรคเบาหวาน เพื่อที่น้องๆ จะได้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วมในโครงการฯ นี้ … หลังจากออกแบบสมุดจดบันทึกเสร็จ จะต้องขอโอกาสเป็นวิทยากรในโครงการฯ นี้ตอนไปค่ายให้ได้ ลักข์ตั้งเป้าหมายนี้ไว้ในใจ

หลังจากที่หาข้อมูล เลือกรูปแบบการจดบันทึกที่ถูกใจได้แล้ว ลักข์ก็นำไปเสนอให้คุณหมอเลือก2 รูปแบบคือ ตาราง และ รูปภาพแบบที่ลักข์ใช้จดบันทึกเองมาตั้งแต่ปี 2547

คุณหมอตั้งคำถามกลับว่า ถ้าเป็นลักข์จะเลือกแบบไหน? … อ้าววว แบบนี้ก็สวยสิ! ลักข์ตอบอย่างมั่นใจว่า เลือกรูปภาพค่ะ เพราะสมุดบันทึกที่เป็นตารางมีพื้นที่ไม่พอให้ลักข์จดทุกรายละเอียด อีกทั้งรูปแบบก็น่าเบื่อ เพราะเคยจดแบบตาราง ลักข์จดได้ 3 เดือนก็เลิกใช้สมุดบันทึกที่เป็นตาราง หันมาใช้สมุดบันทึกที่วาดขึ้นมาเองแล้ว ซึ่งจดอยู่ได้เป็นปีๆ เลยค่ะ

คุณหมอบอกว่า ถ้าอย่างนั้นนก็ใช้รูปภาพตามแบบที่ลักข์รู้สึกสนุกที่จะจดดีกว่า เพราะสมุดที่ออกแบบโดยคนไข้เบาหวาน ผมเชื่อว่าต้องน่าสนใจ และทำให้คนไข้เบาหวานรู้สึกสนุกที่จะจดมากกว่าแบบเดิมๆ ที่มีอยู่แน่ๆ เพราะทั้งหมดมีแต่ตาราง

สมุดจึงถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมา จนกระทั่งได้ส่งให้กับทางคณะกรรมการในโครงการฯ พิจารณา ซึ่งลักข์ได้รับคำเสนอแนะให้พิจารณาเรื่องรูปแบบตาราง ไปจนถึงการเพิ่มจำนวนมื้ออาหารในการออกแบบ ซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข การออกแบบในครั้งนี้หากมีความไม่เหมาะสมประการใดลักข์จึงขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขตามคำแนะนำใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมหรือลดทอนเลย

นับว่าเป็นความโชคดี เพราะหลังจากที่ได้ไปบรรยายในค่ายเบาหวานครั้งแรกในวันที่  2-3 เมษายน 2555 แล้ว ลักข์มีโอกาสได้พบกับน้องค่ายแรกในค่ายที่ 2 ที่จัดขึ้นในวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2555 ด้วย ทำให้รู้ว่าน้องๆ รู้สึกสนุกไปกับการจดบันทึก ทำให้สามารถเรียนรู้และดูแลตัวเองได้ดีขึ้นด้วย … สิ่งที่ทุ่มเททำลงไปด้วยทั้งหมดของหัวใจ สามารถที่จะทำให้เพื่อนร่วมโรคหลายคนสามารถที่จะอยู่กับโรคเบาหวานด้วยความเข้าใจอย่างมีความสุข แค่นี้ก็ทำให้ลักข์มีความสุขได้แล้วล่ะ

Logged by luck (1)

หลังจากได้รับรู้ข่าวของโครงการ “๘๔ พรรษามหาราชัน รวมพลังบริบาลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เฉลิมพระเกียรติพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔”

ลักข์ได้ส่งใบสมัครไปเข้าร่วมกับโครงการฯ นี้ด้วย และก็ได้รับเลือกเป็น 1 ในผู้เข้าร่วมโครงการฯ นี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะคุณหมอได้ขอให้ลักข์ช่วยออกแบบสมุดจดบันทึกระดับน้ำตาลสำหรับโครงการฯ นี้ให้ด้วย

โดยได้รับโจทย์มาสั้นๆ ว่า “อยากให้ลักข์ออกแบบสมุดจดบันทึกระดับน้ำตาลที่เด็กอยากจด จะเป็นรูปแบบไหนก็ได้ฟรีสไตล์เลย” เป็นโจทย์ที่ง่าย แต่การจะตอบโจทย์นี้ได้ต้องใช้ความสามารถในทุกทาง และทุกด้านที่มีอยู่เลยทีเดียว

ขอบคุณ รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ที่ให้โอกาส และเชื่อมั่นว่าลักข์จะทำได้

ขอบคุณ พี่เปิ้ล พรพิมล เกียรติศักดิ์ทวี พี่พยาบาลที่คอยรบกับลักข์ ให้ข้อคิด คำแนะนำ และเสนอแนะ เพื่อให้สมุดบันทึกนี้สมบูรณ์

ขอบคุณ หม่าม้า มัณฑนา สิริเวสมาศ ผู้หญิงที่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต ที่คอยสนับสนุนทั้งกำลังทรัพย์ และกำลังใจ รวมถึงได้ดูแลร่างกายตัวเองให้แข็งแรงเพื่อให้ลักข์ทำงานนี้ได้อย่างเต็มที่ เต็มหัวใจ

ขอบคุณ พี่ชาย อ.ดร.วีรวัฒน์ สิริเวสมาศ  ที่วาดภาพประกอบและออกไอเดีย

ขอบคุณ หลานไจ๋ ด.ช.ฐาณัฎฐ์ สิริเวสมาศ ต้นแบบ มด ที่เป็นภาพประกอบในหนังสือและพรีเซนเตขั่นทั้งหมด

ขอบคุณทุกๆ ความรักและมิตรภาพที่ได้รับมาในชีวิต ขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่ได้รับมาจนทำให้สมุดบันทึกเล่มนี้สำเร็จได้

ลักข์หวังว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการฯ จะรู้สึกสนุกไปกับการบันทึกระดับน้ำตาล อาหาร อินสุลิน และกิจกรรมต่างๆ จนทำให้สามารถเกิดการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของอินสุลิน อาหาร และการออกกำลังกายได้ว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลของตัวเองยังไง

สมุดบันทึกระดับน้ำตาลเล่มนี้ ลักข์ตั้งชื่อว่า “สวัสดีเบาหวาน” ก็เพื่อให้ทุกคนได้ทักทายและทำความรู้จักกับโรคเบาหวานที่ตัวเองเป็นอยู่ โดยเป็นฉบับพิเศษที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับโครงการฯ นี้ ลักข์จึงเรียกว่าฉบับ “D4KING” เพื่อเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ที่ได้รับเลือกเข้าโครงการฯ ทุกคนในการที่จะตั้งใจดูแลตัวเองตามที่ได้ลงชื่อไว้ในใบสมัครของโครงการฯ