ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม 2562 รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ไขปริศนา ถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการบรรยาย อาจารย์ได้ขอชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกที่เตรียมตัวไปค่ายเบาหวานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ สำหรับชาวค่ายใหม่ไปเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ สำหรับชาวค่ายเก่าเพื่อไปเรียนรู้ข้อมูลความรู้ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และอยากให้ทุกคนเตรียมตัวดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมเดินทาง และจัดเตรียมยาของตัวเองไปให้เพียงพอสำหรับการไปอยู่ที่ค่าย รวมทั้งควรแจ้งลูกหลานญาติพี่น้องไว้ด้วย

เรื่องสำคัญเรื่องที่ 2 คือ เกี่ยวกับภัยฝุ่นควัน PM 2.5 ที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพปอดของทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้สูงอายุ เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถเล็ดลอดผ่านโพรงจมูกของเราลงไปในปอดและกรแสเลือดเราได้สามารถทำให้เกิดปัญหากับปอด และในระยะยาวทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้อาจารย์แนะนำให้สมาชิกหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่กลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดและควรถูบ้านวันละ 2-3 เวลาเพื่อลดปริมาณฝุ่นภายในบ้าน

จากนั้นเป็นเวลาให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาของโรคที่ตัวสมาชิกเองกำลังเผชิญอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี อาจารย์เปิดโอกาสให้ถามได้ทุกคำถามโดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานก็ได้

สมาชิกถาม       :  เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรจัดการอาหารการกินอย่างไร เพราะระดับน้ำตาลสวิงขึ้นลงเป็นอย่างมาก

อาจารย์หมอตอบ : โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคสมัยใหม่ที่ค้นพบเมื่อมีการส่องกล้องลงไปในหลอดอาหาร ทำให้พบว่าหลอดอาหารส่วนล่างที่ติดกับกระเพาะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะ ในกระเพาะของเรามีเยื่อเมือกพิเศษที่เคลือบกระเพาะของเราทำให้กระเพาะของเราทนกรดในกระเพาะของตัวเองได้ ปลายหลอดอาหารในร่างกายของคนที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหารนี้ มี “หูรูด” ที่ปิดแน่น จะเปิดเมื่อมีอาหารไหลผ่านลงมาและปิดแน่นทันที แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีอาการหูรูดหย่อน และอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้นเพราะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น เมื่อเราล้มตัวลงนอน กรดที่มีอยู่เต็มกระเพาะสามารถที่จะไหลย้อนขึ้นมาได้เพราะหูรูดหย่อน อาการของโรคกรดไหลย้อนจึงพบได้บ่อยในช่วงเวลากลางคืน อาการของโรคกรดไหลย้อนมีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่ากรดไหลย้อนขึ้นมาสูงถึงไหนในหลอดอาหาร ถ้าหากปล่อยให้เป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงควรปรับวิธีการกินอาหาร ก่อนล้มตัวลงนอนไม่ควรมีอาหารในกระเพาะมื้อเย็นจึงควรกินให้น้อย หากเป็นโรคกรดไหลย้อนต้องกินยาลดกรด และกินติดต่อกันต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ไขทุกปัญหา

สมาชิกถาม       : ระดับน้ำตาลในช่วงหลังสูงถึง 150-160 ทำไมคุณหมอที่รักษาถึงบอกว่าเพราะเราอายุเยอะแล้ว ตัวเลขนี้จึงไม่น่ากังวล แล้วก็ไม่ยอมเพิ่มยาให้

อาจารย์หมอตอบ         :  คุณหมอจะดูค่าระดับน้ำตาล HbA1C (ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม 3 เดือน) ประกอบการรักษาไม่ได้ดูเพียงค่าน้ำตาลตอนเช้าเพียงค่าเดียว ถ้าระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าหมายความว่าส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่เรากิน และอีกส่วนเกิดจากร่างกายของเราที่สร้างขึ้นเอง เมื่อเรากินอาหารแล้วระดับน้ำตาลของเรามีมากเกินไปร่างกายก็จะนำไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ ไขมัน ดังนั้นคนที่ระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าอาจจะเกิดได้จากการที่ตับสร้างน้ำตาลออกมาเยอะเกินไป  กล้ามเนื้อและไขมันปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาเยอะเกินไป การที่คุณหมอยังไม่ปรับยา

ให้ทันทีเพราะระดับน้ำตาลเฉลี่ยทั้งวันดีแล้ว แต่ค่าน้ำตาลตอนเช้าสำหรับคนเป็นเบาหวานก็ควรจะอยู่ในระดับ 90-130 ถ้าสูงกว่านี้ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเรากินมื้อกลางคืนมากเกินไปหรือเปล่า หรือจำเป็นที่จะต้องปรับยาจริงๆ

สมาชิกถาม       : ทำไมคุณหมอถึงให้ยาโซดามิ้นท์ เป็นยาแก้อะไร?

อาจารย์หมอตอบ         : โซดามิ้นท์เป็นยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง คุณหมอจะจ่ายให้สำหรับคนไข้เบาหวานที่มีภาวะของโรคไตและเลือดมีภาวะเป็นกรด เนื่องจากคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่ขับของเสียออกไปได้มากพอ ร่างกายของคนเราเวลากินแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) แป้งจะกลายเป็นกลูโคส ร่างกายนำไปใช้ให้เกิดพลังงาน ที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ น้ำเราปัสสาวะออกมา ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์เราจะหายใจออกมา เพราะฉะนั้นแป้งจึงเป็นพลังงานสะอาด อาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้วร่างกายจะนำไปสร้างโปรตีนที่เรียกว่าอัลบูมินเพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกาย อีกส่วนจะกลายเป็นกรดที่เป็นของเสียเรียกว่ากรดอะมิโน ซึ่งจะขับออกทางไต เพราะฉะนั้นคนที่มีภาวะของโรคไตจะไม่สามารถรักษาสมดุลค่าเกลือแร่ในร่างกายนี้ได้ ทำให้ร่างกายมีภาวะความเป็นกรดสูงเกินค่าที่ปลอดภัยซึ่งก่อนให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย คุณหมอจ่ายยาตัวนี้ให้รักษากาวะเลือดที่มีกรดเกิน

สมาชิกถาม       : ช่วงนี้ไปจับของหรือใครมาโดนตัวแล้วเหมือนมีไฟฟ้าช้อต

อาจารย์หมอตอบ         : ภาวะนี้เรียกว่าไฟฟ้าสถิต เกิดขึ้นต่อเมือของแห้งกับของแห้งเจอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาอากาศที่มีความแห้ง แต่ถ้าร่างกายของเรามีความชุ่มชื้นจะไม่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าสถิตหรือรู้สึกเหมือนไฟช้อตเวลาจับต้องสิ่งของ แต่ภาวะนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

สมาชิกถาม      : อยากรู้ประโยชน์ของการกินโปรไบโอติค

อาจารย์หมอตอบ         : เรื่องโปรไบโอติคยังเป็นเรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้อีกเยอะ สิ่งที่เรารู้คือ คนที่มีภาวะท้องเสียแบบท้องเสียเรื้อรัง พบว่าเป็นเพราะเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง มีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาอยู่ในร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค การกินโปรไบไฮติคคือการกินเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายใส่เข้าไปในร่างกายเพื่อเอาเชื้อไปฆ่าเชื้อ เอาเชื้อที่มีประโยชน์ไปแย่งพื้นที่เชื้อที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีภาวะท้องเสียเรื้อรังหายจากอาการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ยาคูลส์ได้เอาเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ของเด็กอ่อนที่ไม่ก่อเกิดอันตรายใดๆ ในคนมาเพาะเลี้ยงในนมแล้วเติมน้ำตาลเข้าไปทำให้กลายเป็นโยเกิร์ตชนิดหนึ่งขึ้นมา การกินทุกวันทำให้เกิดกระบวนการลดของเสียในร่างกายได้ กระบวนการนี้เรียกว่า โปรไบไอติค คือการเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดี การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะคนในปัจจุบันกินยาฆ่าเชื้อกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้สารตกค้างอยู่เยอะมาก เมื่อเรากินเข้าไปในร่างกายทำให้เชื้อแบคทีเรียมีการเปลี่ยนแปลงและอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีปนเข้ามาในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ หากเราหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ก็ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ หรือบางคนก็ใช้วิธีรักษาด้วยกระบวนการโปรไอโอติค คือการกินเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเข้าไป ร่างกายเรามีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากอาศัยอยู่ ทั้งน้ำลาย ในลำไส้ใหญ่ จนกลายมาเป็นอุจจาระ เพียงแต่เป็นแบคที่เรียที่อยู่กับเราได้ ไม่ก่อให้เกิดโรค

เรื่องที่อยากย้ำเตือนให้ทุกคนตระหนักคือ หลายคนเวลาไม่สบายเจ็บคอ มักจะขอยาฆ่าเชื้อคุณหมอ หรือไปหาซื้อกินเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด! การกินยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้น สุดท้ายจะเป็นการทำร้ายตัวเราเอง เราต้องรู้ว่ายาฆ่าเชื้อไม่ได้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ดีเท่านั้น มันออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อเองโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราเกิดภาวะของเชื้อโรคดื้อยาได้ในที่อนาคตซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายมาก คุณหมอขอนะครับว่าหากเป็นหวัด อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเอง ร่างกายเรามีภูมิต้านทานที่จะสามารถรักษาตัวเองให้หายได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 172 เดือนกุมภาพันธ์ 2562

 

โฆษณา

ลักข์ฟังมาเล่า : วิธีแก้ไขเมื่อมีภาวะน้ำตาลสูง-ต่ำ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนตุลาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “วิธีแก้ไขเมื่อมีภาวะน้ำตาลสูง-น้ำตาลต่ำ”

ความหมายของคำว่าเบาหวานคือ ปัสสาวะที่มีรสหวาน เป็นข้อสังเกตของคนสมัยก่อนที่พบว่ามีมดมาตอมปัสสาวะของผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะบ่อย ผอมลง และหากชิมปัสสาวะของผู้ป่วยนั้นก็จะมีรสหวาน แต่ในปัจจุบันเราไม่ใช้วิธีการตรวจแบบนี้อีกต่อไปแล้ว เพราะการที่ปัสสาวะออกมาแล้วมีมดมาตอมปัสสาวะหมายความว่าคนๆ นั้นเป็นเบาหวานในระดับที่รุนแรงแล้ว

นิยามของโรคเบาหวานคือ การที่ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังเกิดจากฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายที่สร้างจากตับอ่อนที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงานทำงานผิดปกติโดย

  1. ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ตามปกติ จนทำให้เกิดเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 นี้มักจะเกิดกับคนอายุน้อย มีอาการเร็ว และรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นความโชคร้ายส่วนบุคคลที่เกิดภาวะภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเองต่อตับอ่อนทำให้ตับอ่อนไม่ทำงาน วิธีการรักษาคือ ต้องฉีดอินซูลินเท่านั้น
  2. ร่างกายไม่สามารถนำฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตออกมาไปใช้ได้ เรียกว่าร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่เป็นเบาหวานจะเป็นแบบนี้ มักเกิดในผู้ใหญ่ ที่มีกรรมพันธุ์เบาหวาน อาการที่เกิดจะเกิดขึ้นช้าๆ สามารถเริ่มต้นการรักษาด้วยการกินยาได้ เรียกว่าเบาหวานชนิดที่ 2 แต่เมื่อเป็นเบาหวานในระยะที่ยาวนาน ตับอ่อนก็จะเสื่อมลงไปจนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาได้เช่นกัน

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเบาหวานชนิดที่ 2 บางปัจจัยก็ป้องกันได้ เช่น ความอ้วน ไม่ออกกำลังกาย กินเก่ง หากปรับวิถีชีวิตก็ป้องกันได้ แต่บางปัจจัยก็ป้องกันไม่ได้ เช่น อายุ อายุยิ่งมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเบาหวาน เชื้อชาติ คนยุโรปความเสี่ยงน้อย คนไทย จีน ญี่ปุ่น มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานปานกลาง เชื้อชาติแขกอินเดีย และตะวันออกกลางความเสี่ยงสูง กรรมพันธุ์ หากมีพ่อหรือแม่เป็นเบาหวานความเสี่ยงก็จะสูงตามด้วย

45591731_10216159991966812_4364516002071838720_o

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานแบ่งเป็น 2 แบบคือ

  1. ภาวะแทรกซ้อนแบบเรื้อรัง เกิดกับเส้นเลือด หลอดเลือดขนาดเล็ก – ไต, ตา, ปลายประสาท หลอดเลือดขนาดใหญ่-หัวใจ, สมอง, ขา
  2. ภาวะแทรกซ้อนแบบฉับพลัน คือ ระดับน้ำตาลสูงและระดับน้ำตาลต่ำ

ระดับน้ำตาลสูงระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะไปทำลายร่างกายโดยทำให้การทำงานของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมลง ระดับน้ำตาลสูงที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนแบบเฉียบพลันแบ่งเป็น 2 แบบ

  1. ระดับน้ำตาลสูงและมีคีโตนคั่ง หรือที่เรียกว่า DKA ซึ่งมีอันตรายมากเพราะทำให้เลือดเป็นกรด ซึ่งเมื่อเกิดภาวะนี้ ร่างกายจะพยายามขับกรดออกมาทางลมหายใจทำให้คนที่มีภาวะคีโตนคั่งหายใจหอบ
  2. ระดับน้ำตาลสูงและโคม่า คือ เมื่อระดับน้ำตาลสูงเกิน 600 มก./ดล. จนทำให้เลือดข้นหนืด ไม่ไปเลี้ยงสมอง ไม่ไปเลี้ยงหัวใจ

อาการของผู้ที่มีระดับน้ำตาลสูง กระหายน้ำ คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ตาพร่ามัว กระตุก

วิธีช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นเมือมีภาวะน้ำตาลสูงคือ การดื่มน้ำ และหากระดับน้ำตาลสูงเกิน 600 มก./ดล.ควรไปโรงพยาบาล

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลสูงคือ กินยาหรือฉีดอินซูลินให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพิ่มการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันแล้วทำให้เป็นประจำ นอกจากจะเจาะเลือดก่อนอาหารแล้ว ควรเจาะเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมงด้วย

ระดับน้ำตาลต่ำหมายถึงเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าต่ำกว่า 70 มก./ดล.  และระดับน้ำตาลต่ำแบบรุนแรงมากคือ ต่ำกว่า 54 มก./ดล. (รุนแรงคือเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตราย เพราะหลายคนเริ่มมีอาการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้)

อาการของน้ำตาลต่ำ ใจสั่น เหงื่ออก หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น อารมณ์เริ่มหงุดหงิด ฉุนเฉียว ปวดศรีษะ มึนงง หน้ามืด ตาลาย ฝันร้าย เมื่อมีอาการเหล่านี้ห้ามปล่อยทิ้งไว้ ให้รีบเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเพื่อดูระดับน้ำตาล และหาของกินเพื่อแก้ระดับน้ำตาลต่ำโดยเร็ว เพราะถ้าทิ้งไว้อาจเกิดอาการน็อกหมดสติจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

วิธีช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นเมือมีภาวะระดับน้ำตาลต่ำคือ กินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว 15 กรัม เช่น ลูกอม 3 เม็ด หรือ น้ำอัดลม ½ กระป๋อง หรือ น้ำผึ้ง 3 ช้อนชา หรือ นมหวาน 1 แก้ว เป็นต้น รอ 10 นาที หากอาการยังไม่ดีขึ้นให้กินซ้ำ แต่ถ้าไม่มีอาการแล้ว ก็รอกินอาหารตามมื้ออาหารตามปกติ  ที่สำคัญควรเจาะเลือดด้วยว่าใช่ภาวะของระดับน้ำตาลต่ำ ไม่ใช่คิดไปเอง

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำได้ คือ กินน้อยกว่าปกติ, ปริมาณยาที่ได้รับมากเกินไป, มีภาวะเจ็บป่วย, จากการออกกำลังกายนานกว่าปกติ. การดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเราต้องหาสาเหตุของตัวเองให้เจอว่าเกิดจากเหตุใด จะได้ทำการป้องกันแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก

วิธีป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ กินอาหารให้เป็นเวลา และกินในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน เจาะเลือดก่อนฉีดอินซูลินทุกครั้ง ฉีดอินซูลินตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่งดและไม่ลดการฉีดอินซูลินเอง ถ้าจะออกกำลังกายเกิน 30 นาทีแนะนำให้กินคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน 15 กรัมก่อนออกกำลังกาย 1 ชั่วโมง

ความเจ็บป่วย กับ ระดับน้ำตาล

คนเป็นเบาหวานที่มีค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม (A1C) สูง มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้ง่าย โอกาสการติดเชื้อสูง ที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อเป็นหนอง การติดเชื้อในสมอง เป็นปอดบวมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แต่ผู้ที่เป็นเบาหวานที่มีค่า A1C ต่ำกว่า 7% จะไม่ค่อยพบปัญหาการติดเชื้อในร่างกายเท่าไหร่

เมื่อคนเรามีภาวการณ์เจ็บป่วย ระบบในร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายของเราสูงขึ้น ต่อให้เราเจ็บป่วยและกินอาหารได้น้อยกว่าปกติระดับน้ำตาลก็จะสูงกว่าปกติเพราะฉะนั้นเรื่องที่ต้องระวังของคนเป็นเบาหวานในยามเจ็บป่วยคือ ห้ามหยุดยาเบาหวานเองโดยเด็ดขาด เพราะในยามเจ็บป่วยนอกจากฮอร์โมนในร่างกายจะมีการสร้างน้ำตาลขึ้นมาเองแล้ว ยังมีภาวการณ์ต้านอินซูลินมากกว่าปกติอีกด้วย การหยุดยาเบาหวานเองในยามเจ็บป่วยของผู้ที่เป็นเบาหวานจึงทำให้ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมีอาการรุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น

แต่ถ้าหากมีความเจ็บป่วยในลักษณะที่มีอาการกินไม่ได้ ร่วมกับการอาเจียน ท้องเสีย มีไข้ การเจ็บป่วยในลักษณะนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลต่ำได้

วิธีดูแลตัวเองในยามเจ็บป่วยของคนที่เป็นเบาหวานคือ ไม่ควรงดยาฉีดหรือยากินเอง โดยจะต้องหมั่นเจาะเลือดดูระดับน้ำตาล ถ้ามีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติให้ไปพบแพทย์ ถ้าระดับน้ำตาลต่ำกว่าปกติ งดยาฉีดลงครึ่งหนึ่งแล้วไปพบแพทย์ แล้วต้องรักษาสาเหตุของความเจ็บป่วยให้หาย

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 168 เดือนพฤศจิกายน 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า : แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน 2561 นพ.กิตติ ลาภสมบัติศิริ

เรื่อง     “แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ”

เหตุผลที่เลือกนำหนังสือ “ยากันลืม ยากันล้ม” คู่มือป้องกันสมองเสือมในผู้สูงอายุและคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุมาให้กับสมาชิกชมรมฯ เป็นเพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในผู้สูงอายุค่อนข้างสูง เนื่องมาจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง ความคล่องตัวลดลง สิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย

42526250_10215851556736124_2579992146106908672_o

หนังสือจะบอกวิธีการป้องกันการล้ม โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองด้วยการดูแลตัวเองให้กล้าเนื้อและกระดูกของเราแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ  การทำให้กระดูกเรามีความหนาแน่นเพื่อความแข็งแรงนั้นทำได้โดยการออกกำลังกายและการทานแคลเซียมในรูปแบบของยา หรือจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงก็ได้ ในส่วนของกล้ามเนื้อนั้น นอกจากมีความสำคัญในการช่วยยึดเส้นเอ็น กระดูกต่างๆ แล้ว กล้ามเนื้อนั้นประกอบไปด้วยโปรตีน เพราะฉะนั้นถึงแม้จะสูงอายุแล้วก็ยังต้องกินอาหารประเภทโปรตีนเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายด้วย วีคำนวณปริมาณการกินโปรตีนในผู้สูงอายุต่อวันคือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การกินโปรตีนมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ นอกจากการกินอาหารแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยการออกกำลังกายในผู้สูงอายุต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ ไม่กระทบต่ออวัยวะทั้งภายใน ภายนอกร่างกายของเรา

ในหนังสือ “ยากันลืม” คือเป็นคู่มือสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมองเสื่อม ในหนังสือจะมีเกมซึ่งสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมลงจนกลายเป็นโรคสมองเสื่อมด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ กิจกรรมการเล่นไพ่นกกระจอกเป็นกิจกรรมที่ฝึกสมองและฝึกไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุได้ดีที่สุด เนื่องจากผู้สูงอายุ กิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงวัยทำงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้สมองอยู่ตลอดเวลา การอยู่เฉยๆ จะทำให้เซลสมองและสารสื่อประสาทไม่ได้ใช้งาน คนสูงอายุจึงควรหากิจกรรมที่ต้องมีกระบวนการคิด เพื่อให้เซลสมองเสื่อมและสารสื่อประสาทได้ใช้งานอยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองเสื่อม และหลงลืมได้ ที่สำคัญการกินอาหารเสริมที่อ้างว่าเพื่อป้องกันการเสื่อมของสมองได้นั้น ไม่มีจริง ไม่ควรซื้อให้เสียเงินเปล่า

ในหนังสือ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” ก็เป็นหนังสือที่มีความต่อเนื่องจาก “ยากันลิม ยากันล้ม” การเข้าสังคม อย่างเช่น การเป็นสมาชิกของชมรมเบาหวานและการมาเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้สำหรับผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้เกือบ 100%

ผู้สูงอายุจะกินข้าวได้อร่อยนั้น ต้องมาจากฟัน กรมอนามัยรณรงค์ให้ผู้สูงอายุมีฟันแท้อย่างน้อย 20 ซี่ เพราะฟันมีผลกับการเคี้ยวบดอาหาร การกลืน

42754254_10215892265273812_650466504852111360_o

เราจะรักษาฟันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร?    เคล็ดลับการดูแลฟันคือ 2-2-2-2 แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และแปรงแต่ละครั้งอย่างน้อย 2 นาที เพื่อให้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์สามารถออกฤทธิ์เคลือบฟันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหลังจากแปรงฟันแล้วไม่กินอาหารอะไรเลย 2 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาเราสามารถกินอาหารก่อนแปรงฟันได้ เพราะแบคทีเรียที่อยู่ภายในร่างกายของเราเองนั้น เรียกว่าเป็นแบคทีเรียประจำที่นับเป็นแบคทีเรียที่ดีที่เราสามารถกลืนกินลงไปได้ ซึ่งแบคทีเรียที่ดีเหล่านี้เมื่อเรากลืนลงไปจะไปอยู่ในลำไส้

เพราะฉะนั้นตื่นนอนมาตอนเช้าเราควรดื่มน้ำก่อนแปรงฟันอย่างน้อย 1 แก้ว เพื่อล้างแบคทีเรียในช่องปากให้ไปอยู่ในลำไส้ และจะทำการขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระปัสสาวะออกไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 168 เดือนตุลาคม 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการเปิดโอกาสให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจารย์ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานวันเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารภูมิสิริ โดยปีนี้ได้มีการชวนบริษัทที่มีนวัตกรรมการวัดค่าระดับน้ำตาลแบบใหม่คือ ตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมงมาแสดงในงานด้วย เครื่องนี้จะที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กติดไว้กับตัวตลอดเวลา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณให้ตรงกับอุปกรณ์ก็สามารถรู้ค่าระดับน้ำตาลของตัวเองได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเลย

และอาจารย์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมให้ไปค่ายเบาหวานที่ทางชมรมฯ ไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยค่ายเบาหวานครั้งที่ 13 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองแล้ว อาจารย์จะให้บริษัทที่นำเข้าเครื่องวัดระดับน้ำตาล 24 ชั่วโมงมาให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้ในระหว่างที่อยู่ที่ค่ายในครั้งนี้ด้วย

ช่วงถาม-ตอบ

สมาชิกถาม : ได้รับการเปลี่ยนอินซูลิน อยากทราบเหตุผลที่ถูกเปลี่ยนแปลง และวิธีการใช้ของอินซูลินตัวใหม่?

อาจารย์ตอบ : เนื่องจากอินซูลินตัวที่สมาชิกเคยใช้ พบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดอาการน้ำตาลต่ำได้ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาไม่ควรทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำ และการออกฤทธิ์ของยามีระยะเวลายาวกว่าที่ควร ทำให้บริษัทยาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของยาตัวเก่า และผลิตตัวใหม่ออกมา จึงเป็นเหตุผลที่คุณหมอต้องเปลี่ยน สำหรับวิธีการใช้งานคือ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องเวลาในการฉีด และปริมาณที่ต้องฉีด

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

สมาชิกถาม : อยากทราบอาการเมื่อเวลาน้ำตาลต่ำ และอาการน้ำตาลสูงมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ตอบ :  เวลาที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็จะมีอาการรู้สึกหิว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลบ่อยๆ จนร่างกายคุ้นชินก็อาจจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่มีอาการก็ได้ ส่วนอาการของระดับน้ำตาลสูงได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว แต่ไม่ว่าจะมีอาการอย่างไร อาจารย์อยากให้เจาะเลือดตรวจด้วย อย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 167 เดือนกันยายน 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : มะเร็งตับ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกรกฎาคม 2561 รศ. นพ.บุญชู  ศิริจินดากุล

เรื่อง     “มะเร็งตับ”

การบรรยายครั้งนี้อาจารย์มาพูดเรื่องมะเร็งตับ โดยจะเน้นสาเหตุของมะเร็งตับที่มาจากความอ้วน เพราะมะเร็งตับมีหลายแบบ

ในตับของคนเรามีทั้งเซลตับ เซลเส้นเลือด เซลท่อน้ำดี และเซลอื่นๆ อีกเป็นจนวนมาก การที่ตับของเรามีหลายๆ เซลล์นี้ทำให้มีโอกาสที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ทั้งหมด

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารในกระบวนการของร่างกาย และรับเลือดทั้งหมดมาทางระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็นลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ม้าม ตับอ่อน ดังนั้นมะเร็งในช่องท้องเองก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ ทะเร็งเต้านม มะเร็งปอดก็ชอบกระจายตัวมาที่ตับ เพราะฉะนั้นมะเร็งที่พบมากที่สุดที่ตับคือ มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่ตับ ซึ่งเรียกว่ามะเร็งทุติยภูมิคือเป็นการแพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่นมาที่เซลตับ

ในวันนี้อาจารย์จะเน้นบรรยายเกี่ยวกับมะเร็งตับ ที่เกิดจากเซลตับเอง ที่เรียกว่ามะเร็งปฐมภูมิ  ตับคนเรากว่าที่จะเป็นมะเร็งได้ต้องมีภาวะตับแข็ง ตับแข็งไม่ใช่เนื้อของตับแข็ง แต่ตับแข็งในทางการแพทย์คือ การมีอาการบาดเจ็บที่ตับจนกระทั่งกระบวนการทางร่างกายมีการซ่อมแซมที่ตัวตับ จนเนื้อตับกลายเป็นตะปุ่มตะป่ำเหมือนหนังคางคกและภาวะตับแข็งนี้เป็นบ่อเกิดของมะเร็งตับ

ตับ

ตับอยู่ตรงไหนในร่างกาย? ตับอยู่ตรงชายโครงด้านขวาด้านบนใต้ราวนมของเราลงมา ด้านขวาของเราเป็นตับ ด้านซ้ายจะเป็นกระเพาะอาหาร สภาพตับของคนเราก็เหมือนตับหมู ควรมีสีชมพูแดง และมีผิวที่เรียบ ขอบคมเป็นสภาพตับที่มีคุณภาพดี

สมาชิกชมรมเบาหวานที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุ หากท่านใดมีอาการจุก เสียด แน่นท้อง บริเวณชายโครงด้านขวา ไปหาหมอแล้วถ้าหากหมอไม่ตรวจโดยละเอียด แล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอาจารย์แนะนำให้เปลี่ยนหมอเพราะวัยนี้เป็นโรคกรเพาะยากแล้ว  แต่มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งตับได้ หากไม่รู้ว่าเป็นมะเร็งปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ถึงขั้นมีอาการตาเหลืองก็เป็นหนักมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งตับ

  1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี คนเชื้อสายจีนติดเชื้อไวรัสบีสูงที่สุดในโลก คนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นจะเป็นเชื้อไวรัสซี
  2. คนอ้วน คนตัวเล็กพุงป่องมีไขมันในช่องท้องเยอะ หากก้มมองไม่เห็นหัวแม่เท้าตัวเองจัดว่าอ้วน และคนที่เป็นเบาหวานในชนิดที่ใช้ยากิน
  3. กินเชื้อรา Aflatoxin ที่พบมากในพริกป่น ถั่วลิสง ซึ่งต้องกินเป็นกระสอบถึงเป็น
  4. โรคทางพันธุกรรม Alpha 1-antitrypsin ที่พบได้น้อยในเมืองไทย
  5. การดื่มสุรา จนตับพังเป็นตับแข็ง

อุบัติการณ์ของความอ้วน ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นปัญหาทุพโภชนาการที่พบมากที่สุดในโลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลกในปี 2557 พบว่าร้อยละ 39 ของผู้ใหญ่ในโลกนี้มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน

ผลกระทบของโรคอ้วนต่อสุขภาพ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคของระบบต่างๆ มากมาย ระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ภาวะหัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง ระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ(นอนกรน) คนอ้วนจะหลับง่ายแต่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นเนื่องจากการนอนกรนทำให้สมองขาดอากาศ มีออกซิเจนในสมองต่ำ ตื่นมาจะมึนงงเวียนหัวเพราะคุณภาพการนอนที่ไม่ดี ระบบทางเดินอาหาร เช่น นิ่วในถุงน้ำดี โรคกรดไหลย้อน ไขมันเกาะตับ ระบบต่อมไร้ท่อและนรีเวช เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ระบบข้อและกล้ามเนื้อ เช่น ข้อเสื่อม เก๊าท์ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เนื่องจากไขมันเช่น เต้านม มดลูก/ปากมดลูก (เหตุผลที่ผู้หญิงอ้วนมีโอกาสเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นเพราะไขมันที่เยอะๆ จะเปลี่ยนไปเป็นฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยที่หมดประจำเดือนแล้วทำให้เกิดการกระตุ้นเซลที่ควรจะฝ่อตามวัยแล้วมาแบ่งตัวใหม่ทำให้กลายเป็นมะเร็ง) ลำไส้ใหญ่ ตับ ไต รวมไปถึงสุขภาพจิต เช่น รู้สึกเสียความมั่นใจในการเข้าสังคม ภาวะซึมเศร้าเป็นต้น

เหตุผลที่ทำให้คนอ้วนเป็นมะเร็งตับ

  1. คนอ้วนตะเกิดแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งเกิดการผลิตสารที่ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
  2. คนอ้วนจะมีไขมันเยอะทำให้มีภาวะไขมันเกาะตับ จนเกิดการอักเสบของเซลตับที่ทำให้เป็นมะเร็งตับ
  3. คนเป็นเบาหวานที่ไม่ควบคุมปริมาณการกินของตัวเอง แต่ใช้วิธีเพิ่มปริมาณยาแทน การกินเยอะทำให้ร่างกายต้องผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่มีฤทธิ์กดให้ระดับน้ำตาลลงออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งฮอร์โมนอินซูลินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นตับให้แบ่งตัวกลายเป็นมะเร็งตับซึ่งจะใช้เวลา 10-20 ปีในการก่อให้เกิดเป็นมะเร็ง คนไข้เบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งตับในอนาคตร่วมด้วย
  4. คนอ้วนจะมีภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะกระตุ้นให้เป็นมะเร็งตับได้ด้วยเช่นกัน

ความอ้วนไม่ดี เราจึงควรช่วยรณรงค์ให้ตัวเรา สมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้าง ไม่ให้อ้วน

มะเร็งตับมีอาการอะไรบ้าง? ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ, ถ้ามีอาการ อาการไม่ค่อยจำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย, อาการของตับแข็ง, มะเร็งตับแตก คือ เนื้องอกปริ แตก เลือดออกในท้อง จะปวดท้องเฉียบพลัน รุนแรง ต้องไปรพ.ทันที

การรักษามะเร็ง วิธีที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด เพราะจะทำให้อัตราการอยู่รอดมากกว่า 5 ปีมีมากกว่า 70% แต่ถ้าผ่าตัดไม่ได้อัตราการอยู่รอดถึง 5 ปี มีประมาณ 30% การผ่าตัดขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายไม่เกี่ยวกับอายุ อายุสูงสุดที่อาจารย์เคยผ่าตัดตับคือ อายุ 93 ปี / กินยารักษาไวรัส / ลดน้ำหนัก / เน้นอาหารโปรตีน / ยา รักษามะเร็งตับ

จริงหรือไม่ การกินเนื้อสัตว์แล้วเป็นมะเร็ง? ไม่จริง เพราะทางการแพทย์ไม่เคยตรวจพบว่าการกินเนื้อสัตว์แล้วจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่กรรมวิธีการปรุงอาหารที่เกิดไฮโดรคาร์บอน เช่น ปิ้ง ย่าง  ต่างหากที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง และเซลมะเร็งไม่กินโปรตีน เซลมะเร็งกินน้ำตาล ยิ่งกินหวาน, กินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าไหร่ต่างหากยิ่งทำให้เป็นมะเร็ง

คนสูงอายุเป็นคนที่ต้องการโปรตีนมากกว่าคนปกติเพราะคนวัยนี้เซลจะสลายเร็วกว่าวัยที่เด็กกว่า การที่ร่างกายจะสร้างเซลใหม่ได้ต้องมาจากโปรตีน คนปกติที่จะอยู่ดีมีสุขได้นั้นขึ้นอยู่กับมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย คนที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าจะมีอายุยืนกว่าคนที่มีมวลกล้ามเนื้อน้อย และกล้ามเนื้อก็คือโปรตีน

คนอ้วนเกิดจากการกินเกินกว่าที่เราใช้ การลดความอ้วนจึงต้องลดปริมาณอาหารที่กินเป็นสำคัญ  การออกกำลังกายในวัยนี้จึงไม่ใช่เพื่อการลดน้ำหนักแต่เพื่อให้หัวใจแข็งแรง ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น ต้องออกในระดับที่หนักพอ ออกให้ได้อย่างน้อย 300 นาทีต่อสัปดาห์ซึ่งไม่เหมาะกับวัยของสมาชิกชมรมเบาหวานแล้ว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 166 เดือนสิงหาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมิถุนายน 2561 รศ. ดร.ปรียา ลีฬหกุลและทีมงาน

เรื่อง     “อร่อยได้ อร่อยดี กับเบาหวาน”

กิจกรรมเสวนาในเดือนนี้ อาจารย์ปรียาให้สมาชิกแต่ละกลุ่มออกมารายงานการบ้านที่ทุกกลุ่มได้รับมอบหมาย

โดยกลุ่มคนรักษ์สุขภาพได้ทำรายงานเกี่ยวกับ อาหารดัชนี้น้ำตาลต่ำ มาดังนี้

อานุภาพของน้ำตาล – ร่างกายคนเราต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อเปลี่ยนเป็นกลูโคสหรือน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง พูดง่ายๆ คือ สมองของเราจำเป็นต้องมีน้ำตาลในเลือดจึงจะทำงานได้ เพราะฉะนั้นร่างกายจึงต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ตลอดเวลา

เมื่อใดก็ตามที่น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป (มากกว่า 200 มก./ดล.) ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนหลายรูปแบบ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะบ่อย เพราะเมื่อระดับน้ำคาลสูงจะมีการขับน้ำตาลออกมาทางปัสสาวะ

ในทางกลับกัน หากน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป (น้อยกว่า 40 มก./ดล.) ร่างกายจะเตือนโดยแสดงอาการให้เรารู้สึกเหงื่อแตก ใจสั่น เวียนหัว หรือหมดสติได้

ดัชนีน้ำตาล – เป็นระบบตัวเลขที่วัดความเร็วของคาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสแล้วดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด คิดค้นโดย ดร.เจนกินส์ ในปี 2525 โดยได้นิยามค่าดัชนี้น้ำตาลเอาไว้ว่า เป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร

เราเคยเชื่อกันว่า น้ำตาลกลูโคสคือสิ่งที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด แต่ในปี 2533 พบว่ายังมีสารอาหารอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดและสามารถเพิ่มได้มากกกว่ากลูโคสอีกด้วย

ค่าดัชนี้น้ำตาล GI ต่ำกว่า 55 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ

ค่าดัชนีน้ำตาล GI 56-69 ถือว่า เป็นค่าดัชนี้น้ำตาลปานกลาง

ค่าดัชนีน้ำตาล GI มากกว่า 70 ถือว่า เป็นค่าดัชนีน้ำตาลสูง

อาหารที่มีค่า GI สูงจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ที่ต่ำกว่า และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงเร็วกว่าอาหารที่มีค่า GI ต่ำกว่า โดยที่ร่างกายจะรู้สึกอิ่มไม่นาน ดังนั้นเราจึงควรเลือกกินอาหารกากใยสูง มีความหวานน้อยจึงจะดีจ่อสุขภาพและร่างกายของเรา

33653605_10214914791517579_9000438447936110592_n

รายการอาหารลดไขมันโคเลสเตอรอล แต่ละกลุ่มได้มีการนำเสนอเมนูอาหารและวิธีการทำได้อย่างน่าสนใจมากโดยหลังจากนำเสนอแล้ว อาจารย์ก็จะแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู แกงจืดผักรวมใส่เนื้อปลา

กลุ่มสดชื่น นำเสนอเมนู ปลานึ่งมะนาว

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู นำพริกปลาทู

ทั้ง 3 กลุ่มนี้อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า การเลือกวัตถุดิบจากปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันโคเลสเตอรอลต่ำ และเลือกกรรมวิธีที่ดี เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ซึ่งจะไม่เป็นการเพิ่มไขมันให้มากขึ้น

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู ต้มซุปไก่เนื้อสะโพก

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกอกไก่เพราะมีปริมาณไขมันโคเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อสะโพก

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู ลาบปลาทู

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรเลือกรับประทานกับผักใบเขียว ผักที่มีกากใยสูง เพราะจะช่วยชลอการดูดซึมของไขมันโคเลสเตอรอลได้

รายการขนมลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งควรรับประทานในปริมาณน้อย

กลุ่มวัยสวย นำเสนอเมนู ขนมครกไรซ์เบอรี่

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากกะทิ เป็นกะทิธัญพืช และจากน้ำตาลทราย เป็นน้ำตาลหญ้าหวาน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มดอกไม้บาน นำเสนอเมนู วุ้นอัญชัน, วุ้นอัญชันมะนาว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า มีการเปลี่ยนจากน้ำตาลทรายเป็น น้ำตาลเทียมหรือน้ำตาลหญ้าหวาน และมีการใช้มะนาวมาช่วยทั้งในเรื่องสีและการรสชาติซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มรุ่งอรุณ นำเสนอเมนู วุ้นมะพร้าว

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า ควรใช้รสหวานจากมะพร้าวธรรมชาติโดยไม่มีการเติมน้ำตาล หรือเติมหญ้าหวานในปริมาณน้อย และควรรับประทานในปริมาณไม่มาก ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้

กลุ่มคนรักษ์สุขภาพ นำเสนอเมนู กล้วยแคลเซียม

อาจารย์มีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากใช้กล้วยน้ำว้าสุก ต้องระวังปริมาณที่จะรับประทาน

สูตรอาหารจากกลุ่มสดชื่น

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 165 เดือนกรกฏาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “ตัวเลขหยุดโรค”

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

Know Your Number การรู้ตัวเลขของเราเองจะทำให้เราดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้ หรือเรียกสั้นๆ ว่าตัวเลขหยุดโรค ไม่มีใครอยากมีโรคเพิ่ม แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะอายุเราเพิ่มขึ้น แต่เราก็สามารถที่จะหยุดโรคหรือไม่เพิ่มโรคได้ด้วยการรู้ตัวเลขของ น.ค.ร. 2 ส. และรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ จะทำให้หยุดโรคหรือป้องกันไม่ให้เรามีโรคเพิ่มได้

น. น้ำหนัก ตัวเลขของน้ำหนักเมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายแล้วไม่เกิน 25 วิธีคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง(เซนติเมตร)ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร เมื่อคำนวณดัชนีมวลกายแล้วได้ 60/(160)2 = 25.39 เกิน 25 แสดงว่าต้องลดน้ำหนักตัวลงอีกตัวเลขที่ได้ไม่เกิน 25 ถึงจะหยุดโรคได้

ค. ความดัน ตัวเลขความดันวัดที่โรงพยาบาลไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ตัวเลขความดันวัดที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มม.ปรอท เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าหากตัวเลขสูงเกินกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ถ้าใครต้องการลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งด้วย ตัวเลขความดันไม่ควรเกิน 120/80 มม.ปรอท

วิธีวัดความดัน ควรถลกแขนเสื้อขึ้นเพราะถ้าแขนเสื้อหนาค่าความดันอาจผิดพลาดได้ หากเพิ่งเดินมา ให้นั่งพัก3-5 นาทีก่อนวัดความดัน เวลานั่งพักให้นั่งพิงพนักเก้าอี้ เท้าวางกับพื้น ห้ามพูดขณะวัดความดัน เวลาที่วัดความดันที่บ้านให้วัดตอนตื่นนอนและก่อนนอน ควรจดและพกสมุดจดมาให้คุณหมอดูทุกครั้งที่มาตามนัด

ร. รอบเอว ตัวเลขต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง เช่น สูง 160 เซนติเมตร รอบเอวต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร ควรวัดทุกๆ 2-3 เดือน

ส. ไม่สูบบุหรี่ ตัวเลขคือ 0

ส. ไม่สุรา ตัวเลขคือ 0

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนเพิ่มยาความดัน ต้องให้คุณหมอวัดความดันในท่ายืนเพื่อเปรียบเทียบกับท่านั่งก่อนปรับยา เพราะการวัดความดันในท่านอน-ท่านั่ง-ท่ายืน ค่าความดันในท่ายืนจะสูงที่สุดเพราะหัวใจจะต้องบีบแรงที่สุด (ยีราฟความดันสูงกว่าคน)  ถ้ายืนแล้วความดันต่ำกว่าท่านั่ง หรือต่างกันไม่เดิน 20 มม.ปรอท ห้ามเพิ่มยาลดความดันเพราะจำทำให้เกิดอาการวูบล้ม เป็นลมหมดสติได้

การนอน คนนอนดึกตื่นสายมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน, กล้ามเนื้อหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่า และหากเป็นโรคเบาหวานก็ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่กว่าคนนอนหัวค่ำ ตื่นย่ำรุ่ง ใครที่นอนดึก ควรฝึกปรับนิสัยการนอนใหม่ คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ เพราะไม่หยุดคิดและเดินไม่มากพอ เราสามารถแก้ปัญหาการนอนไม่หลับด้วยการเดิน

การเดิน คนในยุคปัจจุบันต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 7,500 ก้าว แต่ถ้าจะให้ดีต้อง 10,000 ก้าวขึ้นไป หากยังนอนไม่หลับให้เพิ่มจำนวนก้าวจนถึงจุดที่หัวถึงหมอนแล้วเราหลับได้ คือ จำนวนก้าวที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา

เราจะรู้จำนวนก้าวของเราได้อย่างไร? สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือได้ หรือใช้เครื่องนับก้าวเดินที่สามารถหาซื้อได้ในร้านไดโซะได้ หรือปัจจุบันมีนาฬิกาที่นับจำนวนก้าวได้

คำถาม : กินยาความดันมานานมาก มาวัดความดันที่โรงพยาบาลค่าก็ปกติทุกครั้ง จะหยุดยาความดันได้หรือไม่?

คำตอบ : ให้ตรวจวัดความดันที่บ้านเพื่อหาค่าความดันปกติของตัวเองก่อน โดยวัดความดันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ตื่นมาขับถ่ายเสร็จก็มาวัดความดัน 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที เพราะเป็นช่วงที่เรายังไม่ได้กินยา และ

วัดความดันก่อนนอน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที การวัดความดันที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญเพราะการวัดความดันคือการวัดชีวิตของเรา และชีวิตของเราอยู่ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงพยาบาล เมื่อวัดความดันแล้วให้จดค่าไว้ทุกครั้งโดยให้วัดติดกันอย่างน้อย 7 วันต่อเดือน หรือทุกวัน พกสมุดที่จดมาให้แพทย์ที่รักษาพิจารณาว่าจะสามารถหยุดลดหรือหยุดยาความดันได้หรือไม่

คำถาม : ค่าความดันป้องกันมะเร็งได้อย่างไร?

คำตอบ : คราวที่แล้วอาจารย์ได้นำผลการวิจัยมาอธิบายและให้สมาชิกลองทำแบบสอบถามกันไปแล้ว จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าคนที่มีค่าความดันปกติ 120/80 มม.ปรอท นั้นโอกาสของการเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่มีความดันสูง           ค่า 120/80 มม.ปรอท

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

คำถาม : อยากควบคุมเบาหวาน ไม่ให้น้ำตาลสูง ต้องทำยังไง?

คำตอบ :  เวลาเจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูง แนะนำให้พิจารณา 4 ปัจจัยคือ งดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ทำไมต้องงดของหวาน ทุกครั้งที่เจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูงแสดงว่าเรากินของหวานมากเกินไป ของหวานในที่นี้คือ ขนม น้ำ และอาหารที่มีรสชาติหวานมากกว่าข้าว ถ้าเราอยากให้น้ำตาลเราไม่สูง เราต้องงดของหวานเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง

ทำไมต้องทานผักใบเขียว เพราะ 1. ผักใบเขียวช่วงลดการดูดซึมน้ำตาล ทำให้น้ำตาลไม่สูงหลังอาหาร ปริมาณที่กินผักใบเขียวในหนึ่งมื้อคืออย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ถ้ากินถึง 1 ฝ่ามือแล้วระดับน้ำตาลยังสูง ให้เพิ่มเป็น 2 ฝ่ามือ 2. มีงานวิจัยแล้วว่าผักใบเขียวช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลได้ ผักสีอื่นหรือการกินผัก 5 สีไม่มีการศึกษาในคนแล้วพบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเลย จึงขอเน้นว่าต้องเป็นผักใบเขียวเท่านั้น จะเลือกกินสุกก็ได้แต่ต้องกินอย่างน้อย 1 ฝ่ามือต่อมื้อ ถ้าจะกินดิบต้องกินอย่างน้อย 2 ฝ่ามือต่อมื้อ

ทำไมต้องเคี้ยวจนเพลิน เรากินอาหาร 1 คำควรเคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน อาหารชิ้นเดียวกันเคี้ยว 2 คำแล้วกลืน กับเคี้ยว 15ครั้งแล้วกลืน เวลาที่เรากินเร็ว เคี้ยวน้อย กลืนเร็ว ระดับน้ำตาลจะสูงมากกว่า การกินให้ช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้น แล้วกลืน โดยประเทศญี่ปุ่นได้ทำงานวิจัยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลติดตัวตลอด 24 ชม. ค่าน้ำตาลของการกินช้า เคี้ยวละเอียด กลืนช้า ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ขึ้น  ค่อยๆ ดูดซึม ต่างจากการเคี้ยวน้อยกินเร็ว น้ำตาลจะสูงขึ้นทันที (มีสมาชิกหลายท่าน “รู้สึก” ขัดแย้งกับ “ความรู้” ที่อาจารย์อธิบาย อาจารย์อธิบายว่าอาจารย์ต้องใช้ “ความรู้” ที่มีหลักฐานมีการพิสูจน์ทำการวิจัยในคนมาบอก เพราะถ้าใช้ความรู้สึก ความรู้อาจารย์จะสึก อาจารย์แนะนำว่าอย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้สมาชิกทดสอบด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ตรวจวัดน้ำตาลของตัวเองหลังอาหาร 2 ชั่วโมงเองดูก่อน)

ทำไมต้องเดินหลังอาหาร มีการศึกษาพบว่าคนที่เป็นเบาหวานหรือว่าที่จะเป็นเบาหวาน เมื่อหลังกินอาหารเสร็จแล้วเดินหลังอาหาร 15 นาที ระดับน้ำตาลจะน้อยกว่าคนที่กินแล้วนั่งเฉยๆ รวมทั้งมีการศึกษาเปรียบเทียบการเดินก่อนกินอาหารและเดินหลังกินอาหาร การเดินหลังกินอาหารทำให้ระดับน้ำตาลสูงน้อยกว่า เราถึงมีคำโบราณว่า เดินย่อยหลังอาหาร (มีสมาชิกถามว่าปั่นจักรยานได้ไหมออกกำลังกายเหมือนกัน การเดินผ่านการศึกษาในคนจำนวนมากมาแล้วว่า การเดินหลังอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้จริง อาจารย์ให้สมาชิกทดลองปั่นจักรยานและเดินเปรียบเทียบด้วยตัวเอง โดยให้เจาะเลือดหลังอาหาร 2 ชม. สมาชิกไม่จำเป็นต้องเชื่ออาจารย์แต่ควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง อาจารย์เน้นย้ำมากเรื่อง เราควรใช้ความรู้ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความรู้สึกที่คิดเอาเอง)

วิธีตรวจสอบด้วยตัวเองว่ากินแป้งเยอะเกินไปในมื้อนั้นหรือไม่? ให้เจาะเลือดหลังกินอาหารคำสุดท้าย 2 ชั่วโมง คนไม่เป็นเบาหวานตัวเลขไม่ควรเกิน 140 มก./ดล. คนเป็นเบาหวานไม่ควรเกิน 180 มก./ดล. ถ้าเกิน หมายความว่ามื้อที่ผ่านมาเรากินแป้งหรือของหวานเยอะเกินไป กินผักน้อยไป เคี้ยวเร็วเกินไป เดินน้อยเดินไป มื้อถัดไปเราควรงดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 163 เดือนพฤษภาคม 2561