ลักข์ฟังมาเล่า : “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนธันวาคม 2560 รศ. นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน กระบวนการดูดซึมอาหารในร่างกายมนุษย์

จากภาพร่างกายของมนุษย์ กระบวนการการดูดซึมอาหารจะเริ่มต้นที่ปาก อาหารเมื่อผ่านปากก็จะเป็นฟัน การบดเคี้ยวอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก คนที่เป็นเบาหวานอาจารย์แนะนำให้กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด และค่อยๆ กลืน เนื่องจากในปากของเรามีต่อมน้ำลายซึ่งมีน้ำลายและน้ำย่อยที่สามารถย่อยสารอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลได้ เพราะฉะนั้นร่างกายเราจะสามารถดูดซึมน้ำตาลได้ตั้งแต่ที่กระพุ้งแก้มแล้ว จากนั้นอาหารจะไหลลงสู่หลอดอาหารลงมาที่กระเพาะ กระเพาะทำหน้าที่พักอาหารและย่อยอาหาร ในกระเพาะจะมีน้ำย่อยที่ย่อยอาหารให้ละเอียดเล็กลง จากนั้นก็เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งก็จะมีน้ำย่อยที่ไหลออกมาจากตับอ่อน มีตับและท่อน้ำดี ซึ่งท่อน้ำดีผลิตน้ำดีออกมาช่วยย่อยสลายไขมัน การที่ลำไส้ของเรายาวหลายฟุตก็เพื่อเป็นการดูดซึม ความเร็วของการเคลื่อนตัวของอาหารมีผลต่อระดับน้ำตาล ถ้าเรากินอาหารที่เคลื่อนตัวได้เร็ว ดูดซึมได้เร็ว น้ำตาลจะสูง แต่ถ้าการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ น้ำตาลก็จะขึ้นอย่างข้าๆ การที่น้ำตาลจะดูดซึมได้เร็วหรือช้าก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ถ้าเรากินอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนเยอะ กระบวนการย่อยก็จะช้าใช้เวลานาน ถ้าเรากินอาหารที่มีแป้งเยอะ ไขมันน้อย โปรตีนน้อย ก็จะดูดซึมเร็ว เช่น คนที่กินขนมปังขาว ก็จะหิวเร็ว น้ำตาลสูง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว  และเมื่ออาหารเคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ก็จะมีอาหารเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นกากอาหารซึ่งจะเริ่มมีการดูดซึมน้ำกลับเข้าไปใหม่และรวมตัวกันเป็นของแข็งจนมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลายก็จะกลายเป็นก้อนอุจจาระที่เราขับถ่ายออกมา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวกับโรคเบาหวานทั้งสิ้น

ส่วนอวัยวะที่ต้องเน้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานโดนตรงคือ “ตับอ่อน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ

ตับอ่อน

  1. สร้างเอนไซม์น้ำย่อย สำหรับย่อยสลายน้ำตาล, แป้งและโปรตีน
  2. สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานโดยตรง ในตับอ่อนมีต่อมที่เรียกว่า Islet of Langerhans – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    เป็นกลุ่มเซลเล็กๆ จำนวนมากmujกระจายเป็นกลุ่มเหมือนเกาะอยู่ทั่วไปในตับอ่อน ต่อมนี้จะมีเบต้าเซลที่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินเมื่อมีน้ำตาลในร่างกาย ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายของเรา  (ตามภาพตรงกลางคือเบต้าเซลล์ที่อยู่ตรงกลาง ขอบๆ คือแอลฟ่าเซลล์ที่สร้างกลูคากอน) คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 คือคนที่ไม่มีเบต้าเซล ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้หรือผลิตได้น้อยมาก คนเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิตถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ หรือปัจจุบันการรักษาสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

 

ฮอร์โมนอินซูลินหลังออกมาเวลาไหน?

น้ำตาลในร่างกายมาจากไหน? ฮอร์โมนอินซูลินหลั่งออกมาเวลาไหน? เมื่ออาหารลงไปในลำไส้ ลำไส้จะมีการดูดซึมน้ำตาลขึ้นมา ซึ่งน้ำตาลที่ถูกดูดซึมในลำไส้จะส่งสัญญาณไปที่ตับอ่อนว่าน้ำตาลกำลังจะสูงขึ้น ตับอ่อนมีหน้าที่ตรวจจับน้ำตาล เมื่อมีน้ำตาลในเลือดตับอ่อนก็จะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมา โดยอินซูลินและน้ำตาลจะทำงานร่วมกันโดยเก็บน้ำตาลไว้ที่ตับเป็นด่านแรก เพราะฉะนั้นถ้าตับเรามีปัญหาการควบคุมน้ำตาลก็จะมีปัญหา ตับเป็นอวัยวะที่เก็บน้ำตาลและปล่อยน้ำตาล ตับเป็นเหมือนโกดังขนาดใหญ่และทำหน้าที่เหมือนกับเป็นแก้มลิง เวลาที่เรากินอาหารได้น้ำตาลมา ตับก็เก็บเอาไว้ เวลาเราอดอาหาร ตับก็จะปล่อยน้ำตาลออกมาได้ด้วย

ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย

ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากเบต้าเซลไม่มี แล้วเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอะไร?

ร่างกายของคนเราทุกคนต้องเอาน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน แต่น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเซลของร่างกายได้เอง ต้องมีฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวนำพาให้น้ำตาลเข้าไปสู่เซล ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย ในปัจจุบันค้นพบว่าคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ เกิดจาก

  1. 1. อินซูลินที่ผลิตได้มีปริมาณลดลง ไม่ถึงกับหมดไป แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  2. อินซูลินที่ผลิตได้ออกฤทธิ์ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้ หรือที่เรียกว่าภาวะต้านอินซูลินหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ในคนธรรมดา อินซูลินปล่อยออกมาจากตับอ่อนทำหน้าที่ไขกุญแจเพื่อปล่อยให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานได้ คนธรรมดาจะมีอินซูลินที่เหมาะสมกับระดับน้ำตาลเราก็จะควบคุมระดับน้ำตาลให้ไม่สูงได้ มีน้ำตาลเยอะก็ปล่อยอินซูลินเยอะ มีน้ำตาลน้อยก็ปล่อยอินซูลินน้อย น้ำตาลจะถูกนำเอาไปใช้ได้หมด ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายไม่มีอินซูลิน ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอินซูลินทำงานไม่ได้เรียกว่าเป็นภาวะต้านอินซูลิน และเมื่อเป็นเบาหวานนานหลายคนก็จะมีภาวะของการผลิตอินซูลินได้น้อยลงอีกด้วย ทำให้คนที่เป็นเบาหวานมานานต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเพราะอินซูลินผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

คำถามจากสมาชิก : เบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือไม่?

คำตอบจากอาจารย์ :โรคเบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เพราะจากการติดตามคนที่เป็นเบาหวานพบว่าจะมีสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้อง หลายๆ คนในวงศ์ตระกูลเป็นเบาหวานด้วย แสดงว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเบาหวานชนิดที่ 2 มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแรงกว่าเบาหวานชนิดที่ 1  และถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ (ประมาณ 7-8%) แต่ในครอบครัวที่ไม่มีกรรมพันธุ์ ทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานได้ (เป็นโรคเบาหวานจากพฤติกรรมของเราเอง 10-20%)

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด การขึ้น-ลงจะขึ้นอยู่กับการกินอาหาร ประเภทของอาหารที่กิน ตับปล่อยน้ำตาลออกมาเยอะหรือไม่? ร่างกายของเราใช้น้ำตาลเยอะหรือเปล่า? เช่น น้ำตาลในช่วงกลางคืน ในขณะที่เรานอนอยู่ระดับน้ำตาลไม่ได้เกิดจากการกินแต่เกิดจากการที่ตับปล่อยน้ำตาลออกมา หลังจากตื่นนอนและกินข้าวเช้าแล้ว ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น สูงจากอาหารที่เรากิน แล้วระดับน้ำตาลก็จะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เรากินข้าวกลางวัน ระดับน้ำตาลจึงไม่เป็นเส้นตรงได้ทั้งวัน

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด

ระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นแค่ไหนขึ้นอยู่กับอะไร?  ขึ้นอยู่กับว่าเรากินแป้งในมื้อนั้นๆ เยอะแค่ไหน!

ระดับน้ำตาลในคนปกติ ก่อนอาหารจะไม่เกิน 100 มก./ดล. และหลังอาหารจะไม่เกิน 140 มก./ดล. คนที่เริ่มเป็นเบาหวานใหม่ๆ ระดับน้ำตาลหลังอาหารจะขึ้นมากว่า 140 มก./ดล.ให้เห็นก่อน คุณหมอจึงจะทำการตรวจสอบด้วยการให้กินน้ำหวาน หรือให้มาตรวจน้ำตาลโดยไม่ต้องงดอาหารการมาก่อน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานแน่ๆ แล้ว น้ำตาลหลังจากที่อดอาหาร 8 ชม.เกิน 126 มก./ดล.แล้ว ระดับน้ำตาลหลังอาหารอาจจะสูงได้ถึง 2-300 มก./ดล. เพราะฉะนั้นคนเป็นเบาหวานต้องรู้ว่า เจาะเลือดเจาะเวลาไหน การแปลผลเลือดจะได้แปลถูก และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

อาการของโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ (ค่าปกติจะอยู่ที่ 70 มก./ดล. และไม่เกิน 140 มก./ดล.) โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ สูงขึ้น จนเมื่อสูงถึง 180-200 มก./ดล.ไตก็จะเก็บน้ำตาลไม่ไหว ไตของคนเราเหมือนเขื่อนกั้นน้ำ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งก็จะล้น เมื่อระดับน้ำตาลสูงถึงจุดนี้ก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะ ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ รู้สึกเพลีย ผอมลง แม้น้ำตาลเราจะสูงแต่เราจะผอมลงเพราะเซลนำน้ำตาลไปใช้ในร่างกายไม่ได้ เมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหารหรือน้ำตาล ร่างกายก็จะผ่ายผอมลง

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

หลังจากการบรรยายภาพสไลด์ อาจารย์ได้เปิดวิดีโอที่เป็นการ์ตูนและวิดีโอเกี่ยวกับเบาหวานโดยได้อธิบายตามไปด้วย ในภาพหมวดหมู่อาหารหลักๆ ที่เรากินคือ หมวดข้าวแป้งและน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต  สุดท้ายจะถูกน้ำย่อยสลายกลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงสำหรับการดูดซึมคือ น้ำตาลเป็นน้ำตาลในเลือด ในหมวดนี้มีข้าว ขนมปัง ของหวาน นม และผลไม้, หมวดเนื้อสัตว์หรือโปรตีน จะถูกย่อยจากโปรตีนขนาดใหญ่ไปเป็นหน่วยเล็กลงเรียกว่ากรดอามิโนที่ใช้ในการดูดซึมของร่างกาย, และหมวดไขมัน

คำถามของสมาชิก :  การออกกำลังกายช่วยอะไร?

คำตอบของอาจารย์ : น้ำตาลที่ถูกดูดซึมไว้ใช้เป็นพลังงาน บางส่วนจะถูกเก็บเอาไว้ที่ตับ แต่เพราะตับเก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อก็เก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่ไขมัน ซึ่งไขมันเก็บได้ไม่จำกัด สามารถที่จะขยายตัวไปได้เรื่อยๆ ในรูปของไขมันไตรกลีเซอไรด์ การขยายตัวของไขมันได้ไม่จำกัดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่กินเยอะจึงอ้วน ทั้งตับ กล้ามเนื้อและไขมัน จะทำหน้าที่ได้เหมือนกันคือ เก็บกักน้ำตาลและปล่อยน้ำตาลที่เก็บไว้ออกมา การออกกำลังกายส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น กล้ามเนื้อขยายตัวมากขึ้น ทำให้เก็บและใช้น้ำตาลได้มากขึ้น  คำถามของสมาชิก : เมื่อออกกำลังกาย ร่างกายใช้น้ำตาลหรือไขมัน?

คำตอบของอาจารย์ : การออกกำลังกายจะช่วยคุมทั้งระดับน้ำตาลและไขมัน เมื่อเริ่มต้นเดินออกกำลัง ในช่วง 15 นาทีแรกร่างกายจะใช้น้ำตาลที่มาจากตับก่อน ในช่วง 15-30 นาทีร่างกายเริ่มใช้น้ำตาลจากกล้ามเนื้อ ในช่วง 30 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะดึงน้ำตาลมาใช้จากไขมัน ดังนั้นหากใครต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและลดไขมันจึงต้องใช้เวลาในการออกมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานที่เกิดจากระดับน้ำตาลที่สูง ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นภาวะที่ไม่ดี เพราะน้ำตาลจะไปจับกับเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นการเชื่อม น้ำตาลจะอยู่ในเลือด เลือดอยู่ในหลอดเลือด ด่านแรกที่ถูกเชื่อมก็คือหลอดเลือดของเราน้ำตาลจะไปเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ตา ไต เส้นประสาท เมื่อการเชื่อมนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน โครงสร้างของร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลอดเลือด หลอดเลือดเป็นอวัยวะที่ถูกเชื่อมแล้วแย่ ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบ ทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ตามัวเพราะหลอดเลือดตาเสียหาย ชาปลายมือปลายเท้า เกิดการตืดเชื้อบ่อยเพราะระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย น้ำตาลเป็นอาหารที่เชื้อโรคชอบ ผิวหนังและผมก็มีเลือดไปเลี้ยง คนที่เป็นเบาหวานแล้วน้ำตาลสูงก็จะมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานหรือคุมได้

ดวงตา เป็นอวัยวะเดียวที่สามารถมองเห็นหลอดเลือดได้ ทำให้คุณหมอสามารถมองเห็นได้ว่าหลอดเลือดของเรามีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง  หมอตาจึงเป็นคนที่สามารถสังเกตเห็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้รวดเร็วมาก หลอดเลือดฝอยที่มีเลือดออกในผู้ที่เป็นเบาหวาน หากปล่อยให้เลือดออกซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดพังผิดและพังผิดก็จะดึงจอประสาทตาให้หลุดลอก จะทำให้ตาบอดถาวร

ไต คนที่เป็นเบาหวานลงไตจึงมีโปรตีนรั่วออกมาทำให้เกิดภาวะฉี่เป็นฟอง ซึ่งนานวันเข้าก็จะเป็นโรคไตวาย

เส้นประสาทเสื่อมและตาย เส้นประสาทที่เสื่อมก็จะทำให้เราไม่มีความรู้สึกและเลือดก็มาเลี้ยงไม่ได้ จะมีอาการชาปลายเท้า ปลายมือ จนไม่มีความรู้สึก เป็นเหตุให้รูปเท้าผิดปกติหรือหากเส้นเลือดตีบจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงเป็นเหตุให้เนื้อตายต้องตัดนิ้วหรือตัดขาได้

คำถามของสมาชิก : ทำไมเวลาเป็นไข้แล้วน้ำตาลสูง?

คำตอบของอาจารย์ : เวลาเราไม่สบาย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย รวมถึงทำให้ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนกลูคากอน ฮอร์โมนคอร์ติซอล โกรทฮอร์โมน ที่ปกติมีผลให้ระดับน้ำตาลสูงทำงานผิดปกติไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกายในช่วงที่เราไม่สบายทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น เมื่อเราหายจากการเป็นไข้ ไม่สบาย ระดับฮอร์โมนต่างๆ ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 159 เดือนมกราคม 2561

 
Advertisements

ลักข์ฟังมาเล่า การใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

เรื่อง     “การใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

บรรยายเรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุ ให้กับชมรมเบาหวานรพ.จุฬาลงกรณ์

บรรยายเรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย ให้กับชมรมเบาหวานรพ.จุฬาลงกรณ์

หลังจากรอคอยกันมาเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็ได้เวลาที่สมาชิกชมรมฯ รอคอยอีกแล้ว ในเดือนนี้ทางชมรมฯ ได้รับเกียรติจาก ผศ.นพ.พิสนธ์ จงตระกูล ที่ตั้งใจมาให้ความรู้กับสมาชิกชมรมโดยเฉพาะเลย

เริ่มต้นกันที่ อาจารย์หมอพิสนธ์ มีเอกสารมาแจก 2 แผ่น โดยแผ่นแรกมี QR Code ที่อาจารย์ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อสมาชิกชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาฯ เอาไว้ศึกษาหรือปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา และหากใครใช้ Facebook สามารถติดตามข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ที่เพจ Rational Drug Use (RDU) ที่อาจารย์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (สยส.) แก่ประชาชนทั่วไป

อาจารย์ยังให้เคล็ดไม่ลับสำหรับการใช้ยาในผู้สูงอายุด้วยว่า “ใช้ยาน้อยชนิด การใช้ยาน้อยชนิดได้จะปลอดภัยกับตัวเอง และวิธีที่จะทำให้ใช้ยาน้อยคือการช่วยเหลือตัวเองด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็ได้ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ทุกครั้งที่ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายจะมีการใช้น้ำตาลและอินสุลิน ซึ่งนอกจากจะทำให้ใช้ยาน้อยชนิดแล้ว ยังช่วยให้ใช้น้อยในปริมาณด้วย เพราะฉะนั้นการใช้ยาไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมอ แต่ขึ้นอยู่กับเราช่วยเหลือตัวเองมากน้อยแค่ไหน หลีกเลี่ยงยาอันตราย ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ แม้กระทั่งยาสมุนไพรก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้ ต่ำได้ และทำลายตับและไตได้เช่นกัน ก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเราเอง  ขนาดยาเหมาะสม สภาพร่างกายของเราทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ไตของเราจะเสื่อมลงตามอายุ ปริมาณยาที่กินจำเป็นต้องเปลี่ยนชนิดหรือลดปริมาณยาลง โดยแพทย์จะเป็นคนดูแลในเรื่องนี้ แต่เราก็ควรช่วยเตือนคุณหมอด้วยเช่นกัน ปรับปรุงรายการยาสม่ำเสมอ เมื่อสูงอายุมากขึ้นหลายคนมีหมอประจำตัวมากขึ้น เราควรจดรายชื่อยาที่เรากินทั้งหมดพกติดตัวไว้ และยื่นให้คุณหมอดูทุกครั้งเพราะมียาบางชนิดไม่ควรกินร่วมกัน การมีใบรายชื่อที่เรากินทุกชนิดจะช่วยให้คุณหมอพิจารณายาให้เราได้ถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น” ส่วนเอกสารแผ่นที่ 2  นั้นุเป็นเอกสารที่มีฉลากยาเสริมสำหรับยาเบาหวานชนิดต่างๆ ที่คนเป็นเบาหวานควรรู้จะได้กินยาเบาหวานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

 

 

 

ก่อนจบการบรรยาย อาจารย์เปิดภาพให้ดูว่าเหตุผลสำคัญที่เราทุกคนควรตระหนักถึงเรื่องการใช้ยา โดยเฉพาะการใช้ยาปฎิชีวนะ เพราะมีการทำวิจัยแล้วพบว่าปัญหาของเชื้อดื้อยาเป็นภัยเท่าก่อการร้าย ในปี 2050 ทั่วโลกจะมีคนตายจากเชื้อดื้อยา 3 วินาทีต่อคน             จากนั้นจึงเป็นการตั้งคำถามจากสมาชิก ที่มีคำถามน่าสนใจหลายคำถามเลย

กิจกรรม "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" เรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” เรื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานอย่างปลอดภัย

สมาชิก  :           สมุนไพรที่ส่งต่อกันว่ารักษาเบาหวานได้ ที่ส่งกันในไลน์เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน? และจะกินเพื่อรักษาเบาหวานได้หรือไม่?

อ.พิสนธิ์            :           เชื่อถือไม่ได้เลย และขอแนะนำว่าอย่าเชื่อและอย่ากิน ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปทดลองกินสมุนไพรเหล่านั้น สมุนไพรบางอย่างมีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้จริง แต่ก็มีสมุนไพรหลายชนิดที่ทำให้น้ำตาลสูง รู้กันหรือเปล่าว่ามีชนิดไหนบ้าง? คนบอกซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ให้กินสมุนไพร ที่เขารู้หรือเปล่าว่าสมุนไพรมีผลข้างเคียงต่อตับ ต่อไตได้เช่นกัน? ยาที่หมอจ่ายให้ทุกครั้ง หมอจะดูจากโรคที่คนไข้เป็น ยาที่คนไข้ใช้ ผลเลือดจากการรักษาครั้งก่อน น้ำหนัก ส่วนสูง ระยะเวลาของโรคที่เป็นเพื่อระวังทั้งชนิดและปริมาณยาที่คนไข้จำเป็นต้องใช้ และเหมาะสมกับร่างกาย การที่คนไข้ไปกินสมุนไพรโดยไม่รู้ปริมาณที่กินที่แน่นอนสามารถส่งผลให้ทั้งน้ำตาลต่ำและสูงได้นั้น หมอผู้รักษาก็จะงง และจะทำให้ปรับยาได้ไม่เหมาะสม ซึ่งผลเสียจะตกอยู่ที่ตัวคนไข้ทั้งหมด

สมาชิก  :           ถ้าน้ำตาลเราอยู่ในเกณฑ์ เราจะใช้สมุนไพร และเลิกยาของโรงพยาบาลได้ไหม?
อ.พิสนธิ์            :           ต้องขอรายละเอียดชื่อยา ขนาดยา ทุกชนิดที่ได้รับจากโรงพยาบาลและผลการตรวจน้ำตาลย้อนหลังมาดูก่อน และต้องบอกชื่อสมุนไพรรวมถึงวิธีใช้ยามาด้วย ความปลอดภัยในชีวิตของคนไข้จากการใช้ยา คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับหมอ หมอจึงต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนตามความเป็นจริง

สมาชิก  :           ทำไมยารักษาเบาหวานที่ใช้มานานจึงถูกเปลี่ยน?

อ.พิสนธิ์                        :           เนื่องจากยาเบาหวานบางชนิดออกฤทธิ์ยาว 24 ชม. แต่เมื่ออายุเปลี่ยน ไตเสื่อมสภาพตามอายุ หรือหากคุณหมอพิจารณาแล้วว่าเริ่มมีภาวะเสื่อมของไต จำเป็นต้องเปลี่ยนยาที่ออกฤทธิ์สั้นลง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำจากการสะสมของยา การปรับเปลี่ยนยาคือเพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เป็นหลัก
สมาชิก              :           ทำไมรู้สึกคันที่ผิวหนัง แต่เป็นแผลก็หายเร็ว
อ.พิสนธิ์                        :           ถ้าค่า A1C อยู่ในเกณฑ์ เป็นแผลก็หายเร็วแล้ว ในผู้สูงอายุที่รู้สึกคันที่ผิวหนังนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ทั้งจากชั้นไขมันที่ลดลงทำให้ความชุ่มชื่นมีน้อย รวมทั้งอากาศในช่วงที่ผ่านมาร้อนมาก นอกจากการทาโลชั่นแล้ว การใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้บนผิวจะช่วยลดและบรรเทาอาการคันลงได้

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับเดือนมิถุนายน 2559