ลักข์ฟังมาเล่า : “ตัวเลขหยุดโรค”

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

Know Your Number การรู้ตัวเลขของเราเองจะทำให้เราดูแลสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้ หรือเรียกสั้นๆ ว่าตัวเลขหยุดโรค ไม่มีใครอยากมีโรคเพิ่ม แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะอายุเราเพิ่มขึ้น แต่เราก็สามารถที่จะหยุดโรคหรือไม่เพิ่มโรคได้ด้วยการรู้ตัวเลขของ น.ค.ร. 2 ส. และรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ จะทำให้หยุดโรคหรือป้องกันไม่ให้เรามีโรคเพิ่มได้

น. น้ำหนัก ตัวเลขของน้ำหนักเมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกายแล้วไม่เกิน 25 วิธีคำนวณค่าดัชนีมวลกายคือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง(เซนติเมตร)ยกกำลังสอง เช่น น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 160 เซนติเมตร เมื่อคำนวณดัชนีมวลกายแล้วได้ 60/(160)2 = 25.39 เกิน 25 แสดงว่าต้องลดน้ำหนักตัวลงอีกตัวเลขที่ได้ไม่เกิน 25 ถึงจะหยุดโรคได้

ค. ความดัน ตัวเลขความดันวัดที่โรงพยาบาลไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ตัวเลขความดันวัดที่บ้านไม่ควรเกิน 135/85 มม.ปรอท เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าหากตัวเลขสูงเกินกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงของโรค แต่ถ้าใครต้องการลดโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งด้วย ตัวเลขความดันไม่ควรเกิน 120/80 มม.ปรอท

วิธีวัดความดัน ควรถลกแขนเสื้อขึ้นเพราะถ้าแขนเสื้อหนาค่าความดันอาจผิดพลาดได้ หากเพิ่งเดินมา ให้นั่งพัก3-5 นาทีก่อนวัดความดัน เวลานั่งพักให้นั่งพิงพนักเก้าอี้ เท้าวางกับพื้น ห้ามพูดขณะวัดความดัน เวลาที่วัดความดันที่บ้านให้วัดตอนตื่นนอนและก่อนนอน ควรจดและพกสมุดจดมาให้คุณหมอดูทุกครั้งที่มาตามนัด

ร. รอบเอว ตัวเลขต้องไม่เกินส่วนสูงหารสอง เช่น สูง 160 เซนติเมตร รอบเอวต้องไม่เกิน 80 เซนติเมตร ควรวัดทุกๆ 2-3 เดือน

ส. ไม่สูบบุหรี่ ตัวเลขคือ 0

ส. ไม่สุรา ตัวเลขคือ 0

เรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนเพิ่มยาความดัน ต้องให้คุณหมอวัดความดันในท่ายืนเพื่อเปรียบเทียบกับท่านั่งก่อนปรับยา เพราะการวัดความดันในท่านอน-ท่านั่ง-ท่ายืน ค่าความดันในท่ายืนจะสูงที่สุดเพราะหัวใจจะต้องบีบแรงที่สุด (ยีราฟความดันสูงกว่าคน)  ถ้ายืนแล้วความดันต่ำกว่าท่านั่ง หรือต่างกันไม่เดิน 20 มม.ปรอท ห้ามเพิ่มยาลดความดันเพราะจำทำให้เกิดอาการวูบล้ม เป็นลมหมดสติได้

การนอน คนนอนดึกตื่นสายมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน, กล้ามเนื้อหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตายมากกว่า และหากเป็นโรคเบาหวานก็ควบคุมระดับน้ำตาลได้แย่กว่าคนนอนหัวค่ำ ตื่นย่ำรุ่ง ใครที่นอนดึก ควรฝึกปรับนิสัยการนอนใหม่ คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ เพราะไม่หยุดคิดและเดินไม่มากพอ เราสามารถแก้ปัญหาการนอนไม่หลับด้วยการเดิน

การเดิน คนในยุคปัจจุบันต้องเดินให้ได้อย่างน้อยวันละ 7,500 ก้าว แต่ถ้าจะให้ดีต้อง 10,000 ก้าวขึ้นไป หากยังนอนไม่หลับให้เพิ่มจำนวนก้าวจนถึงจุดที่หัวถึงหมอนแล้วเราหลับได้ คือ จำนวนก้าวที่เหมาะสมสำหรับตัวเรา

เราจะรู้จำนวนก้าวของเราได้อย่างไร? สำหรับคนที่มีโทรศัพท์มือถือสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือได้ หรือใช้เครื่องนับก้าวเดินที่สามารถหาซื้อได้ในร้านไดโซะได้ หรือปัจจุบันมีนาฬิกาที่นับจำนวนก้าวได้

คำถาม : กินยาความดันมานานมาก มาวัดความดันที่โรงพยาบาลค่าก็ปกติทุกครั้ง จะหยุดยาความดันได้หรือไม่?

คำตอบ : ให้ตรวจวัดความดันที่บ้านเพื่อหาค่าความดันปกติของตัวเองก่อน โดยวัดความดันหลังจากตื่นนอนตอนเช้า ตื่นมาขับถ่ายเสร็จก็มาวัดความดัน 2 ครั้งห่างกัน 1 นาที เพราะเป็นช่วงที่เรายังไม่ได้กินยา และ

วัดความดันก่อนนอน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 นาที การวัดความดันที่บ้านเป็นเรื่องสำคัญเพราะการวัดความดันคือการวัดชีวิตของเรา และชีวิตของเราอยู่ที่บ้านไม่ใช่ที่โรงพยาบาล เมื่อวัดความดันแล้วให้จดค่าไว้ทุกครั้งโดยให้วัดติดกันอย่างน้อย 7 วันต่อเดือน หรือทุกวัน พกสมุดที่จดมาให้แพทย์ที่รักษาพิจารณาว่าจะสามารถหยุดลดหรือหยุดยาความดันได้หรือไม่

คำถาม : ค่าความดันป้องกันมะเร็งได้อย่างไร?

คำตอบ : คราวที่แล้วอาจารย์ได้นำผลการวิจัยมาอธิบายและให้สมาชิกลองทำแบบสอบถามกันไปแล้ว จากงานวิจัยนั้นชี้ให้เห็นว่าคนที่มีค่าความดันปกติ 120/80 มม.ปรอท นั้นโอกาสของการเป็นมะเร็งน้อยกว่าคนที่มีความดันสูง           ค่า 120/80 มม.ปรอท

ตัวเลขหยุดโรค โดย ผศ. นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

คำถาม : อยากควบคุมเบาหวาน ไม่ให้น้ำตาลสูง ต้องทำยังไง?

คำตอบ :  เวลาเจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูง แนะนำให้พิจารณา 4 ปัจจัยคือ งดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ทำไมต้องงดของหวาน ทุกครั้งที่เจาะน้ำตาลในเลือดแล้วสูงแสดงว่าเรากินของหวานมากเกินไป ของหวานในที่นี้คือ ขนม น้ำ และอาหารที่มีรสชาติหวานมากกว่าข้าว ถ้าเราอยากให้น้ำตาลเราไม่สูง เราต้องงดของหวานเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลสูง

ทำไมต้องทานผักใบเขียว เพราะ 1. ผักใบเขียวช่วงลดการดูดซึมน้ำตาล ทำให้น้ำตาลไม่สูงหลังอาหาร ปริมาณที่กินผักใบเขียวในหนึ่งมื้อคืออย่างน้อย 1 ฝ่ามือ ถ้ากินถึง 1 ฝ่ามือแล้วระดับน้ำตาลยังสูง ให้เพิ่มเป็น 2 ฝ่ามือ 2. มีงานวิจัยแล้วว่าผักใบเขียวช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลได้ ผักสีอื่นหรือการกินผัก 5 สีไม่มีการศึกษาในคนแล้วพบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานเลย จึงขอเน้นว่าต้องเป็นผักใบเขียวเท่านั้น จะเลือกกินสุกก็ได้แต่ต้องกินอย่างน้อย 1 ฝ่ามือต่อมื้อ ถ้าจะกินดิบต้องกินอย่างน้อย 2 ฝ่ามือต่อมื้อ

ทำไมต้องเคี้ยวจนเพลิน เรากินอาหาร 1 คำควรเคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน อาหารชิ้นเดียวกันเคี้ยว 2 คำแล้วกลืน กับเคี้ยว 15ครั้งแล้วกลืน เวลาที่เรากินเร็ว เคี้ยวน้อย กลืนเร็ว ระดับน้ำตาลจะสูงมากกว่า การกินให้ช้าลง เคี้ยวให้นานขึ้น แล้วกลืน โดยประเทศญี่ปุ่นได้ทำงานวิจัยใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลติดตัวตลอด 24 ชม. ค่าน้ำตาลของการกินช้า เคี้ยวละเอียด กลืนช้า ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ขึ้น  ค่อยๆ ดูดซึม ต่างจากการเคี้ยวน้อยกินเร็ว น้ำตาลจะสูงขึ้นทันที (มีสมาชิกหลายท่าน “รู้สึก” ขัดแย้งกับ “ความรู้” ที่อาจารย์อธิบาย อาจารย์อธิบายว่าอาจารย์ต้องใช้ “ความรู้” ที่มีหลักฐานมีการพิสูจน์ทำการวิจัยในคนมาบอก เพราะถ้าใช้ความรู้สึก ความรู้อาจารย์จะสึก อาจารย์แนะนำว่าอย่าเพิ่งเชื่อ แต่ให้สมาชิกทดสอบด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว ตรวจวัดน้ำตาลของตัวเองหลังอาหาร 2 ชั่วโมงเองดูก่อน)

ทำไมต้องเดินหลังอาหาร มีการศึกษาพบว่าคนที่เป็นเบาหวานหรือว่าที่จะเป็นเบาหวาน เมื่อหลังกินอาหารเสร็จแล้วเดินหลังอาหาร 15 นาที ระดับน้ำตาลจะน้อยกว่าคนที่กินแล้วนั่งเฉยๆ รวมทั้งมีการศึกษาเปรียบเทียบการเดินก่อนกินอาหารและเดินหลังกินอาหาร การเดินหลังกินอาหารทำให้ระดับน้ำตาลสูงน้อยกว่า เราถึงมีคำโบราณว่า เดินย่อยหลังอาหาร (มีสมาชิกถามว่าปั่นจักรยานได้ไหมออกกำลังกายเหมือนกัน การเดินผ่านการศึกษาในคนจำนวนมากมาแล้วว่า การเดินหลังอาหารสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลได้จริง อาจารย์ให้สมาชิกทดลองปั่นจักรยานและเดินเปรียบเทียบด้วยตัวเอง โดยให้เจาะเลือดหลังอาหาร 2 ชม. สมาชิกไม่จำเป็นต้องเชื่ออาจารย์แต่ควรพิสูจน์ด้วยตัวเอง อาจารย์เน้นย้ำมากเรื่อง เราควรใช้ความรู้ที่พิสูจน์ได้ มากกว่าความรู้สึกที่คิดเอาเอง)

วิธีตรวจสอบด้วยตัวเองว่ากินแป้งเยอะเกินไปในมื้อนั้นหรือไม่? ให้เจาะเลือดหลังกินอาหารคำสุดท้าย 2 ชั่วโมง คนไม่เป็นเบาหวานตัวเลขไม่ควรเกิน 140 มก./ดล. คนเป็นเบาหวานไม่ควรเกิน 180 มก./ดล. ถ้าเกิน หมายความว่ามื้อที่ผ่านมาเรากินแป้งหรือของหวานเยอะเกินไป กินผักน้อยไป เคี้ยวเร็วเกินไป เดินน้อยเดินไป มื้อถัดไปเราควรงดของหวาน ทานผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 163 เดือนพฤษภาคม 2561

โฆษณา

เป็นเบาหวาน ทำไมต้องไปหาหมอเป็นประจำ?

เมื่อวันก่อนไปหาหมอเบาหวานตามนัด ที่เราต้องพบกันเป็นประจำทุก 3 เดือน ปีนึงจะได้เจอหน้าคุณหมอ 4 วัน (วันละ 5 นาที) จาก 365 วันใน 1 ปี

ตอนเป็นเด็ก ไม่ชอบที่จะไปหาหมอเลย เวลาก็ผ่านไปเร็วมาก แป้บเดียวต้องไปเจอหน้าหมออีกแล้ว เบาหวานก็คุมได้ไม่ดี ต้องมาฟังคุณหมอพูดเตือนคำเดิมๆ อีกแล้ว เคยนึกในใจว่าหมอไม่รู้สึกเบื่อบ้างหรือยังไงกัน

แต่พอโตมารู้ความมากขึ้น ระยะเวลาของการเป็นโรคเบาหวานที่มากกว่าครึ่งชีวิต ประสบการณ์การดูแลตัวเอง คุณแม่และสมาชิกในครอบครัว ทำให้คุ้นชินกับบุคคลากรทางการแพทย์มากขึ้น เลยมีโอกาสพูดคุยทักทายกันนอกเรื่องโรคมากขึ้น จนรู้สึกว่าโชคดีที่เป็นเบาหวาน!

เพราะข้อดีที่สุดของการเป็นเบาหวานที่เป็นโรคเรื้อรังคือ ความรักและความผูกพันกับบุคคลากรทางการแพทย์ที่เห็นเราเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนสมาชิกในครอบครัว 😀 พาตัวเองไปหาหมอ คุณหมอก็จะถามถึงคุณแม่เสมอ เพราะตอนที่ยังเป็นเด็กคุณแม่จะเป็นคนพาเราไปหาหมอทุกครั้ง

การมีโรคนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก แต่เมื่อเป็นโรคแล้ว การทำใจ การยอมรับ การเปิดใจ เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำให้ได้ เพราะจะช่วยให้การอยู่กับโรคของเราไม่ยาก ลำบาก และทุกข์ทนจนเกินไป

ตอนเป็นเด็ก รู้สึกจริงๆ ว่าการไปหาหมอไม่มีประโยชน์อะไร หมอดูผลเลือดเสร็จ ก็เอาพูดในรูปแบบเดิมซ้ำๆ ซึ่งกว่าจะฟัวแล้วเข้าใจว่า หมอพูดไม่ซ้ำกันเลย เพราะหมอจะดูผลเลือดของเราด้วยความตั้งใจทุกครั้ง จะอธิบายให้ฟังว่าอยู่ในเกณฑ์หรือไม่อย่างไร มีอะไรที่เราควรปรับปรุงแก้ไข มีอะไรที่เราควรดำเนินชีวิตเช่นนั้นต่อไป สิ่งที่หมอพยายามอธิบายให้เราฟังในแต่ละครั้งที่พบกัน ผลประโยชน์ของเราเองล้วนๆ เลย เราจำได้ไหม? เราจดบันทึกกันไว้บ้างหรือเปล่า?

Follow up diaryล่าสุดที่ลักข์ไปหาหมอเบาหวาน ได้รู้คำตอบที่แอบสงสัยมานานว่าก่อนเข้าห้องตรวจ เจ้าหน้าที่พยาบาลก็วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก แล้วจดในแฟ้มแล้วทุกครั้ง แต่เข้าห้องตรวจทีไร คุณหมอจะขอวัดความดันอีกที พร้อมทั้งขอจับชีพจรด้วย หลังจากคุณหมอชมว่าค่าไตดี ความดันดี การเต้นของชีพจรสม่ำเสมอ ถามหมอให้หายคาใจดีกว่าว่าทำไมคุณหมอถึงใส่ใจมากกว่าค่าน้ำตาล ทำไมต้องวัดความดันซ้ำ

คุณหมอบอกว่า ลักข์เป็นเบาหวานมานานเกือบ 30 ปีแล้ว และตอนนี้เริ่มเข้าสู้วัยผู้สูงอายุเบื้องต้น โรคความดันสูงอาจจะมาเยี่ยมเยือนแล้วอยู่ด้วยได้ทุกเมื่อ จึงต้องคอยเฝ้าระวังเอาไว้ เพราะหากเผลอปล่อยให้มีภาวะความดันสูงโดยไม่ดูแล ระยะเวลาเพียง 2 ปี ก็จะทำให้หลอดเลือดแข็งได้

ห๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา หมออออออ ไม่เข้าใจค่ะ ให้หมออธิบายใหม่ ไหนว่าหลอดเลือดคนเป็นเบาหวานจะเสียหายถ้าไม่คุมน้ำตาลให้ดีไงคะ? ความดันสูงเกี่ยวอะไรด้วย???

คุณหมอบอกว่าโรคความดันสูงนี้สำคัญนัก เพราะเป็นเรื่องของการสูบฉีดและการดันเลือด ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและไตโดยตรง หากเป็นโรคความดันสูง แล้วไม่ดูแล หลอดเลือดจะเริ่มมีปัญหา หลอดเลือดจะแข็งตัวขึ้นโดยใช้ระยะเวลา 2 ปี ยิ่งสะสมไว้นานเส้นเลือดก็จะยิ่งแข็งตัว กว่าที่หลายคนจะรู้ว่าโรคความดันสูงอันตรายก็มักเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดฝัน เช่นเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจวาย ฯลฯ ได้แต่ร้องเสียดาย ถ้ารู้อย่างนี้จะกินยาความดัน จะใส่ใจดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ แต่ก็ไม่เคยมีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้สักราย

ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็อยากบอกเพื่อนๆ ที่มักจะชอบผลัดผ่อนแก้ตัวเสมอว่าลืมกินยา ลืมไปตามนัดของหมอ เบื่อที่หมอเอาแต่พูดเรื่องเดิมๆ เบื่อที่หมอบ่นแต่เรื่องโรคซ้ำๆ ว่า ที่หมอพูดเพราะหมอห่วงเรา เพราะหมอเรียนมาจนรู้ว่าหากเราไม่ดูแลตัวเองวันนี้ในอนาคตเราจะเป็นยังไง เพราะหมอเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่ต้องเจอกับผู้ป่วยนับหมื่นคนใน 1 ปี รวมทั้งที่หมอได้รับรู้ รับฟัง ช่วยเหลือ ดูแล รักษา ผู้ป่วยที่มีปัญหาจากเส้นเลือดแข็งตัวจนเกิดปัญหาเพราะผู้ป่วยยนั้นไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเอง

เคยมีเพื่อนบอกว่าหมอที่รักษาน่ารัก ไม่ว่าเขาจะเกเรมากแค่ไหน ทั้งลืมกินยา ทั้งไม่ไปหาหมอตามนัด เพราะลืมประจำ หมอก็ยังไม่เบื่อที่จะคอยเตือนทุกครั้งที่ได้เจอ … ลักข์บอกเพื่อนไปว่าอย่าทิ้งขว้างความห่วงใยของหมอ อย่าไม่เห็นคุณค่าของความปรารถนาดีที่หมอใส่ใจ ตั้งใจ ดูแลรักษาเราด้วยคำว่าลืม ด้วยคำว่าเบื่อ ด้วยคำว่าขี้เกียจ ด้วยการไม่ไปตามนัดเลย

การเป็นเบาหวานแล้วต้องไปหาหมอติดตามอาการเป็นประจำ ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราสำหรับปัจจุบันและอนาคต เราคือคนที่จะได้รับผลคนเดียวเต็มๆ ว่าแล้ว อย่าลืมกินยา อย่าลืมไปหาหมอตามนัดครั้งต่อไป และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรค ถามหมอได้ ไม่ต้องเก็บความสงสัยไว้นะคะ เพราะเราจะได้ความรู้เพิ่มอย่าที่คาดไม่ถึงทีเดียว 😀