ลักข์ฟังมาเล่า : “การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม 2561  อ.นพ.สีหธัช งามอุโฆษ

เรื่อง     “การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ”

การดูแลข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ อันที่จริงไม่ต้องบอกว่าผู้สูงอายุก็ได้ เพราะถ้ายังไม่สูงอายุข้อเข่าก็ยังไม่เสื่อม ข้อเข่าเสื่อมคือ การเสื่อมสภาพของข้อเข่าของร่างกาย

ข้อเข่าที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ

  1. งอได้ ขยับได้ดี นั่งยองๆ ได้ เคลื่อนไหวได้ดี
  2. ไม่รู้สึกปวด
  3. ข้อเข่ามีความมั่นคง แต่ละก้าวที่เดินมีความมั่นคง มั่นใจ ไม่ล้ม

ข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการใดหนึ่งต่อไปนี้ หรือหลายอย่างรวมกัน

  1. ข้อเข่าขัดๆ ฝืดๆ ขยับยาก โดยเฉพาะในช่วงเช้า หรือช่วงที่ต้องอยู่กับที่นานๆ เมื่อขยับแล้วรู้สึกติดขัด
  2. ขยับแล้วมีเสียง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาข้อเข่าเสื่อม
  3. มีความรู้สึกปวด ซึ่งมักเป็นอาการที่ทำให้รู้สึกทนไม่ได้ต้องมาหาหมอ
  4. ลักษณะผิดไปจากเดิม เข่าบวม ใหญ่ขึ้น โก่ง งอ เหยียดได้ไม่สุด

ข้อเข่าของคนเราประกอบไปด้วย กระดูกต้นขา 1 กระดูกหน้าแข้ง 1 ลูกสะบ้า 1 กระดูกอ่อนหรือผิวข้อที่เคลือบกระดูก (ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล ปัญหาของข้อเสื่อมจริงๆ ไม่ใช่ความผิดปกติของกระดูก แต่เป็นความผิดปกติของตัวกระดูกอ่อน ที่กระดูกอ่อนมีความสึกหรอหรือถูกทำลายไปทำให้การเคลื่อนไหวจึงเริ่มติดขัด เมื่อกระดูกอ่อนสึกหรอไปมากๆ จนทำให้กระดูกขบกันก็จะทำให้รู้สึกเจ็บ) เส้นเอ็น และหมอนรองข้อ

ลักษณะของข้อเข่าเสื่อม

ลักษณะของคนเข่าเสื่อมมี 2 ลักษณะ คือ ขาโก่งมีลักษณะปลายเท้าชิดเข่าไม่ชิด เกิดจากการที่กระดูกอ่อนด้านในสึกทำให้ถ่ายน้ำหนักไปอีกข้าง ขาจึงโก่งออกมากขึ้นเรื่อยๆ และ ขาเกมีลักษณะเข่าชนกันปลายเท้าแยกออก เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการให้รีบมาหาหมอให้เร็วที่สุดอย่าอดทนรอจนมีลักษณะมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น รักษายากขึ้น

ผลของข้อเข่าเสื่อม

  1. ปวดเข่าเวลาเดินหรือลงน้ำหนัก
  2. ผู้ป่วยไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่
  3. ไม่สามารถออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาได้ เมื่อการเคลื่อนไหวทำได้ยากขึ้น จะส่งผลทำให้สุขภาพโดยรวมลดถอยลง จนทำให้โรคประจำตัวต่างๆ ที่มีกำเริบขึ้นมาได้ มีโอกาสเสียชีวิตได้

ชนิดของข้อเข่าเสื่อม

  1. ข้อเสื่อมแบบปฐมภูมิ เกิดขึ้นโดยไม่มีความผิดปกติหรือโรคต่างๆ ในข้อเข่านั้นมาก่อน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

  • อายุมาก
  • น้ำหนักมาก (อ้วน)
  • ใช้งานมาก เช่น จากการทำงานหนักแบกหาม หรือเล่นกีฬาหนัก วิ่งเร็ว กระโดดแรง
  • กรรมพันธุ์
  1. ข้อเสื่อมแบบทุติยภูมิ เกิดขึ้นตามหลังความผิดปกติในข้ออื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ กระดูกหัก มักเกิดขึ้นในคนอายุน้อย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

  • เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน จนทำให้กระดูกหักเข้าข้อ, เอ็นเข่าขาด
  • กระดูกอ่อนถูกทำลายจากโรคอื่น เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์, SLE มีการติดเชื้อในข้อ โรคฮีโมฟีเลีย

การป้องกันข้อเข่าเสื่อม

  1. ไม่เล่นกีฬาหักโหมโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพอาจจะมีความจำเป็น แต่ถ้าเป็นการเล่นกีฬาเพื่อออกกำลังกายไม่ควรหักโหมจนบาดเจ็บ
  2. ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้เกินค่าดัชนีมวลกายปกติ
  3. ไม่ใช้งานหนัก ถ้าเป็นการทำงานโดยอาชีพอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่งาน หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง
  4. ไม่แก่ไม่เฒ่าไม่เจ็บไม่ป่วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครห้ามกฎทางธรรมชาติได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเข่าเสื่อม

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพียงเริ่มต้นลดน้ำหนักตัวลงเพียง 5% ก็สามารถช่วยลดอาการปวดลงได้จนรู้สึกได้ชัดเจน
  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ไม่หักโหมจนเกิดการบาดเจ็บ
  3. หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้ปวดขา ไม่ว่าจะเป็นการคุกเข่า, นั่งยอง, ขึ้น-ลงบันไดมากเกินความจำเป็น
  4. ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ใส่สนับเข่า นั่งรถเข็น

การรักษาข้อเข่าเสื่อม

  1. การรักษาโดยการใช้ยา
  • ยาแก้ปวด พาราเซตามอลลดอาการปวดที่ไม่รุนแรงได้ดีหาได้ง่าย และยาที่มีส่วนประกอบคล้ายฝิ่น แก้ปวดได้ดี หากใช้เป็นประจำอาจติดได้
  • ยาลดการอักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์ มีแบบฉีดและยาเม็ด และไม่ใช้สเตียรอยด์ ซึ่งมีผลข้างเคียงไม่ควรใช้บ่อยและควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่หากกินเป็นระยะเวลานานโดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์จะมีผลข้างเคียง เช่น ปวดท้อง เป็นแผลในกระเพาะไตวาย ตับวาย
  • สารโปรตีนบำรุงข้อ มีราคาสูง ใช้ได้ดีในผู้ที่มีอาการเข่าเสื่อมเล็กน้อยถึงปานกลาง ถ้าเข่าเสื่อมมากใช้ไม่ได้ผล เป็นโปรตีนสังเคราะห์ให้เหมือนโปรตีนในข้อ โปรตีน Glucosamine มีทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงละลายน้ำได้ สามารถบรรเทาอาการปวดลงได้ ทำให้ผู้ป่วยใช้ยาแก้ปวดหรือยาลดการอักเสบในปริมาณลดลง และโปรตีนบำรุงข้อแบบฉีดนิยมเรียกกันว่าน้ำไขข้อเทียม สามารถบรรเทาอาการปวดได้ 6 เดือนถึง 1 ปี
  1. การรักษาด้วยการผ่าตัด คุณหมอจะทำการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมก็ต่อเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ล้มเหลวแล้ว มีการผ่าตัด ตั้งแต่ผ่าตัดผ่านกล้องส่องข้อ -> ผ่าตัดจัดเรียงกระดูก -> ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (มีทั้งแบบเปลี่ยนข้อเข่าทุกส่วน และ เปลี่ยนข้อเข่าเพียงบางส่วน)
Advertisements

ลักข์ฟังมาเล่า : “โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนโรจน์

เรื่อง     “โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม”

“โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสม” โดยผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนโรจน์

โรคร้ายแห่งการพอกพูนสะสมเป็นชื่อหนังสือที่อาจารย์เขียนให้กับมูลนิธิหมอชาวบ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียกของ NCD (Non-Communicable Diseases) ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

โรค NCD หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้แก่ โรคเบาหวาน เกิดจากการสะสมพอกพูนน้ำตาล โรคความดันเกิดจากการสะสมความเค็ม เกลือโซเดียม สะสมน้ำหนัก สะสมความเครียด โรคไขมันเกิดจากการสะสมตอเรสเตอรอลถ้ามีมากไปทำให้หลอดเลือดเราตีบ บุหรี่สะสมสารก่อมะเร็ง ทั้งมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม อ้วนพีมีพุงเกิดจากสะสมแป้ง น้ำตาล ไขมัน กินมากไปใช้ไม่หมดทำให้สะสมอยู่ที่พุง ทำให้พุงใหญ่ และสะสมที่ตับ ทำให้ไขมันพอกตับ อัมพาตเกิดจากการสะสมในหลอดเลือดสมอง  ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบจนตนจนแตกและตาย หลอดเลือดหัวใจพอกพูนไขมัน ทำให้หลอดเลือดตีบและตัน หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ เสียชีวิตได้ มะเร็งเกิดจากการพอกพูนสารพิษ จนทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเราบกพร่อง ภูมิต้านทานเก็บกินเซลมะเร็งไม่ไหว โรคปอดเรื้อรังเกิดจากการสะสมสารพิษในปอด ซึ่งโรค NCD เหล่านี้เป็นโรคที่ป้องกันได้ทั้งสิ้น

สาเหตุการตายของคนไทย 3 สาเหตุหลักคือ 1. อุบัติเหตุ ที่เกิดจากการประมาทขาดสติในการขับขี่ยวดยานพาหนะ 2. ติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย 3. จากโรค NCD เบาหวาน ไขมัน ความดัน

และสาเหตุที่ทำให้คนไทยตายเยอะที่สุดคือ จากโรคร้านแห่งการพอกพูนสะสม! หรือ โรค NCD หรือ โรคติดต่อไม่เรื้อรังคือ เบาหวาน ความดันฯ ไขมัน บุหรี่ อ้วนพีมีพุง อัมพาต หลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง เป็นตัวเลขสูงถึง 71% เรียกว่าทุกๆ 6 นาที มีคนตายด้วยโรค NCD 4 คน!

ยุค Thailand 4.0 คืออะไร? เป็นการแบ่งยุคตามอุตสาหกรรม อย่าง Thailand 1.0 คือ การใช้วัวควายทำไร่ทำนา ไม่มีไฟฟ้าใช้ Thailand 2.0 มีไฟฟ้าใช้ มีเครื่องมือที่ต้องใช้ไฟฟ้า Thailand 3.0 ยุคดิจิตัลที่มีเครื่องมือที่มีตัวเลข Thailand 4.0 คือการเอาทั้งหมดมารวมกันโดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมทำให้โลกไม่มีพรมแดนอีกต่อไปแล้ว ซึ่งประเทศไทยก็คือ ยุคที่เราใช้อินเตอร์เน็ตแม้กระทั่งในเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย ถ้าเราอยากอยู่ในยุค 4.0 ราต้องเข้าถึงอินเตอร์เน็ตให้ได้ด้วย

NCD 1.0 คือ การรักษา เมื่อเราเจ็บป่วยเราก็ไปหาหมอเพื่อทำให้เราหายป่วย โดยการรักษษามีจุดประสงค์เพื่อหายป่วยไว NCD 2.0 การรักษาเพียงเพื่อหายป่วยไวนั้นไม่พอ การรักษาจะต้องเป็นไปเพื่อรักษาแล้วให้กลับมาดีเหมือนเดิม NCD 3.0 คือการป้องกัน ไม่ให้กลับมาป่วย NCD 4.0 คือเมื่อเราเจ็บป่วยแล้ว สิ่งที่เราทุกคนต้องการคือ หายป่วยไว รักษาให้เหมือนเดิม ไม่อยากพิการ ไม่อยากกลับมาป่วยอีก และไม่เพิ่มโรค  ซึ่งทั้ง 4 อย่างนี้ คุณหมอทำได้เพียงรักษาให้หายได้ ช่วยฟื้นฟูให้เหมือนเดิมได้เพียงบางส่วนอีกส่วนคือคนไข้ต้องทำเอง แต่การจะไม่ให้กลับมาป่วยอีก

และไม่เพิ่มโรคนั้น หมอทำให้ไม่ได้ คนไข้ต้องทำด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะไม่มีใครทำแทนได้ คุมเบาหวานแทนไม่ได้ คุมไขมัน ความเครียดแทนกันไม่ได้สักอย่างเลย

โรคที่ทำให้คนไทยตายอันดับหนึ่งคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย) อันดับสามคือ โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) อันดับสิบคือ โรคเบาหวาน แต่ก็ถือว่าสาเหตุการตายอันดับ 1 และ 3 ของคนไทยเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง เบาหวาน (อ้วนลงพุง) หุหรี่-เหล้า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเป็นโรคเบาหวานแล้วต้องรักษาตัวเองไม่ให้เป็นความดัน หรือถ้าเป็นเบาหวานและความดันแล้ว ต้องรักษาไม่ให้เป็นโรคไขมันสูงเพิ่ม เป็นโรคเดียวหรือไม่เป็นโรคเลยดีกว่าการมีหลายๆ โรค

โรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของชาวโลกคือ โรคความดันโลหิตสูง อันดับสองคือบุหรี่ สูบ/ดมควันบุหรี่อันดับสามคือ อาหาร-กินผลไม้น้อย อันดับสี่คือ อ้วน ดัชนีมวลกายสูง อันดับห้าคือ อาหาร-น้ำตาลในเลือดสูง (โรคเบาหวาน) ยิ่งมีโรคเยอะ โอกาสตายยิ่งสูงเพราะฉะนั้นต้องพยายามดูแลรักษาและป้องกันตัวเอง

คนเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นมะเร็งสูงกว่าคนไม่เป็นโรคเบาหวาน เพราะถ้าคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี ภูมิคุ้มกันจะไม่ดี เมื่อภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งได้ เราจึงควรคุมน้ำตาลให้ดี งานวิจัยของประเทศไต้หวันจากการติดตามคนที่เป็นมะเร็งจำนวน 400,000 คน ซึ่งพบว่าการตายจากมะเร็งสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมและโรคเรื้อรัง (NCD) ซึ่งสรุปได้ว่ามาจาก 2 อ. อาหารคือกินผักและผลไม้น้อยเกินไป ทำให้เพิ่มโอกาสเกิดมะเร็ง 8.8% อิริยาบถ ไม่เคลื่อนไหวออกแรง เพิ่มโอกาส 12.3% 2 ส. สูบ/ดมบุหรี่ เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 18.6% สุรา เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 5.7% น้ำหนักตัวเกิน เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 1.9% และ ความดันโลหิตสูง เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็ง 12.2%

อาจารย์ได้นำแบบทดสอบประเมินตัวเองมาให้ทุกคนทำ

แบบทดสอบ ที่อาจารย์นำมาให้สมาชิกทำ พร้อมอธิบาย

คะแนนยิ่งสูง ยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็งมาก จากค่าคะแนนไขมัน อาจารย์ได้อธิบายว่าในการดูแลตัวเองทุกตัวเลขควรอยู่ในความพอดีคือดีที่สุด ค่าที่สูงไปก็ไม่ดี ค่าที่ต่ำไปก็ไม่ดี หลังจากอธิบายจบ สมาชิกหลายท่านประทับใจในความรู้ที่อาจารย์นำมาถ่ายทอดและขอให้มาบรรยายอีก

อาจารย์รับปากแล้วว่าจะกลับมาพบกับสมาชิกชมรมเบาหวานอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 23 เมษายน 2561 ในหัวข้อ “ตัวเลขหยุดโรค” และอาจารย์จะมาสอนการใช้โทรศัพท์มือถือกับแอพพลิเคชั่นเช่น การนับก้าวเดินผ่านโทรศัพท์มือถือ ให้สมกับ Thailand 4.0 เพื่อให้สมาชิกดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้นอีกด้วย!

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 161 เดือนมีนาคม 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “รู้แล้ว Young”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม 2561  อาจารย์นิตยา  ศรีฮาด

เรื่อง     “รู้แล้ว Young”

ปัจจุบันนี้มีผู้สูงอายุมากขึ้น คนอายุยืนขึ้น จากการพัฒนาวิทยาการทำให้สามารถยืดอายุให้ยืนยาวขึ้นได้ ในประเทศไทยเองก็เริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยปี 2563 จะเป็นปีที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ เพราะโดยปกติฐานปิรามิดผู้สูงอายุจะต้องน้อยกว่าวัยแรงงาน และฐานของวัยเด็กจะต้องมากกว่าผู้สูงอายุ แต่ในปี 2563 ฐานประชากรของวัยเด็กกับวัยผู้สูงอายุจะเท่ากัน ทำให้เห็นว่าในสังคมไทยมีอัตราการเกิดของประชากรลดต่ำลงเรื่อยๆ

เมื่อเราเป็นผู้สูงอายุและอยู่ในสังคมผู้สูงอายุเราจำเป็นต้องตื่นตัวที่จะหาความรู้เพื่อดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดี เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น เพราะการเป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพาผู้อื่นทำให้มีปัญหาตามมาหลายด้าน ทั้งในเรื่องการหาผู้ดูแลและค่าใช้จ่าย

การดูแลสุขภาพที่ดีทำได้ไม่ยากและทำได้ด้วยตัวเอง เพราะหมอที่ดีที่สุดไม่ใช่หมอที่อยู่ในโรงพยาบาลแต่เป็นตัวของเราเอง เพียงเราต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดี “You are what you eat” เรากินอย่างไร สุขภาพของเราก็ออกมาเป็นอย่างนั้น รู้จักออกกำลังกาย รู้จักพักผ่อนให้เพียงพอ

วัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่ก้าวเข้าสู่ความเสื่อมแต่เราสามารถที่จะดูแลร่างกายให้เสื่อมช้าลงได้ คนเราสามารถมีอายุอยู่ได้ถึง 150 ปี แต่ที่เป็นไปไม่ได้เพราะอาหารการกินที่เปลี่ยนแปลงไป ในอดีตอาหารส่วนใหญ่จะเป็นอาหารริมรั้วบ้าน น้ำพริกผักต้ม แต่พฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันเป็นแบบสำเร็จรูปมากขึ้น เรากินของทอดมากขึ้น ทำให้เราเจ็บป่วยกันได้ง่ายขึ้น

เซลในร่างกายของคนเราที่เป็นโครโมโซม สามารถที่จะบ่งบอกได้ว่าเราจะอายุยืนหรือไม่ เรียกว่า Telomere  ซึ่งจะเป็นตัวที่หุ้มโครโมโซมของเราเอาไว้ไม่ให้เจอกับอนุมูลอิสระหรือสิ่งแปลกปลอมเพราะหากอนุมูลอิสระหรือสิ่งแปลกปลอมสามารถเข้าสู่โครโมโซมของเราได้จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติได้ (สารอนุมูลอิสระ เป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันและเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย ซึ่งจะแสดงออกมาในรูปแบบของ ริ้วรอย แก่ก่อนวัย และโรคความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ที่หนักสุด คือ การก่อตัวเป็นเนื้อร้าย หรือ เซลล์มะเร็ง สาเหตุที่ทำให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นในร่างกาย ได้แก่ การขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิดของร่างกาย, รังสียูวี ทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระ สาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยอันควร, มลพิษต่างๆ  ควันรถ ควันบุหรี่ สารเคมีปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง, การรับประทานอาหารที่ผ่านการทอดด้วยอุณหภูมิสูง อาหารปิ้ง ย่าง และสารปรุงแต่งอาหารที่อันตราย, การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารเคมีอันตรายต่างๆ, ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย – ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม)

ร่างกายของคนเราประกอบขึ้นมาจากเซลหลายเซลมารวมกันทำให้เกิดเป็นอวัยวะ และอวัยวะมาประกอบรวมกันทำให้เกิดเป็นร่างกาย ถ้าเราจะเริ่มต้นดูแลร่างกายของเรา เราต้องเริ่มต้นดูแลที่เซลก่อนด้วยการปกป้องเซลของเราโดยต้องป้องกันไม่ให้ Telomere ของเราหดสั้นด้วยการเลือกกินอาหารดี อยู่ในอากาศที่ดี  ไม่เครียด เพราะถ้าเราไม่ดูแลเซลของเราปล่อยให้มีอนุมูลอิสระในร่างกายมาก Telomere ก็จะหดสั้นลง โครโมโซมของเราก็ถูกทำลาย ร่างกายของเราก็จะเจ็บป่วยและทรุดโทรมลง

การที่เราจะมีสุขภาพที่ดีได้นอกจากจะต้องกินอาหารที่ดี อยู่ในสภาพอากาศที่ดีแล้ว ยังต้องมีการขับถ่ายที่ดีอีกด้วย เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ลำไส้! อาหารที่เรากินเข้าไปทางปาก แต่จะดูดซึมได้ในลำไส้ ในลำไส้มีวินไลน์ที่แนบติดกับผนังในลำไส้ ที่จะเป็นตัวอนุญาตให้สารอาหารดูดซึมเข้าไปในร่างกาย ถ้าเรากินอาหารไม่สะอาดหรือไขมันเยอะจะทำให้วินไลน์อักเสบเป็นแผล อักเสบ จนเป็นรอยเปิดแยก ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม ทำให้เกิดการดูดซึมทั้งของที่ดีและไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย จนเกิดเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ทำให้เกิดอาการท้องเสียง่าย ท้องผูกง่าย เจ็บป่วยได้ง่าย อาหารที่ทำให้วินไลน์อักเสบเช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด (หมายถึงอาหารที่หากินได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ส่วนใหญ่มีรสชาติที่อุดมไปด้วย หวาน มัน เค็ม– ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม) อาหารในร้านสะดวกซื้อที่สามารถเก็บได้นานหลายวัน

สุขภาพของเราคือต้นทุนชีวิตที่มีราคาแพงที่สุด คนสูงอายุจึงจำเป็นต้องกินอาหารดี โดยลดการกินสัตว์เนื้อแดงเพราะสัตว์ก่อนถูกฆ่าจะหลั่งสารความเครียดออกมาและใช้เวลาในการย่อยนาน ควรเปลี่ยนมากินไข่และปลาเพราะเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพที่ดีและย่อยง่ายสำหรับผู้สูงอายุ สูดอากาศดี และรู้จักพักผ่อนหย่อนใจ  เพื่อป้องกันโรคและความเสื่อมของร่างกาย

เราควรกินอาหารเช้าเพราะเป็นมื้อที่สำคัญ ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ อย่างคำกล่าวของฝรั่ง Breakfast like a king กินมื้อเช้าให้เหมือนพระราชา (ประโยคเต็มของคำกล่าวคือ  Breakfast like a king, lunch like a prince and dinner like a pauper. กินอาหารเช้าเหมือนพระราชา กินอาหารกลางวันเหมือนเจ้าชายหรือเศรษฐีและกินอาหารเย็นเหมือนยาจกคำพูดนี้เป็นคำแนะนำสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย โดยอุปมาว่าคนเราควรรับประทานอาหารเช้าให้เต็มที่ อาหารกลางวันปานกลาง และอาหารเย็นควรรับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เหตุผลของเรื่องนี้ก็คือ ในเวลาเช้านั้น ร่างกายเพิ่งตื่นจากการนอนเป็นเวลาหลายชั่วโมง ระดับกลูโคสในเลือดจะลดต่ำสุด (เนื่องจากไม่ได้รับประทานอาหารมาหลายชั่วโมง) ร่างกายจึงต้องการสารอาหารเป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มระดับกลูโคสในเลือด ทำให้สมองและร่างกายพร้อมต่อการทำงานในวันนั้น ส่วนอาหารกลางวันนั้นเป็นเติมสารอาหารที่พร่องไปจากการใช้งานในช่วงเช้า จึงไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารมากเท่ากับช่วงเช้า ในขณะที่อาหารเย็นยิ่งต้องลดน้อยลงไปอีก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังจะพักผ่อนไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมาย จึงควรรับประทานอาหารเพียงแค่รองท้องเพื่อไม่ให้หิวในยามดึกเท่านั้น หากรับประทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันเก็บไว้ใช้แทน และอาจจะทำให้ร่างกายเป็นโรคอ้วนด้วย – ลักข์หาข้อมูลอธิบายเพิ่มเติม)

อัตราการเสียชีวิตที่สูงที่สุดของผู้สูงอายุมาจากการหกล้ม คนสูงอายุจึงควรออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และมีความยืดหยุ่นได้ดี ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

การดูแลสุขภาพตัวเองป้องกันไม่ให้เกิดโรค ด้วยการเลือกกินอาหารมีคุณภาพดี ไม่กินไขมันทรานส์ มีมากในอาหารทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด)  มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า การรักษามาก อย่างเช่น การผ่าตัดใส่ขดลวดเมื่อเกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาหลักแสน

การดูแลตัวเองควรเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้เจ็บป่วยก่อนแล้วค่อยคิดจะดูแล

การที่สมาชิกในครอบครัวมีประวัติความเจ็บป่วยเหมือนกัน เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วเพราะมีวิถีชีวิตในสิ่งแวดล้อมคล้ายกัน กินอาหารคล้ายกัน เพราะฉะนั้นถ้าให้ลูกหลานของเรากินอาหารแบบเดียวกับที่เรากิน ลูกหลานเราก็จะป่วยด้วยโรคเดียวกับเรา ถ้าเรารู้ตัวและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคนในครอบครัวได้ ก็จะลดความเจ็บป่วยรูปแบบเดียวกันในครอบครัวได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 160 เดือนกุมภาพันธ์ 2561

ลักข์ฟังมาเล่า : “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนธันวาคม 2560 รศ. นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน”

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน กระบวนการดูดซึมอาหารในร่างกายมนุษย์

จากภาพร่างกายของมนุษย์ กระบวนการการดูดซึมอาหารจะเริ่มต้นที่ปาก อาหารเมื่อผ่านปากก็จะเป็นฟัน การบดเคี้ยวอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก คนที่เป็นเบาหวานอาจารย์แนะนำให้กินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด และค่อยๆ กลืน เนื่องจากในปากของเรามีต่อมน้ำลายซึ่งมีน้ำลายและน้ำย่อยที่สามารถย่อยสารอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลได้ เพราะฉะนั้นร่างกายเราจะสามารถดูดซึมน้ำตาลได้ตั้งแต่ที่กระพุ้งแก้มแล้ว จากนั้นอาหารจะไหลลงสู่หลอดอาหารลงมาที่กระเพาะ กระเพาะทำหน้าที่พักอาหารและย่อยอาหาร ในกระเพาะจะมีน้ำย่อยที่ย่อยอาหารให้ละเอียดเล็กลง จากนั้นก็เข้าสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งก็จะมีน้ำย่อยที่ไหลออกมาจากตับอ่อน มีตับและท่อน้ำดี ซึ่งท่อน้ำดีผลิตน้ำดีออกมาช่วยย่อยสลายไขมัน การที่ลำไส้ของเรายาวหลายฟุตก็เพื่อเป็นการดูดซึม ความเร็วของการเคลื่อนตัวของอาหารมีผลต่อระดับน้ำตาล ถ้าเรากินอาหารที่เคลื่อนตัวได้เร็ว ดูดซึมได้เร็ว น้ำตาลจะสูง แต่ถ้าการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ น้ำตาลก็จะขึ้นอย่างข้าๆ การที่น้ำตาลจะดูดซึมได้เร็วหรือช้าก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ถ้าเรากินอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนเยอะ กระบวนการย่อยก็จะช้าใช้เวลานาน ถ้าเรากินอาหารที่มีแป้งเยอะ ไขมันน้อย โปรตีนน้อย ก็จะดูดซึมเร็ว เช่น คนที่กินขนมปังขาว ก็จะหิวเร็ว น้ำตาลสูง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว  และเมื่ออาหารเคลื่อนมาถึงลำไส้ใหญ่ก็จะมีอาหารเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นกากอาหารซึ่งจะเริ่มมีการดูดซึมน้ำกลับเข้าไปใหม่และรวมตัวกันเป็นของแข็งจนมาถึงลำไส้ใหญ่ส่วนปลายก็จะกลายเป็นก้อนอุจจาระที่เราขับถ่ายออกมา ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวกับโรคเบาหวานทั้งสิ้น

ส่วนอวัยวะที่ต้องเน้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานโดนตรงคือ “ตับอ่อน” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญ 2 อย่างคือ

ตับอ่อน

  1. สร้างเอนไซม์น้ำย่อย สำหรับย่อยสลายน้ำตาล, แป้งและโปรตีน
  2. สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ที่สัมพันธ์กับโรคเบาหวานโดยตรง ในตับอ่อนมีต่อมที่เรียกว่า Islet of Langerhans – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    – ต่อมไอส์เลตออฟแลงเกอร์ฮานส์ (Islet แปลว่าเกาะ Langerhans เป็นชื่อหมอ)

    เป็นกลุ่มเซลเล็กๆ จำนวนมากmujกระจายเป็นกลุ่มเหมือนเกาะอยู่ทั่วไปในตับอ่อน ต่อมนี้จะมีเบต้าเซลที่มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินเมื่อมีน้ำตาลในร่างกาย ฮอร์โมนอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายของเรา  (ตามภาพตรงกลางคือเบต้าเซลล์ที่อยู่ตรงกลาง ขอบๆ คือแอลฟ่าเซลล์ที่สร้างกลูคากอน) คนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 คือคนที่ไม่มีเบต้าเซล ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้หรือผลิตได้น้อยมาก คนเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินตลอดชีวิตถึงจะมีชีวิตอยู่ได้ หรือปัจจุบันการรักษาสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

 

ฮอร์โมนอินซูลินหลังออกมาเวลาไหน?

น้ำตาลในร่างกายมาจากไหน? ฮอร์โมนอินซูลินหลั่งออกมาเวลาไหน? เมื่ออาหารลงไปในลำไส้ ลำไส้จะมีการดูดซึมน้ำตาลขึ้นมา ซึ่งน้ำตาลที่ถูกดูดซึมในลำไส้จะส่งสัญญาณไปที่ตับอ่อนว่าน้ำตาลกำลังจะสูงขึ้น ตับอ่อนมีหน้าที่ตรวจจับน้ำตาล เมื่อมีน้ำตาลในเลือดตับอ่อนก็จะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมา โดยอินซูลินและน้ำตาลจะทำงานร่วมกันโดยเก็บน้ำตาลไว้ที่ตับเป็นด่านแรก เพราะฉะนั้นถ้าตับเรามีปัญหาการควบคุมน้ำตาลก็จะมีปัญหา ตับเป็นอวัยวะที่เก็บน้ำตาลและปล่อยน้ำตาล ตับเป็นเหมือนโกดังขนาดใหญ่และทำหน้าที่เหมือนกับเป็นแก้มลิง เวลาที่เรากินอาหารได้น้ำตาลมา ตับก็เก็บเอาไว้ เวลาเราอดอาหาร ตับก็จะปล่อยน้ำตาลออกมาได้ด้วย

ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย

ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากเบต้าเซลไม่มี แล้วเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอะไร?

ร่างกายของคนเราทุกคนต้องเอาน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงาน แต่น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเซลของร่างกายได้เอง ต้องมีฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวนำพาให้น้ำตาลเข้าไปสู่เซล ฮอร์โมนอินซูลินจึงทำหน้าที่เป็นกุญแจไขประตูเพื่อให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ในร่างกาย ในปัจจุบันค้นพบว่าคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ เกิดจาก

  1. 1. อินซูลินที่ผลิตได้มีปริมาณลดลง ไม่ถึงกับหมดไป แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  2. อินซูลินที่ผลิตได้ออกฤทธิ์ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้ หรือที่เรียกว่าภาวะต้านอินซูลินหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ในคนธรรมดา อินซูลินปล่อยออกมาจากตับอ่อนทำหน้าที่ไขกุญแจเพื่อปล่อยให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงานได้ คนธรรมดาจะมีอินซูลินที่เหมาะสมกับระดับน้ำตาลเราก็จะควบคุมระดับน้ำตาลให้ไม่สูงได้ มีน้ำตาลเยอะก็ปล่อยอินซูลินเยอะ มีน้ำตาลน้อยก็ปล่อยอินซูลินน้อย น้ำตาลจะถูกนำเอาไปใช้ได้หมด ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากร่างกายไม่มีอินซูลิน ในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดจากอินซูลินทำงานไม่ได้เรียกว่าเป็นภาวะต้านอินซูลิน และเมื่อเป็นเบาหวานนานหลายคนก็จะมีภาวะของการผลิตอินซูลินได้น้อยลงอีกด้วย ทำให้คนที่เป็นเบาหวานมานานต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเพราะอินซูลินผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

คำถามจากสมาชิก : เบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือไม่?

คำตอบจากอาจารย์ :โรคเบาหวานเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ เพราะจากการติดตามคนที่เป็นเบาหวานพบว่าจะมีสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ญาติพี่น้อง หลายๆ คนในวงศ์ตระกูลเป็นเบาหวานด้วย แสดงว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยเบาหวานชนิดที่ 2 มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแรงกว่าเบาหวานชนิดที่ 1  และถึงแม้ว่าโรคเบาหวานจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ (ประมาณ 7-8%) แต่ในครอบครัวที่ไม่มีกรรมพันธุ์ ทุกคนก็มีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานได้ (เป็นโรคเบาหวานจากพฤติกรรมของเราเอง 10-20%)

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด การขึ้น-ลงจะขึ้นอยู่กับการกินอาหาร ประเภทของอาหารที่กิน ตับปล่อยน้ำตาลออกมาเยอะหรือไม่? ร่างกายของเราใช้น้ำตาลเยอะหรือเปล่า? เช่น น้ำตาลในช่วงกลางคืน ในขณะที่เรานอนอยู่ระดับน้ำตาลไม่ได้เกิดจากการกินแต่เกิดจากการที่ตับปล่อยน้ำตาลออกมา หลังจากตื่นนอนและกินข้าวเช้าแล้ว ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น สูงจากอาหารที่เรากิน แล้วระดับน้ำตาลก็จะค่อยๆ ลดลง และสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เรากินข้าวกลางวัน ระดับน้ำตาลจึงไม่เป็นเส้นตรงได้ทั้งวัน

ระดับน้ำตาลในเลือดของคนเราไม่คงทีตลอดเวลา แต่จะขึ้นๆ ลงๆ ตลอด

ระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นแค่ไหนขึ้นอยู่กับอะไร?  ขึ้นอยู่กับว่าเรากินแป้งในมื้อนั้นๆ เยอะแค่ไหน!

ระดับน้ำตาลในคนปกติ ก่อนอาหารจะไม่เกิน 100 มก./ดล. และหลังอาหารจะไม่เกิน 140 มก./ดล. คนที่เริ่มเป็นเบาหวานใหม่ๆ ระดับน้ำตาลหลังอาหารจะขึ้นมากว่า 140 มก./ดล.ให้เห็นก่อน คุณหมอจึงจะทำการตรวจสอบด้วยการให้กินน้ำหวาน หรือให้มาตรวจน้ำตาลโดยไม่ต้องงดอาหารการมาก่อน แต่สำหรับคนที่เป็นเบาหวานแน่ๆ แล้ว น้ำตาลหลังจากที่อดอาหาร 8 ชม.เกิน 126 มก./ดล.แล้ว ระดับน้ำตาลหลังอาหารอาจจะสูงได้ถึง 2-300 มก./ดล. เพราะฉะนั้นคนเป็นเบาหวานต้องรู้ว่า เจาะเลือดเจาะเวลาไหน การแปลผลเลือดจะได้แปลถูก และแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

อาการของโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ (ค่าปกติจะอยู่ที่ 70 มก./ดล. และไม่เกิน 140 มก./ดล.) โดยระดับน้ำตาลจะค่อยๆ สูงขึ้น จนเมื่อสูงถึง 180-200 มก./ดล.ไตก็จะเก็บน้ำตาลไม่ไหว ไตของคนเราเหมือนเขื่อนกั้นน้ำ เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งก็จะล้น เมื่อระดับน้ำตาลสูงถึงจุดนี้ก็จะมีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะ ทำให้เกิดภาวะปัสสาวะบ่อย คอแห้ง หิวน้ำ รู้สึกเพลีย ผอมลง แม้น้ำตาลเราจะสูงแต่เราจะผอมลงเพราะเซลนำน้ำตาลไปใช้ในร่างกายไม่ได้ เมื่อร่างกายไม่ได้รับอาหารหรือน้ำตาล ร่างกายก็จะผ่ายผอมลง

รศ.นพ.สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร

หลังจากการบรรยายภาพสไลด์ อาจารย์ได้เปิดวิดีโอที่เป็นการ์ตูนและวิดีโอเกี่ยวกับเบาหวานโดยได้อธิบายตามไปด้วย ในภาพหมวดหมู่อาหารหลักๆ ที่เรากินคือ หมวดข้าวแป้งและน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรต  สุดท้ายจะถูกน้ำย่อยสลายกลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงสำหรับการดูดซึมคือ น้ำตาลเป็นน้ำตาลในเลือด ในหมวดนี้มีข้าว ขนมปัง ของหวาน นม และผลไม้, หมวดเนื้อสัตว์หรือโปรตีน จะถูกย่อยจากโปรตีนขนาดใหญ่ไปเป็นหน่วยเล็กลงเรียกว่ากรดอามิโนที่ใช้ในการดูดซึมของร่างกาย, และหมวดไขมัน

คำถามของสมาชิก :  การออกกำลังกายช่วยอะไร?

คำตอบของอาจารย์ : น้ำตาลที่ถูกดูดซึมไว้ใช้เป็นพลังงาน บางส่วนจะถูกเก็บเอาไว้ที่ตับ แต่เพราะตับเก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อก็เก็บได้จำกัด บางส่วนจะเก็บไว้ที่ไขมัน ซึ่งไขมันเก็บได้ไม่จำกัด สามารถที่จะขยายตัวไปได้เรื่อยๆ ในรูปของไขมันไตรกลีเซอไรด์ การขยายตัวของไขมันได้ไม่จำกัดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้คนที่กินเยอะจึงอ้วน ทั้งตับ กล้ามเนื้อและไขมัน จะทำหน้าที่ได้เหมือนกันคือ เก็บกักน้ำตาลและปล่อยน้ำตาลที่เก็บไว้ออกมา การออกกำลังกายส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น กล้ามเนื้อขยายตัวมากขึ้น ทำให้เก็บและใช้น้ำตาลได้มากขึ้น  คำถามของสมาชิก : เมื่อออกกำลังกาย ร่างกายใช้น้ำตาลหรือไขมัน?

คำตอบของอาจารย์ : การออกกำลังกายจะช่วยคุมทั้งระดับน้ำตาลและไขมัน เมื่อเริ่มต้นเดินออกกำลัง ในช่วง 15 นาทีแรกร่างกายจะใช้น้ำตาลที่มาจากตับก่อน ในช่วง 15-30 นาทีร่างกายเริ่มใช้น้ำตาลจากกล้ามเนื้อ ในช่วง 30 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะดึงน้ำตาลมาใช้จากไขมัน ดังนั้นหากใครต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและลดไขมันจึงต้องใช้เวลาในการออกมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานที่เกิดจากระดับน้ำตาลที่สูง ระดับน้ำตาลที่สูงเป็นภาวะที่ไม่ดี เพราะน้ำตาลจะไปจับกับเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เรียกว่าเป็นการเชื่อม น้ำตาลจะอยู่ในเลือด เลือดอยู่ในหลอดเลือด ด่านแรกที่ถูกเชื่อมก็คือหลอดเลือดของเราน้ำตาลจะไปเชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ตา ไต เส้นประสาท เมื่อการเชื่อมนี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน โครงสร้างของร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลอดเลือด หลอดเลือดเป็นอวัยวะที่ถูกเชื่อมแล้วแย่ ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบ ทำให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย ตามัวเพราะหลอดเลือดตาเสียหาย ชาปลายมือปลายเท้า เกิดการตืดเชื้อบ่อยเพราะระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย น้ำตาลเป็นอาหารที่เชื้อโรคชอบ ผิวหนังและผมก็มีเลือดไปเลี้ยง คนที่เป็นเบาหวานแล้วน้ำตาลสูงก็จะมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นกว่าคนที่ไม่เป็นเบาหวานหรือคุมได้

ดวงตา เป็นอวัยวะเดียวที่สามารถมองเห็นหลอดเลือดได้ ทำให้คุณหมอสามารถมองเห็นได้ว่าหลอดเลือดของเรามีการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง  หมอตาจึงเป็นคนที่สามารถสังเกตเห็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้รวดเร็วมาก หลอดเลือดฝอยที่มีเลือดออกในผู้ที่เป็นเบาหวาน หากปล่อยให้เลือดออกซ้ำแล้วซ้ำอีกจะทำให้เกิดพังผิดและพังผิดก็จะดึงจอประสาทตาให้หลุดลอก จะทำให้ตาบอดถาวร

ไต คนที่เป็นเบาหวานลงไตจึงมีโปรตีนรั่วออกมาทำให้เกิดภาวะฉี่เป็นฟอง ซึ่งนานวันเข้าก็จะเป็นโรคไตวาย

เส้นประสาทเสื่อมและตาย เส้นประสาทที่เสื่อมก็จะทำให้เราไม่มีความรู้สึกและเลือดก็มาเลี้ยงไม่ได้ จะมีอาการชาปลายเท้า ปลายมือ จนไม่มีความรู้สึก เป็นเหตุให้รูปเท้าผิดปกติหรือหากเส้นเลือดตีบจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงเป็นเหตุให้เนื้อตายต้องตัดนิ้วหรือตัดขาได้

คำถามของสมาชิก : ทำไมเวลาเป็นไข้แล้วน้ำตาลสูง?

คำตอบของอาจารย์ : เวลาเราไม่สบาย ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย รวมถึงทำให้ฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เช่น ฮอร์โมนกลูคากอน ฮอร์โมนคอร์ติซอล โกรทฮอร์โมน ที่ปกติมีผลให้ระดับน้ำตาลสูงทำงานผิดปกติไปด้วย ซึ่งเป็นไปตามกลไกธรรมชาติของร่างกายในช่วงที่เราไม่สบายทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้น เมื่อเราหายจากการเป็นไข้ ไม่สบาย ระดับฮอร์โมนต่างๆ ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 159 เดือนมกราคม 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน ผศ.นพ.สมเกียรติ  แสงวัฒนาโรจน์

กิจกรรม “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์

เรื่อง     “NCD 4.0 โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

โรคติดต่อคือ โรคที่มีสาเหตุจากเชื้อโรคและสามารถติดต่อสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่โรคไม่ติดต่อคือ โรคตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างเป็น และเป็นยาวนานจึงเรียกว่าเรื้อรัง NCD มาจากคำว่า Non แปลว่า ไม่ Communicable แปลว่าติดต่อ  Diseaseแปลว่าโรค NCD จึงหมายถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

NCD โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน, ติดบุหรี่, ภาวะอ้วนพีมีพุง, อัมพาต, หลอดเลือดหัวใจ, มะเร็ง, โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็น NCD แล้วมักจะไม่เป็นเพียงโรคเดียว ยิ่งดูแลตัวเองไม่ดีก็ยิ่งเพิ่มจำนวนโรค และเป็นเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะหลายอวัยวะเสื่อม แล้วจะส่งผลให้อายุสั้น

ทางสถิติจำนวนคนไทยเป็นโรค NCD เพิ่มขึ้นและ NCD เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ทำให้พิการและเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในคนไทย วัยหลังเกษียณพบว่าคนไทยเป็นเบาหวานมากในช่วงอายุ 60-70 ปี โรคหัวใจ (ที่พบอาการเจ็บแน่นหน้าอก มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจขาดเลือด)อายุ 62-68 ปี โรคอัมพาต อายุ 62.2 ปี โรคมะเร็งอายุ 50-70 ปี

สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ถ้าไม่ดูแลรักษา NCD ก็จะเพิ่มขึ้น เป็นโรคความดันสูง ไขมันสูง หากสูบบุหรี่ด้วย ก็จะเร่งให้อวัยวะทั้ง 5 คือ สมอง (หัว)ใจ ไต ตา ตีน เสื่อมเร็วขึ้น ส่งผลให้อายุสั้นลง

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร? สาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง?

  1. เรากินอาหารประเภทแป้ง หรือของหวานมากเกินไปหรือเปล่า?
  2. ในทุกมื้ออาหารเราได้กินผักใบเขียว ที่จะเป็นใยอาหารช่วยลการดูดซึมน้ำตาลบ้างไหม?
  3. เราได้ออกกำลังกายใช้กล้ามเนื้อของเราหลังจากที่เรากินอาหารหรือไม่?

ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นสาเหตุทำให้เลือดข้น เมื่อเลือดข้นก็ทำให้เลือดเกิดเป็นก้อนลิ่มเลือดได้ง่าย เมื่อลิ่มเลือดไปอุดตันตามหลอดเลือดก็ทำให้เกิด NCD ต่างๆ และอวัยวะต่างๆ เสื่อมตามมา

เป็นเบาหวานแล้วทำไมถึงเป็นอัมพาต? เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง เลือดจะข้นเกิดเป็นลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดที่สมอง ร่วมกับการมีภาวะไขมันสูง ไม่ชอบออกกำลังกาย ทำให้หลอดเลือดตีบตัน และการมีโรคความดันสูงทำให้หลอดเลือดถูกกระแทกบ่อยๆ ทำให้หลอดเลือดสมองแตกเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้

ภาพอธิบาย คาร์โบไฮเดรต & น้ำตาลเมื่อเข้าสู่ร่างกาย

การกินอิ่มแล้วใช้ชีวิตโดยการนั่ง นอนเป็นส่วนใหญ่ อินซูลินจะนำน้ำตาลที่ได้จากการกินอาหารไปสะสมเป็นไขมัน ไว้ที่พุง  (เพราะพุงเป็นอวัยวะที่ขยับน้อยที่สุดในร่างกาย) และที่ตับ ทำให้เป็นโรคตับคั่งไขมัน นานเข้าตับก็จะเสื่อมและอักเสบ กลายเป็นโรคตับแข็งตามมา (ปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยเป็นโรคตับแข็งเพิ่มมากขึ้นทั้งที่ไม่ได้กินเหล้า)

รู้ไหมว่า ชูชกไม่ได้กินจนท้องแตกตายและไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่กินแล้วท้องแตกตาย? ชูชกตายเพราะเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย แล้วหัวใจวาย ตายทันที จากการกินอิ่มมากเกินไป

เมื่อเรากินอิ่ม เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงที่กระเพาะอาหารมากขึ้น ในขณะที่ส่งไปเลี้ยงหัวใจส่วนต่างๆ น้อยลง การกินอิ่มมากเกินไปจะทำให้ระดับน้ำตาล ไขมันสูง และความดันสูง ซึ่งเป็นผลให้เลือดเป็นลิ่ม หลอดเลือดหัวใจปริแตกเป็นแผลเกิดการอุดตันได้ง่าย การกินอิ่มมากเกินไปจึงเป็นตัวกระตุ้นหรือจุดชนวนทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายทันทีได้ คนเป็นเบาหวานจึงควรกินพออิ่ม ไม่ควรกินอิ่มมากเกินไปแล้วเป็นอย่างชูชก!

เมื่อรู้สาเหตุและผลเสียของระดับน้ำตาลสูงแล้ว เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันไม่ให้น้ำตาลสูงได้ ด้วยวิธีง่ายๆ 4 วิธีคือ

  1. เลี่ยง งด ลดของหวาน ขนม เครื่องดื่ม รสหวานจัด รสชาติหวานพอดีคือ รสชาติหวานจากการเคี้ยวข้าวรสชาติหวานพอเพียง เป็นรสหวานตามธรรมชาติ
  2. ทานผักใบเขียว ต้องกินผักอย่างน้อย 1 ฝ่ามือในทุกมื้ออาหาร ผักใบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาล
  3. เคี้ยวจนเพลิน ใน 1 คำอาหารให้เคี้ยวอย่างน้อย 15 ครั้งก่อนกลืน
  4. เดินหลังอาหาร หลังจากที่พัก 15 นาทีหลังกินข้าวเสร็จ ควรเคลื่อนไหวใช้พลังงานด้วยการเดิน 15 นาที เมื่อเราใช้กล้ามเนื้อ พลังงาน(น้ำตาล)จะถูกนำไปใช้ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารก็จะไม่สูงเกินไป (กล้ามเนื้อขาใหญ่กว่าแขน กล้ามเนื้อใหญ่กว่าใช้พลังงานมากกว่า จึงแนะนำให้เดินไม่ใช่แกว่งแขน)

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากินอาหารมากเกินไป  มากเกินกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด?

  1. ให้ดูว่าเราสะสมจน “น” น้ำหนักมากเกินหรือเปล่า? (น้ำหนัก < (ส่วนสูง)2 หาร 400)
  2. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ค” ความดัน สูงขึ้นหรือเปล่า? (ความดัน < 135/85)
  3. ให้ดูว่าเราสะสมจน “ร” รอบเอว ของเราใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? (รอบเอว < ส่วนสูงหาร 2)

    ภาพการบรรยายถึงเกณฑ์ตัวเลขที่เราสามารถวัดเองได้เพื่อดูแลตัวเอง

    ถ้า “นคร” ของเราใหญ่แปลว่าเรากินมากเกินไป ทำให้เป็นโรคร้ายจากการพอกพูนสะสม เพราะไขมันจะไปสะสมในทุกส่วนของร่างกาย ทุกๆ 1 นิ้วของรอบเอวที่ขยายขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสของโรค 2 โรคคือ เบาหวาน และ หลอดเลือดหัวใจตีบกล้ามเนื้อหัวใจตาย

    การลดไขมันที่พอกอยู่ตามหลอดเลือดเพื่อให้หลอดเลือดตีบน้อยลงมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือ ต้องทำให้ทำให้ระดับค่า LDL ลงมาเหลืออยู่ที่ 70-80 mg/dl ด้วยการออกกำลังกายจนร่างกายขาดไขมันแล้วดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ไขมันในหลอดเลือดจึงจะลดลงได้ การกินยาลดไขมันเป็นการชะลอไม่ให้ไขมันไปพอกในหลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญไม่มียาลดไขมันใดในโลกนี้ที่จะล้างไขมันที่พอกอยู่ในหลอดเลือดให้สะอาดเหมือนการล้างท่อได้

    โรคความดันสูงเกิดจากอะไร? เกิดจากการที่เรามีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในร่างกายมากเกิน

    ภาพบรรยายถึงสาเหตุที่ทำให้ความดันสูง

    ธาตุดินเกิน คือ คนที่มีลักษณะตัวอ้วนใหญ่ คนลักษณะนี้จะมีความดันสูง

    ธาตุน้ำเกิน จากเกลือนำน้ำตาม การกินน้ำเยอะสามารถปัสสาวะออกมาได้ไม่ทำให้ความดันสูง แต่การกินของที่มีโซเดียมมากเกินไป (โซเดียมคือ เกลือชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในกะปิ น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผงชูรส ผงฟู ขนม ของกินสำเร็จรูปที่มีอายุยาว) โซเดียมที่ตกค้างในร่างกายเพราะไตขับออกไม่หมดจะดึงน้ำเก็บไว้ในร่างกาย การมีโซเดียมและน้ำมากเกินไปในร่างกาย ส่งผลให้ความดันสูง

    ธาตุไฟเกิน เป็นเรื่องของคนที่มีอารมณ์โกรธ คนโกรธง่ายหายเร็วความดันจะขึ้นสูงครู่เดียว คนที่โกรธแล้วเก็บความโกรธไว้กับตัวความดันจะสูงอยู่ตลอดเวลา การที่ความดันสูงอยู่เป็นประจำทำให้เส้นเลือดโป่งและแตกได้ง่าย

    ธาตุลมเกิน ช่วงเวลาที่สมองได้หยุดพักคือ เวลานอน ช่วงเวลาที่ความดันต่ำที่สุด จึงเป็นเวลาก่อนเข้านอนและเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า แต่คนที่มีนิสัยทำอะไรรวดเร็วแข่งกับเวลาเสมอ เครียดตลอดเวลาไม่ให้สมองได้หยุดพัก การตื่นและการใช้สมอง เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงสมองทำให้ความดันสูงขึ้น

    ยาลดความดันที่เรากินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่

    1. ยาขับน้ำปัสสาวะ ที่เป็นยาขับทั้งโซเดียมและน้ำออกจากร่างกาย เมื่อโซเดียมและน้ำออกจากร่างกายก็ทำให้ความดันลดลง การหยุดยาขับปัสสาวะแล้วความดันเพิ่มเป็นตัวชี้วัดได้ว่า เรากินอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป ถ้าเราลดปริมาณการกินโซเดียมลงครึ่งหนึ่งภายใน 7 วันความดันก็จะลดลงได้โดยที่เราไม่ต้องกินยา

    ยาขับปัสสาวะ เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเลือกใช้เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันสูง สาเหตุมาจากการกินโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไปประมาณ 5-7 เท่า คนไทยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันสูงอยู่ที่ 24.7%

    อาหารที่มีโซเดียมสูงคือ เครื่องปรุงและอาหารสำเร็จรูปที่เก็บไว้ได้นานหลายวัน อาหารที่มีโซเดียมต่ำคือ อาหารสดที่เก็บไม่ได้นาน และผักผลไม้สดที่มีโปแตสเซียมที่ช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายได้อีกด้วย ถั่วอบกะทิ ขนมปัง ซาลาเปา มีโซเดียมมากกว่า  ถั่วต้ม หรือ ข้าว  5 เท่า

    1. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาขยายหลอดเลือด การออกกำลังกายเป็นการทำให้หลอดเลือดเราขยายตัวตามธรรมชาติ และทำให้หลอดเลือดเราแข็งแรงอีกด้วย
    2. ยาลดความดันอีกกลุ่มคือ ยาที่ทำให้หัวใจเต้นช้าลง อาหารที่มีคาเฟอีนจะกระตุ้นการทำงานของหัวใจ

    สาเหตุของโรค NCD มาจากพฤติกรรม 3 อ. 2 ส. คือ

    • อ อร่อยเกิน กินอาหารรสชาติหวานเกินทำให้เป็นเบาหวาน มันเกินทำให้ไขมันเกิน เค็มเกินทำให้ความดันสูงและเป็นโรคไต กินสัตว์เนื้อแดงและเนื้อปรุงแต่งมากเกินทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งและไขมัน
    • อ อยู่สบายเกิน ตัวชี้วัดของการอยู่สบายเกินคือ ในแต่ละวันถ้าเรานั่งมากกว่าวันละ 10 ชม. แปลว่าเรานั่งๆ นอนๆ มากเกินไป ในแต่ละวันเถ้าเราเดินไม่ถึงวันละ 5,000 ก้าว แปลว่าเราอยู่สบายเกิน
    • อ เอาแต่ใจเกิน ให้สังเกตตัวเองว่าเราเครียดบ่อยไหม? ถ้าเครียดบ่อยแปลว่าเรามีแต่เรื่องไม่ถูกใจ เราเอาแต่ใจตัวเอง พอไม่ดั่งใจตัวเองก็ทำให้เครียด
    • ส สูบบุหรี่
    • ส เสพสุรา

    NCD 4.0 หมายถึงอะไร?

    NCD 1.0 คือ หายป่วยไว เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยมาหาหมอแล้วได้รับการรักษาให้หายจากอาการเจ็บป่วย

    NCD 2.0 คือ ให้เหมือนเดิม คือการรักษาให้กลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงเหมือนก่อนที่จะป่วย

    NCD 3.0 คือ ไม่ป่วยอีก เมื่อรักษาหายแล้วต้องรู้ว่าทำไมหรืออะไรที่ทำให้ป่วย เมื่อรู้จะป้องกันไม่ให้ป่วยอีก

    NCD 4.0 คือ การไม่เพิ่มโรค เราต้องดูแลป้องกันไม่ให้เราเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 151 เดือนพฤษภาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : ถาม-ตอบ เรื่องตับคั่งไขมัน

กิจกรรมเสวนายามสาย สไตล์เบาหวาน โดยรศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ รศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข

เรื่อง     “ถาม-ตอบ เรื่องตับคั่งไขมัน”

อาจารย์เริ่มต้นการเสวนาด้วยการเล่นเกมเพื่อแจกหนังสือด้วยคำถาม “ใครมีดัชนีมวลกายเกิน 30 บ้าง?” พร้อมกับมอบหนังสือให้จำนวน 8 เล่ม ซึ่งประธานชมรมจะนำมาจับฉลากเพื่อความยุติธรรมแก่สมาชิกชมรมทุกท่านในเดือนมีนาคม

ข้อมูลในอดีตที่เรารู้กันโดยทั่วไปว่า โรคตับแข็งจะเกิดกับคนที่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ หรือเกิดจากไวรัสบี ไวรัสซีจนตับอักเสบ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคตับแข็งล่าสุดคือ คนที่เป็นโรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลกาย หรือ ค่า BMI เกิน 30) และคนที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคตับแข็ง และเมื่อเป็นโรคตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับก็เพิ่มขึ้นด้วย

อาจารย์ได้อธิบายว่าตับแข็ง คือ ตัวเนื้อตับไม่ดี  พร้อมทั้งเปรียบเทียบให้เห็นภาพของตับปกติ เนื้อจะมีสีแดงเรียบเมื่อผ่าออกมาด้านในก็ยังเรียบเนียน ส่วนภาพของตับแข็งจะเป็นตะปุ่มตะป่ำทั้งด้านนอกและด้านในเมื่อผ่าออกมาแล้วซึ่งเป็นสภาพของเนื้อตับที่ไม่ดี (การเลือกซื้อตับหมูที่ตลาดจึงควรเลือกที่เรียบสวย ที่เป็นตะปุ่มตะป่ำนั้นเป็นภาวะตับคั่งไขมันในหมู)

โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับมีพังผืดและตับแข็งต่างกันอย่างไร?

  1. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบ โดยดูได้จากผลเลือดค่าการทำงานของตับ SGOT SGPT ค่าปกติจะไม่เกิน 40 หน่วย ถ้าได้ค่า 41 ก็ถือว่าเกินและมีภาวะอักเสบแล้ว ช่วงที่ดีที่สุดควรอยู่ในช่วง 20-30 หน่วย
  2. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบมาก เป็นการอักเสบเรื้อรังคือ ตรวจซ้ำแล้วค่าการทำงานของตับเกิน 40 หน่วยเป็นระยะเวลานานเกิน 6 เดือนถือเป็นภาวะเรื้อรัง และเมื่อปล่อยทิ้งไว้นานๆ จนเกิดบาดแผล เป็นเส้นนูน จะเป็นภาวะที่เรียกว่าพังผืด
  3. ตับคั่งไขมันที่มีการอักเสบและพังผืด เมื่อปล่อยให้ตับมีแผลเป็น มีพังผืด จนรวมตัวกันไปทั่วตับ ก็จะทำให้ตับมีสภาพกลายเป็นตับแข็ง นั่นคือสภาพเนื้อตับเริ่มทำงานได้ไม่ดีแล้ว และจะมีอาการแสดงออกมาให้เห็น

วิธีการตรวจตับอักเสบ และ ตับอักเสบเรื้อรังทำได้ด้วยการเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับ แต่ถ้าตับอักเสบและเป็นพังผืดต้องตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น การ Ultrasound การเจาะเนื้อตับ

สาเหตุของตับคั่งไขมัน

  1. ดื่มแอลกอฮอล์
  2. ตับอักเสบซี
  3. โรคเบาหวาน
  4. ภาวะอ้วน ค่า BMI 30 เรียกว่าอ้วนไม่ดี BMI 35ขึ้นไป เรียกว่าอ้วนอันตราย BMI 40 เรียกว่าอ้วนใกล้ตาย (มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Morbid Obesity) ถ้าค่า BMI 35 ร่วมกับโรคเบาหวานก็ถืออยู่ในเกณฑ์อ้วนใกล้ตาย
  5. ไขมันในเลือดสูง
  6. การรับประทานยาบางชนิด

อาการแสดงของผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ผู้ชายจะมีเต้านมโต โดยจะมีลักษณะแข็งเป็นดาน เมื่อจับจะเจ็บ ที่ท้องจะมีเส้นเลือดดำโป่งพองยิ่งมีมากและเห็นชัดเป็นตับแข็งแน่นอน สะดือจุ่น ฝ่ามือแดง ท้องบวม ท้องมาน เมื่อเจาะเอาน้ำในท้องออกจะเป็นน้ำสีเหลือง ซึ่งลักษณะอาการเหล่านี้จะเป็นอาการที่บ่งบอกถึงโรคตับแข็งในระยะท้ายแล้ว

โรคตับในระยะต่างๆ

หมอตับพยากรณ์โรคตับ

  1. ตับแข็งระยะต้น (ระยะที่ 1, 2) ถ้าเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องจะไม่มีภาวะที่ร่างกายทรุดลงได้ภายใน 10 ปี อัตราการเสียชีวิตในระยะที่ 1 ภายใน 1 ปี คือ 1% ในระยะที่ 2 คือ 4% (น้อยพอๆ กับเกิดอุบัติเหตุ)
  2. ตับแข็งระยะท้าย (ระยะที่ 3, 4) ตับแข็งไม่ใช่มะเร็ง ตับแข็งคือตับที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้แล้ว คนไข้จะท้องบวมหรือท้องมาน อาเจียนเป็นเลือดสดในปริมาณเยอะ เมื่อมีอาการท้องมานและเส้นเลือดโป่งพอง อัตราการเสียชีวิตใน 1 ปี ของระยะที่ 3 คือ 20% แต่ถ้ามีอาการท้องมาน และอาเจียนเป็นเลือด ซึ่งเป็นระยะที่ 4 อัตราการเสียชีวิตภายใน 1 ปี คือ 57%

เราจะตรวจพบโรคตับในระยะแรกได้อย่างไร? ตรวจค่าการทำงานของตับ หากผลเลือดเกิน 40 ก็ควรพบหมอตับแล้ว โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง คือ เป็นโรคเบาหวาน และ ผู้ที่มีภาวะอ้วนอย่าปล่อยทิ้งไว้โดยคิดว่าไม่เป็นอะไร

อาจารย์หมอได้อธิบายคำศัพท์ที่อยากให้เราทุกคนเข้าใจตรงกัน ตับคั่งไขมันเป็นศัพท์ที่ราชบัณฑิตกำหนดมาเป็นความหมายที่ชัดเจนที่สุดแต่คนส่วนใหญ่จะคุ้นชินกับคำว่าไขมันพอกตับ ซึ่งลักษณะของการพอกคืออยู่ด้านนอก แต่คั่งคือสภาพที่ไขมันแทรกตัวไปในทุกอณู  ซึ่งจากการนำตับของผู้ที่เสียชีวิตมาผ่าออกแล้วส่องกล้องพบว่าไขมันได้แทรกตัวอยู่จนเนื้อตับไม่เหลือ อาจารย์ไม่ชอบคำศัพท์ว่าพอก แต่เพื่อการสื่อสารที่จะทำให้คนไข้เข้าใจ อาจารย์จึงได้อธิบายเพิ่มเติมเรื่องคำศัพท์ที่ถูกต้องด้วย

สาเหตุของการเกิดภาวะตับคั่งไขมัน หรือที่เข้าใจโดยทั่วไปว่าไขมันพอกตับ หรือไขมันเกาะตับ

 

กลุ่มผู้มีความเสียงต่อภาวะตับคั่งไขมัน

  1. คนที่เป็นโรคเบาหวาน
  2. คนที่มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) มากกว่า 30
  3. มีภาวะอ้วนลงพุง ผู้ชายเอวมากกว่า 36 นิ้ว ผู้หญิงเอวมากกว่า 32 นิ้ว
  4. คนที่มีภาวะไขมันสูง
  5. คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง

งานวิจัยโรคตับคั่งไขมันในฮ่องกงพบว่า ใน 100 คนมีคนเป็นโรคตับคั่งไขมัน 13.5% แต่ถ้าเอาคนที่มีครบทั้งหมดคือ เบาหวาน ไขมัน ความดัน และอ้วนลงพุง พบว่ามีคนเป็นโรคตับคั่งไขมัน  50%

งานวิจับจากฮ่องกง ทำให้เห็นว่าคนที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ทำให้ความเสี่ยงในการเป็นโรคตับคั่งไขมัน ตับแข็ง เพิ่มขึ้น

คนที่เป็นเบาหวานที่มีภาวะตับคั่งไขมันแล้ว คนไหนมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นตับแข็ง และ มะเร็งตับ?

หมอจะหาจากกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่เบาหวานเกิน 10 ปีเพราะเส้นเลือดที่ตา ไต หัวใจ สมองเริ่มเกิดความเสื่อมสภาพ ผู้ที่เป็นเบาหวานและมีภาวะอ้วน ผู้ที่เป็นเบาหวานอายุเกิน 45 ยิ่งเสี่ยงจากร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ ดูค่าการทำงานของตับ SGOT หารด้วย SGPT เกิน 1 ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่าไหร่ ภาวะเสี่ยงต่อตับแข็งยิ่งเพิ่มมากขึ้น หมอจะนัดตรวจเร็วขึ้น เพราะจะทำให้ตรวจเจอโรคตับแข็งในระยะต้นเร็วขึ้น ตรวจเจอมะเร็งตับในระยะที่รักษาได้ทัน

หลักการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ป่วยตับแข็งด้วยตนเองเบื้องต้น ทำอย่างไร?

  1. งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ลงจนเลิกดื่ม
  2. งดอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาที่ไม่จำเป็น หน้าที่หนึ่งของตับคือรับอาหารมาแล้วกลั่นกรองถ้ามีอาหารที่เป็นพิษ ก่อนที่จะส่งไปที่ไตเพื่อกรองอีกชั้น จึงไม่ควรกินอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด และหลายครั้งที่คนไข้ถูกส่งมาหาหมอตับ โดยไม่รู้สาเหตุ ร้อยทั้งร้อยจะพบว่าเกิดจากการกินสมุนไพรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นอย่าไปลองกินสมุนไพรให้ตับอักเสบมีปัญหาเลย
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ มีผลลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน สำหรับผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของชมรม เราสามารถเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ปลอดภัยกับสภาพร่างกายได้ เช่น การแกว่งแขนโดยแกว่งไม่เกิน 30 องศาเพื่อความปลอดภัยสำหรับข้อหัวไหล่ แกว่งครั้งละ 5 นาที ทำวันละ 3 ครั้ง ทำตอนดูโทรทัศน์ก็ได้ การแกว่งแขนถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ที่ไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์อะไรเลย

เรื่องสำคัฐที่คนลดน้ำหนักจำเป็นต้องเรียนรู้คือ การคำนวณแคลอรี่อาหาร

  1. อาหาร ควบคุมปริมาณพลังงาน การลดอาหารได้ 3500 กิโลแคลอรี คือ น้ำหนักที่ลดได้ 1 กิโลกรัม (กาแฟใส่วิปครีม 1 แก้ว = ข้าวมันไก่ 1 จาน = 500 กิโลแคลอรี กินทุกวันวันละแก้วน้ำหนักขึ้น 1 กิโลกรัม) ถ้าลดน้ำหนักได้ร้อยละ 3-5 จะเริ่มเห็นค่าการทำงานตับดีขึ้น และปริมาณไขมันตับเริ่มลดลง
  2. อารมณ์ บริหารจัดการให้ดี

เรื่องสำคัญที่เราควรรู้ อ่านฉลากแล้วต้องเข้าใจ

HFCS คืออะไร? สำคัญไฉน?

ตัวย่อ HFCS (High Fructose Corn Syrup) นี้ที่ติดอยู่บนฉลากคือ น้ำตาลที่ผลิดมาจากข้าวโพด  พบมากในน้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ ขนม คุ้กกี้ ซอสมะเขือเทศ น้ำหวาน เป็นน้ำตาลมีค่าความหวานสูงมาก กินแล้วทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากด้วย ซึ่งเมื่อไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงยาวนานจะถูกดึงไปเก็บไว้ที่ตับ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคตับคั่งไขมันเร็วขึ้น

เป้าหมายของการลดน้ำหนักต่อโรคตับคั่งไขมัน

เป้าหมายของการลดน้ำหนัก

น้ำหนักลด 3% ไขมันจะลดลง 35-100%

น้ำหนักลด 5% การอักเสบของตับจะลดลง 41+%

และเป้าหมายสูงสุดของการลดน้ำหนักต่อโรคตับคั่งไขมันคือ

น้ำหนักลด 7% การอักเสบตับสามารถลดลงได้ 64-90%

ถ้าน้ำหนักลด 10% พังพืดในตับสามารถลดลงได้ถึง 45%

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 149 เดือนมีนาคม 2560

ลักข์ฟังมาเล่า : โรคกระดูกพรุน

 

กิจกรรมเสวนา "จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน" โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

กิจกรรมเสวนา “จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” โดย อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม อ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา

เรื่อง     “โรคกระดูกพรุน”

เนื่องจากอาจารย์สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร ติดภารกิจกะทันหัน ทางชมรมฯ จึงได้เรียนเชิญอ.พญ.ลลิตา วัฒนะจรรยา มาบรรยายในเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” (Osteoporosis) แก่สมาชิก โดยทางชมรมฯ ได้เชิญอาจารย์มาในหัวข้อ “โรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ” แต่อาจารย์ได้อธิบายว่า “โรคกระดูกพรุน” นั้น เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเบาหวานหรือไม่ก็ตาม

กระดูกของเรานั้นมีรูและช่องว่างอยู่ แต่คนที่เป็นโรคกระดูกพรุนคือ กระดูกจะบางจนรูหรือช่องว่างที่มีอยู่นั้นเกิดเป็นรูกว้าง เป็นช่องว่างกว้างขึ้นกว่าเดิมจนส่งผลให้กระดูกสันหลังยุบ หรือกระดูกหักได้ง่ายทั้งที่ไม่ได้เกิดจากเหตุที่รุนแรง

กระดูกของคนเราจะเติบโตขึ้นตามวัยจนถึงช่วงอายุ 20-30 ก็จะหยุด (ยกเว้นคนที่มีภาวะผิดปกติกระดูกจะไม่หยุดโต) เพราะฉะนั้นในวัยเด็กหากได้กินอาหารอย่างเต็มที่และถูกสุขลักษณะก็จะทำให้กระดูกของคนๆ นั้นเติบโตได้อย่างเต็มที่ หลังจากกระดูกหยุดเติบโตก็จะนิ่งจนถึงวัย 40 หลังจากนั้นมวลกระดูกจะเริ่มบางลงตามธรรมชาติ

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ภาพความแตกต่างระหว่างกระดูกปกติ และ กระดูกพรุน ที่อ.พญ.ลลิตา นำมาประกอบการบรรยาย

ในเพศชายกระดูกจะเติบโตได้มากกว่าเพศหญิง ช่วงอายุที่นิ่งก็นานกว่าเพศหญิง และเมื่อถึงเวลาที่มวลกระดูกลดลงก็จะลดลงช้ากว่าของเพศหญิง โดยในเพศหญิงจะมีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็วคือช่วงที่ฮอร์โมนหมดหรือที่เรียกว่าวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย เพศหญิงจึงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูพรุนมากกว่าเพศชาย

โรคกระพรุนเป็นโรคที่ป้องกันได้ คนที่มีปัจจัยเสี่ยงจึงควรตรวจร่างกายและพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

เกณฑ์ในการตรวจหาโรคกระดูกพรุนในคนปกติ เพศหญิงควรตรวจเมื่ออายุ 65 ปี เพศชาย 70 ปี แต่สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรได้รับการตรวจก่อนเกณฑ์ที่กำหนด

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ภาพการเปลี่ยนแปลงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย ที่ อ.พญ.ลลิตา นำมาแสดงประกอบการบรรยาย

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนคือ

  1. สมาชิกในครอบครัวมีประวัติกระดูกหักง่าย หรือ หักบ่อยเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน
  2. ประวัติของตัวเราเองว่าเคยเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วกระดูกหักง่าย เช่น หกล้มแล้วเอามือยันแล้วกระดูกข้อมือหักถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ อุบัติเหตุรุนแรงคือ รถชน ตกจากที่สูง ซึ่งสามารถทำให้เกิดภาวะกระดูกหักได้เพราะมีความรุนแรง กระดูกหักจากอุบัติเหตุรุนแรงถือว่าเป็นภาวะปกติ
  3. ขาดฮอร์โมนเพศหญิง หากใครมีประวัติการตัดรังไข่และหรือมดลูกก่อนวัยหมดประจำเดือนตามธรรมชาติ มวลกระดูกจะตกลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้
  4. ประวัติการใช้ยาต่างๆ เช่น ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่า
  5. คนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวน้อย ค่า BMI ต่ำ ถือว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
  6. ผู้ที่สูบบุหรี่ และ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน
  7. การออกกำลัง ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนน้อยกว่า

วิธีคัดกรองผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน

  1. หากเตี้ยลงมากกว่า 4 ซม.จากตอนหนุ่มสาว หรือ เตี้ยลงมากกว่า 2 ซม.ถือว่าผิดปกติ
  2. ตรวจด้วยเครื่องวัดมวลกระดูก โดยตรวจจากกระดูกสันหลังและสะโพก
  3. ตรวจเลือด

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน (เป็นการแบ่งเพื่อรักษาให้ถูกต้องตามอาการ)

  1. ปกติ
  2. บาง คือ ไม่ปกติ เริ่มลดลง
  3. พรุน คือ ไม่ปกติ กระดูกบางลงไปเยอะ
  4. พรุนด้วยหักด้วย มีความบางของกระดูกสูง มีความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกสูง ควรได้รับการรักษาด้วยยาเพิ่มมวลกระดูก

วิธีป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนโดยไม่ต้องใช้ยา

  1. ได้รับแคลเซียมเพียงพอ (1,000 มก./วัน) แคลเซียมจากธรรมชาติคือ ปลาตัวเล็กที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก, นมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ในผู้สูงอายุควรเลือกนมไม่มีไขมันหรือไขมันต่ำ, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วและธัญพืช
  2. ได้รับ Vit D เพียงพอ ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน D ได้เองตามธรรมชาติผ่านแสงแดดที่มีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตที่ทำปฎิกริยากับไขมัน Cholesterol ที่อยู่ในผิวหนังของเราและผลิตเป็น Vit D ที่มีประโยชน์ต่อกระดูกของเรา
  3. หยุดเหล้า หยุดบุหรี่
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  5. สำคัญที่สุดคือ การป้องกันระวังอย่าให้หกล้ม ไม่ว่ากระดูกจะบางแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหกล้มเมื่อไหร่ปัญหาจะตามมามากมาย ควรระวังท่าทาง ไม่เอี้ยวตัวกดชักโครก ไม่นั่งยองๆ

คำถาม              คุณหมอกระดูกแนะนำให้ผ่าตัดข้อเข่า แต่ไม่อยากผ่าตัด กินแคลเซียมจะช่วยได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             ไม่เกี่ยวข้องกัน การกินแคลเซียมไม่ได้ช่วยให้ข้อเข่าหายเสื่อมได้

คำถาม              การกินแคลเซียมสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้หรือไม่?

อ.ลลิตา             การกินแคลเซียมไม่ได้ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น แต่เป็นการช่วยไม่ให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว ในการรักษา การกินยาแคลเซียม และ Vit D ที่มากเพียงพอจึงจะสามารถเพิ่มมวลกระดูกขึ้นได้

คำถาม               บ้านเรามีสมุนไพรดีๆ ทำไมหมอถึงห้ามและไม่นำมาใช้?
อ.ลลิตา              สำหรับตัวหมอเองไม่เคยห้ามเลย พร้อมจะบอกคนไข้เสมอว่าให้เลือกที่น่าเชื่อถือได้ อย่างเช่น ถ้าเป็นของอภัยภูเบศร์ ที่มีการค้นคว้าวิจัยและทดลองจริง ซึ่งจะมีความปลอดภัยสูงกว่าแบบที่ เขาบอกมาว่า ซึ่งจากประสบการณ์แล้วที่เขาบอกมาไม่สามารถรักษาได้จริง และหมอจะบอกคนไข้ว่าอย่างดกินยาที่หมอให้เอง อยากจะทดลองกินอะไรให้บอกหมอด้วย จะได้ช่วยดูแลกัน

ที่มา : จากบทความที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 148 เดือนกุมภาพันธ์ 2560

ปล. โดยส่วนตัวลักข์ตั้งแต่มีโอกาส ขอมาทำหน้าที่ฟังเสวนาแล้วเขียนสรุปและพิมพ์ลงในจดหมายข่าวส่งให้สมาชิกชมรมฯ เบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์นั้น ทำให้เข้าใจกับคำว่า “สมุนไพร” “ธรรมชาติ” ที่คนส่วนใหญ่มักจะหลงเข้าใจผิด และถูกหลอกได้ง่ายว่าเป็นของดีที่ไม่มีพิษภัยมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งการได้ลงมือทำอาหารและขนมให้หม่าม้า ยิ่งทำให้รู้ว่าของสดจากธรรมชาติ และรสจากธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุดเลือกดึงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุดนั้น … มีคุณค่า  มีความแตกต่าง และ เป็นสิ่งที่ดีจริง โดยมีเงือนไขว่า  “คุณค่าของธรรมชาติ” ไม่สามารถบรรจุให้เป็นแบบสำเร็จรูปขายได้เลย

อีกเรื่องสำคัญคือ สมุนไพรที่หลายคนหลงเชื่อว่าดี แต่ในความเป็นจริงแล้วคือ มีโทษได้สำหรับคนปกติทั่วไปเมื่อได้รับในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และ เป็นโทษอย่างแน่นอนสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวที่ไม่เหมาะที่จะได้รับสมุนไพร โดยเฉพาะที่บอกต่อกันมาให้กินในปริมาณมากอย่างไม่เหมาะสมด้วย เช่น คนที่มีภาวะของคนที่มีโรคไต และ โรคหัวใจ สมุนไพรจะเป็นตัวเร่งให้อาการของโรครุนแรงขึ้น