ลักข์ฟังมาเล่า : กรดไหลย้อน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2562 อ.นพ.ปิยะพันธ์  พฤกษพานิช

เรื่อง     “กรดไหลย้อน”

กรดในกระเพาะของคนเรามีความเข้มข้นเป็นกรดมากกว่าน้ำส้มสายชู แต่สู้กรดซัลฟูริกในแบตเตอรี่ไม่ได้ ความเข้มข้นของกรดในกระเพาะตามธรรมชาติของร่างกายเรานี้ มีหน้าที่สำคัญคือ

  1. กรดช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนที่เราเคี้ยวไม่ละเอียด
  2. ช่วยละลายแร่ธาตุในอาหาร เช่น เหล็กและแคลเซียม (ยาธาตุเหล็กและแคลเซียมไม่ควรทานพร้อมกันเพราะจะแย่งการดูดซึม เป็นยาที่ควรทานพร้อมน้ำผลไม้ลดเปรี้ยวและไม่ควรทานพร้อมยาลดกรดหรือนม)
  3. ช่วยดูดซึมแร่ธาตุในอาหาร เช่น วิตามินบี แมกเนเซียม
  4. ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร เมือเรารับประทานอาหาร อาหารจะไปแช่อยู่ในกรดในกระเพาะอาหาร 3-4 ชั่วโมง ก่อนส่งไปยังลำไส้เล็ก

โดยธรรมชาติผิวในกระเพาะอาหารของเราจะมีความหนามากพอที่จะทนทานต่อความเข้มข้นของกรดได้ แต่อวัยวะที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารคือ หลอดอาหารนั้น ผิวในผนังหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ เมื่อมีการไหลย้อนของกรดขึ้นมาจึงจะทำให้มีอาการได้

อาการของกรดไหลย้อน

  1. มีของเหลวรสเปรี้ยว หรือขม และอาจมีกลิ่นหรือรสของอาหารท้นขึ้นมาที่คอ
  2. แสบร้อนในหน้าอก อาจแสบขึ้นมาถึงในลำคอ

กรดไหลย้อนมีทั้งแบบที่เป็นโรคและไม่เป็นโรค ที่ไม่เป็นโรคคือ มีภาวะเป็นกรดไหลย้อนเฉยๆ

61103101_10217740536079427_1218977521798742016_o

เหตุผลที่เรามีอาการ “เรอ” หลังการกินอาหาร เพราะในขณะที่กินอาหารอยู่มีลมเข้าไปในคอหอยของเราด้วย เมื่อลมสะสมในกระเพาะมากๆ ลมจะลอยขึ้นมาด้านบนในขณะที่น้ำและอาหารจะอยู่ด้านล่าง เมื่อสะสมมากขึ้นและเมื่อเรากินอิ่ม หูรูดของหลอดอาหารเราจะคลายตัวเพื่อระบายลมที่เรากลืนเข้าไปสะสมในมื้ออาหารออกมา (อาการเรอเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่โรค)  หากเรากินอิ่มมากจนน้ำกระฉอกออกมาในขณะที่หูรูดคลายตัว เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะกรดไหลย้อน จะทำให้มีอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เกิดขึ้นได้นานๆ ครั้งในคนปกติ เป็นเดือนหรือปีละครั้ง แต่ถ้าเกิดบ่อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ถือว่าไม่ปกติ รวมถึงลักษณะของหลอดอาหารเราเป็นลักษณะลาดเอียงลง การไหลย้อนของกรดต้องไหลลงกลับอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีอาการค้างอยู่นาน เป็น 10 นาที ถือว่ามีความผิดปกติซ่อนอยู่ รวมถึงเกิดความรู้สึกว่ามีอาการรุนแรง แสบจนทนไม่ได้ นอนไม่ไหว หายใจไม่ออกต้องไปพบแพทย์

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อน

  1. คนที่มีภาวะโรคอ้วน
  2. หญิงมีครรภ์
  3. คนที่ได้รับฝุ่น ควัน ควันบุหรี่

โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายตัว รบกวนคุณภาพชีวิต รบกวนกิจวัตร รบกวนการนอนหลับ แต่ไม่รุนแรงอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

ภาวะของกรดไหลย้อนเจอได้ทุกคน แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ในเอเชียพบได้ 10% ของประชากร ในอเมริกาพบได้ 20% เนื่องจากมีคนอ้วนถึง 1 ใน 3 ของประชากร

อาการของโรคกรดไหลย้อน กรดมีรสเปรี้ยว แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาจจะรู้สึกว่ามีรสขม เนื่องจากในกระเพาะอาหารนอกจากจะมีกรดแล้วยังมีน้ำดีที่ผลิตจากถุงน้ำดีที่ออกมาจากตับ อาจมีการไหลท้นขึ้นมาด้วยได้ ซึ่งน้ำดีมีรสขม รวมถึงบางครั้งที่เรากินอิ่มมากอาจจะรับรสขมของอาหารที่เพิ่งกินลงไปได้เช่นกัน แต่ถ้าเรอแล้วมีแต่กลิ่นไม่มีน้ำไหลขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องปกติ กรดที่ไหลย้อนขึ้นมานอกจากจะให้รสแล้ว กรดยังกัดหลอดอาหารทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาร่วมด้วย ถ้ากรดที่ไหลขึ้นมาถึงคอก็จะทำให้แสบคอ เกิดอาการไอเรื้อรังได้

ท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนคือ ท่านอน เพราะกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารอยู่ในระนาบเดียวกัน ของเหลวก็จะไหลจากกระเพาะขึ้นมาที่กระเพาะอาหารได้ง่ายขึ้น ท่าก้มตัวยกของ การออกกำลังกายหลังอาหารทันที

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

  1. หูรูดหลวม หรือ หูรูดเลื่อนไปอยู่ที่กระบังลม เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลไม่มีทางแก้ไขเพราะหูรูดเป็นอวัยวะที่เรียกว่าประสาทอัตโนมัติ สั่งไม่ได้ ออกกำลังกายไม่ได้ ต้องปรับเรื่องพฤติกรรมการกินเท่านั้น รวมทั้งยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาแก้ภูมิแพ้ ยานอนหลับก็มีฤทธิ์ทำให้หูรูดอ่อนแรงลงได้ การสูบบุหรีหรือสูดควันก็กระตุ้นให้หูรูดหย่อนได้ คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน การดื่มชา กาแฟที่มีคาเฟอีน จะเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวได้ (ในคนปกติที่หูรูดไม่หลวม กินคาเฟอีนแล้วไม่ทำให้หูรูดคลายตัว)
  2. แรงดันในกระเพาะสูงกว่าแรงดันช่วงอกทำให้เกิดกรดไหลย้อน การที่เกิดแรงดันในกระเพาะสูงกว่ามาจากความอ้วน ทำให้ไขมันไปเบียดพื้นที่ในกระเพาะ กินอิ่มจนเกินไป กินแล้วนอนทันที
  3. ในบางคนที่มีโรคการบีบคลายตัวของหูรูดผิดปกติ หรือ เคยได้รับการฉายแสงที่หลอดอาหาร
  4. น้ำลายของเรามีฤทธิ์เป็นด่างคนที่มีน้ำลายน้อย เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำลาย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้
  5. ถึงแม้จะเกิดกรดไหลย้อนร่างกายก็ซ่อมแซมตัวเองได้ คนสูงอายุ ขาดอาหาร มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำให้การซ่อมแซมหลอดอาหารตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้ช้า ทำให้เกิดอาการได้มากกว่าคนทั่วไป

การรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยตัวเอง

  1. เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมและวิถีชีวิต เป็นแล้วหายได้และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเรา เมื่อเราปฏิบัติตัวดี คุณภาพชีวิตเราก็จะดี
  2. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารรสจัดเสริมความระคายเคืองต่อหลอดอาหาร อาหารมันจัดทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อาหารมันเป็นอาหารที่ย่อยยากที่สุดของร่างกาย กระเพาะอาหารจะค่อยๆ ปล่อยอาหารลงสู่ลำไส้ทำให้อาหารมันค้างอยู่ในกระเพาะนาน ยิ่งอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานก็ทำให้ยิ่งมีโอกาสกระเฉาะขึ้นหลอดอาหาร การหลีกเลี่ยงอาหารมันก็จะเป็นเรื่องดีต่อร่างกาย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนทำให้หลอดอาหารคลายตัว
  3. ไม่กินมื้อใหญ่หรืออิ่มจนเกินไป โดยเฉพาะการกินอาหารบุฟเฟต์นั้น เรามีแต่เสียกับเสีย ถ้าเรากินไม่เต็มที่กินไม่คุ้ม เราก็เสียเงิน แต่ถ้าเรากินเต็มที่กินจนคุ้มกินจนอิ่มเกินไป เราจะรู้สึกแน่นท้อง หายใจไม่อิ่ม เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย แล้วอาหารก็จะไปสะสมอยู่ในร่างกายเรา สุขภาพร่างกายเราก็เสียหาย การกินบุฟเฟต์คนชนะมีเพียงเจ้าของร้านเท่านั้น เรากินคุ้ม เราแพ้เพราะสุขภาพเสีย กินไม่คุ้มก็แพ้ เพราะเสียสตางค์
  4. การนอนทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่าย ดังนั้นไม่ควรกินอาหารในช่วง 3-4 ชั่วโมงก่อนเวลานอน หรือไม่เอนตัวนอนภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังอิ่ม ถ้าจะให้ดีไม่ควรกินอาหารหลัง 6 โมงเย็นจะดีต่อสุขภาพ ร่างกายจะมีวิธีการจัดการอาหารในแต่ละมื้อไม่เหมือนกัน กินอาหารในมื้อเช้าและเที่ยง ร่างกายจะนำไปใช้ ส่วนอาหารมื้อเย็นหรือมื้อสุดท้ายของวันนั้น ร่างกายจะนำไปเก็บสะสม
  5. พยายามนั่งตัวตรงหลังอาหาร
  6. หลังอาหารควรเดินเบาๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรแกว่งแขวนแรงๆ ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมหลังอาหาร
  7. ไม่ก้มตัวหรือเบ่งท้อง ไม่ออกกำลังกายหนัก ไม่ยกของหนักหลังมื้ออาหาร เพราะทำให้ไปบีบท้องเอากรดให้ไหลย้อนขึ้นมา
  8. หากมีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ควรลดน้ำหนัก
  9. เลิกสูบบุหรี่ หรือในผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ต้องหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่
  10. คนเป็นกรดไหลย้อนมี 2 แบบ บางคนเป็นตอนกลางวันเยอะ ให้ใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และบางคนเป็นตอนกลางวันเยอะแม้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้ว แต่เมื่อล้มตัวนอนจะรู้สึกแสบร้อนที่กลางอกขึ้นมา ให้แก้โดยใช้วิธีหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 6-8 นิ้ว (มีภาพประกอบหน้า 6) การหนุนที่ดีต้องหนุนตั้งแต่ระดับเอวขึ้นไปให้หลังเป็นแผ่นตรง ไม่ใช่หนุนหมอนให้สูงอย่างเดียว โดยนอนราบมาตลอดแล้วหนุนเฉพาะหัวให้สูงขึ้นอย่างเดียว แบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้เมื่อยคอได้อีกด้วย
  11. กินยาสามัญประจำบ้านได้ หากอาการกรดไหลย้อนนานๆ เกิดขึ้นที ยาต้านกรดที่เป็นน้ำสีขาวมีหลายยี่ห้อ เช่น ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน ยาอะลั่มมิลค์ กินแล้วก็จะบรรเทาอาการได้
  12. ใส่เสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่น เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่ควรฝืนใส่เสื้อผ้าที่คับและรัดแน่นจนเกินไป

เราควรกินอาหารอย่างไรดี?

กินอาหารให้สมดุลครบ 5 หมู่ ทั้งหมวดข้าวแป้งคาร์โบไฮเดรตที่มีสัดส่วนในการกินมากที่สุด หมวดเนื้อสัคว์โปรตีนรองลงมา และหมวดไขมันให้กินน้อยที่สุด ส่วนหมวดผักและผลไม้นั้น ควรเน้นที่ผักมากกว่าผลไม้ เพราะในผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่เหมือนผักแต่มีแคลอรี่สูงกว่า โดยเราควรกินให้ได้อย่างน้อยมื้อละ 1 ทัพพี ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกินผักคือ เรื่องการล้างผักให้สะอาด หลายคนกินผักแล้วรู้สึกท้องอืด ขอแนะนำให้กินผักสุกหรือผักลวดแทนผักดิบ เพราะผักดิบจะย่อยยากกว่า ทำให้หลายคนมีอาการท้องอืดได้

และหลักสำคัญของการกินอาหารคือ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิด แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กิน การกินอาหารมากเกินไปจะทำให้เป็นโทษกับร่างกายเพราะทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายตามมา

เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะการปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาจะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหาร เมื่อเกิดเป็นแผล ก็จะเกิดเป็นพังผืด เมื่อเป็นพังผืด ก็จะทำให้หลอดอาหารตีบตัน ทำให้การกลืนนั้นติดขัด กลืนลำบากได้

เวลาเป็นกรดไหลย้อน จะรบกวนระบบทางเดินหายใจ คนที่เป็นโรคหอบและถุงลมโป่งพอง เวลาเป็นกรดไหลย้อนอาการก็จะกำเริบได้บ่อยขึ้น   นอกจากนี้แล้วอาการกรดไหลย้อนยังสัมพันธ์กับการนอนกรนด้วย การนอนกรนเป็นได้ทั้งเหตุและผลของการเกิดกรดไหลย้อน หลายคนที่มีอาการกรดไหลย้อนเมื่อตื่นเช้ามาจะรู้สึกคอแห้ง ขมคอ แสบคอนึกว่าเป็นกรดไหลย้อนแต่ความจริงแล้วคือ การนอนอ้าปากหายใจเพราะนอนกรน บางคนกินยาลดกรดไหลย้อนมาเป็นปีแล้วเมื่อได้มาตรวจการนอนกรนและใส่เครื่องช่วยการนอนหลับ เมื่อหลับสนิทก็ไม่เกิดอาการแสบคออีกเลยก็มี

โรคกรดไหลย้อนเมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในหลอดอาหาร อวัยวะใดก็ตามที่มีอาการอักเสบเรื้อรัง บาดเจ็บเรื้อรัง พื้นที่ตรงนั้นย่อมมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเนื้อร้ายได้ ซึ่งยังไม่พบภาวะนี้ในประเทศไทย

อาการกรดไหลย้อนแบบไหนที่ต้องพบแพทย์

  1. หากมีอาการกรดไหลย้อนบ่อยและอาการไม่ดีขึ้นหลังสังเกตอาการ ปรับพฤติกรรม และซื้อยาสามัญประจำบ้านกินเองสัก 1-2 อาทิตย์ไปแล้ว
  2. ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาเจียนรุนแรง อาเจียนมีเลือดแดงหรือดำ ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่มีเลือดออกในกระเพาะ เลือดเมื่อโดนกรดจะกลายเป็นสีดำ กลืนติดหรือกลืนลำบาก กลืนเจ็บหรือกลืนไม่ลง น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  3. โรคที่ต้องระวังคือ โรคหัวใจ หากมีอาการจุกอก แน่น หายใจไม่ออก อาจจะไม่ใช่โรคกรดไหลย้อนแต่เป็นโรคหัวใจ ถ้าแสบร้อนกลางอกถึงจะชัดเจนว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

62062142_10217794183820587_6626924466582585344_n

การวินิจฉัยโดยแพทย์

  • ส่วนใหญ่แล้วใช้แค่ประวัติและอาการก็เพียงพอ และสามารถเริ่มการรักษาได้เลย
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหลังปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมและรักษาร่วมกับยาแล้ว จะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือพบแพทย์เฉพาะทาง
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
  • การกลืนแป้ง เพื่อสามารถดูปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น หลอดอาหารตีบแคบ เป็นแผล หรือมีการเลื่อนของหูรูดหลอดอาหาร การกลืนแป้งไม่สามารถดูผิวของผนังหลอดอาหารได้
  • การวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารเป็นวิธีการตรวจวัดกรดไหลย้อนที่แม่นที่สุด โดยการใส่สายเล็กๆ ลงไปทางจมูกลงไปในหลอดอาหารค้างไว้ 24-48 ชั่วโมงแล้วให้คนไข้ใช้ชีวิตตามปกติ หรือใช้แบบแคปซูลไร้สาย
  • การตรวจวัดแรดันของหูรูดและกล้ามเนื้อ เมื่อสงสัยถึงความผิดปกติของกรบีบตัวของหลอดอาหารหรือเพื่อเตรียมการผ่าตัด

การรักษาด้วยยา

  • ยาต้านกรด แบบยาน้ำหรือยาเม็ด สีขาวมีฤทธิ์เป็นด่างสลายฤทธิ์ของกรดที่หลั่งออกมาแล้ว ทำให้รู้สึกดีขึ้นทันที
  • ยาลดการหลั่งกรด ยับยั้งการสร้างน้ำกรดจากผิวกระเพาะ ไม่สามารถรักษาอาการได้แบบทันที
  • ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ถ้าบีบตัวเร็วส่งลำไส้เร็ว อาหารจะไม่ค้างกระเพาะนาน

การรักษาด้วยการผ่าตัด         การผ่าตัดนี้มีชื่อเรียกว่า ฟันโดไพลเคชั่น (Fundoplication) ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ได้รับการยืนยัน การวินิจฉัยแน่นอนแล้ว แต่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาหารได้ด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าการกินยา

การกินยาลดกรดนานๆ เป็นอันตรายหรือไม่? ยาลดกรดเป็นยาที่มีความปลอดภัยมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หากกินนานๆ โดยไม่มีความจำเป็นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและหักง่าย. ธาตุแมกเนเซียมต่ำ, ขาดวิตามินบี 12, ทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้และท้องเสียง่าย เมื่อกินยาแล้วไม่ควรหยุดกินยาลดกรดแบบทันทีเพราะทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม ต้องใช้วิธีค่อยๆ ลดปริมาณยา

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 176 เดือนมิถุนายน 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไตกับเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนเมษายน 2562 รศ.ดร.พญ.ปวีณา  สุสัณฐิตพงษ์

เรื่อง     “ไตกับเบาหวาน”

โรคไตเป็นภัยเงียบ และในที่นี้ไม่มีใครอยากเจ็บป่วยเป็นโรคไตจนถึงขั้นต้องล้างไตกันแล้ว เรามาทำความรู้จักกับอวัยวะที่เรียกว่า “ไต” ให้มากขึ้นกัน

ไต (Kidney) มี 2 ข้าง รูปร่างคล้ายถั่วแดง มีขนาดประมาณ 10-11 ซม. (ขนาดขึ้นอยู่กับความสูงของร่างกาย) ไตจะอยู่ตำแหน่งที่บั้นเอวด้านหลังของร่างกาย น้ำหนักของไตไม่ถึง 2 ขีด นับว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดของร่างกาย ในผู้ที่บริจาคไต แผลผ่าตัดจึงเล็กมากสามารถผ่าตัดด้วยกล้องแล้วในปัจจุบันนี้

อาการปวดหลัง ใช่เป็นอาการของโรคไตหรือไม่?

คนส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการปวดหลังแถวบั้นเอวนั้นจะต้องเป็นโรคไตเพียงโรคเดียว ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ 80-90% ของการปวดหลัง ปวดเอวจะไม่ใช่โรคไต แต่เป็นอาการปวดของกล้ามเนื้อที่มีสาเหตุจากอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้กระดูกของเราบางลงและมีอาการทรุดตัวของกระดูก กล้ามเนื้อหลังจึงต้องทำหน้าที่พยุงไม่ให้กระดูกทรุดลงมา ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหลังมีอาการหดเกร็งอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดอาการปวดหลังกัน

สำหรับคนที่เป็นโรคไต จนมีอาการปวดหลังแสดงออกมานั้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อ อย่างเช่น กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ หรือมีนิ่วไปอุดตันที่ท่อไต

การตรวจวัดขนาดของไต ทำได้ด้วยการใช้เครื่องมือตรวจที่เรียกว่า Ultrasound การตรวจวิธีนี้ช่วยหมอไตใหhสามารถพยากรณ์โรคที่เกี่ยวข้องกับไตได้

59616094_10217566346404794_2391713188010786816_n

ภาพของไตจากการทำ Ultrasound ของคนปกติจะมีภาพไตเป็นสีดำ แต่สำหรับคนที่เป็นโรคไตภาพเป็นสีขาว ที่แสดงให้เห็นถึงขนาดที่เล็กกว่าไตปกติ แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของไตว่าไตนั้นมีการฝ่อ เหี่ยว มีพังผืด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดี

ในคนไข้เบาหวานบางคน ขนาดของไตจากการ Ultrasound อาจจะไม่เล็กลงเนื่องจากมีแร่ธาตุอื่นไปเกาะ แต่ภาพที่ออกมาจะขาวซึ่งแสดงถึงความผิดปกติของไตอยู่ดี   แต่ถ้ามีขนาดเล็กและขาวด้วย แสดงว่าไตอยู่ในสภาพที่ไม่ดี

การตรวจไตด้วย Ultrasound ยังสามารถตรวจพบถุงน้ำในไตได้อีกด้วย หากเป็นถุงน้ำเล็กๆ รูปร่างปกติ ก็แสดงว่ามีพังผืดที่ไต แต่ไม่ต้องทำอะไรเพราะมีโอกาสเพียง 1% เท่านั้นที่จะกลายเป็นมะเร็งที่ไต แต่หากเป็นถุงน้ำขนาดใหญ่ หรือมีรูปร่างของถุงน้ำที่ผิดปกติ โอกาสของการกลายเป็นมะเร็งที่ไตจะสูงขึ้น

หน้าที่ของไต

  1. ขจัดของเสียจากอาหารและยาทุกชนิดที่เรากินเข้าไปที่ร่างกายไม่ต้องการ ไตก็จะขับของเสียเหล่านั้นออกมาในรูปของปัสสาวะ

ในคนที่ไตทำงานได้ปกติจะต้องไม่มีน้ำตาลปนเปื้อนออกในปัสสาวะโดยเด็ดขาด ถ้ามีน้ำตาลออกมา แปลว่า 1. คนๆ นั้นเป็นเบาหวาน และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ จนมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเกินกว่า 180 มก./ดล. ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรค การที่มีน้ำตาลล้นออกมาในปัสสาวะจึงทำให้ติดเชื้อได้ง่าย คนที่มีน้ำตาลล้นในปัสสาวะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย 2. การกินยาบางชนิดจนทำให้ท่อไตไม่สามารถเก็บกักของดีเอาไว้ได้ (ไม่เป็นเบาหวานแต่มีน้ำตาลในปัสสาวะจากการกินยาบางชนิด)

คนไข้โรคไตที่ไตวายจนถึงระยะสุดท้าย ไตไม่สามารถทำหน้าที่ขับปัสสาวะต่อไปได้ คนไข้ไตวายจึงไม่มีปัสสาวะและต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง

ไตจะกรองของเสียออกมาในท่อปัสสาวะแล้วมาอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ คนเราจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ 2-300 ซีซี ปวดระดับทนไม่ไหวจนเล็ดออกมาคือ 500 ซีซี บางคนมีโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบก็จะมีการกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะบีบตัวบ่อยกว่าปกติก่อน 200 ซีซีได้

เส้นเลือดที่มาเลี้ยงไตมีเพียง 2 เส้นคือ มีเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำ เมื่อหัวใจปั๊ม 1 ทีก็มีเลือดมาเลี้ยงไต ไตทำหน้าที่กรองของเสียแล้วส่งกลับไปที่เส้นเลือดดำ ในการปลูกถ่ายอวัยวะไตนั้น จึงไม่ยุ่งยากเท่าไหร่เพราะเป็นเพียงการต่อเส้นเลือดเพียง 2 เส้น ใช้เวลาไม่กี่ชม. แต่เปลี่ยนตับใช้เวลานานกว่าเพราะเส้นเลือดเยอะกว่า

59723306_10217582231441910_2642938984933621760_n.jpg

แม้ไตจะมีเส้นเลือดมาเชื่อมต่อเพียง 2 เส้นและมีขนาดเล็กมาก แต่ไตก็เป็นอวัยวะสำคัญมากสำหรับร่างกายเพราะทำงานตลอด 24 ชม. ไตที่มีขนาดเล็กนี้มีหน่วยการทำงานในไตข้างละ 2 ล้านหน่วย เมื่อไตเราเสื่อมหน่วยทำงานเราจะถูกทำลายให้ตายลงและหน่วยการทำงานจะลดลงจาก หลักล้าน เป็นหลักแสน เป็นหลักหมื่น ลงไปเรื่อยๆ ไตของเราจะฝ่อเล็กลงเรื่อยๆ

คนไทยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง คือ ไตที่เป็นพังผืดแล้ว ฝ่อเล็กลงไปแล้ว จะไม่มีทางรักษาให้หายกลับคืนมาได้เหมือนเดิมอีกแล้ว การรักษาของหมอโรคไตคือ หยุดหรือชะลอภาวะเสื่อมของไตไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิมจนถึงขั้นต้องล้างไตได้เท่านั้น โดยจะต้องร่วมมือกันกับคนไข้ ในการควบคุมอาหาร และปรับยาตามสภาพ

หน่วยการทำงานของไตที่มีอยู่ข้างละ 1 ล้านหน่วยตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาและไตจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันแรกจนถึงวันตาย เมื่อเราอายุ 30 ปี การทำงานของไตก็จะเริ่มทยอยเสื่อมลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อเราอายุ 80 ค่าการทำงานของไตอาจจะเหลือเพียง 40-50% ซึ่งก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ปกติโดยไม่มีอาการอะไร คนที่เป็นโรคไตที่ต้องทำการบำบัดทดแทนการทำงานของไตนั้น เพราะไตทำงานได้ต่ำกว่า 10% แล้ว

ไตเสื่อมตามอายุเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ไม่กินยาตามที่แพทย์สั่ง เท่ากับไปเร่งให้ไตเสื่อมก่อนเวลา การซื้อยา อาหารเสริม สมุนไพรกินเองก็ยิ่งไปเสริมเร่งให้ไตวายเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

หมอโรคไต ไม่มียาบำรุงฟื้นฟูไต มีแต่ยาที่จะลดอาการแทรกซ้อนที่ผิดปกติของคนไข้เท่านั้น เช่น ยาบำรุงเลือด เมื่อคนไข้มีภาวะซีด ยาลดความผิดปกติของค่าเกลือแร่ การที่หมอไตไม่จ่ายยาอะไรให้เลยแต่ให้คนไข้กินยาควบคุมเบาหวานและความดันเหมือนเดิม ถือว่าเป็นเรื่องดีแสดงว่าร่างกายคนไข้ยังอยู่ในสภาพดี

ความน่ากลัวของอาหารเสริมที่คนไข้ชอบไปซื้อกินเองโดยเฉพาะคนไข้เบาหวานคือ การกินยาที่ซื้อเองแล้วตรวจพบว่าระดับน้ำตาลดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน เมื่อเจาะเลือดเพื่อดูค่าไตแล้ว คุณหมอพบว่าการทำงานของไตแย่ลงทุกราย

ทำไมไตทำงานแย่ลงแล้วคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น? เพราะอาหารเสริมสมุนไพรที่ซื้อกินเองมีกลไกบางอย่างที่จะไปสะสมและค้างอยู่ที่ไตมากขึ้น เมื่อไตถูกทำลายระบบการทำงานของร่างกายแย่ลง คนไข้ที่ไม่มีการควบคุมการกินอาหาร แต่ระดับน้ำตาลดีขึ้น เป็นสัญญาณเตือนว่าไตกำลังแย่ลง แต่หากระดับน้ำตาลดีขึ้น จากการควบคุมพฤติกรรมการกิน ถึงจะเป็นการดูแลรักษาสภาพไตของตัวเองอย่างแท้จริง

เวลากินอาหารหมอไม่แนะนำให้กินน้ำซุปจนหมด เพราะในน้ำซุปส่วนใหญ่จะมีเกลือในปริมาณที่มากเกินไป การใช้วิธีเติมน้ำเพื่อเจือจางรสชาติโดยหลักการแล้วหมอไม่แนะนำ เนื่องจากปริมาณเกลือที่ได้ร่างกายได้รับยังเป็นปริมาณที่มากเกินไป ในคนที่เป็นเบาหวานก็เหมือนกันควรลดปริมาณการกินน้ำตาลให้น้อยลง ไม่ใช่ใช้วิธีเจือจางด้วยน้ำเพื่อให้รสชาติจืดลง แต่ร่างกายยังคงได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากเกินไป

อาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกายโดยหลักมี 3 อย่างคือ แป้ง โปรตีน และไขมัน การขับของเสียจากแป้งที่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์คือ ปอด ส่วนของเสียจากโปรตีนเป็นหน้าที่ของไต ไขมันไม่มีตัวขจัดเพราะเป็นรูปของการเก็บสะสมพลังงานไว้ในร่างกายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการทำงานของไตจะขึ้นอยู่กับอาหารประเภทโปรตีน เมื่อไตเสื่อมจึงจำเป็นต้องจำกัดปริมาณอาหารประเภทโปรตีนนั่นเอง

  1. ขจัดน้ำส่วนเกินที่มีในร่างกายมากเกินไป โดยจะปรับปริมาณน้ำในร่างกายให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ให้มีน้ำในร่างกายมากไปหรือน้อยเกินไป

ในคนปกติเมื่อดื่มน้ำเข้าไปเยอะ ก็จะปัสสาวะออกมาเยอะ และจะไม่มีอาการบวมน้ำ แต่ในคนที่มีภาวะไตเสื่อม ไตจะไม่สามารถขับน้ำออกมาได้ตามปกติ ทำให้มีน้ำค้างในร่างกายจนเกิดภาวะบวมน้ำ หรือน้ำท่วมปอดได้

การที่เราหิวน้ำบ่อยและปัสสาวะบ่อยผิดปกติมาจาก 1. ร่างกายมีน้ำตาลมากเกินไป 2. เรากินเกลือเยอะเกินไป (เดี๋ยวนี้หมอจะไม่ใช้คำว่าเค็มแล้ว เพราะลิ้นแต่ละคนมีความชินและทนทานต่อรสเค็มไม่เท่ากัน) เกลือในที่นี้ หมายถึงเครื่องปรุงรสที่มีเกลือเป็นส่วนผสม เช่น ซีอิ๊ว น้ำปลา เต้าเจี้ยว กะปิ ซุปก้อน โชยุ ฯ เมื่อเรากินเกลือเยอะเกินไป ไตก็จะขับเกลือออกมาทางปัสสาวะ เกลือจะกระตุ้นให้เรารู้สึกหิวน้ำบ่อย ทำให้เราปัสสาวะบ่อย คนเป็นเบาหวานและเป็นโรคไตจึงต้องระวังเรื่องปริมาณน้ำตาลและเกลือที่กินเข้าไปไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ

59747308_10217589402301177_7628657422948630528_o

ดื่มน้ำเท่าไหร่ดี? ปัสสาวะออกมาเท่าไหร่ ก็ดื่มน้ำเท่านั้น โดยใช้หลักปฏิบัติง่ายๆ คนเราจะปวดปัสสาวะเมื่อมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะ 200-300 ซีซี เมื่อเราปัสสาวะเสร็จ เราก็ควรดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือถ้าในหน้าร้อน ออกกำลังกายที่เหงื่อออกเยอะ ก็ควรดื่มน้ำเพิ่มเพราะร่างกายสูญเสียน้ำทางเหงื่อด้วย

คนที่ปัสสาวะสีเข้มตลอดเวลา เกิดจากการดื่มน้ำน้อยเกินไปซึ่งจะทำให้เกิด การติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย และเกิดโรคนิ่วในปัสสาวะได้

  1. ไตมีหน้าที่ควบคุมความดันโลหิต คนที่เป็นโรคไต จะเริ่มมีความดันสูงเพราะมีเกลือค้างในร่างกาย ซึ่งมีผลทำให้การความคุมความดันทำได้ยากขึ้น ความดันที่คุมได้แย่มากๆ จะทำให้เกิดภาวะไตวายได้

โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง (ราว 40-50%) ของคนฟอกไต และโรคความดันโลหิตสูงในคนที่คุมได้ไม่ดี คือ สาเหตุอันดับที่สองที่ทำให้คนต้องฟอกไต

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดจะถูกส่งมาเลี้ยงที่ไตมากที่สุด หากความดันสูงเกิน 140 ขึ้นไป เท่ากับทุกครั้งที่เลือดถูกปั้มมาอย่างแรงจะกระแทกมาที่ไต หน่วยการทำงานของไตก็จะเสียหายถูกทำลายไปเรื่อยๆ  เพราะฉะนั้นหากเป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องรักษาให้ความดันอยู่ในเกณฑ์ คือ ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท

ยิ่งกินเกลือมาก ยิ่งคุมความดันยาก ลดการกินเกลือ จะควบคุมความดันได้ง่ายขึ้น

พันธุกรรมของบางครอบครัวกินเค็มเพียงนิดเดียวก็ทำให้ความดันโลหิตสูงได้ บางครอบครัวอาจจะกินได้มากกว่า ความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย

เมื่อกินเค็มแล้วมีอาการบวม คุณหมอจะช่วยแก้ปัญหาได้ด้วยการให้กินยาขับปัสสาวะ ที่มีฤทธิ์ในการช่วยขับทั้งเกลือและน้ำออกจากตัวให้คนไข้ได้ แต่การกินยาขับปัสสาวะในระยะยาว โดยที่คนไข้ไม่ยอมคุมอาหารเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ไตต้องทำงานหนักตลอดเวลา

การกินยาขับปัสสาวะ ทำให้มีปัสสาวะเยอะขึ้นกว่าปกติ หากกินน้ำไม่พอ จะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำจนไม่มีเลือดไปเลี้ยงไตได้ ทำให้ไตเสียหายได้ด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหมอจึงอยากเน้นเรื่องการลดการกินเกลือในของคนไข้ มากกว่าการให้ยา แต่ถ้าคนไข้ไม่ควบคุมอาหาร ยาก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตคนไข้

คนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรมีเครื่องวัดความดันที่บ้าน ควรวัดความดันในตอนเช้าหลังตื่นนอนและก่อนเข้านอน จดบันทึกค่าที่ได้มาให้เหมอไตเพื่อที่หมอจะได้มีข้อมูลสำหรับการปรับยารักษาให้เหมาะสมกับความเป็นจริงของชีวิตคนไข้ การวัดค่าเดียวในขณะที่มาโรงพยาบาลเป็นข้อมูลที่น้อยเกินไปและไม่ใช่สภาพตามความเป็นจริงในชีวิตของคนไข้ด้วย

ในขณะนอนหลับ ร่างกายจะได้พัก ผ่อนคลายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความดันจะต่ำที่สุด หากความดันหลังตื่นนอนมีค่าสูง แสดงว่าร่างกายไม่ได้พักและผ่อนคลายเลย คนที่มีความดันหลังตื่นนอนสูงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาตมากกว่าคนที่ได้พักผ่อน

  1. ไตมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง เพราะฉะนั้นในคนที่เป็นโรคไตจึงมีภาวะเลือดจาง

เมื่อไตทำงานได้น้อยกว่า 30 %     จะเริ่มมีภาวะซีด แต่สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานและเป็นโรคไตจะเกิดภาวะซีดได้เร็วกว่าคนที่เป็นโรคไตจากสาเหตุอื่น

  1. ไตช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง วิตามินดีทำให้กระดูกแข็งแรง และไตเป็นอวัยวะที่ทำให้วิตามินดีทำงานได้

แม้จะไปตากแดดจนตัวดำแต่ถ้าหากไตทำงานไม่ได้ร่างกายก็จะขาดวิตามินดี คนที่เป็นโรคไตคุณหมอจึงให้กินวิตามินดีเสริมเพื่อป้องกันภาวะกระดูกบางและหักง่าย

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับไตของเรา

ทุกๆ 1 นาทีจะมีเลือด 1,200 ซีซี ถูกส่งไปที่ไตทั้ง 2 ข้าง จะเห็นได้ว่าไตทำงานหนักและเลือดต้องส่งไปเลี้ยงเยอะมากใน 1 นาที หากจู่ๆ มีคนความดันตกจนต้องส่งรพ. จะเกิดภาวะไตวายขึ้น เพราะเมื่อความดันตกก็จะไม่มีเลือดถูกปั๊มส่งไปเลี้ยงที่ไต ไตถูกปิดสวิทช์แบบฉับพลันทันที ภาวะนี้เรียกว่า ไตวายแบบฉับพลัน ต้องทำการล้างไต ไปจนกว่าไตจะฟื้นคืนตัวขึ้นมา

หัวใจปั๊ม 1 ที เลือดในร่างกาย 20% ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดจะถูกส่งมาที่ไต เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหลายหน้าที่ ที่เหลือก็ส่งไปตามอวัยวะต่างๆ

ใน 1 วันมีเลือด 1,700 ลิตรถูกส่งไปที่ไต ร่างกายคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 7-8 ลิตร เลือดในร่างกายจะไหลเวียนซ้ำไปซ้ำมาถึง 400 รอบต่อวัน จะเห็นได้ว่าไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก ทำงานตลอดเวลา เราจึงควรดูแลอวัยวะนี้ให้ดี เพื่อให้ไตจะได้อยู่กับเราในสภาพที่ดีไปได้ยาวนาน

วิธีการดูแลรักษาไตที่ดีที่สุดคือ การเลือกกินอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับร่างกาย ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอาหารหลากหลายและอุดมสมบูรณ์มาก เพียงเรากินอาหารตามฤดูกาลตามธรรมชาติ กินให้ครบหมู่ กินให้หลากหลาย ร่างกายของเราก็ได้สารอาหารครบเพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปกินวิตามินอาหารเสริมสมุนไพรทำลายไตใดๆ เพิ่มอีกแล้ว

หน่วยการทำงานของไต 2 ข้าง มีจำนวน 2 ล้านหน่วย หากเอามาเรียงต่อกันจะได้ความยาวถึง 16 กิโลเมตร ซึ่งหน่วยการทำงานของไตมีจำนวนมากขนาดนี้ เรายังมีคนไข้โรคไตจำนวนมาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคไต 7-8 ล้านคน ต้องทำการบำบัดทดแทนไต จำนวน 100,000 คน เครื่องล้างไต, น้ำยาล้างไต เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ค่าล้างไตโดยเฉลี่ย 2-3,000 บาท/ครั้ง ล้างไต 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ไปตลอดชีวิต นี่เป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลที่เกิดขึ้น ที่เงินภาษีของเราส่วนหนึ่ง รัฐบาลได้นำมาช่วยเหลือคนไข้โรคไตด้วย

เราทุกคนควรมาช่วยกันดูแลป้องกันไม่ให้ตัวเอง คนในครอบครัว และคนรู้จักเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น เป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเองและประเทศชาติ

เราอยู่ได้หรือไม่ถ้าหากเรามีไตเพียงข้างเดียว? อยู่ได้ โดยคนที่มีไตข้างเดียวจะต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตได้ในอนาคต การดูแลตัวเองทำได้โดยการควบคุมอาหาร กินยาตามที่แพทย์สั่ง ไม่ซื้อยากินเอง วัดความดันสม่ำเสมอ มาตรวจสุขภาพเป็นประจำ

โรคไตวายเรื้อรังจึงเป็นภัยเงียบ เป็นเหมือนภูเขาธารน้ำแข็ง คนเป็นโรคไตวายในระยะแรกๆ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ ปรากฏให้เห็นเลย การทำงานของไตลดลงไป 50% ก็ยังไม่ปรากฏอาการ การทำงานของไตต่ำกว่า 30% จะเริ่มมีอาการเพลียปรากฏให้เห็น เรียกได้ว่าคนเป็นโรคไตกว่าจะรู้ตัวก็แทบไม่เหลือเวลาให้หมอรักษามากแล้ว และเมื่อการทำงานของไตเหลือ 10% ต้องทำการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตเท่านั้นจึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไต? รู้ได้จากการเจาะเลือดตรวจ และจากการตรวจปัสสาวะเท่านั้น

โรคไตมี 5 ระยะ เปรียบเหมือนการลงบันได ไม่มีใครอยากไปอยู่ในบันไดขั้นสุดท้าย ซึ่งในส่วนของหมอนั้นที่ทำได้คือ ช่วยคนไข้เบรกไม่ให้ไตเสื่อมลงไปกว่าเดิม

Save Kidney, Save Health เมื่อรักษาไต ก็จะรักษาสุขภาพของร่างกายได้ด้วย เมื่อไหร่ไตทำงานแย่ลง ของเสียอยู่ในเลือดมากขึ้น เลือดจะไปเลี้ยงอวัยวะทุกส่วนของร่างกายเลย เมื่อไตทำงานแย่ลง ของเสียในร่างกายสะสมมากขึ้น จะส่งผลให้มีอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เกิดความผิดปกติได้กับทุกระบบของร่างกายเลย ไม่ว่าจะซึม ชักกระตุก สับสน หัวใจโต น้ำท่วมปอด คัน ผิวดำ เมื่อไตดี สุขภาพจะแข็งแรง

เมื่อไหร่ที่ไตทำงานน้อยกว่า 15% จะถูกจัดว่าเป็นโรคไตวายระยะสุดท้าย มีโอกาสต้องล้างไตแล้ว ปัจจุบันเราจะเริ่มล้างไตเมื่อไตเหลือการทำงาน 6% แต่ถ้ามีอาการก่อนก็ล้างก่อน ในระยะนี้ถ้าหากเริ่มล้างไตแล้ว เมื่อหยุดล้างไต ก็จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์สองอาทิตย์

การบำบัดทดแทนไตมี 3 แบบคือ การล้างด้วยเครื่องไตเทียม ต้องทำที่สถานพยาบาล สัปดาห์ละ 1-2-3 ครั้งขึ้นอยู่กับสภาพของคนไข้, การล้างไตผ่านทางช่องท้อง ทำที่บ้านด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเข้าไปทางช่องท้องวันละ 4 ครั้ง มารพ.เพื่อพบแพทย์ 2-3 เดือนครั้ง, และการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ การผ่าตัดเปลี่ยนไต จะเอาไตใหม่ใส่ไว้ที่ช่องท้อง ส่วนไตเก่าก็จะปล่อยไว้อย่างนั้น

60386807_10217665849572311_7629111280732733440_n

วิธีทำให้ไตของเรามีสุขภาพที่ดี มีกฎสำคัญ 8 ข้อ คือ

  • Keep Fit & Active ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนอ้วน เพราะคนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคไตมากกว่าคนผอม
  • Eat Healthy Food เลือกกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มีคุณค่าทางโภชนาการ และควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ลดโปรตีนและเกลือ
  • Monitor Blood Pressure วัดความดันเป็นประจำ เพราะความดันสูง ทำให้เส้นเลือดในสมองเราแตกและตีบ หัวใจโต จากขนาดของหัวใจปกติ เมื่อความดันสูง หัวใจมีแรงดันมากขึ้นๆ ก็ทำให้หัวใจมีขนาดโตขึ้นๆ เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ความดันสูงขึ้นตา ทำให้ตาบอด เป็นโรคความดันนานๆ ทำให้หลอดเลือดที่ขามีปัญหา ปวดขา เมื่อยขาเมื่อเดินนานๆ เพราะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ
  • Eat healthy and keep your weight in check กินอาหารถูกสุขลักษณะแล้วต้องหมั่นชั่งน้ำหนักด้วย
  • Maintain a healthy fluid intake ดื่มน้ำให้พอกับที่ร่างกายต้องการ น้ำในที่นี้คือ น้ำเปล่า น้ำสะอาด
  • Do not smoke ใครที่สูบบุหรี่ต้องหยุดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายเร็วกว่าปกติ
  • Do not take over-the-counter pills on a regular basic ไม่แนะนำให้ไปซื้อยาตามเคาน์เตอร์กินเอง ทั้งยา อาหารเสริม สมุนไพร ไม่แนะนำให้กินทั้งสิ้น และไม่ควรหาซื้อยาแก้ปวดชนิด NSAID มากินเองโดยเด็ดขาด
  • Move your feet for screening your health and kidney ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคไต คนที่เป็นเบาหวาน, คนที่มีโรคความดันโลหิตสูง. คนอ้วนน้ำหนักเกิน, คนที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคไตเพราะโรคไตเป็นพันธุกรรม ควรตรวจเช็คไตด้วยการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ

คนที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่มีไข่ขาวในปัสสาวะที่บ่งบอกถึงภาวะไตเสื่อม จะมีอัตราการรอดชีวิตและมีชีวิตยืนยาวกว่าคนที่มีภาวะไตเสื่อม

คนที่เป็นเบาหวานส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน แต่จะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างเส้นเลือดในสมอง, ตา, หัวใจ, ชาตามปลายมือปลายเท้า และโรคไตที่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเป็นเบาหวานเสียชีวิต อัตราการเสียชีวิตของคนที่เป็นเบาหวานจะมากขึ้นเมื่อมีโรคร่วม

เมื่อเราสามารถลดระดับ A1C ลง 1% สามารถลดความเสี่ยงที่จะโดนตัดขาได้ 43% ลดอัตราการเป็นโรคไตได้ 37% ลดอัตราการตายลง 21% ลดโรคหัวใจได้ 14% ลดโรคเกี่ยวกับสมองได้ 12% ระดับน้ำตาลที่ดี ทำให้ลดการเกิดโรคร่วมให้น้อยลงได้ โรคเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ถึง 40% ของคนไข้ล้างไต

ระดับน้ำตาลมีผลต่ออันตราการตายของคนที่เป็นเบาหวาน คนที่ควบคุมระดับ A1C ต่ำกว่า 6% หรือมากกว่า 8% จะมีอัตราการเสียชีวิตมากขึ้น

คนที่ล้างไตแล้ว ก็ยังต้องควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เกิน 8% เพราะยังมีโรคสมอง และโรคหัวใจอีก การควบคมระดับน้ำตาลไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นสำหรับคนที่เป็นเบาหวานเสมอ

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลตกหรือต่ำทำให้เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพราะเมื่อน้ำตาลตกจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ เมื่อน้ำตาลตกการทำงานของสมองเราจะแย่ลง ความจำจะแย่ลง เมื่อน้ำตาลตกเราอาจเป็นลม ล้มกระดูกหักได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 175 เดือนพฤษภาคม 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : วิธีป้องกันรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม 2562 ผศ.พญ.อรอุมา  ชุติเนตร

เรื่อง     “วิธีป้องกันรักษาโรคหลอดเลือดสมอง”

อาจารย์ตั้งคำถามกับสมาชิกว่า รู้หรือไม่ว่าโรคหลอดเลือดสมองคืออะไร? สำคัญยังไง? มีอาการสำคัญอะไรบ้าง? และเมื่อเกิดอาการแล้วจะแก้ไขได้อย่างไร? วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคหลอดเลือดสมองนี้ให้เข้าใจกัน

55609146_10217242624911959_6691699909210406912_o

โรคหลอดเลือดสมอง มีชื่อเรียกหลายชื่อ STROKE (สโตร๊ค) หรือ CVD (ซีวีดี) หรือ Brain Attack (เบรน แอคแทค) หรือ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ขึ้เกิดขึ้นนกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง

โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? สามารถพบคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลก (ทุก 2 วินาทีจะพบคนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้. ทุก 6 วินาทีมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ได้)  โดยผู้หญิงจะพบได้บ่อยกว่าคือ 1 ใน 5 ของประชากรทั่วโลก เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นโรคที่บุคลากรทางการแพทย์ไม่อยากให้เกิดโรคนี้ขึ้นกับใคร จึงมีการรณรงค์ให้คนตระหนักถึงโรคนี้ด้วย โดยจัดตั้งเป็นวันโรคหลอดเลือดสมองโลก ในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี

สถิติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย ปี 2557

  1. โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
  2. อายุยิ่งมาก ยิ่งพบคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น (อายุต่ำกว่า 40 ปีพบไม่ถึง 1% อายุ 60 ปี 6% อายุ 80 ปี พบมากถึง 13-14%)

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
  • โรคหลอดเลือดสมองแตก มีเลือดออกในสมอง

ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 แบบมีอันตรายเท่ากัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดไหลออกมา ถ้าโดนตำแหน่งสำคัญก็มีอันตรายมากกว่า หลอดเลือดในสมองจะตีบหรือตันได้นั้น เกิดจากการที่มีไขมันไปเกาะอยู่ที่หลอดเลือด ไขมันเกาะน้อยก็ทำให้เส้นเลือดตีบ ไขมันเกาะตัวหนามากก็ทำให้อุดตัน เมื่อหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจนหลอดเลือดในสมองปริมีเลือดซึมออก หรือหลอดเลือดแตกออก จะทำให้มีเลือดซึมไหลออกมาอยู่ในเนื้อสมอง ไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่เลือดไหลไปกดในสมองส่วนนั้นๆ  เช่น ไปกดทับการเคลื่อนไหว ก็เคลื่อนไหวลำบาก ไปกดทับการพูด ก็พูดลำบาก  นอกจากนี้แล้วความอันตรายยังขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ซึมออกมาด้วยว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก

หลอดเลือดสมองไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วจะแตกเองได้ต้องมีสัญญาณเตือนมาก่อน เช่น ในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วไม่ควบคุมปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ผนังหลอดเลือดก็จะค่อยๆ โป่งขึ้นเรื่อยๆ จนแตกได้

อาการของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือฉับพลันทันทีทันใด

  1. จู่ๆ ก็อ่อนแรง หรือมีอาการชาครึ่งซีก (ส่วนใหญ่จะเกิดอาการของสมองเพียงซีกเดียว จึงมีอาการเพียงครึ่งซีก)
  2. เวียนศีรษะร่วมกับการเดินเซ
  3. ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน
  4. ปวดศีรษะ อาเจียน
  5. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ถามอย่าง ตอบอย่าง
  6. ซึม  ไม่รู้สึกตัว

คำในภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองคือ FAST ที่แปลว่าเร็ว มาจาก F(face) หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน A(arm) แขน(หรือขา)อ่อนแรง S(speech) การพูดมีความผิดปกติ T(time) เวลา – เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อมีอาการต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดใช้เวลามารพ.นานขึ้นเท่าไหร่ เลือดยิ่งออกมากสมองยิ่งเสียหายมาก

80% ของโรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้!!!! การควบคุมป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง

ถ้าไม่อยากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

  1. ส่วนใหญ่ป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
  2. ตรวจเช็คร่างกายเป็นระยะ

ผู้ที่เสียงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมีทั้งที่แก้ไขได้ (ที่เกิดจากโรคและพฤติกรรม) และ แก้ไขไม่ได้ เช่น

♦โรคความดันโลหิตสูง    ♦โรคเบาหวาน               ♦โรคไขมันในเลือดสุง                 ♦โรคหัวใจ         ♦โรคอ้วน

♦ผู้ที่สูบบุหรี่                  ♦ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์        ♦ขาดการออกกำลังกาย               ♦นอนกรน         ♦ผู้สูงอายุ

ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ อายุ เพศ เชื้อชาติ ประวัติในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง(พันธุกรรม)

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ ถึง 8 เท่า โรคเบาหวานเสี่ยงกว่า 6 เท่า คนมีภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเสี่ยงกว่า 4.5 เท่า คนสูบบุหรี่ และ คนไม่ออกกำลังกายเสี่ยงกว่า 3 เท่า โรคไขมันในเลือดสูง 1.5 เท่า

การลดความดันในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง (ค่าความดันปกติคือ 120/80 มม.ปรอท) หากลดความดันตัวบนได้ 10 มม.ปรอท ตัวล่างได้ 5 มม.ปรอท จะทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 38%

56431058_10217302590811069_722633173879488512_o

การลดน้ำหนักตัวลง 10 กิโลกรัม จะลดความดันได้ 5-20 มม.ปรอท การกินอาหารประเภท DASH Diet (การกินอาหารที่มีผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช นมไขมันต่ำ) ลดได้ 8-14 มม.ปรอท จำกัดโซเดียม ลดได้ 2-8 มม.ปรอท ออกกำลังกาย ลดได้ 4-9 มม.ปรอท จำกัดแอลกอฮอล์ลดได้ 2-4 มม.ปรอท ถ้าทำรวมๆ กันก็ช่วยให้ลดความดันได้มากขึ้น

การลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่เป็นเบาหวานทำได้โดยควบคุมระดับน้ำตาลสะสมไม่ให้เกิน 7.5% ด้วยการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ ลดปริมาณการกินน้ำตาลไม่เกิน 6-8 ช้อนชาการคาดการณ์ของโรคเบาหวานในอนาคตในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ ในปี 2000 มีผู้เป็นเบาหวานจำนวน 22.3 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 58.1 ล้านคนในปี 2030

การลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ทำได้โดยการลดการกินไขมันที่มาจากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อ เนย นม ลดการกินของมัน ของทอด อาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมันสูง งดการกินเบเกอรี่ ใช้น้ำมันมะกอด น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง

ในผู้ที่สูบบุหรี่ หากเลิกบุหรี่ได้ 5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเท่ากับคนปกติ

ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ควรลดปริมาณลงไม่เกิน 1 Drink ต่อวัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเท่านั้น ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่นอีกด้วย เช่น ตับแข็ง จึงควรลดและเลิกดื่มให้ได้

ในการคำนวณหาว่าใคร “อ้วน” หรือไม่ ให้ใช้วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย ไม่ควรเกิน 23  หรือโดยการวัดเส้นรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. หากเกินกว่าเกณฑ์ควรลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง-มาก อย่างสม่ำเสมอ คือ 40 นาที/วัน 3-4 วัน/สัปดาห์ หรือ 30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ โดยการเริ่มต้นออกกำลังกายนั้นควรเริ่มจากกิจกรรมเบาๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึงเป้าหมาย ควรเคลื่อนไหวออกแรงให้เป็นวิถีชีวิตประจำวันเช่น เดินให้มากขึ้น ใช้บันไดในการขึ้นลงแทนลิฟท์หรือบันไดเลือน

การรักษาเมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ต้องไปโรงพยาบาลทันทีอย่ารอดูอาการ! ภายในระยะเวลา 4.5 ชั่วโมงสามารถรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ *มารพ.รักษาให้เร็วที่สุด* เพราะทุกวินาทีเนื้อสมองจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ นอกจากยาละลายลิ่มเลือดแล้วยังสามารถรักษาด้วยการสอดท่อเอาลิ่มเลือดออกมาจากหลอดเลือด (โดย 2 วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของการเดินทางมาถึงรพ. รวมถึงสภาพของหลอดเลือดและอาการของผู้ป่วยด้วย) และการรักษาด้วยการผ่าตัด

การป้องกันและการรักษาในระยะยาว

  1. การป้องกันการเกิดซ้ำ
  • การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
  • การใช้ยาป้องกัน
  • การออกกำลังกายที่เหมาะสม
  • การผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ

2 การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการทำกายภาพบำบัด

3. การดูแลทางด้านจิตใจและสังคม

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 174 เดือนเมษายน 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไซนัสอักเสบ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 รศ.นพ.ทรงกลด  เอี่ยมจตุรภัทร

เรื่อง     “ไซนัสอักเสบ”

เรามาฟังบรรยายความรู้เรื่องสุขภาพกันเพื่อ 1. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรา เราป่วยเป็นโรคนี้ เป็นความรู้ส่วนตัวเพื่อให้เรารู้เกี่ยวกับเรื่องโรค 2 เพื่อเป็นการหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำความรู้นี้ไปเผยแพร่แก่ญาติพี่น้องที่เราดูแลอยู่

ไซนัสไม่ใช่โรค แต่ไซนัสคือ โพรงอากาศเป็นอวัยวะหนึ่งที่อยู่รอบจมูกของเรา คนเราทุกคนมีโพรงจมูก และต่อจากโพรงจมูกก็คือ โพรงอากาศ โพรงอากาศนี้จะอยู่รอบจมูกของเรา  ซึ่งโพรงอากาศนี้เอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า ไซนัส (Sinus) คนเรามีไซนัสทั้งหมด 5 ไซนัส คือ 1.โหนกแก้ม 2. ข้างตาส่วนหน้า 3. ข้างตาส่วนหลัง 4. หน้าผาก 5. ฐานสมอง

ไซนัสจะคอยสร้างมูกเมือกให้จมูกของเรามีความชุ่มชื้น ถ้าแห้งไม่ดี เพราะมูกเมือกนี้มีสารภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างออกมาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่แปลกปลอมเข้ามาในร่างกายของเรา มูกเมือกที่ไซนัสในจมูกเราสร้างขึ้นต่อวันมีจำนวน 1-2 ลิตร มูกเมือกนี้จะไหลออกมาจากไซนัสทีละนิดตลอดเวลาแล้วเราก็กลืนลงคอ มูกเมือกนี้จะไหลโดยการพัดโบกของขนเล็กๆที่เรียกว่า ขนกระหวัด ที่อยู่ตรงเยื่อบุผิวของไซนัส โดยจะพัดโบกเป็นทิศทางเดียวกันไปที่ช่องเปิดของไซนัสเพื่อให้มูกเมือกออกมาแล้วก็พัดกลืนลงคอไปตามธรรมชาติ

ไซนัสปกติจะต้องประกอบไปด้วย 1. ช่องเปิด, รูเปิดของไซนัสต้องปกติ หากมีภาวะอุดตันมูกเมือกที่อยู่ด้านในจะขับออกมาไม่ได้ ทำให้ค้างอยู่ภายใน ก่อให้เกิดการติดเชื้อ 2. ขนกระหวัดจะต้องพัดโบกได้ปกติ มีบางโรคที่ขนกระหวัดไม่พัดโบกทำให้เกิดภาวะมูกเมือกค้างออกไปที่ช่องเปิดไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อ, 3. มูกต้องไม่เหนียวข้นจนเกินไป มีบางโรคที่มูกเมือกเหนียวมากจนทำให้ขนกระหวัดพัดโบกไม่ได้ ทำให้มูกเมือกค้างข้างในทำให้เกิดการติดเชื้อ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นก็ต้องทำการรักษา อาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำการดูดมูกเมือกออกมา

53671880_10217086153640275_8074153343812894720_o

ไซนัสอักเสบคือ การมีอาการติดเชื้อของไซนัส  ซึ่งการติดเชื้อก็มีหลายแบบทั้งการติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อรา แต่ในความหมายทั่วไปของการใช้คำว่าไซนัสอักเสบ จะหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการของไซนัสอักเสบ มีอะไรบ้าง?

  • อาการเฉพาะที่ คือ มีอาการแน่นคัดจมูก 2.มีน้ำมูกหรือเสมหะมีสี (ไม่มีสีเป็นอาการของภูมิแพ้) 3. ปวดตามใบหน้า 4.การได้กลิ่นลดลง และอาการอื่นๆ เช่นเสียงขึ้นจมูก, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นเหม็นในจมูก เป็นต้น
  • อาการที่อวัยวะใกล้เคียง ประกอบด้วยอาหารทางคอ เช่น เจ็บคอ อาการทางกล่องเสียง เช่น เสียงแหบ และอาการทางหลอดลม เช่น ไอ เป็นต้น
  • อาการทั่วไป ประกอบด้วย อาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย. และมีไข้ เป็นต้น

 

เมื่อไหร่ถึงจะจัดได้ว่าเป็นโรคไซนัสอักเสบ? ควรไปหาหมอ

  • ต้องมีอาการเฉพาะที่ 2 ใน 4 ร่วมกัน เช่น อาการแน่นคัดจมูก ร่วมกับน้ำมูกหรือเสมหะมีสี หรือร่วมกับอาการปวดตึงตามใบหน้า หรือร่วมกับการได้กลิ่นลดลงหรือหายไป และ
  • นอกจากอาการดังกล่าวอย่างน้อย 2 อาการแล้ว ต้องมีระยะเวลาประกอบด้วย คือ อาการเหล่านั้นไม่ดีขึ้นหลังจากมีอาการมา 10 วันแล้วหรือแย่ลงหลังจากมีอาการ 5 วันไปแล้ว จะมีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบสูงควรไปหาหมอตรวจได้แล้ว เพราะอาการหวัดเชื่อไวรัสหวัดธรรมดาเป็นอาการจะดีขึ้นเองภายใน 5 วัน
  • ถ้ามีอาการเสริมเช่น น้ำมูกเป็นหนอง หรือปวดใบหน้าบริเวณแก้มและฟันบน หรือ มีไข้ >38C หรือตรวจพบหนองในโพรงจมูก หนองไหลลงคอหรือที่ช่องเปิดไซนัส ซึ่งเป็นอาการชัดเจนของการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจไซนัสอักเสบด้วยการ x-ray ชนิดต่างๆ มีโอกาสให้ผลบวกเทียมสูงไซนัสอักเสบมีกี่แบบ?
    1. การอักเสบแบบเฉียบพลัน – มีอาการไม่เกิน 3 เดือน
    2. การอักเสบแบบเรื้อรัง – มีอาการนานเกิน 3 เดือน
    3. การอักเสบแบบเฉียบพลันแทรกในรายที่มีอาการอักเสบแบบเรื้อรังอยู่แล้ว
    4. การอักเสบแบบเป็นๆ หายๆ เป็นแล้วหายสนิท แต่เกิดขึ้นเกิน 4 ครั้งต่อปี ต้องหาสาเหตุ

    สาเหตุของไซนัสอักเสบ – แบบเฉียบพลันมาจากหวัด – แบบเรื้อรัง หรือ แบบเป็นๆ หายๆ อาจมีสาเหตุบางอย่างแฝงอยู่มากมาย เช่น ริดสีดวงหรือมีก้อนในจมูกทำให้เกิดการอุดตัน โรคจมูกอักเสบเรื้อรังอักเสบมีทั้งที่เกิดจากภูมิแพ้และที่ไม่ใช่เกิดจากภูมิแพ้ การที่มีก้อนเชื้อราอยู่ในไซนัสซึ่งพบได้บ่อยในอายุที่มากขึ้นและมักจะเป็นที่จมูกข้างเดียวต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หากทิ้งไว้และภูมิต้านทานของร่างกายลดลงก้อนเชื้อราจะขยายใหญ่ขึ้นและกินเนื้อจมูก รากฟันอักเสบ กลุ่มโรคที่เกิดจากภาวะที่ทนต่อยาในกลุ่มแอสไพรินไม่ได้ ต่อมอะดีนอยด์โตจนอุดตันช่องจมูกด้านหลัง กรดไหลย้อน หรือมีความผิดปกติของภูมิต้านทานทั่วไปของร่างกาย เป็นต้น

    การรักษาไซนัสอักเสบด้วยยา

    • ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก ยาลดอาการคัดจมูก(ในกรณีที่มีอาการคัดจมูก) และยาแก้แพ้ ยาแก้แพชนิดไม่ง่วงนอนสามารถช่วยลดอาการอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยได้แต่ไม่สามารถลดอาการน้ำมูกจากหวัดได้

    ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง รักษาอาการลดน้ำมูกจากไข้หวัดไม่ได้เลย เพราะสาเหตุที่มีน้ำมูกจากไข้หวัดเกิดจากสารคัดหลั่งตัวอื่น ไม่ใช่ฮีสตามีน ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงต้านฤทธิ์แต่ฮีสตามีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้เท่านั้น // ยาแก้แพ้แบบง่วง จะมีฤทธิ์ลดการทำงานของต่อมน้ำมูกทำให้สามารถลดน้ำมูกจากไข้หวัดได้ ยาแก้แพ้แต่ละตัวจึงใช้คนละจุดประสงค์เพราะถ้าเป็นไซนัสแล้วกินยาแบบง่วงนอน ไปกดการทำงานของต่อมน้ำมูกจะทำให้มูกข้นเหนียวอยู่ภายใน (เปรียบเทียบหากคนไข้มีอาการปัสสาวะบ่อย ต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคกระเพาะปัสสาวะหรือโรคเบาหวาน เพราะถ้าให้ยาผิดนอกจากจะรักษาอาการไม่หายแล้วยังเป็นอันตรายกับร่างกายอีกด้วย

     

    ยาสเตียรอยด์แบบกินถือเป็นดาบ 2 คม เพราะเป็นยาต้านการอักเสบที่ได้ผลดี ที่ปวดหายปวด กินแล้วเจริญอาหาร แต่มีผลข้างเคียงของยาหากใช้เกิน 2 อาทิตย์ยาจะไปกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อบ่อย กดการสร้างฮอร์โมนตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น ไปกดฮอร์โมนในสภาวะความเครียด เมื่อเราไม่รู้และหยุดยาสเตียรอยด์โดยทันทีเอง ในขณะที่ร่างกายเกิดภาวะเครียดร่างกายสร้างฮอร์โมนขึ้นมาไม่ทัน สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทันที ตัวอย่างนักร้องลูกทุ่งดังในอดีตที่หยุดยากะทันหันทำให้เกิดอาการช้อคเสียชีวิตทันที ยาสเตียรอยด์แบบกินจึงเป็นยาที่ต้องระมัดระวังในการใช้ และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น)

     

    แต่สำหรับยาสเตียรอยด์แบบใช้พ่นเฉพาะที่ในโพรงจมูก สามารถใช้ต่อเนื่องได้ทุกวัน 2 ปีตามโดสที่คุณหมอแนะนำได้อย่างปลอดภัย เพราะจะไม่มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีการส่งผลต่อร่างกายแบบกิน ข้อควรระวังในการใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นคือ อย่าใช้เกินปริมาณที่คุณหมอกำหนด เนื่องจากไม่ใช่ยาที่ใช้แล้วจะดีขึ้นทันที ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากพ่นไปแล้ว 10 ชั่วโมง และจะได้ผลเต็มที่เมื่อเวลาผ่านไปได้ 4-5 วัน ดังนั้นต้องพ่นเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรพ่นตามอาการ หากเป็นไซนัสแบบเฉียบพลันต้องพ่นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์แม้จะไม่มีอาการแล้วก็ตาม เนื่องจากจุดประสงค์ของการรักษาไซนัสคือ รักษาโรค ไม่ใช่รักษาอาการ หรืออาจจะบอกได้ว่าเรารักษาคนให้ดีขึ้นหรือให้หายจากโรค ไม่ใช่รักษาโรคให้หายจากอาการ จึงต้องรักษาอย่างต่อเนื่องกับคุณหมอผู้รักษา

     

    กลุ่มยาที่พ่นแล้วดีขึ้นในทันทีเรียกว่า ยาพ่นจมูกโล่ง ออกฤทธิ์ดีได้ผลทันทีและจมูกโล่งได้ครึ่งวันแต่ห้ามใช้เกิน 5 วันต่อเดือน หากใช้เกินกว่านี้จมูกจะบวม ยาพ่นจมูกโล่งพ่นแล้วมีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวเมื่อเส้นเลือดหดตัวนานๆ เส้นเลือดจะหมดแรง เมื่อเส้นเลือดหมดแรงก็จะคลายตัวแล้วทำให้จมูกบวมและทำให้แน่นจมูก (ยาพ่นจมูกโล่ง เป็นยาราคาถูก มีขายโดยทั่วไป แต่ส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ได้รับคำแนะนำว่าไม่ให้ใช้เกิน 5 วันต่อเดือน หากใช้เกินอันตรายในระยะยาวมีมากกว่าการใช้สเตียรอยด์)

     

    • ในไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน แนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูกเป็นยาตัวแรก ในรายที่มีอาการมากหรือใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้ใช้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย สำหรับการล้างจมูกนั้น อาจจะได้ประโยชน์ในไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันโดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำมูกเหนียว

     

    • ในไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง แนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก ร่วมกับการล้างจมูก ยาต้านจุลชีพมีประโยชน์ในบางรายเท่านั้น

    การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไซนัสอักเสบ ต้องนอนพักให้พอและหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม เช่น สารก่อความระคายเคืองทั้งหลาย บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือในรายที่ว่ายน้ำแล้วคัดจมูกบ่อยๆ ก็ต้องงดว่ายน้ำไว้ก่อน ในกรณีว่ายน้ำอาจจะมีสาเหตุจากคลอรีนในสระว่ายน้ำหรือความเย็นที่ส่งผลให้จมูกบวมได้  ถ้าไม่หลีกเลี่ยงสาเหตุก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้

    การรักษาด้วยการผ่าตัด หากรักษาด้วยการกินยาแล้วไม่หาย จำเป็นต้องหาสาเหตุและอาจจะจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อลดอาการอักเสบ และป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยจะต้องมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดดังนี้ :-

    • มีต้นเหตุที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น มีก้อนเชื้อราอยู่ ถ้าไม่ผ่าเอาก้อนเชื้อราออกมาก็จะไม่หาย
    • มีโรคแทรกซ้อนจากการอักเสบของไซนัส ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางตา หรือโรคแทรกซ้อนทางสมอง
    • มีการอุดตันของช่องเปิดของไซนัสเป็นเวลานาน จนทำให้มีการคั่งของมูกเมือกในไซนัสเป็นจำนวนมากจนดันผนังของไซนัสให้โป่งพอง
    • ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา

    หากมีข้อบ่งชี้ชัดและแพทย์แนะนำว่าต้องผ่าตัดแล้ว แต่คนไข้ไม่ยอมผ่าตัด จำเป็นต้องเซ็นว่าไม่ยินยอมรับการรักษา

    การผ่าตัดที่ได้ผลดีที่สุดคือ การผ่าตัดผ่านช่องจมูกโดยการส่องด้วยกล้องเอนโดสโคปเพื่อเข้าไปแก้ไขโครงสร้างที่ผิดปกติ รวมทั้งแก้ไขช่องเปิดตามธรรมชาติและช่องทางเดินน้ำมูกเมือกของไซนัส ให้น้ำมูกเมือกที่อยู่ในไซนัสสามารถไหลออกมาทางโพรงจมูกได้อย่างอิสระ ไม่คั่งค้างอยู่ด้านใน

    การผ่าตัดมีผลข้างเคียงหรือไม่? มี ประมาณ 1% เพราะไซนัสติดลูกกะตาและสมอง โอกาสที่จะโดนประสาทตาและเส้นเลือดใหญ่สมอง 0.1% ยกเว้นผ่าบริเวณผิวๆ ซึ่งโอกาสเสี่ยงที่จะโดนลูกกะตาและสมองก็ลดลง แต่อาการที่จะหายก็ลดลงด้วย

    ในมุมของคุณหมอ คุณหมอเปรียบเทียบว่า เหมือนการที่คนเราจะเดินข้ามถนน สิ่งแรกที่ต้องดูคือ เราจะเป็นต้องข้ามถนนหรือไม่? ถ้าไม่มีกิจธุระ เราจะไม่ข้ามถนนเล่น เรื่องที่สอง เราจะข้ามถนนอย่างไร? ทะเล่อทะล่าข้ามทันทีหรือมองซ้าย ขวา ซ้าย แล้วก้าวข้ามด้วยความระมัดระวัง? แต่การข้ามด้วยความระมัดระวังสามารถการันตีหรือไม่ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุจากรถที่วิ่งไม่ระมัดระวังมาชน?

    ผลของการผ่าตัดจะได้ผลดีประมาณ 70-90% การทำการผ่าตัดจะได้ผลดีมากหรือน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ

    1. สาเหตุที่ทำให้เป็นไซนัสอักเสบ ถ้าเกิดจากก้อนเชื้อรา ได้ผลเกือบ 00% ถ้าเกิดจากการแพ้ก้อนเชื้อรา ต้องรักษาด้วยการรักษาด้วยยาหลังผ่าตัด ไม่เช่นนั้นจะกลับมาเป็นอีก 100%
    2. ความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นไซนัสอักเสบ คนที่เป็นมากและเป็นนานโอกาสกลับมาหาย 100% น้อยกว่าคนที่เป็นน้อยและเวลาไม่นาน
    3. อยู่ที่วิธีการผ่าตัด ของความหลากหลายของโรค และความหลากหลายของความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่ผ่าตัดด้วย

    คำถาม ควรล้างจมูกบ่อยแค่ไหน? ต้องล้างเรื่อยๆ ไหม?

    คำตอบ มนุษย์เรามีกำเนิดมา 300,000 ปี ผ่านวิวัฒนาการจนมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน จมูกของคนเราก็เช่นกันมีวิวัฒนาการมานานมากแล้ว ในการล้างจมูกจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจู่ๆ จะไปล้าง ต้องมีข้อบ่งชี้ในการล้าง ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ไม่ต้องล้าง และในแต่ละข้อบ่งชี้ มีความถี่ในการล้างไม่เหมือนกัน และน้ำเกลือที่ใช้ในการล้างจมูกของแต่ละข้อบ่งชี้ก็ไม่เหมือนกัน เช่น หากเราต้องการล้างมูกเมือก ก็ต้องดูอาการว่ามูกเมือกนั้นมีความเหนียวข้นแค่ไหน บางคนล้างเช้าเย็นก็เพียงพอ บางคนต้องล้างทุกครึ่งชั่วโมงก็มี หากบางคนต้องการล้างเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้ สำหรับบางคนก็ลดอาการได้จริง แต่งานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนที่ล้างกับไม่ล้างไม่ได้ต่างกัน หรือหากต้องการล้างเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุจมูก เราต้องเลือกใช้น้ำเกลือที่เรียกว่า Hyper Tonic ที่มีความเข้มข้นมากกว่าปกติแต่ห้ามเข้มข้นสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ และข้อควรระวังสำหรับการล้างจมูกคือ ต้องใช้น้ำเกลือเท่านั้น ห้ามใช้น้ำเปล่าหรือน้ำก๊อกโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้จมูกบวม

    คำถาม กรดไหลย้อนเกี่ยวข้องกับไซนัสอักเสบได้อย่างไร?

    คำตอบ กรดไหลย้อนจะเอ่อท้นจากกระเพาะอาหารมาที่คอ และขึ้นไปที่หลังโพรงจมูก และเข้าไปที่ส่วนเปิดโพรงจมูกส่วนหลังได้บางส่วน โดยเฉพาะในคนไข้เด็กจะทำให้ไหลเข้าไปในโพรงจมูกได้ลึกเลยเพราะกลไกตรงเพดานอ่อนจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงกรดไหลย้อนที่เกี่ยวพันกับไซนัสในทางการแพทย์มักจะหมายถึงคนไข้เด็ก ไม่ค่อยเกิดในคนไข้ผู้ใหญ่เท่าไหร่

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 173 เดือนมีนาคม 2562

     

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมกราคม 2562 รศ.นพ.สมพงษ์  สุวรรณวลัยกร

เรื่อง     “ไขปริศนา ถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการบรรยาย อาจารย์ได้ขอชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกที่เตรียมตัวไปค่ายเบาหวานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ สำหรับชาวค่ายใหม่ไปเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ สำหรับชาวค่ายเก่าเพื่อไปเรียนรู้ข้อมูลความรู้ที่มีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และอยากให้ทุกคนเตรียมตัวดูแลสุขภาพตัวเองให้พร้อมเดินทาง และจัดเตรียมยาของตัวเองไปให้เพียงพอสำหรับการไปอยู่ที่ค่าย รวมทั้งควรแจ้งลูกหลานญาติพี่น้องไว้ด้วย

เรื่องสำคัญเรื่องที่ 2 คือ เกี่ยวกับภัยฝุ่นควัน PM 2.5 ที่จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพปอดของทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้สูงอายุ เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 มีขนาดเล็กมากจนสามารถเล็ดลอดผ่านโพรงจมูกของเราลงไปในปอดและกรแสเลือดเราได้สามารถทำให้เกิดปัญหากับปอด และในระยะยาวทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นได้ ดังนั้นในช่วงเวลานี้อาจารย์แนะนำให้สมาชิกหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิตในที่กลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 ควรปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดและควรถูบ้านวันละ 2-3 เวลาเพื่อลดปริมาณฝุ่นภายในบ้าน

จากนั้นเป็นเวลาให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาของโรคที่ตัวสมาชิกเองกำลังเผชิญอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี อาจารย์เปิดโอกาสให้ถามได้ทุกคำถามโดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องโรคเบาหวานก็ได้

สมาชิกถาม       :  เป็นโรคกรดไหลย้อน ควรจัดการอาหารการกินอย่างไร เพราะระดับน้ำตาลสวิงขึ้นลงเป็นอย่างมาก

อาจารย์หมอตอบ : โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคสมัยใหม่ที่ค้นพบเมื่อมีการส่องกล้องลงไปในหลอดอาหาร ทำให้พบว่าหลอดอาหารส่วนล่างที่ติดกับกระเพาะถูกทำลายจากกรดในกระเพาะ ในกระเพาะของเรามีเยื่อเมือกพิเศษที่เคลือบกระเพาะของเราทำให้กระเพาะของเราทนกรดในกระเพาะของตัวเองได้ ปลายหลอดอาหารในร่างกายของคนที่เชื่อมต่อกับกระเพาะอาหารนี้ มี “หูรูด” ที่ปิดแน่น จะเปิดเมื่อมีอาหารไหลผ่านลงมาและปิดแน่นทันที แต่เมื่อเราอายุมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน จะมีอาการหูรูดหย่อน และอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้นเพราะกระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง ทำให้กรดในกระเพาะอาหารอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น เมื่อเราล้มตัวลงนอน กรดที่มีอยู่เต็มกระเพาะสามารถที่จะไหลย้อนขึ้นมาได้เพราะหูรูดหย่อน อาการของโรคกรดไหลย้อนจึงพบได้บ่อยในช่วงเวลากลางคืน อาการของโรคกรดไหลย้อนมีแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่ากรดไหลย้อนขึ้นมาสูงถึงไหนในหลอดอาหาร ถ้าหากปล่อยให้เป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจึงควรปรับวิธีการกินอาหาร ก่อนล้มตัวลงนอนไม่ควรมีอาหารในกระเพาะมื้อเย็นจึงควรกินให้น้อย หากเป็นโรคกรดไหลย้อนต้องกินยาลดกรด และกินติดต่อกันต่อเนื่องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ถึงจะเห็นผล

ไขทุกปัญหา

สมาชิกถาม       : ระดับน้ำตาลในช่วงหลังสูงถึง 150-160 ทำไมคุณหมอที่รักษาถึงบอกว่าเพราะเราอายุเยอะแล้ว ตัวเลขนี้จึงไม่น่ากังวล แล้วก็ไม่ยอมเพิ่มยาให้

อาจารย์หมอตอบ         :  คุณหมอจะดูค่าระดับน้ำตาล HbA1C (ค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม 3 เดือน) ประกอบการรักษาไม่ได้ดูเพียงค่าน้ำตาลตอนเช้าเพียงค่าเดียว ถ้าระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าหมายความว่าส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่เรากิน และอีกส่วนเกิดจากร่างกายของเราที่สร้างขึ้นเอง เมื่อเรากินอาหารแล้วระดับน้ำตาลของเรามีมากเกินไปร่างกายก็จะนำไปเก็บสะสมไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ ไขมัน ดังนั้นคนที่ระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้าอาจจะเกิดได้จากการที่ตับสร้างน้ำตาลออกมาเยอะเกินไป  กล้ามเนื้อและไขมันปล่อยน้ำตาลที่สะสมไว้ออกมาเยอะเกินไป การที่คุณหมอยังไม่ปรับยา

ให้ทันทีเพราะระดับน้ำตาลเฉลี่ยทั้งวันดีแล้ว แต่ค่าน้ำตาลตอนเช้าสำหรับคนเป็นเบาหวานก็ควรจะอยู่ในระดับ 90-130 ถ้าสูงกว่านี้ต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเรากินมื้อกลางคืนมากเกินไปหรือเปล่า หรือจำเป็นที่จะต้องปรับยาจริงๆ

สมาชิกถาม       : ทำไมคุณหมอถึงให้ยาโซดามิ้นท์ เป็นยาแก้อะไร?

อาจารย์หมอตอบ         : โซดามิ้นท์เป็นยาที่มีฤทธิ์เป็นด่าง คุณหมอจะจ่ายให้สำหรับคนไข้เบาหวานที่มีภาวะของโรคไตและเลือดมีภาวะเป็นกรด เนื่องจากคนที่เป็นโรคไต ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่ขับของเสียออกไปได้มากพอ ร่างกายของคนเราเวลากินแป้ง(คาร์โบไฮเดรต) แป้งจะกลายเป็นกลูโคส ร่างกายนำไปใช้ให้เกิดพลังงาน ที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ น้ำเราปัสสาวะออกมา ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์เราจะหายใจออกมา เพราะฉะนั้นแป้งจึงเป็นพลังงานสะอาด อาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้วร่างกายจะนำไปสร้างโปรตีนที่เรียกว่าอัลบูมินเพื่อนำไปเสริมสร้างร่างกาย อีกส่วนจะกลายเป็นกรดที่เป็นของเสียเรียกว่ากรดอะมิโน ซึ่งจะขับออกทางไต เพราะฉะนั้นคนที่มีภาวะของโรคไตจะไม่สามารถรักษาสมดุลค่าเกลือแร่ในร่างกายนี้ได้ ทำให้ร่างกายมีภาวะความเป็นกรดสูงเกินค่าที่ปลอดภัยซึ่งก่อนให้เกิดผลเสียแก่ร่างกาย คุณหมอจ่ายยาตัวนี้ให้รักษากาวะเลือดที่มีกรดเกิน

สมาชิกถาม       : ช่วงนี้ไปจับของหรือใครมาโดนตัวแล้วเหมือนมีไฟฟ้าช้อต

อาจารย์หมอตอบ         : ภาวะนี้เรียกว่าไฟฟ้าสถิต เกิดขึ้นต่อเมือของแห้งกับของแห้งเจอกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาอากาศที่มีความแห้ง แต่ถ้าร่างกายของเรามีความชุ่มชื้นจะไม่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าสถิตหรือรู้สึกเหมือนไฟช้อตเวลาจับต้องสิ่งของ แต่ภาวะนี้ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

สมาชิกถาม      : อยากรู้ประโยชน์ของการกินโปรไบโอติค

อาจารย์หมอตอบ         : เรื่องโปรไบโอติคยังเป็นเรื่องที่เรารู้และยังไม่รู้อีกเยอะ สิ่งที่เรารู้คือ คนที่มีภาวะท้องเสียแบบท้องเสียเรื้อรัง พบว่าเป็นเพราะเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง มีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาอยู่ในร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค การกินโปรไบไฮติคคือการกินเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายใส่เข้าไปในร่างกายเพื่อเอาเชื้อไปฆ่าเชื้อ เอาเชื้อที่มีประโยชน์ไปแย่งพื้นที่เชื้อที่ไม่มีประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีภาวะท้องเสียเรื้อรังหายจากอาการนี้ได้ ตัวอย่างเช่น ยาคูลส์ได้เอาเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ของเด็กอ่อนที่ไม่ก่อเกิดอันตรายใดๆ ในคนมาเพาะเลี้ยงในนมแล้วเติมน้ำตาลเข้าไปทำให้กลายเป็นโยเกิร์ตชนิดหนึ่งขึ้นมา การกินทุกวันทำให้เกิดกระบวนการลดของเสียในร่างกายได้ กระบวนการนี้เรียกว่า โปรไบไอติค คือการเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์มาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดี การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเพราะคนในปัจจุบันกินยาฆ่าเชื้อกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้สารตกค้างอยู่เยอะมาก เมื่อเรากินเข้าไปในร่างกายทำให้เชื้อแบคทีเรียมีการเปลี่ยนแปลงและอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีปนเข้ามาในร่างกายโดยที่เราไม่รู้ หากเราหยุดอาหารชนิดนั้นๆ ก็ทำให้ร่างกายปรับตัวได้ หรือบางคนก็ใช้วิธีรักษาด้วยกระบวนการโปรไอโอติค คือการกินเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเข้าไป ร่างกายเรามีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมากอาศัยอยู่ ทั้งน้ำลาย ในลำไส้ใหญ่ จนกลายมาเป็นอุจจาระ เพียงแต่เป็นแบคที่เรียที่อยู่กับเราได้ ไม่ก่อให้เกิดโรค

เรื่องที่อยากย้ำเตือนให้ทุกคนตระหนักคือ หลายคนเวลาไม่สบายเจ็บคอ มักจะขอยาฆ่าเชื้อคุณหมอ หรือไปหาซื้อกินเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด! การกินยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นนั้น สุดท้ายจะเป็นการทำร้ายตัวเราเอง เราต้องรู้ว่ายาฆ่าเชื้อไม่ได้ออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ดีเท่านั้น มันออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วย ดังนั้นเราจึงไม่ควรกินยาฆ่าเชื้อเองโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เราเกิดภาวะของเชื้อโรคดื้อยาได้ในที่อนาคตซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายมาก คุณหมอขอนะครับว่าหากเป็นหวัด อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเอง ร่างกายเรามีภูมิต้านทานที่จะสามารถรักษาตัวเองให้หายได้

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 172 เดือนกุมภาพันธ์ 2562

 

ลักข์ฟังมาเล่า : แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน 2561 นพ.กิตติ ลาภสมบัติศิริ

เรื่อง     “แนวทางการส่งเสริมสุขภาพในผู้สูงอายุ”

เหตุผลที่เลือกนำหนังสือ “ยากันลืม ยากันล้ม” คู่มือป้องกันสมองเสือมในผู้สูงอายุและคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุมาให้กับสมาชิกชมรมฯ เป็นเพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในผู้สูงอายุค่อนข้างสูง เนื่องมาจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง กระดูกบางลง ความคล่องตัวลดลง สิ่งแวดล้อมภายในบ้านไม่เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความปลอดภัย

42526250_10215851556736124_2579992146106908672_o

หนังสือจะบอกวิธีการป้องกันการล้ม โดยเริ่มต้นจากตัวเราเองด้วยการดูแลตัวเองให้กล้าเนื้อและกระดูกของเราแข็งแรงด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ  การทำให้กระดูกเรามีความหนาแน่นเพื่อความแข็งแรงนั้นทำได้โดยการออกกำลังกายและการทานแคลเซียมในรูปแบบของยา หรือจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงก็ได้ ในส่วนของกล้ามเนื้อนั้น นอกจากมีความสำคัญในการช่วยยึดเส้นเอ็น กระดูกต่างๆ แล้ว กล้ามเนื้อนั้นประกอบไปด้วยโปรตีน เพราะฉะนั้นถึงแม้จะสูงอายุแล้วก็ยังต้องกินอาหารประเภทโปรตีนเพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปสร้างกล้ามเนื้อให้กับร่างกายด้วย วีคำนวณปริมาณการกินโปรตีนในผู้สูงอายุต่อวันคือ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม การกินโปรตีนมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ นอกจากการกินอาหารแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องทำคือ การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โดยการออกกำลังกายในผู้สูงอายุต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย ไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ ไม่กระทบต่ออวัยวะทั้งภายใน ภายนอกร่างกายของเรา

ในหนังสือ “ยากันลืม” คือเป็นคู่มือสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมองเสื่อม ในหนังสือจะมีเกมซึ่งสามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมลงจนกลายเป็นโรคสมองเสื่อมด้วยการฝึกใช้สมองบ่อยๆ กิจกรรมการเล่นไพ่นกกระจอกเป็นกิจกรรมที่ฝึกสมองและฝึกไม่ให้สารสื่อประสาทเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุได้ดีที่สุด เนื่องจากผู้สูงอายุ กิจกรรมจะเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงวัยทำงานที่ต้องใช้ความคิด ใช้สมองอยู่ตลอดเวลา การอยู่เฉยๆ จะทำให้เซลสมองและสารสื่อประสาทไม่ได้ใช้งาน คนสูงอายุจึงควรหากิจกรรมที่ต้องมีกระบวนการคิด เพื่อให้เซลสมองเสื่อมและสารสื่อประสาทได้ใช้งานอยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองเสื่อม และหลงลืมได้ ที่สำคัญการกินอาหารเสริมที่อ้างว่าเพื่อป้องกันการเสื่อมของสมองได้นั้น ไม่มีจริง ไม่ควรซื้อให้เสียเงินเปล่า

ในหนังสือ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” ก็เป็นหนังสือที่มีความต่อเนื่องจาก “ยากันลิม ยากันล้ม” การเข้าสังคม อย่างเช่น การเป็นสมาชิกของชมรมเบาหวานและการมาเข้าร่วมกิจกรรมเช่นนี้สำหรับผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่สามารถช่วยป้องกันและลดภาวะโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้เกือบ 100%

ผู้สูงอายุจะกินข้าวได้อร่อยนั้น ต้องมาจากฟัน กรมอนามัยรณรงค์ให้ผู้สูงอายุมีฟันแท้อย่างน้อย 20 ซี่ เพราะฟันมีผลกับการเคี้ยวบดอาหาร การกลืน

42754254_10215892265273812_650466504852111360_o

เราจะรักษาฟันให้อยู่กับเราไปนานๆ ได้อย่างไร?    เคล็ดลับการดูแลฟันคือ 2-2-2-2 แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และแปรงแต่ละครั้งอย่างน้อย 2 นาที เพื่อให้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์สามารถออกฤทธิ์เคลือบฟันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และหลังจากแปรงฟันแล้วไม่กินอาหารอะไรเลย 2 ชั่วโมง ตื่นเช้ามาเราสามารถกินอาหารก่อนแปรงฟันได้ เพราะแบคทีเรียที่อยู่ภายในร่างกายของเราเองนั้น เรียกว่าเป็นแบคทีเรียประจำที่นับเป็นแบคทีเรียที่ดีที่เราสามารถกลืนกินลงไปได้ ซึ่งแบคทีเรียที่ดีเหล่านี้เมื่อเรากลืนลงไปจะไปอยู่ในลำไส้

เพราะฉะนั้นตื่นนอนมาตอนเช้าเราควรดื่มน้ำก่อนแปรงฟันอย่างน้อย 1 แก้ว เพื่อล้างแบคทีเรียในช่องปากให้ไปอยู่ในลำไส้ และจะทำการขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระปัสสาวะออกไป

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 168 เดือนตุลาคม 2561

 

ลักข์ฟังมาเล่า : ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนสิงหาคม 2561 อ. นพ.วิทวัส แนววงศ์

เรื่อง     “ไขปริศนาถาม-ตอบทุกปัญหาโรคเบาหวาน”

ก่อนการเปิดโอกาสให้สมาชิกตั้งคำถามเกี่ยวกับโรคเบาหวาน อาจารย์ได้ประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานวันเบาหวานของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารภูมิสิริ โดยปีนี้ได้มีการชวนบริษัทที่มีนวัตกรรมการวัดค่าระดับน้ำตาลแบบใหม่คือ ตรวจวัดระดับน้ำตาลตลอด 24 ชั่วโมงมาแสดงในงานด้วย เครื่องนี้จะที่มีอุปกรณ์ชิ้นเล็กติดไว้กับตัวตลอดเวลา เพียงใช้โทรศัพท์มือถือจับสัญญาณให้ตรงกับอุปกรณ์ก็สามารถรู้ค่าระดับน้ำตาลของตัวเองได้โดยไม่ต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้วเลย

และอาจารย์ได้เชิญชวนสมาชิกชมรมให้ไปค่ายเบาหวานที่ทางชมรมฯ ไม่ได้จัดมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยค่ายเบาหวานครั้งที่ 13 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15-17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นกันเองแล้ว อาจารย์จะให้บริษัทที่นำเข้าเครื่องวัดระดับน้ำตาล 24 ชั่วโมงมาให้สมาชิกที่สนใจได้ทดลองใช้ในระหว่างที่อยู่ที่ค่ายในครั้งนี้ด้วย

ช่วงถาม-ตอบ

สมาชิกถาม : ได้รับการเปลี่ยนอินซูลิน อยากทราบเหตุผลที่ถูกเปลี่ยนแปลง และวิธีการใช้ของอินซูลินตัวใหม่?

อาจารย์ตอบ : เนื่องจากอินซูลินตัวที่สมาชิกเคยใช้ พบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยหลายคนเกิดอาการน้ำตาลต่ำได้ ทั้งที่ฤทธิ์ของยาไม่ควรทำให้เกิดอาการน้ำตาลต่ำ และการออกฤทธิ์ของยามีระยะเวลายาวกว่าที่ควร ทำให้บริษัทยาได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ของยาตัวเก่า และผลิตตัวใหม่ออกมา จึงเป็นเหตุผลที่คุณหมอต้องเปลี่ยน สำหรับวิธีการใช้งานคือ เหมือนเดิม ทั้งเรื่องเวลาในการฉีด และปริมาณที่ต้องฉีด

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

สมาชิกถาม : อยากทราบอาการเมื่อเวลาน้ำตาลต่ำ และอาการน้ำตาลสูงมีอะไรบ้าง?

อาจารย์ตอบ :  เวลาที่เกิดภาวะน้ำตาลต่ำก็จะมีอาการรู้สึกหิว รู้สึกร้อน เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ถ้าไม่แก้ไขก็อาจจะทำให้เป็นลมหมดสติได้ แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลบ่อยๆ จนร่างกายคุ้นชินก็อาจจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลต่ำโดยไม่มีอาการก็ได้ ส่วนอาการของระดับน้ำตาลสูงได้แก่ รู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าปกติ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย สายตาพร่ามัว แต่ไม่ว่าจะมีอาการอย่างไร อาจารย์อยากให้เจาะเลือดตรวจด้วย อย่าใช้ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 167 เดือนกันยายน 2561