สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการล้างไตทางช่องท้องให้แม่

ครบ 3 ปีเต็มแล้วที่ลักข์ล้างไตทางช่องท้องให้คุณแม่เองที่บ้าน อยากบอกว่าดีใจมากมายที่ตัดสินใจเลือกวิธีนี้ รวมทั้งภูมิใจในตัวเองอย่างมากมายที่ได้ดูแลคุณแม่อย่างเต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้

เหนื่อยมั้ย เหนื่อยมากกกกกกกกกเลยค่ะ แต่ก็คุ้มค่ามากกับการใช้เวลาทุกนาทีในการดูแลคุณแม่ … เราจะมีเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้  เนาะ

เอ .. แต่จะว่าไป ช่วงเวลาเกือบสองเดือนที่ต้องดูแลคุณแม่หลังจากที่คุณแม่หกล้มกระดูกสันหลังยุบต้องนอนพักอยู่บนเตียงซึ่งคุณแม่ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่สะดวกนัก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการดูแลคุณแม่ที่ต้องล้างไตทางช่องท้องนั้น กลายเป็นเรื่องง่ายไปเลยทีเดียว :)

สิ่งมีค่าที่สุดอีกอย่างนอกเหนือไปจากเวลาที่ลักข์ได้ร่วมกับคุณแม่แล้ว ก็คือความรู้ :) สิ่งที่ลักข์ได้เรียนรู้แม้จุดประสงค์หลักจะเป็นไปเพื่อดูแลรักษาคุณแม่ แต่สิ่งที่ลักข์ได้ตามมาก็คือ ลักข์ค้นพบวิธีที่ลักข์เคยวาดฝันเอาไว้ว่าอยากที่จะมีชีวิตและได้ใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานอย่างมีความสุข อย่างคนที่มีสุขภาพที่ดี และห่างไกลจากโรคแทรกซ้อนของเบาหวานให้ไกลที่สุด ใช่แล้วค่ะ ความรู้ที่ได้ลักข์สามารถนำมาใช้เพื่อดูแลและป้องกันโรคให้กับตัวเองได้ :)

สิ่งที่ลักข์ได้เรียนรู้ตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมานี้คือ

1. อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่คุยโวแล้วเราต้องเสียเงินซื้อ อย่าหลงเชื่อความหวังดีที่ถูกส่งต่อกันมา อย่าหลงเชื่อความปรารถนาดีที่บอกต่อกันมา เพียงเพราะคำว่ามันเป็นพืช ผักสมุนไพร ธรรมชาติไม่มีอันตราย

เพราะนอกจากจะเคยลองสารพัดอาหารและสารพิษที่ใครต่อใครมาขายความหวังให้หายจากโรคเบาหวาน ซึ่งก็ไม่เห็นได้ผลสักอย่าง ตอนที่คุณแม่ล้างไตในช่วงแรก ก็ใช่ว่าจะไม่เคยลอง ผลที่ได้นอกจากจะบวมบ้าง ความดันสูงบ้าง แล้วโรคไตก็ยังไม่หาย การลองครั้งสุดท้ายของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากธรรมชาติ แลกมาด้วยผื่นแพ้ขึ้นเต็มหน้า ต้องวิ่งพากันไปหาหมอที่รพ.ให้ช่วยรักษา เสียทั้งเงินทั้งเวลา แถมอาจจะเป็นการนำชีวิตไปเสี่ยงกับความตายอีกด้วย

ไม่ว่าใครหน้าไหนมาเรียกให้ทดลองอีก ก็จะตอบด้วยความมั่นใจว่า ขอให้คุณแม่ของลักข์ตายตามธรรมชาติของอายุขัย หรือของโรคเถิด อย่าหาวิธีเร่งให้คุณแม่ลักข์ตายด้วยวิธีอื่นเลย :)

Mama allergy face2. การดูแลรักษาโรคเรื้อรัง (เบาหวาน ความดัน ไต)  รวมทั้งการป้องกันโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุจากโรคเรื้อรัง ตัวเราคือหมอที่ดีที่สุด

ลักข์ไม่รู้ว่าที่รพ.เอกชนรักษายังไง แต่ที่ลักข์เจอ(แต่ก็ใช้เวลากว่าจะเข้าใจ) อาจารย์หมอ (หมอที่รักษาด้วยและยังเป็นครูสอนหมออีกด้วย) บอกกับลักข์ว่า “ผมเป็นได้แค่โค้ช แนะนำได้ บอกวิธีได้ แต่คนที่จะเป็นหมอที่รักษาคนไข้ได้ดีที่สุดก็คือตัวคนไข้เอง เพราะเป็นคนเดียวที่ได้อยู่กับตัวเองตลอด 24 ชม.ต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ผมแนะนำได้ว่าควรจะกินยาอะไร ต้องควบคุมคู่ไปกับการออกกำลังกายและการกินอาหาร แต่ถ้าตัวคนไข้ซึ่งเป็นหมอดูแลตัวเองไม่ทำ การรักษาจะได้ผลดีได้อย่างไร”

Dr.Sompongse and Mama

เท่าที่ลักข์มีโอกาสได้รักษากับคุณหมอมาหลายท่าน คุณหมอจะไม่ได้รักษาแบบ one man show แต่มากันแบบยกทีมเลย  มีทั้งพยาบาล ทั้งนักโภชนาการการ เภสัชกร ให้ความรู้และคำแนะนำ รวมทั้งตอบคำถามที่เราสงสัยได้เสมอ และโดยส่วนตัวลักข์เอง หลังจากที่ผ่านอะไรมาเยอะบอกได้เลยว่า ทีมผู้ดูแลมีความจำเป็นกว่าหมอเสียอีกเพราะเราสามารถติดต่อสอบถามขอความรู้ได้สะดวก และติดต่อเจอง่ายกว่าหมอเสียอีก

ลักข์ยอมรับว่ากว่าลักข์จะตั้งตัวติด คิดได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร :)

3. การจดบันทึกมีประโยชน์ต่อการรักษาของคุณหมอมาก และคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการจดบันทึก คือตัวเราเอง

ตอนลักข์ดูแลตัวเองลักข์ใช้สมุดบันทึกอาหาร ค่าน้ำตาล และปริมาณอินสุลิน คุณหมอดูสมุดบันทึกแล้ว สามารถให้คำแนะนำเรื่องการเพิ่มลดอินสุลิน ช่วงเวลาที่ออกกำลังกายให้กับลักข์ได้ เมื่อเราสามารถเป็นหมอที่รักษาตัวเองได้ดี โค้ชก็สามารถให้คำแนะนำที่ส่งเสริมให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงยิ่งขึ้นได้

แต่สำหรับการดูแลคุณแม่ ลักข์จดบันทึกทุกอย่างเลย เพราะการบันทึกค่าน้ำตาลมีประโยชน์สำหรับการรักษาของคุณหมอที่รักษาเบาหวาน การบันทึกค่าความดันมีประโยชน์สำหรับการรักษาของคุณหมอที่รักษาโรคหัวใจและโรคไต การบันทึกการไปหาหมอ การรักษาของคุณหมอ มีประโยชน์เวลาไปหาหมอตามนัดครั้งต่อไป

จดตามความจริงที่ทำ และที่เกิดขึ้น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอายนะคะ การซื่อสัตย์กับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณหมอหาวิธีดูแลรักษาเราให้ดีขึ้นได้จริงๆ ข้อมูลผิด การรักษาพลาดนะคะ ชีวิตเราวิบัติด้วยตัวเราเองเลยนะคะ

mama b/p record 4. การล้างไตทางหน้าท้องไม่ให้ติดเชื้อ (ตลอด 3 ปีเต็มไม่เคยติดเชื้อเลย) คือ การรักษาความสะอาด ตามที่ทีมพยาบาลแนะนำ

หลังจากที่ลักข์ตัดสินใจเลือกวิธีการล้างไตทางช่องให้คุณแม่ ญาติสนิทมิตรสหายล้วนเตือนด้วยความปรารถนาดีว่า การล้างไตทางช่องท้องโอกาสติดเชื้อสูงทำให้โอกาสตายสูงตามไปด้วย ลักข์เข้าใจความหวังดี แต่ลักข์มีเป้าหมายไว้ในใจแล้วว่า คุณแม่ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี และต้องมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตัวเองได้ แม้จะต้องล้างไต การล้างไตทางช่องท้องคือคำตอบ

ส่วนความห่วงใย ความปรารถนาดีของคนทั้งหลายนั้น ลักข์เอาไปตั้งเป็นคำถามกับทีมพยาบาลว่า เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะไม่ให้เกิดการติดเชื้อ เป็นไปได้แต่.. มีเงื่อนไขคือ ทั้งคนไข้และคนดูแลต้องดูแลรักษาความสะอาดตามที่พยาบาลแนะนำ เพราะวิธีที่พยาบาลแนะนำเป็นวิธีที่ผ่านการทดลอง ผ่านการทดสอบ ค้นคว้า และปฏิบัติมาแล้วว่าเป็นวิธีที่ได้ผลจริง  จึงเอามาสอน ไม่ใช่นั่งเทียนคิดเอา มโนเอาเอง

Dr.Nalinee and Mama5. หลักสำคัญในการกินอาหาร กินให้ครบทุกหมวดหมู่ตามหลักโภชนาการ + เลือกกินอาหารอายุสั้นเสมอ เพราะจะทำให้เราอายุยาวและผิวสวยสดใสอ่อนกว่าวัยตลอดทุกช่วงอายุ (อาหารอายุสั้นคือ อาหารสด อาหารอายุยาว คือ อาหารที่ผ่านการถนอมอาหารด้วยกระบวนการต่างๆ ทำให้เก็บไว้ได้นาน)

Food Pyramid
6. สุขภาพดี ไม่มีขายสำเร็จรูป และไม่มีทางที่ร่างกายจะดีขึ้นได้ภายในไม่กี่วัน ทั้งดีท็อกซ์ น้ำด่าง ล้างพิษตับ คุณหมอล้วนออกมายืนยันแล้วว่าหลอกลวงทั้งนั้น

เคล็ดไม่ลับของคนสุขภาพดีคือ ตนเป็นที่พึ่งของตนเท่านั้น การที่รู้จักเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการออกกำลังกายล้วนเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นที่ต้องทำด้วยตัวเองเพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดี

Mama at Lumpini Park
ผลลัพธ์ที่ลักข์ได้ตัดสินใจพาคุณแม่ออกมาจากห้องไอซียูเมื่อเมื่อเกือบ 4 ปีที่แล้ว และดูแลการล้างไตทางช่องท้องให้คุณแม่เองที่บ้านมาได้ 3 ปีเต็ม ลักข์ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเสมอ ที่ได้ทำหน้าที่ของลูก .. ที่รักแม่ :)

เป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คนที่ต้องเดินทางมาถึงจุดของการล้างไตนะคะ อาจจะต้องผ่านช่วงเวลาของความโศกเศร้าเสียใจ และปัญหามากมายกันบ้าง แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ค่ะ รักษาใจตัวเองให้ดีและท่องคาถาไว้เสมอว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะของคนไข้หรือผู้ดูแลนะคะ ;)

การเตรียมตัวล้างไตทางช่องท้อง

ปี 2553 หลังจากที่คุณแม่เข้าใจและทำใจได้แล้วว่า ภาวะของโรคไตที่เป็นอยู่เดินทางมาถึงระยะสุดท้ายแล้ว และการรักษาโรคไตในระยะสุดท้ายที่เหมาะสมสำหรับสภาพร่างกายของคุณแม่ในวัยใกล้ 80 ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 30 ปีโดยมีภาวะของโรคหัวใจร่วมด้วยที่ลักข์ได้หาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมทั้งปรึกษาคุณหมอหลายๆ ท่าน วิธีที่เหมาะสมที่สุด ดีที่สุดสำหรับการดูแลและรักษาคุณแม่ก็คือ การล้างไตทางช่องท้อง (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Peritoneal Dialysis)

และเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณแม่และลักข์ตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีล้างไตทางช่้องท้องก็คือ คุณภาพชีวิตที่จะได้มาหลังการล้างไต

การล้างไตทางช่องท้องนอกจากของเสีัยจะได้ออกจากร่างกายทุึกวัน เรายังสามารถทำเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรพ.หรือศูนย์ล้างไตอาทิตย์ละ 2-3 วันอีกด้วย

เมื่อคุณแม่ทำใจได้ เราก็บอกกับคุณหมอถึงวิธีที่เราเลือกและคุณหมอก็ได้ให้คำแนะนำและนัดวันผ่าตัด (อย่างที่ลักข์เคยเล่าไว้แล้วว่าลักข์ไม่ได้รอให้คุณแม่เกิดอาการรุนแรง ช็อค ชักกระตุก หมดสติเพราะของเสียคั่งและไตไม่สามารถทำงานได้อีก คุณหมอคำนวณค่าการทำงานของไตของคุณแม่ เหลืออยู่ 9-10% ซึ่งพอต่ำกว่า 15% คุณหมอก็แนะนำแล้วว่าต่อไปจะต้องรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตแล้ว)

คุณแม่เดินเข้าไปนอนรพ.ด้วยตัวเอง โดยเข้าไปนอน 1 คืนก่อนวันผ่าตัด โดยที่คุณแม่ก็จะถูกเจาะเลือด วัดความดัน งดน้ำงดอาหารก่อนการผ่าตัด และหลังจากผ่านตัดแล้ว คุณแม่ก็นอนพักดูอาการอีก 2 คืน มีคุณหมอมาตรวจทุกวัน ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อยคุณหมอให้กลับบ้านได้ คุณแม่ก็เดินออกจากรพ.มาขึ้นรถกลับด้วยตัวเองเลย คุณแม่บอกว่าผ่าท้องคลอดลูกยังเจ็บกว่านี้ แผลคลอดลูกใหญ่และยาวกว่าแผลที่วางสายล้างไตเยอะเลย (เนื่องจากลักข์ไม่ได้เป็นคนถูกผ่าเลยบรรยายตามที่คุณแม่เล่านะคะ ความเจ็บความอดทนและประสบการณ์ในการผ่าตัดของคนเรามีไม่เท่ากัน เลยอธิบายไม่ถูกว่าเจ็บแค่ไหนค่ะ) แต่ก็รู้สึกแปลกๆ เพราะตอนนี้มีสายพลาสติกนิ่มๆ เส้นเล็กๆ ยื่นออกมาทางหน้าท้อง … กว่าจะคุ้นชินก็อาศัยเวลาสักพักอยู่เหมือนกันค่ะ

คุณหมอที่ทำการผ่าตัดนัดไปตรวจอีกอาทิตย์หลังจากผ่าตัด แล้วก็นัดถ่าย xray ติดตามผลปีละครั้งค่ะ

หลังจากที่วางสายล้างไตทางช่องท้องเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่พยาบาลก็นัดลักข์ (หรือญาติ หรือคนดูแล) ไปเรียนรู้ขั้นตอนในการดูแลรักษาด้วยวิธีการล้างไตทางหน้าท้อง ตั้งแต่การทำความสะอาดมือ วิธีล้างมือ การทำความสะอาดโต๊ะ วิธีการทำความสะอาดแผล และวิธีการต่อสายล้างไตกับน้ำยาล้างไต ที่เราจะต้องดูแลกันทุกวันค่ะ (ขั้นตอนนี้ต้องจำแล้วทำให้ได้นะคะ เพราะถ้าเราจำและทำได้ คุณหมอและพยาบาลบอกว่าโอกาสที่จะติดเชื้อจะลดลงไปมากเลยค่ะ ซึ่งลักข์ก็พิสูจน์แล้วว่าจริงค่ะ เพราะเดือนหน้า ตค.56 คุณแม่ก็จะล้างไตมาครบ 3 ปีแล้ว ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ 26 กย. 56 คุณแม่ยังไม่เคยติดเชื้อจากแผลทางหน้าท้องเลยค่ะ)

ในเมื่อย้อนเวลากลับไป ไม่ให้เป็นโรคไตไม่ได้แล้ว และเมื่อต้องทำการรักษาด้วยการล้างไตทางหน้าท้อง ก็ต้องมีกำลังใจที่ดีนะคะ เพราะชีวิตหลังจากการล้างไตทางหน้าท้องยังมีอะไรให้ทำอีกมากมายเลยนะคะ

ราดหน้าของหม่าม้าคุณแม่ยังเข้าครัวทำิอาหารให้ลูกกินได้เหมือนเดิม

Feeding PorPor with CAPDล้างไตไปด้วย ป้อนนมหลานไปก็ได้ด้วย

Teching Jai Jai how to write   ยามว่างก็สอนหลานจับปากกา หัดเขียนหนังสือ

Mama with Jai and Por ที่สำคัญคุณแม่ยังเป็นเสาหลัก เป็นแรง เป็นกำลังใจสำคัญให้ลูกให้หลาน ให้ญาติพี่น้อง ให้กับเพื่อนทุกคนได้มีกำลังใจ ได้มีความสุข :D

ข้อดี (อีกหนึ่งข้อ) ของการล้างไตทางหน้าท้อง

ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาลักข์ได้รับข้อความขอบคุณที่ลักข์ได้เขียนเล่าแบ่งปัน ประสบการณ์เบาหวาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในการดูแลคุณแม่ที่เป็นโรคไตในระยะที่ต้อง รักษาด้วยการล้างไตทางหน้าท้อง … ดีใจมากค่ะ ที่หลายคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่ลักข์เขียน

ตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยว กับเรื่องอาหารสำหรับคนที่ต้องล้างไตทางหน้าท้องเพิ่มเติม จากความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ฤกษ์เสียที แถมยังต้องผลัดไปก่อนเพราะได้เจอกับอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน ทำให้ลักข์ได้เรียนรู้ถึงข้อดีอีกหนึ่งข้อของการล้างไตทางหน้าท้อง

เนื่อง จากสัปดาห์ก่อนหลานชายคนเล็กของลักข์ลุกขึ้นยืนในเปลแล้วเล่นกายกรรมตีลังกา ลงมา คุณย่าหัวใจวัย 18 แต่มีร่างกายอยู่ในวัย 80 รีบก้มตัวลงไปอุ้มหลานรักขึ้นมาจากพื้น ถึงแม้ว่าหัวใจจะไหวแต่ร่างกายไม่อำนวยแล้ว คุณย่าเลยล้มหงายหลังตึงแผ่หลากับพื้นบ้านเลย

หลานรักร้องไห้ไม่ถึง นาทีถูกอุ้มปลอบก็หายตกใจ ไม่มีบาดแผลแม้แต่สักนิดเลย แต่คุณย่านี่สิ ร้องโอยปวด โอยปวด พยายามจะลุกก็ไม่ไหว จนต้องโทร.ขอความช่วยเหลือจากศูนย์นเรนทร 1669 ส่งไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที

ผลการตรวจออกมาว่ากระดูกสันหลัง L1 ยุบตัวและมีรอยร้าว จะปวดไปอีกประมาณ 30 วัน สาววัย 80 อุดมไปด้วยสารพัดโรค คุณหมอบอกว่าต้องรักษาตัวด้วยการนอนพักเป็นหลัก ส่วนยาที่จะบรรเทาอาการปวดนั้น ต้องอาศัยความรู้สึกที่เรียกว่าความอดทนเป็นหลัก เพราะยาที่คุณหมอจ่ายคือยาพารา ซึ่งทานได้ไม่เกิน 5 วันไม่เช่นนั้นคุณหมอเกรงว่าตับจะมีปัญหาตามมา ส่วนยาแก้ปวดที่จะช่วยให้หายปวดได้ชะงัด คุณหมอไม่จ่ายให้เพราะมีผลต่อไต คุณหมอมองผลระยะยาวคือต้องการรักษาไตของคุณแม่ที่ยังทำงานได้อยู่แม้จะเหลือ เพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ก็ตาม ยาแก้ปวดอีกกลุ่มที่ทานได้ก็มีผลข้างเคียงที่ทำให้มึนงงและอาเจียน คุณหมอดูสภาพร่างกายของคุณแม่แล้ว คุณหมอบอกว่าเกรงว่าจะทำให้ระบมมากยิ่งขึ้น … ไม่อดทนก็ต้องอดทนล่ะงานนี้

คุณหมอได้ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับคนสูงอายุกระดูกจะบางและเปราะลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น โรคไต เป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่ทำให้ความเปราะบางของกระดูกยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก จึงไม่ใช่้เรื่องแปลกที่การหกล้มครั้งนี้จะส่งผลให้กระดูกยุบตัวแบบนี้ คุณหมอบอกว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องดี แต่ก็โชคดีนะ ที่ไม่ต้องทำการผ่าตัด … ก็จริงอย่างที่คุณหมอว่านะ แค่นอนพักก็จะดีขึ้น แค่อดทนต่อความปวดเท่านั้นเอง

ลักข์ถามคุณหมอว่า คุณแม่จำเป็นต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหรือเปล่า คุณหมอบอกว่าถ้าอยู่โรงพยาบาลก็ต้องนอนพักเฉยๆ อยู่ที่บ้านก็ต้องนอนพักเฉยๆ เหมือนกัน คุณแม่บอกทันทีงั้นไปนอนพักเฉยๆ ที่บ้านดีกว่า ลักข์ก็ว่าดีกว่าเหมือนกัน

ตอนคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ รู้สึกดีใจที่ชีวิตคุณแม่อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัยมากพอที่จะกลับบ้านได้เท่า นั้น แต่พอถึงบ้านต้องทำหน้าที่ล้างไตให้คุณแม่ คุณแม่ถึงกับออกปากเลยว่าถ้าต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องล้างไตแล้วต้องเดินทาง ไปรพ.อาทิตย์ละ 2-3 วันในสภาพแบบนี้คงจะต้องเหนื่อยและทรมานกว่านี้มากเลย

นับว่าเป็นข้อดี(มากที่สุด)อีกข้อหนึ่งที่เพิ่งค้นพบ (ทั้งที่ไม่อยากเจอ) ของการล้างไตทางหน้าท้อง … นึกถึงคำถามเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ถามคุณหมอว่า ระหว่างการล้างไตทางหน้าท้องและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิธีไหนที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่ากัน คุณหมอยืนยันว่าการล้างไตทางหน้าท้อง เพราะคนป่วยยังสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ที่บ้านได้ โดยไม่ต้องมาโรงพยาบาลทุกสัปดาห์

วันนี้คุณแม่ยังไม่หายปวดหลัง ยังคงต้องใช้ความอดทนต่อความรู้สึกนี้ต่อไป แต่คุณแม่ก็มีกำลังใจที่ดี เพราะได้นอกพักอยู่เฉยๆ ในสถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” ได้จริงๆ

ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว

คุณแม่ได้ล้างไตทางหน้าท้องมาครบ 2 ปีแล้ว และก็จะต้องล้างต่อไปเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้จนถึงวันที่เลิกหายใจ เข้า-ออกนั่นแหละ ถึงจะหยุดล้างได้ (แฮ่)

เหตุผลเดิม เหตุผลเดียวที่ลักข์เลือกการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ คือ “คุณภาพชีวิต” ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการล้างไต เท่าที่ลักข์หาข้อมูลจากบุคคลากรทางการแพทย์และอ่านจากประสบการณ์ของผู้ที่ทำการล้างไต ผู้ที่ทำการล้างไตทางหน้าท้องจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการล้างไตทางเส้นเลือด

ซึ่งเวลาผ่านมา 2 ปีแล้วสำหรับการล้างไตทางหน้าท้องให้คุณแม่ จากประสบการณ์ตรงที่เอามาเปรียบเทียบกับตอนที่คุณพ่อต้องล้างไตด้วยเครื่องไตเทียมผ่านทางเส้นเลือด ก็ต้องลับอกว่าตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ให้คุณแม่ล้างไตทางหน้าท้อง

สำหรับ ความรู้สึกของคุณแม่ จากความกล้วเรื่องการติดเชื้อ และความห่วงเรื่องที่ลักข์จะต้องลำบากในการดูแลเขานั้น เรื่องการติดเชื้อไม่ใช่เรื่องที่เขากลัวอีกต่อไป คำเล่าขานที่เชื่อกันมานานว่าล้างไตทางหน้าท้องนั้นจะทำให้ติดเชื้อนั้นไม่ เคยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาเลย (หมายถึงการติดเชื้อจากการล้างไต ไม่รวมถึงการติดเชื้อจากไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดนะคะ) ส่วนเรื่องเหนื่อยนั้นคุณแม่ก็ทำใจได้มากขึ้นว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ ได้ และลักข์เองก็ไม่เคยพูดหรือบ่นอะไร (ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง หรือเกินกำลังที่จะทำได้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร)

ลักข์ว่า ถ้าหากใครต้องเดินมาถึงจุดที่ต้องล้างไตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การยอมรับและการตัดสินใจเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อสภาพร่างกายในอนาคต ถึงแม้ว่าจะดูโหดร้ายสำหรับคุณแม่ไปหน่อย ที่ให้คุณแม่ล้างไตก่อนที่คุณแม่จะมีอาการรุนแรง (คือ ค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 15% แล้ว แต่ยังดำเนินชีวิตเป็นปกติอยู่นอกรพ.ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่จะทรุดจนถึงขั้นชักกระตุก หมดสติ ซึ่งลักข์ไม่ได้รอให้ถึงวันนั้น) สภาพร่างกายภายนอกของคุณแม่ในวันนี้ไม่มีใครดูออกเลยว่าคุณแม่เป็นโรคไตในระยะสุ ท้ายที่ต้องทำการล้างไตทางหน้าท้องทุกวันแล้ว

การเรียนรู้เรื่องอาหารการกินเป็นอีกเรื่องที่มีส่วนสำคัญมาก ลักข์โชคดีที่ลักข์เป็นเบาหวานและได้เรียนรู้หลักโภชนาการด้วยความเข้าใจมา ก่อนหน้านี้แล้วทำให้การดูแลเรื่องอาหารให้คุณแม่เป็นเรื่องไม่ยาก (แต่สำหรับคนที่มาเริ่มต้นนับหนึ่ง ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจเพียงแต่ต้องใช้เวลาสักนิด แต่ถ้าเอาใจใส่จริงๆ ไม่นานก็จะเข้าใจ)

หลักการที่ลักข์ใช้ในการดูแลคุณแม่คือ
1. ไม่ทานอาหารเสริมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเคยลองแล้ว โชคดีที่คุณแม่ sensitive ต่อสารเคมีมาก ทำให้ทดลองกินผลิตภัณฑ์ที่ถูกอ้างว่าทำมาจากธรรมชาติไม่มีอันตรายไปได้แค่ 2 วันก็เกิดอาการผื่นขึ้นอย่างรุนแรง และโชคดียิ่งกว่าที่คุณแม่ไม่ได้รับอันตราถึงชีวิต จากประสบการณ์นี้ทำให้ลักข์หาข้อมูล ทำให้รู้ความจริงว่าอาหารเสริมต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติหรือแปรรูปมาแล้วถ้าไม่มีสารเคมี ก็มีวิตามินและเกลือแร่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอันตรายให้กับคนเป็นโรคไตได้จริงๆ

2. คนเป็นโรคไต ผิวจะแห้งและคันมาก การอาบน้ำไม่ฟอกสบู่หรือการใช้สบู่อ่อน(สำหรับเด็กทารก) จะทำให้ผิวแห้งน้อยลง การทาโลชั่น ครีม หรือน้ำมันเป็นเรื่องจำเป็น

3. อาหารเจ หรือ มังสวิรัติ เป็นอาหารที่ไม่เหมาะสมสำหรับคนเป็นโรคไต เพราะเป็นอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง หรือถั่วชนิดต่างๆ เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถั่วชนิดต่างๆ จะทำให้ค่าฟอสฟอรัสสูงเกินค่าปกติ ซึ่งมีผลให้ร่างกายไม่ปกติ (คุณแม่ไปตรวจตามหมอนัด ซึ่งถ้าค่าฟอสฟอรัสเกิน จะรู้ได้เลยว่าได้ทานอาหารประเภทขนมปัง ไข่แดง หรือถั่วมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องลดปริมาณอาหารประเภทเหล่านี้ลง เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย)

4. ควรหลีกเลี่ยงชา เพราะชาที่ชงไว้นานเกิน 10 นาทีจะมีสารแทนนินซึ่งทำให้ท้องผูก(มากขึ้นได้)

5. โปรตีนที่ดีที่สุด คือ ไข่ขาว เพราะในกระบวนการย่อยโปรตีนเนื้อสัตว์อย่างอื่นจะมีค่าเกลือแร่ต่างๆ ออกมาด้วย ซึ่งไตไม่สามารถรักษาสมดุลเกลือแร่เหล่านั้นไว้ได้อีกแล้ว ไข่ขาวจึงเป็นโปรตีนชั้นดีสำหรับคนเป็นโรคไต สำหรับคนเป็นโรคไตที่ล้างทางหน้าท้องควรทานไข่ขาวให้ได้วันละ 7-10 ฟอง ส่วนเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ยังทานได้แต่ทานในปริมาณน้อย

6. การทานผักและผลไม้ ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับค่าเกลือแร่ที่เรียกว่าค่าโปแตสเซียม ถ้าทานผักหรือผลไม้มากเกินไปก็ต้องทานยาขับออก เพราะค่าโปแตสเซียมที่สูงมากเกินไปจะมีผลต่อการหยุดเต้นของหัวใจได้ แต่ถ้าโปแตสเซียมต่ำก็กินผักและผลไม้ในแต่ละวันให้มากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา

7. การขับถ่าย ยาถ่ายเป็นยาที่มีความจำเป็น (แทบจะกลายเป็นยาประจำวันอีกตัวก็ว่าได้) ต้องระวังไม่ให้ท้องผูกเกิน 3 วัน การที่ร่างกายไม่ขับถ่ายของเสียออกมา ของเสียก็จะดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดการติดเชื้อได้! (ยังไม่เคยมีประสบการณ์การติดเชื้อแบบนี้ เพราะถ้าไม่ถ่าย 2 วันคุณแม่ก็จะทานยาถ่าย) และสำหรับการขับถ่าย ข้อควรระวังสำหรับผู้สูงอายุคือ ห้ามเบ่ง เพราะคุณแม่เคยพยายามที่จะขับถ่ายโดยไม่ใช้ยาช่วย ปรากฏว่ากลไกของร่างกายในขณะเบ่งทำให้ความดันต่ำ จนต้องอุ้มออกมาจากห้องน้ำ (เอามานอนแล้ววัดความดันไม่ได้ นอนสักพักจึงวัดได้ซึ่งตัวเลขอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติมาก)

8. ความสะอาดของห้อง ความสะอาดของอุปกรณ์เครื่องมือ ความสะอาดของมือ เป็นเรื่องที่ต้องทำตั้งแต่วันแรก และทุกๆ วัน เป็นเรื่องสำคัญที่ห้ามละเลย หรือลดขั้นตอนอย่างเด็ดขาด เพราะลักข์ได้ถามเจ้าหน้าที่พยาบาลตอนฝึกต่อสายแล้วว่าโอกาสที่จะติดเชื้อ ทางการล้างไตทางหน้าท้องมีอะไรบ้าง ป้องกันได้อย่างไร เรื่องความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่ลักข์เคร่งครัดมาตลอด 2 ปี และก็ป้องกันการติดเชื้อได้จริงๆ

9. ไม่ดูแลคุณแม่เหมือนคนป่วย ไม่ประคบประหงมคุณแม่เหมือนคนที่ไม่มีความสามารถ คุณแม่ของลักข์ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ ยังทำงานได้ กินได้นอนหลับ พาไปนอกบ้าน ไปเดินออกกำลังกายที่สวนลุมได้ ไปเดินช้อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าได้ ไปกินอาหารนอกบ้านได้ (หากที่ร้านไม่สามารถทำอาหารรสชาติจืดได้ สั่งไข่ต้ม หรือไข่ดาวเลยค่ะ) พาไปค้างคืนที่ต่างจังหวัดได้ (พกอุปกรณ์ในการล้างไตไปให้ครบ และเลือกที่พักที่สะอาดก็ได้แล้ว)

10. เรื่องสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ การจดบันทึกประจำวัน นอกจากสมุดจดน้ำยาเข้าออกแล้ว ลักข์ยังมีสมุดจดความดันที่ทำเป็นตารางทุกชม.ไว้ด้วย ช่วงที่ความดันของคุณแม่แปรปรวนก็วัดถี่ทุกชม. แต่ถ้าความดันไม่เปลี่ยนแปลงก็วัดวันละครั้ง 2 ครั้ง ในสมุดวัดความดันลักข์จะบันทึกรายละเอียดการไปหาหมอทุกครั้งและจดชื่อคุณหมอ ที่ให้การรักษาทุกครั้งไว้ด้วย เพราะคุณแม่ต้องพบกับคุณหมอหลายท่านหลายแผนกตามโรคจำนวนมากที่เป็นอยู่ คุณหมอหลายท่านใช้วิธีถามไม่ได้เปิดอ่านประวัติในแฟ้ม ซึ่งแรกๆ ที่ลักข์ตอบไม่ได้ก็รู้สึกว่าตัวเองยังดูแลคุณแม่ได้ไม่ดีพอ ทำให้คุณหมอไม่มีข้อมูลในการรักษาที่ครบถ้วน ลักข์ก็เลยทำสมุดบันทึกขึ้น จนเดี๋ยวนี้ไม่ว่าคุณหมอถามเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคุณแม่ ลักข์สามารถตอบได้โดยเปิดสมุดจดบันทึกเล่มนี้ เมื่อคุณหมอเห็นถึงความเอาใจใส่อย่างจริงจัง คุณหมอก็จะดูแลรักษาคุณแม่ด้วยความใส่ใจจริงจังเช่นกัน

เตรียมตัว เตรียมใจ วางแผนยังไงสำหรับการล้างไตทางหน้าท้อง

เมื่อ 3 ปีก่อน ก่อนที่คุณแม่ลักข์จะล้างไต ซึ่งสภาวะการดำเนินของโรคทำให้ลักข์รู้ว่าในอนาคตอันใกล้เรื่องล้างไตสำหรับคุณแม่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยหาข้อมูลต่างๆ ไว้เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับตัวเอง สำหรับคุณแม่ และสมาชิกในครอบครัวค่ะ

หลังจากหาข้อมูลก็รู้ว่า การผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมสำหรับอายุคุณแม่ ก็เหลือทางเลือกคือการล้างไตทางเส้นเลือดและทางหน้าท้อง คุณแม่ทำได้ทั้ง 2 อย่างก็เหลือแต่ว่าจะเลือกอะไร

ข้อมูลต่อไปที่ลักข์หาคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแล ต่อเดือน ต่อปี ต่อห้าปี สิบปี (ค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมค่าเดินทาง และการดูแลในเรื่องอื่นๆ ซึ่งตามมาแน่ๆ จากสภาวะความเสื่อมของร่างกาย เป็นตัวเลขที่ประมาณการไม่ได้แต่ต้องเผื่อไว้ค่ะ) เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง (วางแผนระยะยาวไว้ได้ อนาคตก็ปลอดภัยและมั่นคงมากกว่านะคะ)

จากนั้นก็มาดูเรื่องสิทธิ์ที่มีอยู่ที่จะสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

เมื่อมีข้อมูลที่ต้องการครบทำให้การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาก็ไม่ยากนัก

เรื่องต่อไปคือ การตกลงกันภายในครอบครัว คุณแม่ลักข์อยากล้างไตทางเส้นเลือด เพราะกลัวเรื่องการติดเชื้อและห่วงว่าลักข์จะเหนื่อยที่ต้องดูแลเขา

แต่ลักข์เลือกการล้างไตทางหน้าท้องเพราะจากข้อมูลการวิจัยทางการแพทย์คุณภาพชีวิตของผู้ที่เลือกการล้างไตทางหน้าท้องดีกว่า สิทธิ์ของการล้างไตทางหน้าท้องในปัจจุบันได้รับการสนับสนุนมากกว่า ส่วนในเรื่องเหนื่อยนั้น ยังไงลักข์ต้องเป็นหลักในการดูแลคุณแม่ตลอด 24 ชม.อยู่แล้ว ลักข์ว่าการดูแลเองที่บ้านเหนื่อยน้อยกว่าการเดินทางและไปนั่งเฝ้าคุณแม่ที่สถานพยาบาลตอนล้างไตทางเส้นเลือดค่ะ ลักข์รับปากคุณแม่ว่าจะดูแลเค้าอย่างดีที่สุด จะไม่ให้เกิดการติดเชื้อจากการล้างไตทางหน้าท้องโดยเด็ดขาด (ซึ่งเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ลักข์ก็ทำได้อย่างที่รับปากไว้) ถ้าห่วงเรื่องเหนื่อย ไม่ว่าวิธีไหนก็เหนื่อยแต่ถ้าอยู่บ้านลักข์สบายใจกว่า

ผลสรุปคือ คุณแม่ยอมรับเหตุผลด้วยความเข้าใจ (และต้องทำใจว่าต้องล้างไตทางหน้าท้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณแม่ก็ยอมรับว่าวิธีนี้ดีกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก รวมทั้งเขาก็สามารถมีชีวิตอยู่กับโรคไตได้เป็นอย่างดี) ก็แจ้งคุณหมอว่าขอเลือกการล้างไตทางหน้าท้องค่ะ (แน่นอนว่าคุณหมอประหลาดใจมากเพราะคนส่วนใหญ่ไม่เลือกวิธีนี้)

ส่วนเรื่องการเตรียมเส้น ไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะล้างไตด้วยวิธีไหนก็ต้องผ่าตัดค่ะ ล้างทางเส้นเลือด ก็ต้องทำเส้นที่แขน ล้างทางหน้าท้องก็ต้องฝังเส้นที่ท้องค่ะ (ข้อมูลเรื่องระยะเวลาการเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดทำเส้น ควรปรึกษาและสอบถามจากคุณหมอผู้ดูแลรักษานะคะ)

ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคไต วิธีการรักษา แล้วปรึกษากันภายในครอบครัวด้วยความเข้าใจก่อนนะคะ ถ้าต้องการข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมก็ปรึกษาคุณหมอที่รักษาได้โดยตรงเลยค่ะ เพราะการดูแลโรคไตต้องทำกันเป็นทีมค่ะ

ลักข์อยากแนะนำให้วางแผนให้ดีตั้งแต่ต้นเลยค่ะ เพราะการดูแลโรคไตต้องดูแลกันตลอดไป เพราะฉะนั้นต้องเลือกวิธีที่เหมาะสมสำหรับตัวเองและครอบครัว เลือกทางที่จะสามารถมีชีวิตอยู่กับโรคไตให้ได้ให้ดี รวมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับโรคไตให้ได้เป็นเรื่องสำคัญค่ะ (ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำได้ค่ะ)

ลักข์มีข้อแนะนำอีกอย่างว่า การตัดสินใจเร็ว ร่างกายผู้ป่วยก็จะไม่โทรมด้วยนะคะ ลักข์ให้คุณแม่ล้างไต ทั้งที่ยังพอยื้อเวลาออกไปได้อีกนิดเพราะคุณแม่ยังรู้สึกว่าไหวอยู่ แต่คุณหมอแนะนำว่าทำได้แล้ว จากผลเลือดที่ค่าบางตัวเริ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และลักข์ไม่อยากให้คุณแม่ไปถึงจุดที่ฉุกเฉิน เพราะอายุคุณแม่ 70 ปลายๆ แล้ว ถ้าปล่อยให้การดำเนินของโรคไปถึงจุดที่ฉุกเฉินจริงๆ ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานมาก และยากด้วย รวมทั้งอาจจะไม่มีโอกาสด้วยน่ะค่ะ

เป็นข้อมูลจากประสบการณ์นะคะ ลักข์ก็ไม่รู้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหรือเปล่าที่ทำลงไป แต่ลักข์คิดว่าลักข์ทำอย่างดีที่สุดเท่าที่ลักข์คิดได้และทำไหวเท่านั้นค่ะ ถือว่าเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจนะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ