ลักข์ฟังมาเล่า : กรดไหลย้อน

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนพฤษภาคม 2562 อ.นพ.ปิยะพันธ์  พฤกษพานิช

เรื่อง     “กรดไหลย้อน”

กรดในกระเพาะของคนเรามีความเข้มข้นเป็นกรดมากกว่าน้ำส้มสายชู แต่สู้กรดซัลฟูริกในแบตเตอรี่ไม่ได้ ความเข้มข้นของกรดในกระเพาะตามธรรมชาติของร่างกายเรานี้ มีหน้าที่สำคัญคือ

  1. กรดช่วยย่อยอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนที่เราเคี้ยวไม่ละเอียด
  2. ช่วยละลายแร่ธาตุในอาหาร เช่น เหล็กและแคลเซียม (ยาธาตุเหล็กและแคลเซียมไม่ควรทานพร้อมกันเพราะจะแย่งการดูดซึม เป็นยาที่ควรทานพร้อมน้ำผลไม้ลดเปรี้ยวและไม่ควรทานพร้อมยาลดกรดหรือนม)
  3. ช่วยดูดซึมแร่ธาตุในอาหาร เช่น วิตามินบี แมกเนเซียม
  4. ช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร เมือเรารับประทานอาหาร อาหารจะไปแช่อยู่ในกรดในกระเพาะอาหาร 3-4 ชั่วโมง ก่อนส่งไปยังลำไส้เล็ก

โดยธรรมชาติผิวในกระเพาะอาหารของเราจะมีความหนามากพอที่จะทนทานต่อความเข้มข้นของกรดได้ แต่อวัยวะที่อยู่เหนือกระเพาะอาหารคือ หลอดอาหารนั้น ผิวในผนังหลอดอาหารไม่สามารถทนต่อกรดได้ เมื่อมีการไหลย้อนของกรดขึ้นมาจึงจะทำให้มีอาการได้

อาการของกรดไหลย้อน

  1. มีของเหลวรสเปรี้ยว หรือขม และอาจมีกลิ่นหรือรสของอาหารท้นขึ้นมาที่คอ
  2. แสบร้อนในหน้าอก อาจแสบขึ้นมาถึงในลำคอ

กรดไหลย้อนมีทั้งแบบที่เป็นโรคและไม่เป็นโรค ที่ไม่เป็นโรคคือ มีภาวะเป็นกรดไหลย้อนเฉยๆ

61103101_10217740536079427_1218977521798742016_o

เหตุผลที่เรามีอาการ “เรอ” หลังการกินอาหาร เพราะในขณะที่กินอาหารอยู่มีลมเข้าไปในคอหอยของเราด้วย เมื่อลมสะสมในกระเพาะมากๆ ลมจะลอยขึ้นมาด้านบนในขณะที่น้ำและอาหารจะอยู่ด้านล่าง เมื่อสะสมมากขึ้นและเมื่อเรากินอิ่ม หูรูดของหลอดอาหารเราจะคลายตัวเพื่อระบายลมที่เรากลืนเข้าไปสะสมในมื้ออาหารออกมา (อาการเรอเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่โรค)  หากเรากินอิ่มมากจนน้ำกระฉอกออกมาในขณะที่หูรูดคลายตัว เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะกรดไหลย้อน จะทำให้มีอาการแสบร้อนกลางหน้าอก ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน เกิดขึ้นได้นานๆ ครั้งในคนปกติ เป็นเดือนหรือปีละครั้ง แต่ถ้าเกิดบ่อยกว่า 2 ครั้ง/สัปดาห์ถือว่าไม่ปกติ รวมถึงลักษณะของหลอดอาหารเราเป็นลักษณะลาดเอียงลง การไหลย้อนของกรดต้องไหลลงกลับอย่างรวดเร็ว แต่ถ้ามีอาการค้างอยู่นาน เป็น 10 นาที ถือว่ามีความผิดปกติซ่อนอยู่ รวมถึงเกิดความรู้สึกว่ามีอาการรุนแรง แสบจนทนไม่ได้ นอนไม่ไหว หายใจไม่ออกต้องไปพบแพทย์

กลุ่มเสี่ยงของคนที่มีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อน

  1. คนที่มีภาวะโรคอ้วน
  2. หญิงมีครรภ์
  3. คนที่ได้รับฝุ่น ควัน ควันบุหรี่

โรคกรดไหลย้อน เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายตัว รบกวนคุณภาพชีวิต รบกวนกิจวัตร รบกวนการนอนหลับ แต่ไม่รุนแรงอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

ภาวะของกรดไหลย้อนเจอได้ทุกคน แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน ในเอเชียพบได้ 10% ของประชากร ในอเมริกาพบได้ 20% เนื่องจากมีคนอ้วนถึง 1 ใน 3 ของประชากร

อาการของโรคกรดไหลย้อน กรดมีรสเปรี้ยว แต่คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอาจจะรู้สึกว่ามีรสขม เนื่องจากในกระเพาะอาหารนอกจากจะมีกรดแล้วยังมีน้ำดีที่ผลิตจากถุงน้ำดีที่ออกมาจากตับ อาจมีการไหลท้นขึ้นมาด้วยได้ ซึ่งน้ำดีมีรสขม รวมถึงบางครั้งที่เรากินอิ่มมากอาจจะรับรสขมของอาหารที่เพิ่งกินลงไปได้เช่นกัน แต่ถ้าเรอแล้วมีแต่กลิ่นไม่มีน้ำไหลขึ้นมาถือว่าเป็นเรื่องปกติ กรดที่ไหลย้อนขึ้นมานอกจากจะให้รสแล้ว กรดยังกัดหลอดอาหารทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาร่วมด้วย ถ้ากรดที่ไหลขึ้นมาถึงคอก็จะทำให้แสบคอ เกิดอาการไอเรื้อรังได้

ท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนคือ ท่านอน เพราะกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารอยู่ในระนาบเดียวกัน ของเหลวก็จะไหลจากกระเพาะขึ้นมาที่กระเพาะอาหารได้ง่ายขึ้น ท่าก้มตัวยกของ การออกกำลังกายหลังอาหารทันที

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

  1. หูรูดหลวม หรือ หูรูดเลื่อนไปอยู่ที่กระบังลม เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลไม่มีทางแก้ไขเพราะหูรูดเป็นอวัยวะที่เรียกว่าประสาทอัตโนมัติ สั่งไม่ได้ ออกกำลังกายไม่ได้ ต้องปรับเรื่องพฤติกรรมการกินเท่านั้น รวมทั้งยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาแก้ภูมิแพ้ ยานอนหลับก็มีฤทธิ์ทำให้หูรูดอ่อนแรงลงได้ การสูบบุหรีหรือสูดควันก็กระตุ้นให้หูรูดหย่อนได้ คนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน การดื่มชา กาแฟที่มีคาเฟอีน จะเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัวได้ (ในคนปกติที่หูรูดไม่หลวม กินคาเฟอีนแล้วไม่ทำให้หูรูดคลายตัว)
  2. แรงดันในกระเพาะสูงกว่าแรงดันช่วงอกทำให้เกิดกรดไหลย้อน การที่เกิดแรงดันในกระเพาะสูงกว่ามาจากความอ้วน ทำให้ไขมันไปเบียดพื้นที่ในกระเพาะ กินอิ่มจนเกินไป กินแล้วนอนทันที
  3. ในบางคนที่มีโรคการบีบคลายตัวของหูรูดผิดปกติ หรือ เคยได้รับการฉายแสงที่หลอดอาหาร
  4. น้ำลายของเรามีฤทธิ์เป็นด่างคนที่มีน้ำลายน้อย เป็นโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำลาย ดื่มน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้
  5. ถึงแม้จะเกิดกรดไหลย้อนร่างกายก็ซ่อมแซมตัวเองได้ คนสูงอายุ ขาดอาหาร มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทำให้การซ่อมแซมหลอดอาหารตามธรรมชาติเกิดขึ้นได้ช้า ทำให้เกิดอาการได้มากกว่าคนทั่วไป

การรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยตัวเอง

  1. เนื่องจากโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคเกี่ยวกับพฤติกรรมและวิถีชีวิต เป็นแล้วหายได้และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและวิถีชีวิตของเรา เมื่อเราปฏิบัติตัวดี คุณภาพชีวิตเราก็จะดี
  2. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารรสจัดเสริมความระคายเคืองต่อหลอดอาหาร อาหารมันจัดทำให้กระเพาะบีบตัวช้าลง อาหารมันเป็นอาหารที่ย่อยยากที่สุดของร่างกาย กระเพาะอาหารจะค่อยๆ ปล่อยอาหารลงสู่ลำไส้ทำให้อาหารมันค้างอยู่ในกระเพาะนาน ยิ่งอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานก็ทำให้ยิ่งมีโอกาสกระเฉาะขึ้นหลอดอาหาร การหลีกเลี่ยงอาหารมันก็จะเป็นเรื่องดีต่อร่างกาย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนทำให้หลอดอาหารคลายตัว
  3. ไม่กินมื้อใหญ่หรืออิ่มจนเกินไป โดยเฉพาะการกินอาหารบุฟเฟต์นั้น เรามีแต่เสียกับเสีย ถ้าเรากินไม่เต็มที่กินไม่คุ้ม เราก็เสียเงิน แต่ถ้าเรากินเต็มที่กินจนคุ้มกินจนอิ่มเกินไป เราจะรู้สึกแน่นท้อง หายใจไม่อิ่ม เกิดกรดไหลย้อนได้ง่าย แล้วอาหารก็จะไปสะสมอยู่ในร่างกายเรา สุขภาพร่างกายเราก็เสียหาย การกินบุฟเฟต์คนชนะมีเพียงเจ้าของร้านเท่านั้น เรากินคุ้ม เราแพ้เพราะสุขภาพเสีย กินไม่คุ้มก็แพ้ เพราะเสียสตางค์
  4. การนอนทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่าย ดังนั้นไม่ควรกินอาหารในช่วง 3-4 ชั่วโมงก่อนเวลานอน หรือไม่เอนตัวนอนภายใน 3-4 ชั่วโมงหลังอิ่ม ถ้าจะให้ดีไม่ควรกินอาหารหลัง 6 โมงเย็นจะดีต่อสุขภาพ ร่างกายจะมีวิธีการจัดการอาหารในแต่ละมื้อไม่เหมือนกัน กินอาหารในมื้อเช้าและเที่ยง ร่างกายจะนำไปใช้ ส่วนอาหารมื้อเย็นหรือมื้อสุดท้ายของวันนั้น ร่างกายจะนำไปเก็บสะสม
  5. พยายามนั่งตัวตรงหลังอาหาร
  6. หลังอาหารควรเดินเบาๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่ควรแกว่งแขวนแรงๆ ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมหลังอาหาร
  7. ไม่ก้มตัวหรือเบ่งท้อง ไม่ออกกำลังกายหนัก ไม่ยกของหนักหลังมื้ออาหาร เพราะทำให้ไปบีบท้องเอากรดให้ไหลย้อนขึ้นมา
  8. หากมีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน ควรลดน้ำหนัก
  9. เลิกสูบบุหรี่ หรือในผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ต้องหลีกเลี่ยงการสูดควันบุหรี่
  10. คนเป็นกรดไหลย้อนมี 2 แบบ บางคนเป็นตอนกลางวันเยอะ ให้ใช้วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร และบางคนเป็นตอนกลางวันเยอะแม้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้ว แต่เมื่อล้มตัวนอนจะรู้สึกแสบร้อนที่กลางอกขึ้นมา ให้แก้โดยใช้วิธีหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้นเล็กน้อยประมาณ 6-8 นิ้ว (มีภาพประกอบหน้า 6) การหนุนที่ดีต้องหนุนตั้งแต่ระดับเอวขึ้นไปให้หลังเป็นแผ่นตรง ไม่ใช่หนุนหมอนให้สูงอย่างเดียว โดยนอนราบมาตลอดแล้วหนุนเฉพาะหัวให้สูงขึ้นอย่างเดียว แบบนี้นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังทำให้เมื่อยคอได้อีกด้วย
  11. กินยาสามัญประจำบ้านได้ หากอาการกรดไหลย้อนนานๆ เกิดขึ้นที ยาต้านกรดที่เป็นน้ำสีขาวมีหลายยี่ห้อ เช่น ยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน ยาอะลั่มมิลค์ กินแล้วก็จะบรรเทาอาการได้
  12. ใส่เสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่น เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่ควรฝืนใส่เสื้อผ้าที่คับและรัดแน่นจนเกินไป

เราควรกินอาหารอย่างไรดี?

กินอาหารให้สมดุลครบ 5 หมู่ ทั้งหมวดข้าวแป้งคาร์โบไฮเดรตที่มีสัดส่วนในการกินมากที่สุด หมวดเนื้อสัคว์โปรตีนรองลงมา และหมวดไขมันให้กินน้อยที่สุด ส่วนหมวดผักและผลไม้นั้น ควรเน้นที่ผักมากกว่าผลไม้ เพราะในผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่เหมือนผักแต่มีแคลอรี่สูงกว่า โดยเราควรกินให้ได้อย่างน้อยมื้อละ 1 ทัพพี ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกินผักคือ เรื่องการล้างผักให้สะอาด หลายคนกินผักแล้วรู้สึกท้องอืด ขอแนะนำให้กินผักสุกหรือผักลวดแทนผักดิบ เพราะผักดิบจะย่อยยากกว่า ทำให้หลายคนมีอาการท้องอืดได้

และหลักสำคัญของการกินอาหารคือ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิด แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กิน การกินอาหารมากเกินไปจะทำให้เป็นโทษกับร่างกายเพราะทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมายตามมา

เมื่อมีอาการกรดไหลย้อนเป็นระยะเวลาหนึ่ง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เพราะการปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาจะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหาร เมื่อเกิดเป็นแผล ก็จะเกิดเป็นพังผืด เมื่อเป็นพังผืด ก็จะทำให้หลอดอาหารตีบตัน ทำให้การกลืนนั้นติดขัด กลืนลำบากได้

เวลาเป็นกรดไหลย้อน จะรบกวนระบบทางเดินหายใจ คนที่เป็นโรคหอบและถุงลมโป่งพอง เวลาเป็นกรดไหลย้อนอาการก็จะกำเริบได้บ่อยขึ้น   นอกจากนี้แล้วอาการกรดไหลย้อนยังสัมพันธ์กับการนอนกรนด้วย การนอนกรนเป็นได้ทั้งเหตุและผลของการเกิดกรดไหลย้อน หลายคนที่มีอาการกรดไหลย้อนเมื่อตื่นเช้ามาจะรู้สึกคอแห้ง ขมคอ แสบคอนึกว่าเป็นกรดไหลย้อนแต่ความจริงแล้วคือ การนอนอ้าปากหายใจเพราะนอนกรน บางคนกินยาลดกรดไหลย้อนมาเป็นปีแล้วเมื่อได้มาตรวจการนอนกรนและใส่เครื่องช่วยการนอนหลับ เมื่อหลับสนิทก็ไม่เกิดอาการแสบคออีกเลยก็มี

โรคกรดไหลย้อนเมื่อปล่อยทิ้งไว้นาน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในหลอดอาหาร อวัยวะใดก็ตามที่มีอาการอักเสบเรื้อรัง บาดเจ็บเรื้อรัง พื้นที่ตรงนั้นย่อมมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเนื้อร้ายได้ ซึ่งยังไม่พบภาวะนี้ในประเทศไทย

อาการกรดไหลย้อนแบบไหนที่ต้องพบแพทย์

  1. หากมีอาการกรดไหลย้อนบ่อยและอาการไม่ดีขึ้นหลังสังเกตอาการ ปรับพฤติกรรม และซื้อยาสามัญประจำบ้านกินเองสัก 1-2 อาทิตย์ไปแล้ว
  2. ควรไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาเจียนรุนแรง อาเจียนมีเลือดแดงหรือดำ ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่มีเลือดออกในกระเพาะ เลือดเมื่อโดนกรดจะกลายเป็นสีดำ กลืนติดหรือกลืนลำบาก กลืนเจ็บหรือกลืนไม่ลง น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  3. โรคที่ต้องระวังคือ โรคหัวใจ หากมีอาการจุกอก แน่น หายใจไม่ออก อาจจะไม่ใช่โรคกรดไหลย้อนแต่เป็นโรคหัวใจ ถ้าแสบร้อนกลางอกถึงจะชัดเจนว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

62062142_10217794183820587_6626924466582585344_n

การวินิจฉัยโดยแพทย์

  • ส่วนใหญ่แล้วใช้แค่ประวัติและอาการก็เพียงพอ และสามารถเริ่มการรักษาได้เลย
  • หากอาการไม่ดีขึ้นหลังปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมและรักษาร่วมกับยาแล้ว จะต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือพบแพทย์เฉพาะทาง
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน
  • การกลืนแป้ง เพื่อสามารถดูปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น หลอดอาหารตีบแคบ เป็นแผล หรือมีการเลื่อนของหูรูดหลอดอาหาร การกลืนแป้งไม่สามารถดูผิวของผนังหลอดอาหารได้
  • การวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารเป็นวิธีการตรวจวัดกรดไหลย้อนที่แม่นที่สุด โดยการใส่สายเล็กๆ ลงไปทางจมูกลงไปในหลอดอาหารค้างไว้ 24-48 ชั่วโมงแล้วให้คนไข้ใช้ชีวิตตามปกติ หรือใช้แบบแคปซูลไร้สาย
  • การตรวจวัดแรดันของหูรูดและกล้ามเนื้อ เมื่อสงสัยถึงความผิดปกติของกรบีบตัวของหลอดอาหารหรือเพื่อเตรียมการผ่าตัด

การรักษาด้วยยา

  • ยาต้านกรด แบบยาน้ำหรือยาเม็ด สีขาวมีฤทธิ์เป็นด่างสลายฤทธิ์ของกรดที่หลั่งออกมาแล้ว ทำให้รู้สึกดีขึ้นทันที
  • ยาลดการหลั่งกรด ยับยั้งการสร้างน้ำกรดจากผิวกระเพาะ ไม่สามารถรักษาอาการได้แบบทันที
  • ยาเพิ่มการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ถ้าบีบตัวเร็วส่งลำไส้เร็ว อาหารจะไม่ค้างกระเพาะนาน

การรักษาด้วยการผ่าตัด         การผ่าตัดนี้มีชื่อเรียกว่า ฟันโดไพลเคชั่น (Fundoplication) ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่ได้รับการยืนยัน การวินิจฉัยแน่นอนแล้ว แต่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาหารได้ด้วยยาหรือการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าการกินยา

การกินยาลดกรดนานๆ เป็นอันตรายหรือไม่? ยาลดกรดเป็นยาที่มีความปลอดภัยมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง หากกินนานๆ โดยไม่มีความจำเป็นอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและหักง่าย. ธาตุแมกเนเซียมต่ำ, ขาดวิตามินบี 12, ทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้และท้องเสียง่าย เมื่อกินยาแล้วไม่ควรหยุดกินยาลดกรดแบบทันทีเพราะทำให้เกิดการกลับมาเป็นซ้ำที่รุนแรงกว่าเดิม ต้องใช้วิธีค่อยๆ ลดปริมาณยา

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 176 เดือนมิถุนายน 2562

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s