ลักข์ฟังมาเล่า : วิธีป้องกันรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนมีนาคม 2562 ผศ.พญ.อรอุมา  ชุติเนตร

เรื่อง     “วิธีป้องกันรักษาโรคหลอดเลือดสมอง”

อาจารย์ตั้งคำถามกับสมาชิกว่า รู้หรือไม่ว่าโรคหลอดเลือดสมองคืออะไร? สำคัญยังไง? มีอาการสำคัญอะไรบ้าง? และเมื่อเกิดอาการแล้วจะแก้ไขได้อย่างไร? วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคหลอดเลือดสมองนี้ให้เข้าใจกัน

55609146_10217242624911959_6691699909210406912_o

โรคหลอดเลือดสมอง มีชื่อเรียกหลายชื่อ STROKE (สโตร๊ค) หรือ CVD (ซีวีดี) หรือ Brain Attack (เบรน แอคแทค) หรือ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหลอดเลือดสมองเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ขึ้เกิดขึ้นนกับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง

โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? สามารถพบคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ 1 ใน 6 ของประชากรทั่วโลก (ทุก 2 วินาทีจะพบคนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้. ทุก 6 วินาทีมีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ได้)  โดยผู้หญิงจะพบได้บ่อยกว่าคือ 1 ใน 5 ของประชากรทั่วโลก เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่พบได้บ่อย และเป็นโรคที่บุคลากรทางการแพทย์ไม่อยากให้เกิดโรคนี้ขึ้นกับใคร จึงมีการรณรงค์ให้คนตระหนักถึงโรคนี้ด้วย โดยจัดตั้งเป็นวันโรคหลอดเลือดสมองโลก ในวันที่ 29 ตุลาคมของทุกปี

สถิติเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย ปี 2557

  1. โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
  2. อายุยิ่งมาก ยิ่งพบคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น (อายุต่ำกว่า 40 ปีพบไม่ถึง 1% อายุ 60 ปี 6% อายุ 80 ปี พบมากถึง 13-14%)

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
  • โรคหลอดเลือดสมองแตก มีเลือดออกในสมอง

ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 แบบมีอันตรายเท่ากัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เลือดไหลออกมา ถ้าโดนตำแหน่งสำคัญก็มีอันตรายมากกว่า หลอดเลือดในสมองจะตีบหรือตันได้นั้น เกิดจากการที่มีไขมันไปเกาะอยู่ที่หลอดเลือด ไขมันเกาะน้อยก็ทำให้เส้นเลือดตีบ ไขมันเกาะตัวหนามากก็ทำให้อุดตัน เมื่อหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจนหลอดเลือดในสมองปริมีเลือดซึมออก หรือหลอดเลือดแตกออก จะทำให้มีเลือดซึมไหลออกมาอยู่ในเนื้อสมอง ไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่เลือดไหลไปกดในสมองส่วนนั้นๆ  เช่น ไปกดทับการเคลื่อนไหว ก็เคลื่อนไหวลำบาก ไปกดทับการพูด ก็พูดลำบาก  นอกจากนี้แล้วความอันตรายยังขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ซึมออกมาด้วยว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก

หลอดเลือดสมองไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วจะแตกเองได้ต้องมีสัญญาณเตือนมาก่อน เช่น ในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แล้วไม่ควบคุมปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ผนังหลอดเลือดก็จะค่อยๆ โป่งขึ้นเรื่อยๆ จนแตกได้

อาการของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือฉับพลันทันทีทันใด

  1. จู่ๆ ก็อ่อนแรง หรือมีอาการชาครึ่งซีก (ส่วนใหญ่จะเกิดอาการของสมองเพียงซีกเดียว จึงมีอาการเพียงครึ่งซีก)
  2. เวียนศีรษะร่วมกับการเดินเซ
  3. ตามัว หรือเห็นภาพซ้อน
  4. ปวดศีรษะ อาเจียน
  5. พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ถามอย่าง ตอบอย่าง
  6. ซึม  ไม่รู้สึกตัว

คำในภาษาอังกฤษเกี่ยวกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองคือ FAST ที่แปลว่าเร็ว มาจาก F(face) หน้าเบี้ยว ยิ้มไม่เท่ากัน A(arm) แขน(หรือขา)อ่อนแรง S(speech) การพูดมีความผิดปกติ T(time) เวลา – เวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อมีอาการต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดใช้เวลามารพ.นานขึ้นเท่าไหร่ เลือดยิ่งออกมากสมองยิ่งเสียหายมาก

80% ของโรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้!!!! การควบคุมป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง

ถ้าไม่อยากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

  1. ส่วนใหญ่ป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
  2. ตรวจเช็คร่างกายเป็นระยะ

ผู้ที่เสียงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองมีทั้งที่แก้ไขได้ (ที่เกิดจากโรคและพฤติกรรม) และ แก้ไขไม่ได้ เช่น

♦โรคความดันโลหิตสูง    ♦โรคเบาหวาน               ♦โรคไขมันในเลือดสุง                 ♦โรคหัวใจ         ♦โรคอ้วน

♦ผู้ที่สูบบุหรี่                  ♦ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์        ♦ขาดการออกกำลังกาย               ♦นอนกรน         ♦ผู้สูงอายุ

ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ อายุ เพศ เชื้อชาติ ประวัติในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง(พันธุกรรม)

ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ ถึง 8 เท่า โรคเบาหวานเสี่ยงกว่า 6 เท่า คนมีภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเสี่ยงกว่า 4.5 เท่า คนสูบบุหรี่ และ คนไม่ออกกำลังกายเสี่ยงกว่า 3 เท่า โรคไขมันในเลือดสูง 1.5 เท่า

การลดความดันในผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง (ค่าความดันปกติคือ 120/80 มม.ปรอท) หากลดความดันตัวบนได้ 10 มม.ปรอท ตัวล่างได้ 5 มม.ปรอท จะทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 38%

56431058_10217302590811069_722633173879488512_o

การลดน้ำหนักตัวลง 10 กิโลกรัม จะลดความดันได้ 5-20 มม.ปรอท การกินอาหารประเภท DASH Diet (การกินอาหารที่มีผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช นมไขมันต่ำ) ลดได้ 8-14 มม.ปรอท จำกัดโซเดียม ลดได้ 2-8 มม.ปรอท ออกกำลังกาย ลดได้ 4-9 มม.ปรอท จำกัดแอลกอฮอล์ลดได้ 2-4 มม.ปรอท ถ้าทำรวมๆ กันก็ช่วยให้ลดความดันได้มากขึ้น

การลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่เป็นเบาหวานทำได้โดยควบคุมระดับน้ำตาลสะสมไม่ให้เกิน 7.5% ด้วยการหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้ ลดปริมาณการกินน้ำตาลไม่เกิน 6-8 ช้อนชาการคาดการณ์ของโรคเบาหวานในอนาคตในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ ในปี 2000 มีผู้เป็นเบาหวานจำนวน 22.3 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 58.1 ล้านคนในปี 2030

การลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง ทำได้โดยการลดการกินไขมันที่มาจากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อ เนย นม ลดการกินของมัน ของทอด อาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมันสูง งดการกินเบเกอรี่ ใช้น้ำมันมะกอด น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง

ในผู้ที่สูบบุหรี่ หากเลิกบุหรี่ได้ 5 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเท่ากับคนปกติ

ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ควรลดปริมาณลงไม่เกิน 1 Drink ต่อวัน เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเท่านั้น ยังส่งผลต่ออวัยวะอื่นอีกด้วย เช่น ตับแข็ง จึงควรลดและเลิกดื่มให้ได้

ในการคำนวณหาว่าใคร “อ้วน” หรือไม่ ให้ใช้วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย ไม่ควรเกิน 23  หรือโดยการวัดเส้นรอบเอว ผู้ชายไม่ควรเกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม. หากเกินกว่าเกณฑ์ควรลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงควรออกกำลังกายในระดับปานกลาง-มาก อย่างสม่ำเสมอ คือ 40 นาที/วัน 3-4 วัน/สัปดาห์ หรือ 30 นาที/วัน 5 วัน/สัปดาห์ โดยการเริ่มต้นออกกำลังกายนั้นควรเริ่มจากกิจกรรมเบาๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึงเป้าหมาย ควรเคลื่อนไหวออกแรงให้เป็นวิถีชีวิตประจำวันเช่น เดินให้มากขึ้น ใช้บันไดในการขึ้นลงแทนลิฟท์หรือบันไดเลือน

การรักษาเมื่อมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง ต้องไปโรงพยาบาลทันทีอย่ารอดูอาการ! ภายในระยะเวลา 4.5 ชั่วโมงสามารถรักษาด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ *มารพ.รักษาให้เร็วที่สุด* เพราะทุกวินาทีเนื้อสมองจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ นอกจากยาละลายลิ่มเลือดแล้วยังสามารถรักษาด้วยการสอดท่อเอาลิ่มเลือดออกมาจากหลอดเลือด (โดย 2 วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของการเดินทางมาถึงรพ. รวมถึงสภาพของหลอดเลือดและอาการของผู้ป่วยด้วย) และการรักษาด้วยการผ่าตัด

การป้องกันและการรักษาในระยะยาว

  1. การป้องกันการเกิดซ้ำ
  • การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
  • การใช้ยาป้องกัน
  • การออกกำลังกายที่เหมาะสม
  • การผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่บริเวณคอ

2 การฟื้นฟูสมรรถภาพโดยการทำกายภาพบำบัด

3. การดูแลทางด้านจิตใจและสังคม

ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 174 เดือนเมษายน 2562

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s