ลักข์ฟังมาเล่า : ไซนัสอักเสบ

จิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 รศ.นพ.ทรงกลด  เอี่ยมจตุรภัทร

เรื่อง     “ไซนัสอักเสบ”

เรามาฟังบรรยายความรู้เรื่องสุขภาพกันเพื่อ 1. เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรา เราป่วยเป็นโรคนี้ เป็นความรู้ส่วนตัวเพื่อให้เรารู้เกี่ยวกับเรื่องโรค 2 เพื่อเป็นการหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำความรู้นี้ไปเผยแพร่แก่ญาติพี่น้องที่เราดูแลอยู่

ไซนัสไม่ใช่โรค แต่ไซนัสคือ โพรงอากาศเป็นอวัยวะหนึ่งที่อยู่รอบจมูกของเรา คนเราทุกคนมีโพรงจมูก และต่อจากโพรงจมูกก็คือ โพรงอากาศ โพรงอากาศนี้จะอยู่รอบจมูกของเรา  ซึ่งโพรงอากาศนี้เอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า ไซนัส (Sinus) คนเรามีไซนัสทั้งหมด 5 ไซนัส คือ 1.โหนกแก้ม 2. ข้างตาส่วนหน้า 3. ข้างตาส่วนหลัง 4. หน้าผาก 5. ฐานสมอง

ไซนัสจะคอยสร้างมูกเมือกให้จมูกของเรามีความชุ่มชื้น ถ้าแห้งไม่ดี เพราะมูกเมือกนี้มีสารภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างออกมาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคที่แปลกปลอมเข้ามาในร่างกายของเรา มูกเมือกที่ไซนัสในจมูกเราสร้างขึ้นต่อวันมีจำนวน 1-2 ลิตร มูกเมือกนี้จะไหลออกมาจากไซนัสทีละนิดตลอดเวลาแล้วเราก็กลืนลงคอ มูกเมือกนี้จะไหลโดยการพัดโบกของขนเล็กๆที่เรียกว่า ขนกระหวัด ที่อยู่ตรงเยื่อบุผิวของไซนัส โดยจะพัดโบกเป็นทิศทางเดียวกันไปที่ช่องเปิดของไซนัสเพื่อให้มูกเมือกออกมาแล้วก็พัดกลืนลงคอไปตามธรรมชาติ

ไซนัสปกติจะต้องประกอบไปด้วย 1. ช่องเปิด, รูเปิดของไซนัสต้องปกติ หากมีภาวะอุดตันมูกเมือกที่อยู่ด้านในจะขับออกมาไม่ได้ ทำให้ค้างอยู่ภายใน ก่อให้เกิดการติดเชื้อ 2. ขนกระหวัดจะต้องพัดโบกได้ปกติ มีบางโรคที่ขนกระหวัดไม่พัดโบกทำให้เกิดภาวะมูกเมือกค้างออกไปที่ช่องเปิดไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อ, 3. มูกต้องไม่เหนียวข้นจนเกินไป มีบางโรคที่มูกเมือกเหนียวมากจนทำให้ขนกระหวัดพัดโบกไม่ได้ ทำให้มูกเมือกค้างข้างในทำให้เกิดการติดเชื้อ เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นก็ต้องทำการรักษา อาจจะจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเพื่อทำการดูดมูกเมือกออกมา

53671880_10217086153640275_8074153343812894720_o

ไซนัสอักเสบคือ การมีอาการติดเชื้อของไซนัส  ซึ่งการติดเชื้อก็มีหลายแบบทั้งการติดเชื้อไวรัส ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อรา แต่ในความหมายทั่วไปของการใช้คำว่าไซนัสอักเสบ จะหมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย

อาการของไซนัสอักเสบ มีอะไรบ้าง?

  • อาการเฉพาะที่ คือ มีอาการแน่นคัดจมูก 2.มีน้ำมูกหรือเสมหะมีสี (ไม่มีสีเป็นอาการของภูมิแพ้) 3. ปวดตามใบหน้า 4.การได้กลิ่นลดลง และอาการอื่นๆ เช่นเสียงขึ้นจมูก, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นเหม็นในจมูก เป็นต้น
  • อาการที่อวัยวะใกล้เคียง ประกอบด้วยอาหารทางคอ เช่น เจ็บคอ อาการทางกล่องเสียง เช่น เสียงแหบ และอาการทางหลอดลม เช่น ไอ เป็นต้น
  • อาการทั่วไป ประกอบด้วย อาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย. และมีไข้ เป็นต้น

 

เมื่อไหร่ถึงจะจัดได้ว่าเป็นโรคไซนัสอักเสบ? ควรไปหาหมอ

  • ต้องมีอาการเฉพาะที่ 2 ใน 4 ร่วมกัน เช่น อาการแน่นคัดจมูก ร่วมกับน้ำมูกหรือเสมหะมีสี หรือร่วมกับอาการปวดตึงตามใบหน้า หรือร่วมกับการได้กลิ่นลดลงหรือหายไป และ
  • นอกจากอาการดังกล่าวอย่างน้อย 2 อาการแล้ว ต้องมีระยะเวลาประกอบด้วย คือ อาการเหล่านั้นไม่ดีขึ้นหลังจากมีอาการมา 10 วันแล้วหรือแย่ลงหลังจากมีอาการ 5 วันไปแล้ว จะมีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบสูงควรไปหาหมอตรวจได้แล้ว เพราะอาการหวัดเชื่อไวรัสหวัดธรรมดาเป็นอาการจะดีขึ้นเองภายใน 5 วัน
  • ถ้ามีอาการเสริมเช่น น้ำมูกเป็นหนอง หรือปวดใบหน้าบริเวณแก้มและฟันบน หรือ มีไข้ >38C หรือตรวจพบหนองในโพรงจมูก หนองไหลลงคอหรือที่ช่องเปิดไซนัส ซึ่งเป็นอาการชัดเจนของการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การตรวจไซนัสอักเสบด้วยการ x-ray ชนิดต่างๆ มีโอกาสให้ผลบวกเทียมสูงไซนัสอักเสบมีกี่แบบ?
    1. การอักเสบแบบเฉียบพลัน – มีอาการไม่เกิน 3 เดือน
    2. การอักเสบแบบเรื้อรัง – มีอาการนานเกิน 3 เดือน
    3. การอักเสบแบบเฉียบพลันแทรกในรายที่มีอาการอักเสบแบบเรื้อรังอยู่แล้ว
    4. การอักเสบแบบเป็นๆ หายๆ เป็นแล้วหายสนิท แต่เกิดขึ้นเกิน 4 ครั้งต่อปี ต้องหาสาเหตุ

    สาเหตุของไซนัสอักเสบ – แบบเฉียบพลันมาจากหวัด – แบบเรื้อรัง หรือ แบบเป็นๆ หายๆ อาจมีสาเหตุบางอย่างแฝงอยู่มากมาย เช่น ริดสีดวงหรือมีก้อนในจมูกทำให้เกิดการอุดตัน โรคจมูกอักเสบเรื้อรังอักเสบมีทั้งที่เกิดจากภูมิแพ้และที่ไม่ใช่เกิดจากภูมิแพ้ การที่มีก้อนเชื้อราอยู่ในไซนัสซึ่งพบได้บ่อยในอายุที่มากขึ้นและมักจะเป็นที่จมูกข้างเดียวต้องรักษาด้วยการผ่าตัด หากทิ้งไว้และภูมิต้านทานของร่างกายลดลงก้อนเชื้อราจะขยายใหญ่ขึ้นและกินเนื้อจมูก รากฟันอักเสบ กลุ่มโรคที่เกิดจากภาวะที่ทนต่อยาในกลุ่มแอสไพรินไม่ได้ ต่อมอะดีนอยด์โตจนอุดตันช่องจมูกด้านหลัง กรดไหลย้อน หรือมีความผิดปกติของภูมิต้านทานทั่วไปของร่างกาย เป็นต้น

    การรักษาไซนัสอักเสบด้วยยา

    • ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก ยาลดอาการคัดจมูก(ในกรณีที่มีอาการคัดจมูก) และยาแก้แพ้ ยาแก้แพชนิดไม่ง่วงนอนสามารถช่วยลดอาการอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วยได้แต่ไม่สามารถลดอาการน้ำมูกจากหวัดได้

    ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วง รักษาอาการลดน้ำมูกจากไข้หวัดไม่ได้เลย เพราะสาเหตุที่มีน้ำมูกจากไข้หวัดเกิดจากสารคัดหลั่งตัวอื่น ไม่ใช่ฮีสตามีน ยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงต้านฤทธิ์แต่ฮีสตามีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้เท่านั้น // ยาแก้แพ้แบบง่วง จะมีฤทธิ์ลดการทำงานของต่อมน้ำมูกทำให้สามารถลดน้ำมูกจากไข้หวัดได้ ยาแก้แพ้แต่ละตัวจึงใช้คนละจุดประสงค์เพราะถ้าเป็นไซนัสแล้วกินยาแบบง่วงนอน ไปกดการทำงานของต่อมน้ำมูกจะทำให้มูกข้นเหนียวอยู่ภายใน (เปรียบเทียบหากคนไข้มีอาการปัสสาวะบ่อย ต้องหาสาเหตุว่ามาจากโรคกระเพาะปัสสาวะหรือโรคเบาหวาน เพราะถ้าให้ยาผิดนอกจากจะรักษาอาการไม่หายแล้วยังเป็นอันตรายกับร่างกายอีกด้วย

     

    ยาสเตียรอยด์แบบกินถือเป็นดาบ 2 คม เพราะเป็นยาต้านการอักเสบที่ได้ผลดี ที่ปวดหายปวด กินแล้วเจริญอาหาร แต่มีผลข้างเคียงของยาหากใช้เกิน 2 อาทิตย์ยาจะไปกดภูมิต้านทานของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อบ่อย กดการสร้างฮอร์โมนตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น ไปกดฮอร์โมนในสภาวะความเครียด เมื่อเราไม่รู้และหยุดยาสเตียรอยด์โดยทันทีเอง ในขณะที่ร่างกายเกิดภาวะเครียดร่างกายสร้างฮอร์โมนขึ้นมาไม่ทัน สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทันที ตัวอย่างนักร้องลูกทุ่งดังในอดีตที่หยุดยากะทันหันทำให้เกิดอาการช้อคเสียชีวิตทันที ยาสเตียรอยด์แบบกินจึงเป็นยาที่ต้องระมัดระวังในการใช้ และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น)

     

    แต่สำหรับยาสเตียรอยด์แบบใช้พ่นเฉพาะที่ในโพรงจมูก สามารถใช้ต่อเนื่องได้ทุกวัน 2 ปีตามโดสที่คุณหมอแนะนำได้อย่างปลอดภัย เพราะจะไม่มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีการส่งผลต่อร่างกายแบบกิน ข้อควรระวังในการใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นคือ อย่าใช้เกินปริมาณที่คุณหมอกำหนด เนื่องจากไม่ใช่ยาที่ใช้แล้วจะดีขึ้นทันที ยาจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากพ่นไปแล้ว 10 ชั่วโมง และจะได้ผลเต็มที่เมื่อเวลาผ่านไปได้ 4-5 วัน ดังนั้นต้องพ่นเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรพ่นตามอาการ หากเป็นไซนัสแบบเฉียบพลันต้องพ่นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์แม้จะไม่มีอาการแล้วก็ตาม เนื่องจากจุดประสงค์ของการรักษาไซนัสคือ รักษาโรค ไม่ใช่รักษาอาการ หรืออาจจะบอกได้ว่าเรารักษาคนให้ดีขึ้นหรือให้หายจากโรค ไม่ใช่รักษาโรคให้หายจากอาการ จึงต้องรักษาอย่างต่อเนื่องกับคุณหมอผู้รักษา

     

    กลุ่มยาที่พ่นแล้วดีขึ้นในทันทีเรียกว่า ยาพ่นจมูกโล่ง ออกฤทธิ์ดีได้ผลทันทีและจมูกโล่งได้ครึ่งวันแต่ห้ามใช้เกิน 5 วันต่อเดือน หากใช้เกินกว่านี้จมูกจะบวม ยาพ่นจมูกโล่งพ่นแล้วมีผลทำให้เส้นเลือดหดตัวเมื่อเส้นเลือดหดตัวนานๆ เส้นเลือดจะหมดแรง เมื่อเส้นเลือดหมดแรงก็จะคลายตัวแล้วทำให้จมูกบวมและทำให้แน่นจมูก (ยาพ่นจมูกโล่ง เป็นยาราคาถูก มีขายโดยทั่วไป แต่ส่วนใหญ่คนไข้จะไม่ได้รับคำแนะนำว่าไม่ให้ใช้เกิน 5 วันต่อเดือน หากใช้เกินอันตรายในระยะยาวมีมากกว่าการใช้สเตียรอยด์)

     

    • ในไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลัน แนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูกเป็นยาตัวแรก ในรายที่มีอาการมากหรือใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้ใช้ยาต้านจุลชีพร่วมด้วย สำหรับการล้างจมูกนั้น อาจจะได้ประโยชน์ในไซนัสอักเสบแบบเฉียบพลันโดยเฉพาะในกรณีที่มีน้ำมูกเหนียว

     

    • ในไซนัสอักเสบแบบเรื้อรัง แนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูก ร่วมกับการล้างจมูก ยาต้านจุลชีพมีประโยชน์ในบางรายเท่านั้น

    การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไซนัสอักเสบ ต้องนอนพักให้พอและหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม เช่น สารก่อความระคายเคืองทั้งหลาย บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือในรายที่ว่ายน้ำแล้วคัดจมูกบ่อยๆ ก็ต้องงดว่ายน้ำไว้ก่อน ในกรณีว่ายน้ำอาจจะมีสาเหตุจากคลอรีนในสระว่ายน้ำหรือความเย็นที่ส่งผลให้จมูกบวมได้  ถ้าไม่หลีกเลี่ยงสาเหตุก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้

    การรักษาด้วยการผ่าตัด หากรักษาด้วยการกินยาแล้วไม่หาย จำเป็นต้องหาสาเหตุและอาจจะจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อลดอาการอักเสบ และป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆ โดยจะต้องมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดดังนี้ :-

    • มีต้นเหตุที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น มีก้อนเชื้อราอยู่ ถ้าไม่ผ่าเอาก้อนเชื้อราออกมาก็จะไม่หาย
    • มีโรคแทรกซ้อนจากการอักเสบของไซนัส ได้แก่ โรคแทรกซ้อนทางตา หรือโรคแทรกซ้อนทางสมอง
    • มีการอุดตันของช่องเปิดของไซนัสเป็นเวลานาน จนทำให้มีการคั่งของมูกเมือกในไซนัสเป็นจำนวนมากจนดันผนังของไซนัสให้โป่งพอง
    • ไซนัสอักเสบจากเชื้อรา

    หากมีข้อบ่งชี้ชัดและแพทย์แนะนำว่าต้องผ่าตัดแล้ว แต่คนไข้ไม่ยอมผ่าตัด จำเป็นต้องเซ็นว่าไม่ยินยอมรับการรักษา

    การผ่าตัดที่ได้ผลดีที่สุดคือ การผ่าตัดผ่านช่องจมูกโดยการส่องด้วยกล้องเอนโดสโคปเพื่อเข้าไปแก้ไขโครงสร้างที่ผิดปกติ รวมทั้งแก้ไขช่องเปิดตามธรรมชาติและช่องทางเดินน้ำมูกเมือกของไซนัส ให้น้ำมูกเมือกที่อยู่ในไซนัสสามารถไหลออกมาทางโพรงจมูกได้อย่างอิสระ ไม่คั่งค้างอยู่ด้านใน

    การผ่าตัดมีผลข้างเคียงหรือไม่? มี ประมาณ 1% เพราะไซนัสติดลูกกะตาและสมอง โอกาสที่จะโดนประสาทตาและเส้นเลือดใหญ่สมอง 0.1% ยกเว้นผ่าบริเวณผิวๆ ซึ่งโอกาสเสี่ยงที่จะโดนลูกกะตาและสมองก็ลดลง แต่อาการที่จะหายก็ลดลงด้วย

    ในมุมของคุณหมอ คุณหมอเปรียบเทียบว่า เหมือนการที่คนเราจะเดินข้ามถนน สิ่งแรกที่ต้องดูคือ เราจะเป็นต้องข้ามถนนหรือไม่? ถ้าไม่มีกิจธุระ เราจะไม่ข้ามถนนเล่น เรื่องที่สอง เราจะข้ามถนนอย่างไร? ทะเล่อทะล่าข้ามทันทีหรือมองซ้าย ขวา ซ้าย แล้วก้าวข้ามด้วยความระมัดระวัง? แต่การข้ามด้วยความระมัดระวังสามารถการันตีหรือไม่ว่าจะไม่มีอุบัติเหตุจากรถที่วิ่งไม่ระมัดระวังมาชน?

    ผลของการผ่าตัดจะได้ผลดีประมาณ 70-90% การทำการผ่าตัดจะได้ผลดีมากหรือน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ

    1. สาเหตุที่ทำให้เป็นไซนัสอักเสบ ถ้าเกิดจากก้อนเชื้อรา ได้ผลเกือบ 00% ถ้าเกิดจากการแพ้ก้อนเชื้อรา ต้องรักษาด้วยการรักษาด้วยยาหลังผ่าตัด ไม่เช่นนั้นจะกลับมาเป็นอีก 100%
    2. ความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นไซนัสอักเสบ คนที่เป็นมากและเป็นนานโอกาสกลับมาหาย 100% น้อยกว่าคนที่เป็นน้อยและเวลาไม่นาน
    3. อยู่ที่วิธีการผ่าตัด ของความหลากหลายของโรค และความหลากหลายของความเชี่ยวชาญของแพทย์ที่ผ่าตัดด้วย

    คำถาม ควรล้างจมูกบ่อยแค่ไหน? ต้องล้างเรื่อยๆ ไหม?

    คำตอบ มนุษย์เรามีกำเนิดมา 300,000 ปี ผ่านวิวัฒนาการจนมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน จมูกของคนเราก็เช่นกันมีวิวัฒนาการมานานมากแล้ว ในการล้างจมูกจึงไม่ใช่เรื่องที่เราจู่ๆ จะไปล้าง ต้องมีข้อบ่งชี้ในการล้าง ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้ไม่ต้องล้าง และในแต่ละข้อบ่งชี้ มีความถี่ในการล้างไม่เหมือนกัน และน้ำเกลือที่ใช้ในการล้างจมูกของแต่ละข้อบ่งชี้ก็ไม่เหมือนกัน เช่น หากเราต้องการล้างมูกเมือก ก็ต้องดูอาการว่ามูกเมือกนั้นมีความเหนียวข้นแค่ไหน บางคนล้างเช้าเย็นก็เพียงพอ บางคนต้องล้างทุกครึ่งชั่วโมงก็มี หากบางคนต้องการล้างเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้ สำหรับบางคนก็ลดอาการได้จริง แต่งานวิจัยก็แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของคนที่ล้างกับไม่ล้างไม่ได้ต่างกัน หรือหากต้องการล้างเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุจมูก เราต้องเลือกใช้น้ำเกลือที่เรียกว่า Hyper Tonic ที่มีความเข้มข้นมากกว่าปกติแต่ห้ามเข้มข้นสูงเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ และข้อควรระวังสำหรับการล้างจมูกคือ ต้องใช้น้ำเกลือเท่านั้น ห้ามใช้น้ำเปล่าหรือน้ำก๊อกโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้จมูกบวม

    คำถาม กรดไหลย้อนเกี่ยวข้องกับไซนัสอักเสบได้อย่างไร?

    คำตอบ กรดไหลย้อนจะเอ่อท้นจากกระเพาะอาหารมาที่คอ และขึ้นไปที่หลังโพรงจมูก และเข้าไปที่ส่วนเปิดโพรงจมูกส่วนหลังได้บางส่วน โดยเฉพาะในคนไข้เด็กจะทำให้ไหลเข้าไปในโพรงจมูกได้ลึกเลยเพราะกลไกตรงเพดานอ่อนจะน้อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงกรดไหลย้อนที่เกี่ยวพันกับไซนัสในทางการแพทย์มักจะหมายถึงคนไข้เด็ก ไม่ค่อยเกิดในคนไข้ผู้ใหญ่เท่าไหร่

    ที่มา : จากบทความจิบกาแฟยามสาย สไตล์ลักข์เล่า ที่พิมพ์ลงในจดหมายข่าวของชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์ ฉบับที่ 173 เดือนมีนาคม 2562

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s