ลักข์ฟังมาเล่า ยาเม็ดลดน้ำตาล

วิทยากรบรรยายในงานเสวนาของชมรมฯ เดือนกันยายน นพ.ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

อ.ปฎิณัฐบรรยายที่ชมรมเบาหวาน รพ.จุฬาลงกรณ์

“จิบกาแฟยามสาย สไตล์เบาหวาน” ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับอาจารย์ปฏิณัฐ อาจารย์จึงเตรียมความพร้อมมาอย่างดีสำหรับสมาชิกชมรมฯ ด้วยการบรรยาย  30 นาทีและให้เวลาสมาชิกชมรมฯ ได้ถามเป็นเวลาถึง 1 ชม.

ในช่วงถาม-ตอบ มีคำตอบของอาจารย์ที่เป็นเรื่องสำคัญในเรื่องเวลาของการกินยา อาจารย์บอกว่าเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการกินยาคือ “เวลาที่ไม่ลืมกิน”

หมอจะไม่แนะนำให้ใช้ยาเม็ดเมื่อ

  1. เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินสุลินได้แล้ว ไม่สามารถกินยาได้จำเป็นต้องใช้ยาฉีดเท่านั้น
  2. เจ็บป่วยหนัก
  3. หญิงตั้งครรภ์ (ในประเทศสหรัฐอเมริกาห้ามใช้ยาเม็ดเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์โดยเด็ดขาด ต้องใช้อินซูลินเท่านั้น)
  4. มีโรคตับแข็ง หรือไตวาย

ยาเม็ดลดน้ำตาลสำหรับโรคเบาหวานมีทั้งหมด  7 กลุ่ม และไม่มียากลุ่มไหนใน 7 กลุ่มนี้ที่จะทำให้ไตวายได้เลย การไม่กินยาแล้วปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงต่างหากที่จะทำให้ชีวิตไม่ปลอดภัยและไตวายได้ และผู้ที่มีภาวะไตวายแล้วยาเม็ดจะไม่เหมาะอีกต่อไปเพราะยาเม็ดต้องมีการขับออกทางปัสสาวะด้วย ซึ่งถ้าขับออกมาไม่ได้ก็จะทำให้เลือดเป็นกรดได้

ยากลุ่มที่ 1 Metformin 500 mg 850 mg เป็นยากลุ่มแรกที่หมอเบาหวานทั่วโลกแนะนำ มีชื่อเล่นว่า ยาเบื่อข้าว จึงเป็นยาที่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก แต่ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ผอมเพราะจะทำให้กินข้าวไม่ลง ปริมาณสูงสุดที่กินได้ต่อวันคือ 3,000 มก. สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไตทำงานได้ 60% กินได้ไม่เกิน 2,000 มก. หากไตทำงานได้ 45% ไม่เกิน 1,000 มก.ต่อวัน

ยากลุ่มที่ 2 Chiorpropamide (Diabiness), Minidiab, Glibenclamide(Daonil), Dioazide, Gliclazide(Diamicron) 30 mg MR, 60 mg MR, 80 mg, Glimepiride(Amaryl) 1 mg, 2 mg, 3 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร 30  นาที  ยากลุ่มนี้จะเพิ่มการหลั่งอินซูลิน มีโอกาสทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ ถ้าหากมีภาวะกินไม่ลงหรือกินผิดเวลาจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุ ยากลุ่มนี้จึงไม่เป็นที่นิยมแล้วในปัจจุบัน

ยากลุ่มที่ 3 Repaglinide (Novonorm) 0.5 mg 1 mg 2 mg กลุ่มยาก่อนอาหารที่ต้องกินยาก่อนอาหาร  15 นาที ยาตัวนี้จะหมดฤทธิ์ภายใน 3-4 ชม. ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้สูงอายุที่กินข้าวไม่แน่นอน สามารถปรับการกินยาเพิ่มได้หากกินได้เยอะ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีภาวะตับไม่ดี แต่ผู้ป่วยไตวายใช้ได้

ยากลุ่มที่ 4 Pioglitazone (Actos) ยากลุ่มนี้จะดึงเกลือกลับเข้าสู่ร่างกายห้เกิดภาวะหัวใจวายได้ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากการดูดน้ำและเกลือกลับทางไตและเพิ่มไขมันที่ผิวหนัง ขนาดยา 30 มก./วัน จะลดระดับน้ำตาลได้ 70-80% ของขนาด ไม่แนะนำให้ใช้เกิน 45 มก./วัน และควรหยุดยาเมื่อพบภาวะตาเหลืองหรือค่าตับเพิ่มขึ้น >3 เท่า

ยากลุ่มที่ 5 Acarbose (Glucobay) หากค่าการทำงานของไตต่ำกว่า 30% ไม่ควรกิน, Voglibose (Basen) กินได้แม้มีภาวะไตวาย ยากลุ่มนี้ทานพร้อมอาหารคำแรก ช่วยชะลอการย่อยแป้งที่ลำไส้เล็ก อาการข้างเคียงของการกินยานี้คือ ภาวะคลื่นไส้, อาเจียน, ตดเยอะ และท้องเสียได้เพราะการกินแป้งเยอะทำให้แบคทีเรียทำงานเยอะ ต้องใช้วิธีค่อยๆ เพิ่มขนาดยาจะทำให้ลดอาการข้างเคียงเหล่านี้ลงได้

ยากลุ่มที่ 6 Sitagliptin (Januvia) เป็นยากลุ่มกระตุ้นการหลั่งอินซูลินแต่ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ ปัญหาของการใช้ยาตัวนี้คือราคาแพง

ยากลุ่มที่ 7 Dapaglifloxin (Forxiga) Empaglifloxin (Jardiance) เรียกง่ายๆ ว่ายาฉี่หวาน เป็นยาที่ดีสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลงโดยประมาณ 2 กก. ลดความดันลงได้ และสามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ผู้ที่มีค่าการทำงานของไตน้อยกว่า  45-60 ml/min จะไม่ได้ผล รวมทั้งผู้ที่ใช้ยานี้มักติดเชื้อราที่อวัยวะเพศหรือติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งก่อให้เกิดอาการเลือดเป็นกรดได้

กิจกรรมถาม-ตอบหลังจบการบรรยาย

สมาชิก  :           คุณหมอที่รักษาเพิ่มปริมาณยา Metformin จาก 3 เป็น 4 เม็ด กินได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ต้องดูปริมาณยาที่กินอยู่เดิมว่ากี่มิลลิกรัม ถ้าเป็น 500 มก.ก็กินได้ เพราะไม่เกิน 3,000 มก. แต่ถ้า 850 มก.ก็ไม่ได้ และต้องดูค่าไตประกอบว่าไม่เกิน 45% ก็ปลอดภัยที่จะกิน

สมาชิก :            กินสมุนไพรคู่ไปกับยาที่คุณหมอให้ได้หรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ถ้าจะกินสมุนไพรให้บอกหมอที่รักษาด้วย เพราะหมอจะได้ตรวจค่าตับกับไตให้ และสมุนไพรที่กินอาจจะมีปริมาณยาที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสูง-ต่ำไม่เท่ากัน ใบไม้สมุนไพรต่างๆ นั้น 10 ใบก็มีขนาดใบไม่เท่ากัน ใบแก่-อ่อนไม่เท่ากัน ทำให้ออกฤทธิ์ก็ไม่สม่ำเสมอ ไม่เท่ากันทุกครั้งที่กิน รวมทั้งยังไม่มีงานวิจัยถึงผลข้างเคียงของการกินสมุนไพรว่าผ่านไป 10 ปีแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย
สมาชิก :            ผลข้างเคียงของยา กับ แพ้ยาต่างกันยังไง?

อ.ปฏิณัฐ :         การแพ้ยาในความหมายคือ มีผื่นขึ้น ปากบวม ตาบวม การมีภาวะบวมจะไม่ปลอดภัย เพราะสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ผลข้างเคียงของยาไม่ทำอันตรายถึงชีวิต เช่น กิน Metformin แล้วเบื่ออาหาร บางคนท้องเสีย หรือ ยากลุ่ม Acarbose กินแล้วทำให้ผายลมบ่อย

สมาชิก :            ได้อ่านงานวิจัยมาว่า Metformin ใช้ในแง่ยาอายุวัฒนะได้ จริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ไม่เป็นความจริง ควรเลือกอ่านงานวิจัยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะงานวิจัยที่อ้างว่าทำการทดลองในสัตว์แล้วได้ผลนั้น เป็นที่รู้ในกลุ่มคนอ่านงานวิจัยว่าเขาทำการทดลองกับพยาธิคือไส้เดือนดิน ยังไม่มีการทดลองกระทังในสัตว์ใหญ่เลย แล้วเราเป็นคนไม่ใช่ไส้เดือน และการอ้างว่ามีการทำการทดลองก็ไม่ได้เขียนวิธีการทดลองว่าทำการทดลองอย่างไร และยังไม่มีงานสรุปการทดลองออกมาเป็นผลงานวิจัยที่เชื่อถือได้ ในความเห็นของหมอคนที่ยังกินยา Metformin ได้แสดงว่าสภาพไตยังดีย่อมอายุยืนกว่าคนที่กินยา Metformin ไม่ได้เพราะมีภาวะไตวาย หรือโรคหัวใจแล้ว

สมาชิก :            ยาชะลอไตเสื่อมมีจริงหรือไม่?

อ.ปฏิณัฐ :         ยากลุ่มฉี่หวาน มีผลวิจัยว่าชะลอไตเสื่อมได้ ยาความดัน ที่กินป้องกันไตเสื่อมหลั่งจากมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะแล้วช่วยได้ และการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันเป็นการชะลอไตเสื่อมได้ดีที่สุด และยาลดไขมันที่หมอให้สามารถลดการเกิดโรคหัวใจได้ คนที่คิดค้นยาลดไขมันกลุ่ม  Statin ได้รับรางวัล Noble Prize เพราะเป็นยาที่ช่วยชีวิตคนได้ ลดอัตราการตายของคนได้จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s