การเตรียมตัว เตรียมใจสำหรับการล้างไต

สำหรับผู้ป่วยโรคไต และญาติเมื่อได้ยินคุณหมอบอกว่า”ต้องล้างไต” คำๆ นี้เป็นคำที่น่ากลัวมากทีเดียว เพราะนอกจากความตกใจแล้ว ความกลัวในเรื่องต่างๆ ก็พร้อมใจกันวิ่งเข้ามาสู่ในห้วงความคิด เช่น กลัวที่จะต้องเผชิญเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยินมาในเรื่องการล้างไตทั้งการติดเชื้อ ทั้งความทุกข์ทรมานที่จะได้รับ ทั้งโอกาสที่จะมีชีวิตรอด ที่สำคัญกลัวความจริงที่ว่า เมื่อล้างไตแล้วต้องล้างไปตลอดชีวิต ฯลฯ

ถ้าหากชีวิตใคร ยังไม่ได้เดินมาถึงการเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ขอให้ดูแลรักษาสุขภาพให้ดี หากเป็นเบาหวานต้องดูแลระดับน้ำตาล อย่าให้เส้นเลือดฝอยถูกทำลายเพราะควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หากเป็นโรคความดันสูงต้องกินยาตามหมอสั่งสม่ำเสมอ หากมีภาวะไตเสื่อมอะไรที่หมอเตือนหมอห้ามต้องทำตามอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ไตไม่สามารถทำงานได้ ก็ย้อนเวลากลับไปไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าหากชีวิตใคร เดินทางมาถึงการเป็นโรคไตระยะสุดท้าย และต้องทำการล้างไตแล้ว ถ้าเป็นไปได้ อยากแนะนำให้ตัดสินใจให้เร็วที่สุด ในขณะที่ไตยังเหลือการทำงานได้อยู่

ลักข์ให้คูณแม่ล้างไตเมื่อไตยังเหลืออยู่ 10% และยังไม่เกิดอาการรุนแรงอะไร ทันทีที่ได้รับฟังเหตุผลของคุณหมอว่าการล้างไตทางหน้าท้องสามารถรักษาสภาพไตที่ยังเหลืออยู่ไว้ได้ ไตที่ยังทำหน้าที่ได้จะทำให้ผู้ป่วยมีปัสสาวะอยู่ ซึ่งปัสสาวะคือการขับของเสียตามธรรมชาติ ซึ่งไม่มีวิธีการบำบัดทดแทนไตวิธีไหนทำหน้าที่นี้ได้ การที่ยังสามารถรักษาไตไว้ได้บางส่วนเพื่อให้ปัสสาวะเองจึงมีค่ามาก  (แต่ก็เข้าใจว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้คนส่วนใหญ่จะรอจนถึงนาทีสุดท้าย ที่ชีวิตอยู่ในขั้นวิกฤตแล้ว ซึ่งการทำงานของไตอาจจะเหลือไม่ถึง 1%)

หลักการเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อทำการล้างไตสำหรับลักข์เอง คือ

1. ต้องคิดบวกให้เป็น หยุดโทษตัวเองให้ได้

การโทษตัวเองว่าถ้าีรู้อย่างนี้จะดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ ถ้ารู้อย่างนี้จะใส่ใจคนที่ตัวเองรักมากกว่านี้ ไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ และยังเป็นเรื่องคอยบั่นทอนกำลังใจตัวเองในยามเครียดด้วย ซึ่งผลสุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยทำอะไรให้ดีขึ้นได้แม้แต่นิดเดียว

สิ่งที่ทำได้ คือ นำประสบการณ์ความผิดพลาดในอดีต ที่ไม่ได้ใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ได้ใส่ใจคนที่เรารัก ไม่เคยทำความรู้จักเรียนรู้เกี่ยวกับโรคที่เป็น มาเป็นบทเรียนเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งเมื่อเปลี่ยนตัวเองได้แล้วทุกๆ วันของการมีชีวิตอยู่กับการล้างไตก็จะมีความสุขได้ เพราะเราได้ตัดสินใจทำให้ดีที่สุด ณ วันที่มีโอกาสอีกครั้ง

2. หาความรู้ และ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไตให้มากที่สุด

อย่าหยุดแค่การดูแลการล้างไต เพราะเมื่อเราเข้าใจสิ่งมีชีวิตในร่างกายของเราที่เรียกว่าไตแล้ว เราก็จะดูแลไตและร่างกายได้ดีกว่าอดีต และเข้าใจถึงสิ่งที่คุณหมอพูดมากขึ้นถึงวิธีการรักษา เข้าใจเหตุผลของนักโภชนาการมากขึ้น ถึงอาหารที่ถูกห้ามและรสธรรมชาติที่ต้องกิน เข้าใจในสิ่งที่พยาบาลย้ำสอนเรื่องความสะอาดว่าทั้งหมดที่สอน เตือน ย้ำ ก็เพื่อให้ผู้ป่วยที่ต้องมีชีวิตอยู่กับการล้างไต มีคุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะมีได้

กว่าที่จะเป็นโรคไตมาจนถึงระยะสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้ระยะเวลาหลายปี อาจจะหลายสิบปี เพราะความไม่รู้ของเรา ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ไตต้องการให้เราดูแลด้วยความรู้ ก็ทำให้ดีที่สุด เพื่ออวัยวะที่เรียกว่าไต ที่อยู่ภายในร่างกายของเราเองหรือของคนที่เเรารัก

3. เรื่องอาหารเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่เป็นโรคไต ถ้าไม่แน่ใจว่าอาหารอะไรกินได้บ้าง หรือไม่ได้บ้าง ให้ยึดหลัก  “อาหารอายุยาว กินแล้วอายุสั้น อาหารอายุสั้น กินแล้วอายุยาว”

การถนอมอาหารตามธรรมชาติ ด้วยวิธีทำให้หวานจัด เค็มจัด ส่งผลให้ตับอ่อนและไตทำงานหนัก

การถนอมอาหารทางวิทยาศาสตร์ คือ การใช้สารเคมี ตับและไตของเรารับไปเต็มๆ

ผลิตภัณฑ์อาหารที่ระบุว่า 100% ที่เชื่อกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อคนที่คุณรักและห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นน้ำผัก ผลไม้ สารสกัดสมุนไพร เม็ดผัก เม็ดธัญพืช รังนก หรือซุปไก่นั้น มีกระบวนการถนอมอาหารทางวิทยาศาตร์ ใส่สารเคมี สารสังเคราะห์ ที่กินเข้าไปแล้วไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ยังจะเป็นอันตรายสำหรับคนเป็นโรคไตได้ โดยสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงในระดับรุนแรงต่อร่างกายได้ เพราะโฆษณาไม่เคยบอกความจริงว่า สารเคมีที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ ทำร้ายคนที่คุณรัก และตัวคุณเองที่เป็นโรคไตอย่างรุนแรงและอันตรายได้

อาหารเค็มยังเป็นสิ่งต้องห้ามเสมอ ถึงแม้ว่าจะล้างไตแล้วก็ตาม หากกินเค็มจนเกินที่การล้างไตจะขับออกมาได้ อาการบวมน้ำ จนถึงขั้นน้ำท่วมปอดก็จะตามมา

เน้นอาหารสด ปรุงสุก สะอาดเสมอ และไข่คือเมนูหลักของทุกวัน (แต่ไม่จำเเป็นต้องทุกมื้อ) ขึ้นอยู่กับผลเลือดที่ได้ว่าต้องกินในปริมาณมากขนาดไหน นักโภชนาการให้คำแนะนำได้

4.  โรคไตเป็นหนึ่งในโรคเรื้อรัง การดูแลใส่ใจต้องทำทุกวัน

อย่าดูแลโรคไตวันนี้เป็นอย่างดีที่สุด เพราะความตกใจกลัว เพราะเมื่อหายตกใจกลัวเมื่อไหร่ อาจจะเกิดความเบื่อหน่าย หมดแรง ที่จะดูแลตัวเองและคนที่เรารักอย่างดีที่สุดอีกต่อไป การดูแลโรคไต ต้องใช้ความเข้าใจเพราะเรายังมีวันพรุ่งนี้ และอนาคตอีกยาวไกลของชีวิตที่ต้องดูแล

สำหรับตัวลักข์เองใช้วิธีคิดว่า ทุกวันเป็นวันแรกของการได้ทำหน้าที่ดูแลคุณแม่ เพราะฉะนั้นทุกวันจึงดูแลคุณแม่ด้วยความสุข ความดีใจ ที่ได้ดูแลคนที่เรารักอย่างเต็มที่และดีที่สุด เพื่อวันพรุ่งนี้คุณแม่จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่สดใสเบิกบาน ทำให้ดูแลคุณแม่ได้ทุกวันโดยที่ไม่รู้สึกเบื่อ และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักเกินไป

อาจจะเพราะลักข์เองก็เป็นเบาหวาน ทำให้รู้ว่าระดับน้ำตาลไม่ใช่ดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แค่ช่วงวันที่เพิ่งเป็นเบาหวานใหม่ๆ เท่านั้น เพราะเบาหวานอยู่กับเราทุกวันไปตลอดชีวิต โรคไตก็เหมือนกันจะอยู่กับแม่ไปตลอดชีวิต เราต้องหาลิมิตที่จะลิขิตชีวิตเราให้ดูแลโรคไตของแม่อย่างมีความสุขทุกวันด้วย

5. จดบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้น

6. และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญทุกเรื่องอย่างมีสติเสมอ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s