วิธีคำนวณค่าการทำงานของไต

จำได้ว่าถูกถามหลายครั้งแล้วเรื่อง รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไตระยะที่เท่าไหร่?

เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วจะรู้ได้ว่าเป็นโรคไตระยะที่เท่าไหร่ ก็เมื่อคุณหมอเป็นคนบอก โดยคุณหมอจะวิเคราะห์จากผลเลือดและผลปัสสาวะของเรา และ อาการภายนอกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนเช่น อาการบวม และ การที่ปัสสาวะมีฟอง

โรคไตเรื้อรัง จะถูกแบ่งออกเป็น 5 ระยะ

โดยสูตรการคำนวณค่าการทำงานของไต  สิ่งที่จะต้องรู้ คือ

1. อายุ หน่วยเป็นปี

2. น้ำหนัก หน่วยเป็นกิโลกรัม

3. เพศ หญิงหรือชาย

และ 4. ค่า Creatinine หน่วยเป็น mg/dl (มิลลิกรัม ต่อ เดซิลิตร) ที่ได้จากผลเลือดของเรา

สูตรการคำนวณมีดังนี้ คือ

(140-อายุ) x น้ำหนักตัว  /  72 x ค่า Creatinine

และ ถ้าเป็นผู้หญิงให้คูณด้วย 0.85

ตัวอย่างวิธีคำนวณค่าไตของคุณแม่ลักข์   (140-78) x 50 / 72 x 3.44  = 12.52 x 0.85 = 10.64 เพราะฉะนั้นค่าการทำงานของคุณแม่ ณ ปัจจุบัน ที่ได้ คือ  10.64%

ไตระยะที่ 1 ไตทำหน้าที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับ 90%

ไตระยะที่ 2 ไตทำหน้าที่ได้ 60-89%

ไตระนะที่ 3 ไตทำหน้าที่ได้ 30-59%

ไตระยะที่ 4 ไตทำหน้าที่ได้ 15-29%

ไตระยะที่ 5 ไตทำหน้าที่ได้ต่ำกว่า 15% ซึ่งเป็นระยะที่ต้องล้างไตแล้ว

จากการหาข้อมูลพบว่าเมื่อไตวายถึงระยะที่ 5 การตัดสินใจล้างไตทางหน้าท้องยิ่งเร็วเท่าไหร่ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจะดีกว่าการรอจนไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้เลย ซึ่งก็เห็นด้วยว่าเป็นจริงเพราะก่อนที่คุณแม่จะทำการล้างไต เมื่อค่า BUN และ Creatinine เริ่มสูงขึ้นคุณแม่มีอาการคลื่นไส้ บวมตามร่างกาย ซึ่งคุณแม่บอกว่ารู้สึกทรมานมาก

คุณหมอบอกว่าหากมีอาการกระตุก, ซึม, หอบ, ปัสสาวะไม่มี เป็นสัญญาณเตือนว่าไตไม่สามารถทำงานได้แล้ว เนื่องจากเคยเจอภาวะที่คุณแม่ปัสสาวะไม่ออก จนน้ำท่วมปอดมาแล้ว ทำให้รู้ว่าหากรอจนเกิดอาการที่รุนแรง ร่างกายก็จะทรุดโทรม ซึ่งกว่าที่คนสูงอายุจะฟื้นตัวกลับมาดังเดิมก็ใช้เวลามาก หรืออาจจะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีก ซึ่งก็จะเป็นภาระสำหรับผู้ดูแลมาก โดยเฉพาะภาระทางใจ เพราะไม่รู้ว่าในนาทีไหนที่ร่างกายของผู้ป่วยจะทรุดลง

การป้องกัน คือ การรักษาที่ดีที่สุด

หากความดันเพิ่งสูง คุณหมอแนะนำให้ทานยา ก็ทานยาให้เป็นประจำสม่ำเสมอ อย่าหยุดยาเอง ระวังเรื่องอาหารเค็มให้มาก เพราะความดันสูงทำให้เกิดเป็นโรคไตในอนาคต

แต่หากเป็นโรคไตแล้ว ไม่ว่าระยะไหนก็ตาม เมื่อคุณหมอแนะนำให้ควบคุมเรื่องความเค็มของอาหาร และความดัน ก็ควรที่จะดูแลตัวเองตามคำแนะนำที่ได้รับมา

เพราะเมื่อไตเสื่อมมาจนระยะสุดท้ายแล้ว การล้างไตเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ซึ่งทุกคนที่มาถึงตรงจุดที่ต้องล้างไต ล้วนแต่บอกว่าหากย้อนเวลากลับไปได้ สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคือดูแลตัวเองตามคำแนะนำของหมอ แต่ความจริงในชีวิตคือไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้แล้ว แต่สิ่งที่สามารถทำได้ในวันนี้คือ ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ให้ทุกข์ทรมานจากการล้างไตให้น้อยที่สุด

ลองคำนวณดูการทำงานของไตกันนะคะ แล้วมาเริ่มต้นดูแลสุขภาพไตของตัวเองกันนะคะ

เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอะไรดี (3)

วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เป็นวันที่ขอพาคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ด้วยการขอโอกาสครั้งสุดท้้ายจากหมอ เพราะสภาพจิตใจคุณแม่ไม่พร้อมที่จะฟอกไตจริงๆ

ค่าของเสียในร่างกาย  (BUN) ของคุณแม่ในเช้าวันนั้น คือ 106.7 (ค่าปกติ 8-20)

ค่าของไต (Creatinine) 4.65 (ค่าปกติ .50-1.50)

รู้ว่าคุณหมอปรารถนาดี เพราะค่าของเสียในร่างกายเกิน 100 แล้ว แต่ก็อยากจะขอโอกาส โดยรับปากว่า ถ้าคุณแม่มีอาการผิดปกติ จะพากลับมาหาหมอที่โรงพยาบาลทันที

ระหว่างการต้องฟอกไต VS การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร คุณแม่บอกว่ายอมเปลี่ยนพฤติกรรมดีกว่า

คุณหมอให้เลี่ยงเนื้อสัตว์ แต่ให้กินอาหารประเภทโปรตีนจากไข่ข่าว  (มื้อละ 3-4 ฟอง) และปลา

รวมทั้งไม่ให้ปรุงรสเค็ม ด้วยซีอี๊ว น้ำปลา เกลือ ซอสปรุงรสทุกชนิด กะปิ ซุปก้อนต่างๆอย่างเด็ดขาด

กินยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรสชาติไม่ถูกปากเลย แต่อาศัยที่ปรุงร้อนๆ ก็ช่วยทำให้รสชาติน่าทานมากขึ้นทีเดียว

คุณแม่เกือบจะหมดกำลังใจยอมแพ้หลายหน เพราะว่ารสชาติอาหารที่ไม่ได้ปรุงรสเค็ม (แม้จะปรุงรสหวาน เปรี้ยว เผ็ด ก็ไม่กลมกล่อม) แต่ผลเลือดทีค่าดีขึ้นๆ จนคุณหมอบอกว่าไม่คุยเรื่องฟอกไตแล้ว ก็ทำให้คุณแม่มีกำลังใจมากขึ้นทุกครั้งที่พบหมอ

ผลเลือดล่าสุด หลังจากที่ออกจาก รพ. ครบ 3 เดือน (2 มี.ค.53)

ค่า BUN ของคุณแม่มาอยู่ที่ 76

ค่า Creatinine มาอยู่ที่ 2.72

คุณหมอถามว่า คุณแม่ทานอะไรบ้างในวันหนึ่งๆ ?

หลักๆ เลยก็คือ ข้าวสวย (คุณแม่ชอบทานข้าวสวยมากกว่าข้าวต้ม)   ผัดผักร้อนๆ ชนิดต่างๆ (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วล้างเพื่อล้างยาฆ่าแมลง และล้างโปแตสเซียมออกจากผัก) แล้วก็ไข่ต้มมื้อละ 3-4 ฟอง ถ้าคุณแม่เบื่อบางมื้อก็จะสลับเป็นไข่ขาวทอด หรือ ปลาทอดค่ะ กับข้าวทุกจานไม่เหยาะซอส หรือปรุงรสชาิติเค็มใดๆ เลย

คุณหมอชื่นชมคุณแม่ว่าเก่งมาก และขอให้มีความอดทน ถ้าไม่อยากฟอกไตก็ต้องช่วยรักษาไตไม่ให้เสื่อมลง การไม่กินเค็มเป็นตัวช่วยมากๆ

เมื่อคุณหมอมั่นใจว่าคุณแม่ไม่ทานเค็มแน่ๆ คุณหมอก็แนะนำให้คุณแม่ทานน้ำให้เยอะขึ้น เพราะอยากให้ค่าของเสียลดลงไปมากกว่านี้

ตอนนี้คุณแม่ดื่มน้ำเยอะขึ้นแล้ว รอดูผลว่าจะดีขึ้นไหม?

ปล. การปรับตัวเรื่องอาหารช่วยชะลอการฟอกไตไปได้หลายเดือน ซึ่งทำให้มีเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคไต และทำให้เข้าใจว่าเมื่อโรคไตดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย วิธีการฟอกไตจะช่วยรักษาชีวิตของคุณแม่ไว้ได้

เพราะถึงแม้ว่าผลเลือดจะดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เดินหน้าคือวันเวลา อายุที่เพิ่มขึ้น กับสภาพไตที่คุณหมอบอกว่าอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ทำให้ตัดสินใจล้างไตก่อนที่ไตจะไม่เหลือการทำงานเลย เพราะไม่มั่นใจว่าถ้าปล่อยจนไตไม่สามารถทำงานได้ คุณแม่จะมีโอกาสมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการล้างไตโดยละเอียด ทำให้รู้ว่ายิ่งไตเหลือการทำงานน้อยลง คุณแม่จะยิ่งเกิดภาวะทรมานมากขึ้น จากของเสียที่เพิ่มขึ้น ระบบการทำงานภายในร่างกาย สมอง ซึ่งไม่อยากให้คุณแม่เดินไปถึงจุดนั้น การหาข้อมูลเกี่ยวกับการล้างไตทำให้สามารถเลือกวิธีการล้างไตที่เหมาะสมกับวิถีการดำเนินชีวิตของสมาชิกในครอบครัวและสภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวด้วย