ผักชีมีโพแทสเซียมสูง อันตรายต่อคนเป็นโรคไต

หลังจากที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคไต ลักข์ก็ได้รับข้อมูลและคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการรักษาสารพัดรูปแบบที่ใครต่อใครส่งมาให้ มาบอกต่อ ที่”ใครก็ไม่รู้”บอกมาว่าดี รวมทั้งมีที่บอกว่าลองแล้วไม่ได้ผลก็ไม่เสียหายอะไร … เสียสิ ยิ่งเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายแบบคุณแม่แล้ว ขืนลองซี้ซั้วได้เสียชีวิตแน่นอน!

จะว่าไปในความโชคร้ายที่ลักข์เป็นเบาหวาน ก็พูดได้ว่ามันเป็นความโชคดีด้วยที่ลักข์ได้เป็นเบาหวาน ยิ่งเป็นมานาน ก็ยิ่งได้เรียนรู้ ทั้งประสบการณ์ตรงจากตัว และจากการเป็นผู้ดูแลคุณแม่ว่า อิทธิปาฎิหารย์จากหมอเทวดา หรือยาสมุนไพร 108 รักษาได้ทุกโรคจากหมอวิเศษที่มาจากสารพัดชนชาติ ก็ยังไม่มีชาติไหนบนโลกกลมๆ ใบนี้ที่ประกาศว่าชนชาติของตนปลอดจากโรคเบาหวานหรือโรคไตทั้งประเทศเลย

เมื่อไม่นานมานี้ลักข์เห็นการแชร์ (share แบ่งปัน) ข้อมูลกันกระจายมากมายเรื่องกินน้ำผักชีล้างไต เห็นแล้วอยากจะบ้าตายเพราะรู้ว่าผักสีเขียวจัดสำหรับคนเป็นโรคไตต้องระวังในเรื่องปริมาณในการกินมากๆ เพราะว่าจะส่งผลทำให้ค่าโปแตสเซียมในเลือดสูง แถมให้กินเป็นน้ำเต็มแก้วอีก กรี๊ดดดด สูตรนี้นี่เป็นวิธีเร่งให้คนที่เป็นโรคไตตายไวขึ้น เร่งอาการให้รุนแรงขึ้นชัดๆ เลย

ลักข์ว่าสำหรับคนที่เป็นโรคไตที่หาความรู้เกี่ยวกับโรคไตจริงๆ หรือคนที่ต้องมีชีวิตอยู่กับการล้างไตแล้ว จะไม่หลงเชื่อข้อมูลหลอกลวงกันง่ายๆ อีกแล้ว (เพราะถูกหลอกซ้ำซากแล้วก็ไม่เห็นเป็นจริงสักเรื่อง) แต่คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคไตแล้วยังตั้งหลักไม่ได้ว่าข้อมูลอะไรที่เชื่อถือได้ หรือข้อมูลอะไรที่เชื่อถือไม่ได้ ก็จะถูกหลอกให้เสียเงิน เสียเวลา และอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้

วันนี้ลักข์ได้เห็นคุณหมอโพสบทความเกี่ยวกับผักชีที่รักษาโรคไตไม่ได้ (คัดลอกมาจากhttps://www.facebook.com/photo.php?fbid=289200191211653&set=a.277788842352788.1073741828.277711765693829&type=1&theater) เห็นแล้วต้องรีบเอามาเผยแพร่ต่อ เผื่อใครไม่ได้เล่น FB จะได้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเอาไว้ปฎิเสธวิธีรักษาแบบนี้ได้อย่างมั่นใจ

renal harmful herb#### ผักชีล้างไต จริงหรือไม่ อันตรายแค่ไหน ?? ####

กระแสการแชร์เรื่องนำผักชีมาล้างไตไม่ได้เริ่มที่ไทยแต่มีมาจากเมืองนอก ลิงค์ที่ส่งกันมา

http://ac127.wordpress.com/2012/02/23/ผักชี-ช่วยล้างไต-clean-your-kidneys-in-rs-1-00-or-even-less/

>> มาทำความเข้าใจกับโรคไตวายก่อนจะไปล้างมันกัน

โรคไตวายเกิดจากการทำงานที่เสื่อมถอยลง ในหน้าที่หลักของไตได้แก่
– การควมคุมของเสียไนโตรเจนในร่างกาย ( Blood urea nitrogen)
– การควบคุมสมดุลกรดเบสในร่างกาย (Acid base regulation )
– การควบคุมสมดุลน้ำในร่างกายไม่ให้เกิดน้ำเกินหรือขาด (volume regulation)
– การควบคุมความสมดุลเกลือแร่ฟอสเฟต แคลเซียม แมกนีเซียม
– การกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ( คนไข้ไตวายเรื้อรังจึงซีดด้วย) ( Erythropoeitin )

>> โดยไตมักมีสาเหตุเสื่อมการทำงานลงจากโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือโรคไตโดยตรง

>> การรักษาโรคไตจึงแบ่งคร่าวๆ ให้เข้าใจง่ายๆสามช่วง
– ช่วงที่ 1 : ช่วงก่อนไตจะวายแต่มีความเสี่ยงที่จะวาย
เช่น คนเป็นโรคความดัน โรคเบาหวาน : ช่วงนี้แพทย์มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ไตเสื่อมลง โดยคุมระดับความดันและเบาหวานให้ปกติที่สุด

- ช่วงที่ 2 : ช่วงไตวายระยะแรกๆ
ผู้ป่วยจะยังพอสามารถขับของเสียได้ แต่ต้องมีการให้ยา เข้าไปช่วยเพื่อคุมภาวะเกลือแร่ต่างๆให้สมดุล และอาจจะให้ยาขับปัสสาวะด้วย หากมีความไม่สมดุลของปริมาณน้ำมีน้ำเกินหรือบวม หรือเกลือแร่ที่ผิดปกติคั่งมากเกินเช่นโพแทสเซียมสูง

- ช่วงที่ 3 : ช่วงไตวายระยะท้าย
ไตจะไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ หากปล่อยไว้จะเสียชีวิตจากน้ำเกิน , เลือดเป็นกรด ,ของเสียคั่งในเลือด ในขั้นนี้ยาต่างๆที่กินจะไม่เพียงพอกับการคงสมดุลไว้ ต้องใช้สิ่งที่จะมาทำหน้าที่แทนไตเดิมที่เสียไปแล้ว ได้แก่ ล้างไตทางเส้นเลือด ( เหมือนให้ตัวกรองและเครื่องยนต์ทำหน้าที่แทนไต) ล้างไตทางหน้าท้อง ( ให้ผนังและน้ำในช่องท้องทำหน้าที่กรองของเสียแทน ) หรือสุดท้ายปลูกถ่ายไตใหม่ที่ยังทำงานดีมาแทน

### ทำไมถึงคิดว่าผักชีล้างไตได้ ? ###
เพราะมีคนสังเกตเรื่องผักชีมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะมาตั้งแต่อดีต และมีการศึกษาพบว่าสารในผักชีที่ออกฤทธิ์นี้คือ apiol and myristicin การทดลองในหนูทดลองพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของปัสสาวะจริงในหนูที่ได้สารสกัดจากผักชี แต่ไม่เห็นการทดลองในมนุษย์นะ

การทดลอง : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/m/pubmed/11849841/

>> คนที่เข้าใจว่าไตเหมือนท่อระบายน้ำเสีย ก็คิดว่าถ้ายิ่งขับปัสสาวะออกได้มากๆ ก็เหมือนเร่งล้างของเสียออกจากร่างกาย หรือเหมือนได้กระตุ้นการทำงานไตให้ทำงานดีขึ้น จึงมีการนำผักชีมารักษาโรคไตวาย และ โรคนิ่วในไตตั้งแต่อดีต

>>> แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ !!! ไตทำหน้าที่ที่ซับซ้อนหลายอย่างมากกว่านั้นตามที่กล่าวมาข้างต้น แพทย์แผนปัจจุบันเน้นการทดแทนหน้าที่ที่เสียไปนี้ และรักษาความสมดุลต่างๆที่ไตทำไว้ ไม่ใช่ว่าจะใช้ยาขับปัสสาวะอย่างเดียว หรือแม้แต่ไตวายระยะหลังๆยาขับปัสสาวะก็ไม่ได้ช่วยในการกรองของเสีย หรือเพิ่มปัสสาวะได้อีกเลย

### อันตรายจากผักชี !!!! ###
หนึ่งในสาเหตุการตายที่สำคัญของคนไข้ไตวายเรื้อรังคือ ไตขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายไม่ทัน เกิดโพแทสเซียมในเลือดสูง สิ่งนี้ไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและหยุดเต้นได้
แพทย์จึงระวังเรื่องการตรวจดูค่าโพแทสเซียมในเลือดผู้ป่วยเสมอ และแนะนำการหลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่มีโพแทสเซียมสู งโดยมีการแนะนำจากสมาคมโรคไตดังนี้

การรับประทานผักและผลไม้ในโรคไต
http://www.siamkidney.org/index.php?option=com_content&view=article&id=36%3A2011-05-12-11-09-25&catid=17%3A2011-09-06-03-40-02&Itemid=41

>> ผักชีติด”อันดับหนึ่ง” ของผักที่มีโพแทสเซียมสูง นับว่าอันตรายมากๆๆๆๆๆ แพทย์โรคไตแทบจะลมจับเมื่อเห็นกระแสการแชร์กินผักชีล้างไต ยิ่งวิธีการนำผักชี 1 กำมาทำให้เป็นน้ำเข้มข้น 1 แก้วนี่อีก

อย่างเคยนะครับจากการ search ด้วยคำของผักชี Parsley (ภาษาอังกฤษ) และ Petroselinum crispum ( ชื่อวิทยาศาสตร์ ) ในเวบ pubmed.com ยังไม่พบการศึกษาในมนุษย์ที่รับรองการใช้รักษาล้างไต หรือคนไข้ไต

>>> สรุปคำแนะนำจากอายุรแพทย์โรคไตนะครับ การกินน้ำผักชียังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชะลอ หรือรักษาล้างไตในคนไข้ที่เป็นไตวายเรื้อรังได้ ฤทธิ์ของผักชีที่เป็นการขับปัสสาวะไม่อาจทดแทนการรักษาแผนปัจจุบันที่ใช้ยาและการล้างไตหรือปลูกถ่ายไตในการปรับสมดุลของเสีย เกลือแร่ และน้ำให้กับผู้ป่วย และการกินผักชีปริมาณมากอาจมีอันตรายถึงชีวิตจากค่าโพแทสเซียมที่สูงขึ้นครับ <<<<

อันนี้จากสมาคมโรคไตตัวเต็มสำหรับอ่านแนวทางการปฏิบัติตัวและการเลือกอาหารให้ผู้ป่วยโรคไตครับ
http://www.nephrothai.org/nephrothai_boffice/images_upload/news/186/files/อาหารระยะก่อนล้างไต-อ%20ชวลิต%20-%2053%20หน้า.pdf

สนับสนุนข้อมูลโดย Dr. Oatega Spartan ( นามสมมติ ) อายุรแพทย์โรคไต

เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ราดหน้า(5)

การกินอาหารไม่ปรุงรสชาติเค็ม ต้องยอมรับว่าเป็นอาหารที่กินได้ค่อนข้างยาก และจะยากมากขึ้นถ้าไม่ได้ปรุงร้อนๆ แล้วกินทันที

การกินข้าวที่บ้านทุกวันทุกมื้อ บางทีก็อดที่จะรู้สึกเบื่อไม่ได้ ซึ่งสำหรับคนเป็นโรคไต ถ้ากินไม่ลงเยสภาพร่างกายก็จะไม่ไหว การได้เปลี่ยนรสชาติและฝีมือของคนอื่นบ้าง ก็จะทำให้เจริญอาหารขึ้นได้ง่ายๆ เลย

วันนี้ลักข์มีเมนูราดหน้าเส้นใหญ่ สั่งพิเศษใส่ไข่ขาว 3 ฟองไข่แดง 1 ฟองมานำเสนอ

วิธีการทำ หรือ ขั้นตอนจริงจัง ลักข์ไม่รู้ค่ะ เพราะลักข์ใช้วิธีพกตังค์ไปซื้อจากร้านอาหารตามสั่งแถวบ้าน พกชามมีฝาปิดไปพร้อมด้วยเลย  ถือกลับมาถึงบ้านยังร้อนควันฉุย กินร้อนๆ รับรองว่าอร่อยได้จริงๆ

วันแรกที่ลักข์ไปซื้อ สั่งแบบพิเศษเส้นใหญ่ คือใส่ไข่เยอะเป็นพิเศษ (เพราะการล้างไตทางหน้าท้องต้องกินโปรตีนให้มากพอ ไม่เช่นนั้นค่า albumin จะต่ำกว่าเกณฑ์) ขอให้ผัดเส้นเกรียมๆ จะได้หอมๆ และน้ำราดหน้าขอให้ปรุงพิเศษด้วย คือ ไม่เอารสชาติเค็ม สั่งเสร็จไม่ได้อยู่เฝ้ามอง เพราะเดินไปซื้อของอย่างอื่น กลับมาอีกทีชามราดหน้าก็พร้อมให้ถือกลับบ้านได้ทันที ผลลัพธ์ของราดหน้าวันแรก คุณแม่กินจนหมดเรียกว่าเกลี้ยงชามกันเลย ขอชิมก็แอบติดใจ เพราะรู้สึกว่ามันแปร่งๆ เพราะเค็ม ยังไงก็เค็ม

วันที่สอง คราวนี้นอกจากพกตังค์แล้ว ยังพกความตั้งใจไปเต็มกระเป๋า ไปยืนเฝ้าวิธีการทำราดหน้าของเจ๊เปาที่หน้าเตาเลยทีเดียว ทำให้รู้ว่าไม่ใส่ซีอิ๊ว ไม่ใส่น้ำปลา ไม่ได้หมายความว่าไม่ใส่เต้าเจี้ยว ไม่ใส่น้ำมันหอย ไม่ใส่แม็กกี้! โอ้ มายก๊อด ไม่ยืนเฝ้าจริงจัง คุณแม่คงมีความหวังว่าจะได้กินราดหน้าทุกวันแน่ๆ เลย แบบนี้ต้องดับฝัน!

ราดหน้าในครั้งที่สอง และครั้งต่อๆ มา จึงไม่มีการปรุงรสชาติใดๆ นอกจากน้ำตาลเพียงเล็กน้อย เหยาะพริกไทยหน่อยเท่านั้น

อร่อยไหม? ก็ต้องบอกว่าไม่อร่อยปากเท่าไหร่นัก แต่ก็พอไหวเมื่อได้กินตอนร้อนๆ ส่วนความอร่อยจริงๆ จะไปอยู่ที่อวัยวะต่างๆภายในร่างกายแทน กินแล้วไม่บวม กินแล้วผลเลือดไม่มีปัญหา นี่คือเรื่องที่ดีที่สุดแล้วสำหรับการกินอาหารของคนเป็นโรคไต

กินยากไหม? การกินอาหารรสธรรมชาติ ต้องกินตอนร้อนๆ ทำใหม่ๆ สดๆ จะช่วยให้กินได้ง่ายขึ้น และความเคยชินกับการกินอาหารรสธรรมชาติก็ทำให้กินได้ไม่ยากจนเกินไป

การเป็นโรคไตไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ชีวิตก็ใช่แต่จะมีความทุกข์ให้สัมผัสแต่เพียงด้านเดียว
การมีชีวิตอยู่กับโรคไตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากลำบากเกินไปที่จะอยู่ให้ได้อย่างมีความสุขด้วยการปรับตัว

อาหารสำหรับคนเป็นโรคไตไม่มีสูตรสำเร็จ ก็เหมือนกันอาหารเบาหวานที่ไม่ได้มีกฎตายตัว ขึ้นอยู่กับตัวเราเองต่างหากว่าจะเรียนรู้เกี่ยวกับโรคที่เราเป็นได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งมีความรู้ ชีวิตเราก็ยิ่งมีทางเลือกในการกินอาหารมากขึ้น ยิ่งมีความรู้ เรายิ่งดูแลชีวิตเราได้ดีมากขึ้นจริงๆ

ถามมา ตอบไป คุยกันเรื่องโรคไตวาย (1)

ได้รับจดหมายไฟฟ้ามาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องโรคไต เขียนตอบกันไปมาหลายวัน เมื่อได้รับจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขียนมาขอบคุณ แสดงว่าที่ตอบไปน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่ากระนั้นเลย เอามาลงบล็อคดีกว่า เผื่อใครมีคำถามเดียวกัน จะได้ไม่ต้องเขียนตอบคำถามที่ซ้ำกันอีก ฮี่ ฮี่

คำถาม : วันนี้ตัดสินใจวางท่อเพื่อล้างไตทางหน้าท้องแล้ว อยากจะรู้ว่าควรเริ่มดูแลคุณพ่ออย่างไร อาหารที่จะทำไม่ให้ท่านเบื่อ เพราะเห็นคุณหมอบอกว่าผักใบเขียวห้าม ผลไม้ห้าม

ลักข์ตอบ : เรื่องสำคัญคือ ต้องดูว่าผลเลือดเป็นอย่างไร (เมื่อก่อนก็ไม่รู้ค่ะ ใช้วิธีถามหมอเอาดื้อๆ เลยว่าคุณหมอรู้ได้อย่างไร หมอดูค่าตัวไหน) การที่รู้ค่าและเข้าใจความหมายจะช่วยได้มากในการปรับเรื่องโภชนาการ

อย่างเช่น ค่า K หรือค่าโปแตสเซียม ถ้าค่าเกิน  ก็จะต้องงดกินผักใบเขียวอย่างจริงจัง เพราะค่าตัวนี้มีผลกับหัวใจ แต่เมื่อล้างไตทางหน้าท้องไปแล้ว ค่าตัวนี้ดีขึ้นก็ทานผักได้มากขึ้นค่ะ

ส่วนผลไม้ ก็มีผลเกี่ยวกับค่าโปแตสเซียมด้วยเช่นกัน และมีผลต่อน้ำตาลด้วย ต้องดูคู่กัน

ทั้งผักและผลไม้กินได้บ้าง ต้องเลือกที่มีค่าโปแตสเซียมน้อยๆ ไว้ก่อนค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นผักสีอ่อนค่ะ

การเลือกทานผักผลไม้ จะอิงกับผลเลือดค่ะ ถ้าหมอห้ามตอนนี้ อาจจะเพราะค่า K สูงจนหมอไม่อยากให้เกิดอันตราย แต่ถ้าล้างไตแล้วค่าดีขึ้นก็ทานได้บ้างค่ะ

ส่วนเรื่องเบื่ออาหารนั้น ต้องอยู่ที่กำลังใจเป็นสำคัญค่ะ เพราะว่าอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต คือ จืดค่ะ แล้วโดยเฉพาะที่ล้างทางหน้าท้อง เมนูหลักคือไข่เลยค่ะ เพราะการล้างทางหน้าท้องจะสูญเสียโปรตีนเยอะ ต้องกินให้พอ ซึ่งโปรตีนที่ดีที่สุด มีของเสียตกค้างน้อยที่สุด ก็คือ ไข่ ค่ะ ถ้าไขมันไม่สูง ค่าฟอสฟอรัสไม่สูง ก็ยังพอกินไข่แดงได้บ้าง ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไข่ขาวล้วนๆ เลยค่ะ การทำอาหารสดๆ ปรุงร้อนๆ ช่วยได้มากค่ะ

อย่างตอนนี้ค่าทุกตัวของคุณแม่ลักข์อยู่ในเกณฑ์ปกติหมด ยกเว้น albumin ซึ่งคือ ค่าโปรตีน ขนาดให้กินไข่วันละ 10 ฟองก็ยังน้อยเกินไปเลยค่ะ แต่จะให้ทานมากกว่านี้ก็ได้เป็นบางมื้อบางวันเท่านั้นค่ะ (ไม่งั้นอาเจียนแน่ๆ แม่บอกค่ะ)

เรื่องเบื่อ ต้องถามใจคุณพ่อ และคุณเป็นสำคัญ ถ้าทำใจยอมรับกับวิถีชีวิตใหม่ที่นับต่อจากนี้จะต้องเปลี่ยนไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรน่าเบื่อ เพราะจะมีเรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับโรคไตให้เรียนรู้เสมอๆ ค่ะ ค่อยๆ ปรับตัวปรับใจ เมื่อยอมรับได้ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นค่ะ

คำถาม : อยากจะถามว่าถ้ากลับบ้าน ห้องที่ใช้ สำหรับล้างไต ต้องมีลักษณะอย่างไร และคำแนะนำเบื้องต้น

ลักข์ตอบ : ทางรพ.แนะนำเรื่องห้องอย่างไร หลักการใหญ่ตามที่ได้รับการแนะนำค่ะ
สำหรับลักข์เองก็ไม่ได้สร้างห้องใหม่ ใช้ห้องที่มีอยู่ แต่จัดระเบียบใหม่ ให้สะอาดและให้ง่ายต่อการทำความสะอาดทุกวันค่ะ

สำหรับการล้างไตทางหน้าท้อง เรื่องที่สำคัญตั้งแต่วันแรกและทุกๆ วัน คือ ความสะอาด สถานที่สะอาด คนสะอาด อุปกรณ์สะอาด ค่ะ

ส่วนเรื่องความคล่องแคล่วในการต่อสายนั้น ต้องใช้เวลาสักพักค่ะ

คำถาม : ช่วงนี้กำลังปรับห้องใหม่อยู่ค่ะ  แต่ยังเป็นห่วงเรี่อง อาหาร การกินน่ะค่ะ เพราะหมอบอกว่า กินอะไรไม่ได้นอกจากข้าว กับ ปลา เท่านั้น แล้วแบบนี้ พ่อจะมีแรงทำอะไรไหวคะ ของคุณแม่คุณลักข์ไม่เห็นเหมือนกันเลย

และต้องล้างไปตลอดชีวิต ต่อจากนี้ไปจะอย่างไร ท่านจะอยู่กับเราไปได้อีกนานเท่าไร ตอนนี้ รู้สึกท้อมากเลยค่ะ

ลักข์ตอบ : อย่าคิดกังวลเกินไป

อย่าบั่นทอนตัวเองว่าทำไมชีวิตไม่เหมือนคนอื่น เพราะไม่มีใครในโลกนี้ที่มีชีวิตเหมือนกันเลย ไม่มีประโยชน์ที่จะคิด และจะเปรียบเทียบ

วิธีเรียนลัดเรื่องอาหารที่เคยทำคือ หมอให้แม่กินอะไร ลักข์กินด้วย ในช่วงแรก ยากมากกับรสชาติจืดสนิท แต่ผ่านมาปีแล้ว ชินกับรสธรรมชาติแล้ว และลักข์เองก็มีพัฒนาการในการทำอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

ยอมรับว่าชีวิตช่วงแรก ลำบากในการปรับตัวมากๆ มากจริงๆ เพราะต้องเผชิญกับความไม่รู้ทุกๆ เรื่อง พร้อมๆ กัน ในขณะที่ยังต้องดำเนินชีวิตทุกอย่างต่อไปตามปกติ  แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะดีขึ้นค่ะ

ชีวิตในช่วงแรกต้องเคร่งครัดมาก เพราะเมื่อเดินทางมาถึงการฟอกไต หมายความว่า เลือด มีของเสียเยอะเพราะไตหมดสภาพที่จะขับออกแล้ว การล้างไตช่วยได้ แต่ต้องช่วยตัวเองด้วยการไม่เอาของเสียเข้าไปด้วย

เรื่องไม่มีแรง ก็คงต้องใช้เวลา ตอนนี้ต้องมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ก่อน เมื่อปรับตัวได้ชีวิตเข้าที่ ก็จะดีขึ้น

ออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน เป็นสิ่งจำเป็น

การมีชีวิตอยู่กับการล้างไตทุกวัน เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ เพราะเป็นทางเลือกสำหรับการมีชีวิต

การฝืนนิสัยเดิมของตัวเอง ฝึกนิสัยการกินใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
ส่วนเรื่องการมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวแค่ไหน ลักข์เองก็ไม่รู้ว่าแม่จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ลักข์รู้แต่ว่าวันนี้เขายังมีชีวิตอยู่ ลักข์ก็ดูแลให้ดีที่สุด วันที่แม่ไม่อยู่ ลักข์ไม่อยากร้องไห้ว่าถ้ารู้อย่างนี้จะดูแลเขาให้ดีกว่านี้ ถ้าแม่จะมีชีวิตอยู่แค่วันนี้ วันนี้ก็ทำเต็มที่ ถ้าแม่จะมีชีวิตอยู่ไปอีก 20 ปี ลักข์ก็เต็มที่ทุกวันไปอีก 20 ปี ถึงเเวลาวันไหนก็วันนั้น

ในเเมื่อไม่รู้วันตายของแม่จนกว่าวันนั้นจะมาถึง ลักข์จึงทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะเมื่อวันตายของแม่ ลักข์ต้องการตอบตัวเองให้ได้ว่า ลักข์ทำดีที่สุดและสุดกำลังแล้ว จะเสียใจต่อการจากไปเพราะรักและคิดถึง แต่ไม่ต้องการที่จะเสียใจเพราะความรู้สึกผิดว่ายังดูแลแม่ไม่เต็มที่ค่ะ

อย่าคิดเรื่องที่ทำให้ท้อเลยนะคะ การเรียนรู้เรื่องใหม่ คือ โรคไต มันยากจนแทบจะท้ออยู่แล้ว หากฟุ้งซ่านอีก กำลังใจของคุณจะหมดเอานะคะ

จดหมายไฟฟ้าฉบับสุดท้าย ถูกส่งมาแบบไม่มีคำถามแล้ว แต่มีคำขอบคุณ ดีใจจัง ^^

อ้อ! การดูแลผู้ป่วยโรคไต ต้องดูแลกันเป็นทีมนะคะ หมอรักษาโรคได้ จ่ายยาให้เราได้ แต่เรื่องอาหาร อยากแนะนำให้ติดต่อนักโภชนาการนะคะ แม่นเป๊ะ แม่นเป๊ะ คำนวณให้เราได้ว่าควรจะกินอาหารต่อวันเท่าไหร่ อะไรบ้าง ถ้าคำนวณมาเป็นกิโลแคลอรี่ ให้นักโภชนาการแปลงมาเป็นไข่กี่ฟอง เนื่อปลากี่ช้อนได้เลย (นักโภชนาการแปลงค่าเป็น แต่มักจะไม่สื่อสารออกมาเป็นภาษาการใช้งานเพราะเคยชินกับภาษาวิชาการ เราต้องถาม ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง) อย่างทำความสะอาดแผล ต้องพยาบาล เทคนิควิธีการเยอะและเริ่ดกว่าหมออีก ไหนๆ จะเรียนรู้แล้วเอาให้สุดๆ กันไปเลยนะคะ ^^ (แต่จะใ้ห้ดี เอาที่พอดี พอเหมาะกับจังหวะชีวิตตัวเองนะคะ จังหวะชีวิตลักข์เกินคนปกติไปมากอยู่เหมือนกัน ^^”)

เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต รายการอาหาร(4)

เมนูอาหารสำหรับคนที่มีภาวะไตเสื่อม ไม่ว่าจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องยึดเป็นหลักไว้เสมอๆ คือ

“อาหารอายุสั้น กินแล้วอายุยาว อาหารอายุยาว กินแล้วอายุสั้น”  หมายความว่า ควรทานอาหารใหม่ และสดเสมอ อาหารที่เก็บไว้นาน ผ่านกรรมวิธีหรือผ่านกระบวนการจนทำให้อาหารเก็บไว้ได้นานไม่ควรทาน เพราะถ้าไม่หวานจัด ก็เค็มจัด หรือไม่ก็มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบที่อันตรายต่อไตไปผสมอยู่ไม่มากก็น้อย

และ “อาหารสด ปรุงใหม่ ทำสะอาด รสธรรมชาติ” หมายความว่าให้กินอาหารที่สดใหม่ ไม่ใช่ของเหลือตกค้างหลายมื้อ ยิ่งถ้าทำได้มื้อต่อมื้อจะดีที่สุด ทำร้อนๆ จะช่วยให้ทานได้ง่ายขึ้น เพราะคนที่เป็นโรคไตควรกินอาหารที่ปรุงผ่านการปรุงรสให้น้อยที่สุดเป็นรสธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งเป็นรสชาติที่ไม่คุ้นลิ้นของคนที่เป็นโรคไตเลย

หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่า มีเมนูอาหารอะไรบ้าง กินกันได้อย่างไรกับอาหารที่ไม่มีการปรุงรสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไม่ใส่เครื่องปรุงประเภทกะปิ, น้ำมันหอย, เต้าเจี้ยว, ผงปรุงรสทุกชนิด. ซอสสำเร็จรูปทุกอย่าง  น้ำปลา ซีอิ๊ว

เป็นเรื่องยากมากในช่วงแรกเลยค่ะ แต่ก็ไม่อยากเกินไปที่จะปรับตัวกัน ขอให้มีกำลังใจและมีความตั้งใจจริงที่จะดูแลตัวเอง และดูแลบุคคลอันเป็นที่รักจริงๆ แล้วความยากลำบากก็จะผ่านไป เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความเคยชินกับอาหารรสธรรมชาติจะมากขึ้นตามลำดับค่ะ

วัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารสำหรับคนเป็นโรคไตที่สำคัญคือ โปรตีนชั้นดี นั่นคือ ไข่ และ ปลาค่ะ เลี่ยงและลดสัตว์เนื้อแดงนะคะ ส่วนโปรตีนจากถั่ว และธัญพืช อาจจะเป็นโปรตีนชั้นดีสำหรับคนปปกติ เพราะไม่มีไขมัน แต่สำหรับคนเป็นโรคไตระยะสุดท้าย โปรตีนที่ทำจากถั่วจะส่งผลให้ค่าเกลือแร่ในร่างกายเสียสมดุลได้ คือ ทำให้ค่าฟอสเฟตสูงเกินเกณฑ์ ดังนั้นสำหรับคนเป็นโรคไตต้องระวังผลิตภัณฑ์จากถั่ว ถั่วเหลือง เต้าหู้นะคะ

เคล็ดไม่ลับในการปรุงอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต เนื่องจากอาหารไม่ปรุงรสทานได้ยากมากค่ะ เพราะฉะนั้นการปรุงอาหารร้อนๆ ทำสดใหม่เสมอ จะช่วยชูความอร่อยของรสธรรมชาติได้ค่ะ แล้วกำลังใจจากสมาชิกในครอบครัวก็สำคัญมาก ควรจะร่วมทานอาหารรสธรรมชาตินี้ด้วย เพราะจะทำให้อาหารมีรสชาติของความสุข ของกำลังใจ ทำให้ปริมาณความอร่อยเพิ่มขึ้นได้ค่ะ

อาจจะยากในช่วงแรก แต่ถ้าตั้งใจจริง อดทนได้ รับรองได้ว่าอวัยวะที่เรียกว่าไต ก็จะอยู่ทำงานให้กับร่างกายเราไปได้อีกค่ะ

ขอแนะนำเมนูที่ทำทานกันที่บ้านนะคะ

1. ผัดไทย (เขียนเล่าใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ผัดไทย(2)) http://luckareerat.wordpress.com/2010/08/10/renal-food-stir-fried-rice-noodle/

2. ข้าวต้มปลา (เขียนเล่าใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ข้าวต้มปลา(1)) http://luckareerat.wordpress.com/2010/08/07/renal-food-rice-soup-with-fish-2/

3. ไข่ต้ม กินแต่ไข่ขาว กินได้ 3-4 ฟองทุกเช้า เบื่อรสไข่ ก็ใส่พริกไทย หรือ มะนาวช่วยชูรสได้ ทำยำไข่ขาวที่มีมีรสเค็มปรุงก็ได้ ใส่หอมแดง หอมใหญ๋ ไข่ขาวต้มก็อร่อยขึ้นแบบไม่ซ้ำจำเจได้

4. ไข่เจียว ไข่ขาว 3 ไข่แดง 1 บีบมะนาวเพิ่มความฟู และความหอม เมนูนี้ึควรเสริฟร้อนๆ ยกจากเตา มาเสริฟถึงโต๊ะอาหาร อร่อยเหลือหลายเลยค่ะ

5. ไข่ดาว ทอดเสริฟร้อนๆ ก็อร่อยมากเหมือนกัน

สารพัดเมนูไข่ ไข่ต้ม ข้าวผัดไข่ ไข่เจียวปรุงรสปรุงกลิ่นด้วยมะเขือเทศและใบโหระพา

6. ผัดผักรวมมิตร ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วล้าง จะได้เอาโปแตสเซียมและยาฆ่าแมลงออกได้เยอะ ผัดใส่เห็ดด้วยก็ได้ หอมดีค่ะ เวียนผักไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล ผัดใส่กระเทียมร้อน ไม่ต้องปรุงรสอะไรเลย

มะเขือยาวผีดใส่กระเทียม ใบโหระพา พริกแดง, ผัดผักกาดขาว ใส่ข้าวโพด เห็ดหูหนู กุ้ง และวุ้นเส้น

7. ปลานึ่ง ใส่ขิง บีบมะนาว

8. ไก่ผัดขิง ใส่เห็ดหูหนู ใส่หอมใหญ่ และพริกแดงเพื่อความสวยงาม

9. ปลาทอด โรยกระเทียมเจียวเองหอมๆ น้ำปลาไม่ต้องใช้เลย

ปลาทอด ผัดใส่กระเทียม พริกไทย และคื่นไฉ่, ปลาอินทรีย์ทอด

10.  ไข่ตุ๋นใส่เห็ด ใส่ปลา ใส่ผัก

11. เนื้อปลาลวกร้อนๆ เหยาะพริกไทยหอมๆ

12. ทำเกี๊ยวน้ำกินเอง น้ำซุปทำจากการต้มเห็ดหอม ไม่ปรุงรสแต่ปรุงร้อนๆ ก็ได้รสชาติอร่อยค่ะ

13. เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอะไรดี (3)  http://luckareerat.wordpress.com/2010/03/15/renal-food-what-to-do/

14. ราดหน้า (เขียนเล่าไว้ใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ราดหน้า (5)) http://luckareerat.wordpress.com/2012/03/20/renal-food-fried-noodle-in-gravy/

15. ขนมเค้ก (เขียนเล่าไว้ใน เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต เค้กไข่ขาว (6)) http://luckareerat.wordpress.com/2013/03/20/renal-food-angel-food-cake/

เท่าที่นึกออกตอนนี้ … ถ้านึกออก หรือ มีใครมีเมนูอร่อย แนะนำเพิ่มเติมได้ค่ะ

ปล.มีเมนูมาเพิ่มเป็นระยะๆ นะคะ

อาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ข้าวต้มปลา(1)

หลังจากพาคุณแม่ไปหาคุณหมอที่คลีนิก ด้วยอาการเจ็บคอมากมาย (ฤดูฝน อากาศจะชื้นมาก เชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดี ควรจะต้องดูแลร่างกายให้มากเป็นพิเศษ หากมีอาการไอ วิธีที่ดีที่สุด คือ การจิบน้ำอุ่น เพื่อให้คอชุ่มชื้น การไอแบบไอจนหมดไส้หมดพุงนั้น นอกจากจะทำให้หลอดลมอักเสบ จนมีอาการเจ็บคออย่างรุนแรงแล้ว ร่างกายยังรู้สึกปวดระบมไปทั้งตัวด้วย เพราะได้รับการกระทบกระเทือนจากการสะเทือนของการไออย่างรุนแรง) การออกไปหาหมอก็เลยทำให้ได้แวะไปกินข้าวข้างนอกบ้านกัน

การออกจากบ้านในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับมื้ออาหาร ส่วนใหญ่แล้ว เรา 2 แม่ลูกก็จะถือโอกาสชวนกันกินข้าวนอกบ้านเพื่อเป็นการเปลี่ยนรสชาติ และ บรรยากาศ (จากการทำกับข้าวกินกันเองทุกวัน) วันนี้เมนูอาหารที่เราเลือก คือ ข้าวต้มปลา

วิธีสั่งข้าวต้มปลาสำหรับคนที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย (ที่กำลังเตรียมตัวดำเนินเรื่องการล้างไต หรือ ฟอกเลือด) คือ ข้าวต้มแห้งใส่เนื้อปลา ไม่ใส่ชูรส น้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ ตังไฉ่ และ น้ำข้าวเปล่าๆ 1 ชาม (พยายามตัดรสชาติเค็มให้มากที่สุด เพราะถ้ากินลงไปก็จะทำให้ไปสะสมในร่างกาย แล้วจะไปอมน้ำทำให้ตัวบวม จนมีผลต่อเนื่องถึงน้ำท่วมปอดได้)

การสั่งข้าวต้มแห้ง เราจะได้เฉพาะข้าวต้มแห้งๆ ที่ไม่มีการใส่น้ำให้เป็นข้าวต้ม เพราะถ้าใส่น้ำให้เป็นข้าวต้ม ตามร้านข้าวต้มปลาส่วนใหญ่ จะมีน้ำแกงไว้ใส่ต่างหาก โดยเป็นน้ำแกงที่มีการปรุงรสชาติ (อาจจะโดยการใส่เกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา ผงชูรส หรือซุปก้อนก็ตาม)  ไม่ใช่น้ำข้าวต้มแบบที่เราต้มกินเองที่บ้าน สีน้ำข้าวต้มตามร้านจึงไม่ใช่สีขาว แต่เป็นสีที่ดูก็รู้ว่าเค็ม ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคไตอย่างเด็ดขาด

เนื้อปลาลวก ในส่วนของเนื้อปลาก็จะมีรสชาติเค็มอยู่แล้ว เพราะการล้างปลาให้หายคาว เราก็จะล้างคาวปลาด้วยน้ำเกลือ แต่ร้านอาหารที่อาหารสดอยู่เสมอ เจ้าของร้านมักจะเน้นการใช้เกลือเพื่อล้างคาว มากกว่าเพื่อการถนอมอาหาร เพราะต้องการให้เราได้ลิ้มรสความสด และความหวานของเนื้อปลามากกว่า  (ร้านไหนของยิ่งไม่สด รสชาติของเนื้อปลาก็จะยิ่งเค็ม)

น้ำข้าว โดยปกติร้านข้าวต้มปลาจะหุงข้าวในแบบที่เรียกหุงแบบเช็ดน้ำ โดยการเทน้ำข้าวทิ้ง ในเมื่อคนเป็นโรคไตไม่เหมาะที่จะกินน้ำแกงที่มีการปรุงรส น้ำข้าวจึงเป็นอีกทางเลือก นอกไปจากน้ำเปล่าที่เป้นน้ำดื่มบนโต๊ะ (ฮ่าาา ยังไงก็ได้กินรสชาติที่เรียกว่าจืด)

ที่สำคัญเครื่องปรุงรสที่มีอยู่บนโต๊ะ ไม่ว่าจะเป็นเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว น้ำปลา ไม้จิ้มฟัน (เอ้อ .. อันหลังไม่เกี่ยว) ไม่ควรที่จะนำมาปรุงรสเพิ่ม ยิ่งปรุงเพิ่มรสที่เราทานก็จะยิ่งเค็มมากขึ้น ลิ้นของเราก็จะคุ้นเคยกับความเค็มมากขึ้นๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อไตของเราเลย

ในกรณีถ้าจะทำข้าวต้มปลากินเองที่บ้าน ต้มข้าวหอมมะลิ เนื้อปลาสดๆ (ทำเองไม่ต้องใช้เกลือด้วย เพราะเราซื้อปลามาสดๆ ลวกน้ำเดือดๆ ทิ้งซักทีก็หายคาวแล้ว) โรยคื่นไฉ่เสียหน่อย  ก็อร่อยไม่รู้ลืม  ถ้าจะให้ดีสำหรับสำหรับผู้ป่วยโรคไต อาหารที่ทำทาน ควรจะทำสดๆ ใหม่ๆ และเสริฟตอนร้อนๆ จะทำให้ผู้ป่วยทานได้ง่ายขึ้นนะคะ

ข้อดีของการกินอาหารรสชาติ “จืด” (เป็นเพื่อนคุณแม่) ทำให้ลักได้เรียนรู้ว่า รส “ธรรมชาติ” ของอาหารนั้นมีความหวาน ความสด อยู่ในตัวของมันเอง แต่การกินอาหารไม่ปรุงรสก็กลายเป็นข้อเสียเช่นเดียวกัน เพราะลิ้นจะไปรับรสชาติอาหารว่า มีรสของเครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ หรือ รสชาิติความหอม หวาน อร่อยจากตัววัตถุดิบ

อาหารที่ทำจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี สดและสะอาด ร้านอาหารก็จะไม่ค่อยปรุงรสจัดจ้านนัก แต่ถ้าร้านไหนมีการปรุงรสอย่างเข้มข้นโดยเน้นรสชาติเค็มปี๋  ทำให้เป็นข้อสังเกตได้ว่าวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารอาจจะไม่สดเท่าไหร่นัก อืมม์ … ดูเหมือนว่าลักจะกลายเป็นคนเรื่องมากในการกินอาหารไปเสียแล้ว.. แต่ก็นะ รสชาติอาหาร คุณภาพอาหาร เรียกว่าอาหารทุกชนิดที่เรากินส่งผลต่อร่างกาย และไตของเราทั้งนั้น ไตของเรา ถ้าเราเองยังไม่รัก แล้วใครจะมารัก ถ้าเรายังไม่ดูแล แล้วใครจะมาดูแล จริงไหม?

เมนูอาหารสำหรับคนเป็นโรคไต ทำอะไรดี (3)

วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เป็นวันที่ขอพาคุณแม่ออกจากโรงพยาบาล ด้วยการขอโอกาสครั้งสุดท้้ายจากหมอ เพราะสภาพจิตใจคุณแม่ไม่พร้อมที่จะฟอกไตจริงๆ

ค่าของเสียในร่างกาย  (BUN) ของคุณแม่ในเช้าวันนั้น คือ 106.7 (ค่าปกติ 8-20)

ค่าของไต (Creatinine) 4.65 (ค่าปกติ .50-1.50)

รู้ว่าคุณหมอปรารถนาดี เพราะค่าของเสียในร่างกายเกิน 100 แล้ว แต่ก็อยากจะขอโอกาส โดยรับปากว่า ถ้าคุณแม่มีอาการผิดปกติ จะพากลับมาหาหมอที่โรงพยาบาลทันที

ระหว่างการต้องฟอกไต VS การเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร คุณแม่บอกว่ายอมเปลี่ยนพฤติกรรมดีกว่า

คุณหมอให้เลี่ยงเนื้อสัตว์ แต่ให้กินอาหารประเภทโปรตีนจากไข่ข่าว  (มื้อละ 3-4 ฟอง) และปลา

รวมทั้งไม่ให้ปรุงรสเค็ม ด้วยซีอี๊ว น้ำปลา เกลือ ซอสปรุงรสทุกชนิด กะปิ ซุปก้อนต่างๆอย่างเด็ดขาด

กินยากมากกกกกกกกกกกก เพราะรสชาติไม่ถูกปากเลย แต่อาศัยที่ปรุงร้อนๆ ก็ช่วยทำให้รสชาติน่าทานมากขึ้นทีเดียว

คุณแม่เกือบจะหมดกำลังใจยอมแพ้หลายหน เพราะว่ารสชาติอาหารที่ไม่ได้ปรุงรสเค็ม (แม้จะปรุงรสหวาน เปรี้ยว เผ็ด ก็ไม่กลมกล่อม) แต่ผลเลือดทีค่าดีขึ้นๆ จนคุณหมอบอกว่าไม่คุยเรื่องฟอกไตแล้ว ก็ทำให้คุณแม่มีกำลังใจมากขึ้นทุกครั้งที่พบหมอ

ผลเลือดล่าสุด หลังจากที่ออกจาก รพ. ครบ 3 เดือน (2 มี.ค.53)

ค่า BUN ของคุณแม่มาอยู่ที่ 76

ค่า Creatinine มาอยู่ที่ 2.72

คุณหมอถามว่า คุณแม่ทานอะไรบ้างในวันหนึ่งๆ ?

หลักๆ เลยก็คือ ข้าวสวย (คุณแม่ชอบทานข้าวสวยมากกว่าข้าวต้ม)   ผัดผักร้อนๆ ชนิดต่างๆ (หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วล้างเพื่อล้างยาฆ่าแมลง และล้างโปแตสเซียมออกจากผัก) แล้วก็ไข่ต้มมื้อละ 3-4 ฟอง ถ้าคุณแม่เบื่อบางมื้อก็จะสลับเป็นไข่ขาวทอด หรือ ปลาทอดค่ะ กับข้าวทุกจานไม่เหยาะซอส หรือปรุงรสชาิติเค็มใดๆ เลย

คุณหมอชื่นชมคุณแม่ว่าเก่งมาก และขอให้มีความอดทน ถ้าไม่อยากฟอกไตก็ต้องช่วยรักษาไตไม่ให้เสื่อมลง การไม่กินเค็มเป็นตัวช่วยมากๆ

เมื่อคุณหมอมั่นใจว่าคุณแม่ไม่ทานเค็มแน่ๆ คุณหมอก็แนะนำให้คุณแม่ทานน้ำให้เยอะขึ้น เพราะอยากให้ค่าของเสียลดลงไปมากกว่านี้

ตอนนี้คุณแม่ดื่มน้ำเยอะขึ้นแล้ว รอดูผลว่าจะดีขึ้นไหม?

ปล. การปรับตัวเรื่องอาหารช่วยชะลอการฟอกไตไปได้หลายเดือน ซึ่งทำให้มีเวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคไต และทำให้เข้าใจว่าเมื่อโรคไตดำเนินมาถึงระยะสุดท้าย วิธีการฟอกไตจะช่วยรักษาชีวิตของคุณแม่ไว้ได้

เพราะถึงแม้ว่าผลเลือดจะดีขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่เดินหน้าคือวันเวลา อายุที่เพิ่มขึ้น กับสภาพไตที่คุณหมอบอกว่าอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ทำให้ตัดสินใจล้างไตก่อนที่ไตจะไม่เหลือการทำงานเลย เพราะไม่มั่นใจว่าถ้าปล่อยจนไตไม่สามารถทำงานได้ คุณแม่จะมีโอกาสมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการล้างไตโดยละเอียด ทำให้รู้ว่ายิ่งไตเหลือการทำงานน้อยลง คุณแม่จะยิ่งเกิดภาวะทรมานมากขึ้น จากของเสียที่เพิ่มขึ้น ระบบการทำงานภายในร่างกาย สมอง ซึ่งไม่อยากให้คุณแม่เดินไปถึงจุดนั้น การหาข้อมูลเกี่ยวกับการล้างไตทำให้สามารถเลือกวิธีการล้างไตที่เหมาะสมกับวิถีการดำเนินชีวิตของสมาชิกในครอบครัวและสภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวด้วย