ดูแลเบาหวานยังไงไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน

รูปภาพ
คนเป็นโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่อายุยังน้อย) จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเป็นโรคแทรกซ้อน?

ไม่จำเป็นเลยค่ะ มีคนจำนวนน้อย(!?) ที่เป็นโรคเบาหวานแล้วสามารถดูแลตัวเองเป็นอย่างดีจนไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ  และมีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่เป็นโรคเบาหวานแล้วมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นตามมา

สาเหตุที่คนเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น เพราะไม่สามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ได้ การที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำกว่าเกณฑ์จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคแทรกซ้อนที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน

จากภาพที่ลักข์ทำขึ้นมา ลักข์แบ่งระดับน้ำตาลเป็นโซนต่างๆ
โซนสีเขียว คือ ระดับน้ำตาลที่ปลอดภัย หากเราสามารถรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์นี้ไว้ตลอด ชีวิตย่อมปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานอย่างแน่นอน

โซนสีเหลือ คือ ระดับน้ำตาลที่เริ่มไม่ปลอดภัย หากทิ้งไว้นานก็จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

โซนสีแดง คือ ระดับน้ำตาลที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกาย หรืออาจจะทำให้ถึงแก่่ชีวิตได้

การที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์โดยปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเกินกว่าเกณฑ์เป็นระยะเวลานานหลายปี จะส่งผลต่อระบบหลอดเลือดภายในร่างกายอย่างแน่นอน ซึ่งผลสุดท้ายจะส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ ทำให้ตาบอดได้ ทำให้หัวใจมีปัญหาได้ ทำให้ไตวายได้ ทำให้ระบบปลายประสาทไม่มีความรู้สึกได้ (ระดับน้ำตาลสูงอย่างรุนแรงจะทำให้เลือดเป็นกรด เหนื่อยหอบ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ระดับความผิดปกติของเกลือแร่ในเลือดที่ชื่อว่าโปแตสเซียม สามารถจะทำให้หัวใจหยุดเต้นจนเสียชีวิตได้)

ส่วนการที่ปล่อยให้ระดับน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์อยู่เสมอ นอกจากจะทำให้เรามึนงง หมดสติ หรืออาจจะทำให้เสียชีวิตได้ (ระดับน้ำตาลต่ำแบบรุนแรงสามารถส่งผลให้หมดสติ และหากไม่ได้รับการช่วงเหลือได้ทันท่วงทีระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำจนถึงขั้นเสียชีวิตได้)

แล้วเราคนที่เป็นโรคเบาหวานจะดูแลตัวเองยังไงดี ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ได้ มีชีวิตอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุขได้ โดยไม่มีโรคแทรกซ้อน?

การจะมีชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานให้ได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยจากโรคแทรกซ้อนจำเป็นที่ต้องศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ต้องรู้ระดับน้ำตาลของตัวเองให้ได้อย่างจริงจัง จนสามารถที่จะยอมรับว่าเบาหวานคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราจะต้องดูแลตลอดไป ถ้าเรามีวิธีคิดและความรู้ความเชื่อเช่นนี้ เราก็จะเป็นเบาหวานได้อย่างปลอดภับโดยปราศจากโรคแทรกซ้อนอย่างแน่นอน

สิ่งที่ต้องเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวาน คือ
1. โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมได้ แต่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะไปหาหมอผี กินยาผีบอก จ่ายเงินให้กับคนที่มาหลอกสักแค่ไหนก็ตาม โรคเบาหวานก็จะอยู่กับเราเสมอ เพราะฉะนั้นแม้ว่าเราจะควบคุมได้ แต่ถ้าเราเผลอไม่ดูแล ระดับน้ำตาลก็พร้อมที่จะสูงขึ้นมาทุกเมือ

นอกจากไม่ควรเชื่อหมอเถื่อนหมอผีแล้ว การรักษากับบุคคลากรทางการแพทย์ การไปพบแพทย์ตามนัดหมาย จึงเป็นเรื่องสำคัญ (สถานที่ไหนสามารถรักษาเบาหวานโดยไม่มีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เชื่อถือไม่ได้นะคะ) การไปพบแพทย์นั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องประจำทุกๆ 2 เดือน(อย่างมากแล้ว) แต่ถ้าเราดูแลตัวเองได้ดี เราก็จะได้ใบนัดแบบทุกๆ 3 หรือ 4 เดือน ซึ่งเท่ากับปีละ 3-6 วันจาก 365 วันเป็นอย่างมาก การไปพบแพทย์ก็เพื่อตัวเราเองนะคะ อย่าถือว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อเลยนะคะ

2. ยาที่คุณหมอให้นั้น ไม่ส่งผลทำลายหรือทำร้ายตับไตหรอกค่ะ ยารักษาที่นำมาใช้นั้นผ่านการค้นคว้าวิจัยมาอย่างดีแล้ว หากมีการค้นพบว่าตัวยามีปัญหายาก็จะถูกถอนออกจากทะเบียนทันที

ปัญหาเรื่องยาที่จะไปทำลายตับ ทำลายไต เท่าที่พบเกิดจาก 2 สาเหตุคือ การปล่อยให้ระดับน้ำตาลควบคุมไม่ได้ จนหลอดเลือดของเราถูกทำลาย และ 2 คือการกินยาผีบอก หรือยาที่คนเขาเอามาหลอกขายต่างหากที่จะทำให้อวัยวะเราถูกทำลาย(จนหลายคนต้องกลายไปเป็นผี ที่กลับมาบอกความจริงไม่ได้เสียชีวิตเพราะคนด้วยกันนี่แหละหลอก)

เพราะฉะนั้นยาที่คุณหมอในรพ.จ่ายให้เป็นยาที่มีความปลอดภัยมากพอ และมีผลในการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลเพื่อให้ชีวิตการเป็นเบาหวานของเรานั้นมีความปลอดภัยมากพอ ดังนั้นจึงต้องกินยา/ฉีดอินสุลินตามที่คุณหมอแนะนำนะคะ ระดับน้ำตาลจึงจะสามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ได้

3. สิ่งที่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด คือ อาหาร ถ้าเราเรียนรู้ว่าอาหารชนิดไหนส่งผลต่อระดับน้ำตาลในร่างกายเรายังไง จะทำให้เราเลือกกินอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น ความจริงที่คนเป็นเบาหวานหลายคนไม่รู้คือ คนที่เป็นโรคเบาหวานทานอาหารได้ทุกอย่างที่อยากกิน เรื่องปริมาณต่างหากเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ข้าว 1 ทัพพี เท่ากับ การกินขนมปัง 1 แผ่น หรือเท่ากับการกินเค้ก 1/3 ชิ่น หรือเท่ากับการกินมะม่วงสุกหรือดิบก็ตาม 1/2 ลูก เพราะฉะนั้นยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรามีความสุขกับการกินอาหารทุกชนิดโดยที่เรายังสามารถควบคุมระดับน้ำตาลของเราได้ด้วย

4. เครื่องเจาะเลือด เป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับชีวิตคนเป็นเบาหวาน แต่ก็ต้องใช้ประโยชน์จากเครื่องเป็นด้วยจึงจะมีประโยชน์ ระดับน้ำตาลบอกอะไรเราได้บ้าง? ระดับน้ำตาลสามารถบอกเราได้ว่า ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราจะเจาะเลือด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการกินอาหาร หรือการออกกำลังกาย หรือยาส่งผลต่อเราอย่างไร รวมที้งเป็นตัวกำหนดให้เราตัดสินใจที่จะกินอาหาร ทำกิจกรรม อย่างไรต่อไปในอนาคต

5. การออกกำลังกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน

เรื่องที่คนเป็นเบาหวานต้องระวังเสมอคือ
1. ข้อมูลหลอกลวงเกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวานในรูปแบบต่างๆ ที่จะทำให้รักษาเบาหวานได้ดีขึ้น หรือรักษาเบาหวานได้จนหายขาด … ข่าววันนี้ (26 กย. 55) ที่มีน้องเบาหวานต้องเสียชีวิตเพราะไปรักษากับหมอเถื่อน จนกระทั่งทำให้น้องต้องเสียชีวิตลง ลักข์เชื่อว่ามีเด็กเบาหวานจำนวนมากที่ต้องสูญเสียอวัยวะ หรือเสียชีวิตลงเพราะความเชื่อ ความหวังที่จะหาวิธีรักษาให้หายจากโรคเบาหวานแล้วไปรักษาผิดวิธี

2. โรคเบาหวานเป็นโรคที่มองไม่เห็นด้วยภายนอก (ไม่เหมือนกับโรคสายตาสั้น ต้องใส่แว่น คนภายนอกสามารถรับรู้ได้) รวมถึงไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน (ไม่เหมือนแผลมีดบาดเลือดออกเจ๊บแน่ๆ) การตรวจสอบโรคเบาหวาน จึงต้องใช้เครื่องมือ อย่าใช้เพียงความรู้สึก การไปหาหมอตามนัดเป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องเจาะเลือดอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น (ลักข์เจาะอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วงเรียนรู้ปริมาณอาหารกับระดับน้ำตาลเจาะวันละ 14 หน)

โรคเบาหวานเป็นโรคที่รักษาได้ ควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายได้ แม้จะไม่สามารถหายขาดก็ตาม  เพราะฉะนั้นถ้าเราพยายามเรียนรู้ระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวันของเรา พยายามควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ มั่นใจได้เลยค่ะว่าเราจะเป็นอีก 1 พลังของคนในส่วนน้อยที่ดูแลตัวเองได้ดี …. ถ้าในอนาคต คนเป็นเบาหวานและไม่มีโรคแทรกซ้อนเป็นคนส่วนมากของสังคมคงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยทีเดียว

เป็นกำลังใจให้กับคนเป็นเบาหวาน และผู้ดูแลเบาหวานทุกคนนะคะ

Hyperglycemia ทำให้เกิดโรค (1)

Hyperglycemia,ไฮเปอกลัยซีเมีย, ระดับน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ทำให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง?

โรคที่จะเกิดขึ้น ก็คือ โรคที่เราคุ้นเคยในชื่อ โรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน (ตา ไต หัวใจ ปลายประสาท) ที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

เพราะฉะนั้นHyperglycemai หรือ ระดับน้ำตาลสูง จึงหมายความว่าระดับน้ำตาลที่สูงกว่าเกณฑ์ปลอดภัย ซึ่งมีผลทำให้เราเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกมากมาย ที่เรียกกันว่าโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานนั่นเอง  เช่น โรคไต  คนที่เป็นโรคไตนั้น เป็นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นโรคไต คือ โรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลสูง จะทำให้เกิดโรคได้จริงๆ หรือ?

หลายคนอาจจะยังสงสัย ไม่เข้าใจ เพราะตรวจกี่ครั้งน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์เป็นประจำ ไม่เห็นจะรู้สึกอะไรเลย ยังมีชีวิตอยู่ได้ ใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เรียนหนังสือ เล่นวิชาพละ ทำงาน ออกกำลัง เดินทางท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ทำไมต้องเชื่อคำเตือนเรื่องการดูแลระดับน้ำตาล เพราะการหม่ำ หม่ำ หม่ำ ตามใจปาก ตามที่ร่างกายต้องการ ตามใจที่อยากก็ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

ภาวะระดับน้ำตาลสูง หรือ Hyperglycemia ทำให้เกิดผลใน 2 รูปแบบ คือ

1. เห็นผลทันตา รู้สึกได้ทันใจ เกิดอาการทันที นั่นคือ ความรู้สึกง่วงหงาวหาวนอน อ่อนเพลีย (เจาะเลือดตอนเกิดอาการดูนะคะ ไม่มีต่ำกว่า 200 มก./ดล.แน่นอน) หิวน้ำ ปัสสาวะบ่อย ถ้าในระดับรุนแรงมากขึ้น คลื่นไว้ อาเจียน หมดสติ ต้องนำส่งรพ.ทันที เพราะเลือดของเราที่อยู่ภายในเสียสมดุล กลายเป็นกรด อันตรายถึงชีวิตได้ (พบภาวะกรดคีโตนคั่งได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1)

ซึ่งถ้าระดับน้ำตาลไม่ถึงขั้นสูงปรี๊ดจนเลือดเป็นกรดน๊อคเข้ารพ. ระดับน้ำตาล 200-300 อาจจะทำให้รู้สึกเพียงง่วงนอน อ่อนเพลีย แต่ใช้ชีวิตไปตามปกติได้ ไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดว่าจะมีภัยอะไรตามมา … แต่ระดับน้ำตาลสูงจะเพียงแค่อ่อนเพลียและง่วงนอนแค่นั้นหรือเปล่า?

2. เห็นผล ณ เวลาใด เวลาหนึ่งในอนาคต อาจจะเป็น 5 ปี 10 ปี 15 ปี เต็มที่ก็ 20 ปี สารพัดโรคจะมารุมเร้า โรคต่างๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที แต่แอบซ่อนอยู่ภายในร่างกายไม่ให้เรารู้ตัว โดยมีสาเหตุจากเลือดที่หวานเพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้อวัยวะภายในร่างกายของเราที่เกิดปฏิกริยาบางอย่าง  …. เหมือนกล้วยเชื่อมสิคะ ที่ถูกเคี่ยวอยู่ในน้ำตาลและความร้อน ทำให้กล้วยนั้นนุ่ม นิ่ม เปื่อยยุ่ย … เส้นเลือดและอวัยวะภายในของเราที่อยู่แช่อยู่ในน้ำเลือดที่หวานก็จะค่อยๆ ถูกทำให้เปราะบาง เปื่อย ยุ่ย คล้ายๆ กันค่ะ ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคที่เกิดขึ้นกับดวงตา .. อวัยวะสำหรับการมองเห็นของเรา

หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานาน หลอดเลือดเล็กๆ ที่ส่งไปเลี้ยงจอรับภาพที่ทำให้เรามองเห็นจะเกิดความผิดปกติ เกิดการรั่วไหลของน้ำเลือด น้ำเหลือง ออกมาที่จอรับภาพ ทำให้การมองเห็นมัวลง และมองเห็นเป็นจุดดำ เส้นดำ เป็นหย่อม เป็นปื้นดำ หากไม่ได้รับการรักษาได้ทันเวลา ก็จะนำไปสู่ความพิการทางสายตา คือ ตาบอดได้

                                     ภาพที่มองเห็นจากจอรับภาพที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ดวงตาภายนอกนั้นยังดูเป็นปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง

ตอนได้ยินได้ฟังเรื่องโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ก็คิดเสมอว่าจะเป็นจริงได้ยังไง ในเมื่อเรายังอยู่ได้ อยู่ดีไม่มีปัญหา แต่เมื่อถึงเวลาใดหนึ่ง ณ ในอนาคต ระดับน้ำตาลที่เราคิดว่าไม่ส่งผลอะไร จะมาอย่างรวดเร็ว รุนแรงแบบที่ไม่ทันตั้งตัวเตรียมใจเลย … เคยได้ฟังคุณหมอเล่าว่า มีคนไข้เบาหวานมาทักทายหมอ พร้อมกับบอกข่าวดีว่าหนูมีลูกแล้ว แต่ข่าวร้ายของหนูคือ หนูไม่มีโอกาสได้เห็นลูกอีกต่อไปแล้ว … ส่องกระจกมองไม่เห็นหน้าตัวเอง น้ำตายังไม่ไหลเท่ากับมองไม่เห็นหน้าแม่เลย …. นึกถึงคำคุณหมอ คิดถึงคนที่ไม่มีโอกาสมองเห็นหน้าคนที่รักอีกต่อไป …

ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้หรือเปล่า? ถ้าดูแลตัวเองได้ดีจริง เบาหวานก็ไม่สามารถนำพาโรคใดมาได้อีก แต่ถ้าปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูง ยังมีอีกหลายโรคที่พร้อมใจกันมาโดยเราไม่เคยถามหา  ไม่เคยคาดหวัง

ถ้าเราไม่อยากเจอกับเหตุการณ์เบาหวานขึ้นมา เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันกันดีกว่า

วิธีป้องกันที่สำคัญและจำเป็น คือ  ดูแลรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เสมอ ไปพบจักษุแพทอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้คุณหมอตรวจดวงตาว่า จอประสาทตาของเรายังอยู่สบายดีหรือเปล่า

ถ้าหากดวงตามีแววสบายดี คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตาปีละครั้ง แต่ถ้ามีแววว่าไม่สบาย คุณหมอก็จะนัดให้เรามาสบตากันบ่อยครั้งขึ้น โดยจะเน้นย้ำให้เรากระชับระดับน้ำตาลให้เข้าเขตพื้นที่ที่ปลอดภัย หรือถ้าเข้าขั้นภาวะฉุกเฉิน คุณหมอก็จะทำการรักษา ถึงแม้ว่าการรักษาจะไม่สามารถทำให้ดวงตากลับมามองเห็นได้เหมือนเดิม แต่ก็จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดการสูญเสียดวงตาและการมองเห็นได้ แต่ความโชคดีที่คุณหมอรักษาการมองเห็นของเราไว้ได้ ก็จะไม่อยู่กับเราไปตลอด หากเรายังไม่ดูแลระดับน้ำตาลของตัวเองให้ดี

พอจะจินตนาการออกบ้างแล้วใช่ไหมคะว่า Hyperglycemia ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร……

แบ่งปันประสบการณ์เบาหวาน

มีอีเมล์มาหาลัก เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องเบาหวาน หลังจากที่ตอบคำถามเสร็จลักคิดได้ว่าเอามาแบ่งกันอ่านดีกว่า เลยขออนุญาตเจ้าของคำถาม ซึ่งคุณแป๊วก็ยินดีให้เอามาลงแบ่งปันกันอ่าน

หากใครมีประสบการณ์อะไรที่อยากแบ่งปัน หรือร่วมแสดงความคิดเห็น หรือต้องการให้คำแนะนำ ลักยินดีเสมอเลยนะคะ


คุณลักคะ

พอดีแป๊วเจอ blog ของคุณลักจากใน google ค่ะ คือตอนนี้พอดีแป๊วเพิ่งทราบว่าคุณแม่เป็นเบาหวานค่ะ น้ำตาลสูงมากค่ะ 362 ค่ะ แต่โชคดีว่าไปตรวจผลตับกับไตแล้วไม่เป็นอะไรค่ะ คาดว่าน่าจะยังเป็นมาได้ไม่นาน แต่ระดับน้ำตาลสูงมาก คุณหมอสั่งห้ามทานผลไม้และของหวานทุกชนิดทันทีเลยค่ะ แต่ผลอัลตราซาวน์ เหมือนตับอ่อนจะมีปัญหา ตอนนี้รอผลตรวจจากคุณหมออยู่ค่ะ

แป๊วอยากถามคุณลักเกี่ยวกับเรื่องอาหารค่ะ แล้วก็อยากทราบว่าถ้าควบคุมอาหารดีๆแล้ว อัตราการลดลงของระดับน้ำตาลจะเร็วหรือช้าแค่ไหนคะ

อยากให้คุณแม่มีกำลังใจค่ะ เพราะตอนนี้ท่านค่อนข้างพยายามทำตามที่คุณหมดสั่งมาก ตอนนี้คุณแม่ลดน้ำอัดลมและของหวานและน้ำหวานทุกชนิดตามที่คุณหมอสั่งแล้วค่ะ แต่อาหารที่ทานก็พยายามทานเป็นพวกต้มจืด เกาเหลา แต่ปัญหาที่เจอคือบางครั้งทานน้อยไปแล้วคุณแม่จะเวียนหัวค่ะ ก็เลยไม่แน่ใจ ว่ากำลังมาถูกทางรึเปล่าคะ

อยากให้คุณลักแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอาหารนิดนึงค่ะ และอีกอาการคือหลังอาหาร คุณแม่จะเวียนหัว คลื่นไส้แต่ผ่านไปซักพักก็จะดีขึ้นค่ะ อันนี้เป็นอาการปกติรึเปล่าคะ อีกเรื่องคืออาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

ถ้าได้รับยาจากคุณหมอแล้ว อาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้นรึเปล่าคะ ตอนนี้ยาของคุณหมดเป็นยาหลังอาหารก็เลยคาดว่าเป็นยาเพิ่มการทำงานของ อินซูลินค่ะ คุณแม่บอกว่าหลังทานยาคุณหมอแล้วอาการดีขึ้นมากค่ะ แล้วที่กังวลอีกเรื่องค่ะคือเรื่องอาการช็อก จะมีโอกาสรึเปล่าคะ เพราะน้ำตาลสูงมาก ตอนนี้กลัวมากเลยค่ะ

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

คุณแป๊วคะ

ถ้ายังไม่มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นก็เป็นไปได้ว่าคุณแม่ อาจจะเพิ่งเป้นเบาหวานได้ไม่นาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณหมอแจ้งค่า A1C หรือเปล่าคะ? ว่ากี่เปอร์เซนต์? ค่า A1C จะเป็นค่าน้ำตาลสะสมโดยเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนค่ะ

เรื่องระดับ น้ำตาล 362 คือ ค่า FBS ใช่ไหมคะ? คือเป็นน้ำตาลตอนเช้าหลังจากอดอาหารมา 8 ชั่วโมงใช่หรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็หมายความว่าหลังจากกินอาหารเข้าไป (แบบไม่มียา) ระดับน้ำตาลก็จะสูงขึ้นไปอีก แต่จะสูงมากจนทำให้ช็อคหรือเปล่าขึ้นอยู่กับอาหารค่ะ

คำถามของคุณแป๊วถ้าควบคุมอาหารดีๆ ระดับน้ำตาลจะลดลงเร็วหรือช้าแค่ไหน? ที่ทำอยู่ถูกทางหรือเปล่า? ขอคำแนะนำเรื่องอาหาร

ระดับ น้ำตาลของคนเราขึ้นลงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ภาวะน้ำตาลสูง Hyperglycemia

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Hyperglycemia หมายความว่าสูงเกินกว่าเกณฑ์ค่าปกติ คือ 70-99 มก./ดล. หลังอดอาหาร 8 ชม. และหลังมื้ออาหาร 2 ชม.เกิน 180 มก./ดล.

จะรู้ได้อย่างไรว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงแล้ว (Hyperglycemia)? ต้องเจาะเลือดตรวจ

คนที่เจาะเลือดตรวจแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน การตรวจพบระดับน้ำตาลสูงบ้าง ต่ำบ้างนั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา ที่จะละเลยโดยไม่ใส่ใจ และไม่ทำอะไรนะคะ เพราะทั้งระดับน้ำตาลในเลือดสูง และ ต่ำ สามารถส่งผลทำลายอวัยวะภายในของเราได้ และทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ ได้ทั้งในระยะสั้นแบบฉับพลันทันที หรือ ระยะเวลายาวหลายสิบปี กว่าจะรู้ว่าระดับน้ำตาลสูงเป็นระยะเวลานานเกิดผลเสียและเป็นอันตรายต่อร่างกายจริงๆ ก็มักจะมีโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงเกิดขึ้นแล้ว

ภาวะระดับน้ำตาลสูงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง แบบไม่พบกรดคีโตนคั่ง ภาวะนี้จะพบได้ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี เมื่อเจ็บป่วย หรือเกิดการตืดเชื้อจะทำให้ระดับน้ำตาลสูงมากขึ้น

ลักษณะอาการของผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

๑. กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย และมากผิดปกติในเวลากลางคืน

๒. อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด

๓. ตาพร่ามัว

๔. ซึม จนถึงขั้นหมดสติได้

2. ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และพบกรดคีโตนคั่ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ร่วมกับมีภาวะกรดคีโตนคั่ง ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างรุนแรง ถ้ารักษาไม่ทันสามารถทำให้เสียชีวิตได้ พบมาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการขาดอินสุลิน หรืออินสุลินไม่เพียงพอ

อาการที่พบบ่อยคือ

๑. คลื่นไส้ อาเจียนมาก

๒. ปัสสาวะบ่อย

๓. ลมหายใจมีกลิ่นเหมือนผลไม้ (กลิ่นคีโตน)

๔. หายใจเหนื่อยหอบ จนอาจถึงขั้นช็อคหมดสติได้

การรักษาอาการฉุกเฉินนี้ ให้ดื่มน้ำมากๆ และรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การดูแลตัวเองเมื่อเราเจาะเลือดตรวจพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูง คือ

1. ดื่มน้ำเปล่ามากๆ

2. ปรับยาอินสุลิน ตามคำแนะนำของแพทย์ (คนที่เป็นเบาหวานแบบต้องพึ่งพาอินสุิลิน คุณหมอจะสอนหลักเกณฑ์ในการปรับยาให้)

3. หากมีอาการรุนแรง รีบนำ่ส่งโรงพยาบาลด่วน

เรามาเรียนรู้วิธีป้องกันตัวไม่ให้ระดับน้ำตาลสูงดีกว่าไหมคะ์? ว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้าง

1. ควบคุมปริมาณอาหารที่ทานตามที่นักโภชนาการแนะนำ

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3. รับประทานยา หรือฉีดอินสุลินตามหมอสั่งเป็นประจำสม่ำเสมอ

4. หมั่นตรวจเลือดเองสม่ำเสมอ หากมีภาวะเจ็บป่วยอย่าหยุดยาเอง

5. มาพบแพทย์ตามที่นัด เพราะโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ  ต่อเนื่อง ยาวนาน

ไม่ว่าจะเกิดภาวะน้ำตาลสูง หรือต่ำ ก็ไม่ดีทั้งนั้นนะคะ วิธีที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้ให้เข้าใจ เพื่อเราจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดทั้งภาวะไฮโป และ ไฮเปอค่ะ

ภาวะน้ำตาลต่ำ Hypoglycemia

ระดับน้ำตาลก่อนอาหาร 70-130 ต่ำกว่าระดับ 70 เรียกว่าภาวะน้ำตาลต่ำ

ระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชม. ไม่เกิน 180 ถ้าเกินกว่านี้ก็เรียกว่าภาวะน้ำตาลสูง

วันนี้มาคุยเรื่องภาวะน้ำตาลต่ำกันนะคะว่าเคยมีความรู้สึก ถึงอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ต่อไปนี้กันบ้างไหมคะ?

1. เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็ว หรือ

2. หิวมาก มือสั่น หงุดหงิดมาก หรือ

3. ปวดศรีษะ มึนงง หน้ามืด ตาลาย หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นหมดสติ หรือ

4. ถ้าเกิดในขณะนอนหลับ จะรู้สึกปวดศรีษะ มึนงง เหงื่อออกมาก ฝันร้าย ตื่นขึ้นมาเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ รู้สึกกระสับกระส่ายนอนต่อไม่ได้ หัวใจเต้นแรง

ถ้าเกิดขึ้น อยากให้เจาะเลือดกันดูนะคะว่า ระดับน้ำตาลนเลือดของเรากำลังต่ำอยู่จริงหรือเปล่า? เพราะหลายๆ ครั้งระดับน้ำตาลก็ต่ำจริง แต่ก็มีอีกหลายครั้งเช่นกันที่ไม่ได้ต่ำจริง เจาะเลือดเพื่อพิสูจน์เป็นเรื่องสำคัญนะคะ การสังเกตุอาการอย่างเดียวไม่เพียงพอค่ะ

ภาวะน้ำตาลต่ำ จะพบได้ในผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งที่รับประทานยา และฉีดยาอินสุลิน โดยเฉพาะคนที่ควบคุมระดับน้ำตาลมากๆ จะพบภาวะนี้ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ควบคุมเบาหวาน มาลองดูกันว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกิดขึ้นได้อย่างไรกันบ้าง

1. รับประทานอาหารน้อยกว่าปกติ พลาดเวลาอาหารหลัก รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม มีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำได้ค่ะ หรือ

2. ฉีดอินสุลิน หรือ รับประทานยาเบาหวานมากเกินไป ซึ่งถ้าคนที่เป็นเบาหวานได้จดรายการอาหาร เจาะเลือด และบันทึกผลไปให้คุณหมอ จะเป็นการช่วยให้คุณหมอ สามารถปรับปริมาณยาที่เหมาะสมใหักับเราได้ดียิ่งขึ้น หรือ

3. ออกกำลังกาย หรือ ทำงานที่ต้องใช้แรงมากกว่าปกติ หรือ

4. การรับประทานแอลกอฮอลล์บางประเภทในช่วงขณะท้องว่าง ก็มีผลทำให้ระดับน้ำตาลต่ำได้

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลต่ำแล้ว เราสามารถแก้ไขได้โดย

1. ถ้าระดับน้ำตาลไม่ต่ำมาก (ระดับที่ยังรู้สึกได้ดีอยู่ คือ 60-70) ใกล้เวลารบประทานอาหาร ก็ให้รับประทานอาหารทันที หรือทานของว่าง เช่น ขนมปัง นม ผลไม้ก่อน

2. ถ้ามีอาการค่อนข้างมากและยังรู้สึกตัว (เกิดอาการเหงื่อแตกจนเสื้อชุ่ม ใจสั่นตุ๊บๆ มือสั่น ถ้าเจาะเลือดมาส่วนใหญ่จะได้ค่ะ ประมาณ 50-60)   ดื่มน้ำหวาน 15 ซีซี ผสมน้ำ 1 แก้ว แล้วตามด้วยขนมปัง 1 แผ่น รอสักครึ่งชม. เจาะเลือดซ้ำอีกครั้ง ถ้าระดับน้ำตาลไม่ีดีขึ้น ให้ดื่มน้ำหวานอีก 1 แก้ว ค่อยๆ แก้นะคะ อย่ารีบกินอะไรเร็วและมากเกินไป มิเช่นนั้น กว่าจะรู้สึกหายจากอาการน้ำตาลต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดก็ขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 200 แล้ว

3. ถ้าอาการรุนแรงถึงขั้นหมดสติ ให้รีบนำส่งรพ.ทันที อย่าให้อาหาร ลูกอม หรือน้ำหวานเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดอาการสำลักได้

สำหรับตัวเอง ทุกครั้งที่ระดับน้ำตาลต่ำ จะรู้สึกเหนื่อยมาก ครั้งที่รู้สึกว่าน่ากลัวมากที่สุด คือครั้งที่กำลังจะหมดสติแล้ว ช่วยเหลือตัวเองอะไรไม่ได้เลย นอกจากตะโกนว่าเอาน้ำตาลใส่ปากให้หน่อยๆ  โชคดีที่เกิดขึ้นที่บ้าน แต่ก็ทำให้คนที่บ้านตกใจมากทีเดียว  มารู้เอาทีหลังว่า ลักตาลอย หน้าซีด และพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ครั้งเดียวก็รู้สึกเข็ด เพราะระดับน้ำตาลที่ต่ำมากจนถึงขั้นหมดสติ ถ้าแก้ไขไม่ทันก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ว่าแล้ว เรามาดูวิธีป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำกันดีกว่านะคะ ว่าป้องกันได้อย่างไรบ้าง

1. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา ให้เพียงพอกับกิจกรรมและความต้องการของร่างกาย ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง

2. ฉีดยาและรับประทานยาตามที่คุณหมอกำหนดให้ ถ้ามีการออกกำลังหรือทำกิจกรรมใดที่มากขึ้นกว่าเดิม ก็ควรเพิ่มอาหารว่างก่อนการออกกำลังกายด้วย

3. จดบันทึก เพื่อสำหรับเป็นข้อมูลในการปรึกษาแพทย์ และ ทีมเบาหวาน คุณหมอและทีมเบาหวานจะได้ช่วยปรับยาให้ได้ ตามความต้องการของร่างกายได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

4. แจ้งคนสนิท ใกล้ชิด คนในครอบครัว เพื่อนสนิท คุณครู เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปไหนด้วยกันว่าเราเป็นเบาหวาน พร้อมทั้งวิธีช่วยเหลือ เผื่อว่าถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาจะได้ให้ความช่วยเหลือเราได้ทันท่วงที

5. ควรมีลูกอม น้ำหวาน พกติดตัวไว้ตลอดเวลา

6. หมั่นเช็คระดับน้ำตาลด้วยเครื่องเจาะเลือดเสมอๆ หรือ วันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย

มาดูแลระดับน้ำตาลของเราไม่ให้สูงไม่ให้ต่ำกันจนเกินไปกันนะคะ เพื่อเป้าหมาย HbA1C  6.5%